<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>6562</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/04/2018 21:20</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/04/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ถือรอปันผล</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในช่วงเดือน เม.ย. ดัชนีหุ้นไทยนอกจากจะถูกกดดันด้วยการขายลดความเสี่ยงก่อนวันหยุดยาวในช่วงเทศกาลสงกรานต์แล้ว ยังมีแรงกดดันจากการประกาศจ่ายปันผลและการขึ้นเครื่องหมายผู้ซื้อหลักทรัพย์ไม่ได้สิทธิรับเงินปันผล (XD) ของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ประมาณ 70 บริษัท ซึ่งเป็น บจ.ที่มีมาร์เก็ตแคปใหญ่ โดยจะเป็นปัจจัยกดดันดัชนีประมาณ 11 จุด ทำให้ดัชนีหุ้นไทยในเดือน เม.ย.ปรับขึ้นได้ไม่มาก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยนักลงทุนบางส่วนเลือกที่จะถือหุ้นเพื่อรอปันผล แทนการซื้อขายบนกระดาน เพราะอย่างน้อยยังมีการันตีว่าถึงอย่างไรก็ได้เงินคืนอย่างแน่นอน ซึ่งจะน้อยหรือมาก ก็ขึ้นอยู่กับผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) นั้นๆ ว่ามีการเติบโตมากน้อยเพียงใด รวมถึงเงื่อนไขนโยบายที่เคยประกาศไว้ว่าจะมีการจ่ายปันผลปีละกี่ครั้ง นอกเหนือจากนั้น ก็ต้องดูพื้นฐานของ บจ.ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ความเห็นของบริษัทหลักทรัพย์ (บล.ทิสโก้) ระบุว่า จากสถิติย้อนหลัง 7 ปี พบว่ากว่า 70% ในช่วงเดือน มี.ค.-เม.ย.ของทุกปี เป็นช่วงที่หุ้นไทยจะปรับตัวขึ้น โดยได้รับปัจจัยหนุนจากการที่นักลงทุนเข้ามาช้อนซื้อหุ้นปันผลดีก่อนที่ บจ.จะประกาศจ่ายปันผล หากนักลงทุนเข้าซื้อหุ้นหลังตรุษจีนและถือต่ออีก 1 เดือน หรือขายออกในสิ้นเดือน มี.ค. จะได้ผลตอบแทนเฉลี่ย 2.8% หากถือไว้ 2 เดือน หรือขายออกช่วงสิ้นเดือนเม.ย. จะได้รับผลตอบแทนเฉลี่ย 4.8%&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ซึ่งในปี 60 นางเกศรา มัญชุศรี กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า มี บจ. ประกาศจ่ายเงินปันผลรวมทั้งสิ้น 487 บริษัท (ไม่รวมกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ และกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ และกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน) มูลค่ารวม 478,092 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทั้งนี้ แบ่งเป็น บจ.ใน SET 400 บริษัท มูลค่าเงินปันผล 473,270 ล้านบาท และ บจ.ใน mai 87 บริษัท มูลค่าเงินปันผล 4,822 ล้านบาท โดยมูลค่าเงินปันผลส่วนใหญ่ หรือ 52% ของทั้งหมด เกิดจาก บจ.หมวดพลังงานและสาธารณูปโภค ธนาคาร และเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร นอกจากนี้ มีอัตราเงินปันผลตอบแทน โดยเฉลี่ยเท่ากับ 3.41% ขณะที่ กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์และกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (Property fund &amp;amp; REITs) มีอัตราเงินปันผลตอบแทนโดยเฉลี่ย 5.97% และกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน มีอัตราเงินปันผลตอบแทนโดยเฉลี่ย 7.04%&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;บจ.ไทยส่วนใหญ่มีผลประกอบการดี และจ่ายเงินปันผลสม่ำเสมอ ด้วยอัตราผลตอบแทนที่อยู่ในระดับดี ซึ่งเป็นปัจจัยที่ส่งผลให้ผู้ลงทุนพิจารณาลงทุนในหุ้นไทย&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ด้านความแข็งแรงของ บจ.ใน SET ที่ประกาศจ่ายเงินปันผลสูงสุด 5 อันดับแรก คือ บมจ.ปตท. (PTT), บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (ADVANC), บมจ.ปูนซิเมนต์ไทย (SCC), ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) และ บมจ.พีทีที โกลบอล เคมิคอล (PTTGC) มีมูลค่ารวมกัน 132,085 ล้านบาท หรือ 28% ของมูลค่าเงินปันผลทั้งหมดใน SET&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สำหรับ บจ.ใน mai ที่ประกาศจ่ายเงินปันผลสูงสุด 5 อันดับแรก คือ บมจ.ฟอร์ท สมาร์ท เซอร์วิส (FSMART), บมจ.บรุ๊คเคอร์ กรุ๊ป (BROOK), บมจ.บางกอก เดค-คอน (BKD), บมจ.ไทย โซล่าร์ เอ็นเนอร์ยี่ (TSE) และ บมจ.ฟอร์จูน พาร์ท อินดัสตรี้ (FPI) มีมูลค่าเงินปันผลรวม 1,470 ล้านบาท หรือ 30% ของมูลค่าเงินปันผลทั้งหมดใน mai&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เมื่อพิจารณาในด้านการลงทุนในหุ้นที่มีการจ่ายเงินปันผลสูง บจ.ที่จ่ายเงินปันผลต่อหุ้นสูงสุด 5 อันดับแรก คือ บมจ. กันยงอีเลคทริก (KYE), บมจ.กู๊ดเยียร์ (ประเทศไทย) (GYT), บมจ.ปูนซิเมนต์ไทย (SCC), บมจ.ปตท. (PTT) และ บมจ.อาหารสยาม (SFP) โดยประกาศจ่ายเงินปันผลต่อหุ้นในปี 60 มูลค่าตั้งแต่ 16.50 ถึง 30.36 บาทต่อหุ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ด้าน บจ.ที่มีอัตราเงินปันผลตอบแทน (Dividend Yield) สูงสุด 5 อันดับแรก คือ บมจ.แปซิฟิกไพพ์ (PAP), บมจ.พรีเมียร์ เทคโนโลยี (PT), บมจ.บางสะพานบาร์มิล (BSBM), บมจ.หลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) (KGI) และ บมจ.ทรีนีตี้ วัฒนา (TNITY) โดยมีอัตราเงินปันผลตอบแทนตั้งแต่ 9.42% ถึง 15.23%&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ความเสี่ยงจากการซื้อขายหุ้นบนกระดานในภาวะที่ตลาดหุ้นกำลังผันผวนในปัจจุบันยังมีอยู่มาก หากนักลงทุนไม่ได้คิดมากกับตัวเลขกำไรที่จะได้มา หรือไม่รีบร้อนมากนัก การถือไว้เพื่อรับปันผลจึงเป็นทางเลือกหนึ่งที่ค่อนข้างมีความเสี่ยงในการขาดทุนน้อย และที่สำคัญมีโอกาสได้ผลตอบแทนคืนจริงๆ แต่ต้องพิจารณาถึงความคุ้มค่า และความเหมาะสมของระยะเวลาที่ถือไว้ด้วย เหนือสิ่งอื่นใดที่จะขาดไม่ได้ คือพื้นฐานของบริษัทที่ต้องแน่นปึ้กจริงๆ ถึงจะคุ้มค่าการรอคอย.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/6562</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระจกไร้เงา, การขายลดความเสี่ยง, ดัชนีหุ้น, ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย, นางเกศรา มัญชุศรี, ปฏิญญา สิงห์พิสาร, เงินปันผล, เทศกาลสงกรานต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180114/5a5b68b2a156d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
