<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>83728</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/11/2020 15:32</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/11/2020 15:32</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;ณัฏฐพล&quot; กระตุ้นบอร์ด กพฐ. อยากเห็นการควบรวมรร.แต่ละจังหวัดให้เร็วที่สุด จะได้จัดงบฯปี 66 ไว้รองรับ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13พ.ย.63-นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวภายหลังการประชุมคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) ว่า ตนได้ชี้แจงนโยบายเรื่องการยกระดับการศึกษาจังหวัดด้วยการควบรวมโรงเรียนให้ที่ประชุม กพฐ.รับทราบถึงวิธีการและขั้นตอนการปฏิบัติงาน ว่า จะมีการขับเคลื่อนในเรื่องนี้อย่างไรบ้าง เพราะอยากให้ กพฐ.เห็นภาพการขับเคลื่อนเรื่องนี้อย่างชัดเจน ซึ่งตนได้ยกตัวอย่างจังหวัดภูเก็ตและสมุทรสงครามที่มีการปูพื้นฐานไว้เบื้องต้นที่จะนำร่องการควบรวมโรงเรียน ซึ่งหลังจากนี้จะไปหารือกับผู้ว่าราชการจังหวัดและคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) โดยนำโมเดลของจังหวัดภูเก็ตและสมุทรสงครามมาทำให้เห็น โดยสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จะรับนโยบายนี้ไปดำเนินการสร้างโมเดลให้ครบทุกจังหวัดต่อไป เพราะตนอยากทำให้เสร็จเร็วที่สุด เพื่อจะได้มีการวางแผนงบประมาณสำหรับปี 2565 และจัดทำแผนการยกระดับคุณภาพของจังหวัดด้วยการศึกษาให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณา ทั้งนี้ตนคาดหวังว่าการดำเนินการครั้งนี้เราจะก้าวข้ามความกังวลในเรื่องต่างๆ และพร้อมรับฟังความคิดเห็นจากพื้นที่ เพราะบริบทของแต่ละจังหวัดไม่เหมือนกัน ดังนั้นตนอยากให้การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้เด็กจะได้รับประโยชน์อย่างสูงสุด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;หากเรายกระดับรายได้ของจังหวัดด้วยการศึกษาได้จะส่งผลให้เราใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่าด้วย รวมถึงตอบโจทย์การเป็นอยู่อาศัยของครู และแนวทางการใช้สถานที่เพื่อผู้สูงอายุ เป็นองค์ประกอบตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ ที่ประชุมมีข้อห่วงใยถึงความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน เช่น กระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุข เป็นต้น ว่าจะมีมการบูรณการการทำงานร่วมกันในพื้นที่ได้หรือไม่ ซึ่งผมย้ำว่าไม่ต้องกังวลในฐานะที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เป็นแม่งานหลักเราสามารถนำแผนงานและข้อมูลมาร่วมกันวิเคราะห์ได้ เพราะเราเริ่มต้นจากการนำร่องสร้างเป็นโมเดลให้จังหวัดอื่นๆได้เห็นก่อน เชื่อมั่นในอนาคตภาคเอกชนจะเห็นโรดแมปความสำเร็จของการยกระดับคุณภาพจังหวัดในครั้งนี้อย่างแน่นอน&amp;rdquo; รมว.ศธ. กล่าว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/83728</URL_LINK>
                <HASHTAG>กพฐ., การควบรวมโรงเรียนขนาดเล็ก, ณัฏฐพล  ทีปสุวรรณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201113/image_big_5fae4429e1fcf.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>83516</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/11/2020 17:16</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/11/2020 17:11</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;ณัฏฐพล&quot;เดินหน้าลุยควบรวม รร.&quot; จี้แต่ละจังหวัดรีบดำนินการ  ยก&quot;ภูเก็ต &quot; เป็นโมเดลอีกแห่ง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11พ.ย.63- นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ในการประชุมผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ตนได้หารือถึงแผนการดำเนินงานการยกระดับรายได้จังหวัดด้วยการศึกษา ซึ่งหลังจากที่ตนได้มีการลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมโรงเรียนในหลายจังหวัด พบว่า มีหลายเหตุผลที่มีความจำเป็นในการขับเคลื่อนนโยบายการควบรวมโรงเรียนให้เกิดขึ้น เช่น โรงเรียนขนาดเล็กที่ดำรงอยู่ด้วยตนเอง (Stand Alone) คือ อะไรและสาเหตุใดถึงต้องมีการควบรวมโรงเรียนขนาดเล็ก 1 ต่อ 5 โรงเรียน หรือว่า ทำไมเราต้องดำเนินการให้โรงเรียนมัธยมศึกษาดีสี่มุมเมืองเกิดขึ้น เป็นต้น โดย ศธ.จะใช้จังหวัดภูเก็ต เป็นโมเดลนำร่องในขับเคลื่อนเรื่องนี้ ซึ่งทุกคนจะเห็นภาพวิธีการการดำเนินการดังกล่าวว่ามีวิธีคิดอย่างไรในการทำเรื่องนี้ อีกทั้งจะต้องรู้ถึงสาเหตุ ว่า ทำไมถึงต้องยอมเสียบางพื้นที่ในการบริหารจัดการควบรวมโรงเรียนเกิดขึ้น แม้ว่าโรงเรียนเหล่านั้นอาจมีสภาพอาคารเรียนที่เหมาะสม โดยเร็วๆ นี้ ตนและผู้บริหารศธ.ทุกคนจะลงพื้นที่จังหวัดภูเก็ต เพื่อวางแผนสร้างโมเดลการควบรวมโรงเรียนทันที &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาฯ กพฐ.) กล่าวว่า รมว.ศธ.ต้องการสร้างโรงเรียนดีที่มีคุณภาพให้แก่ชุมชนผ่านกระบวนการบริหารจัดการระดับจังหวัดใน 3 มิติ คือ 1.จังหวัดนั้นๆ ต้องมีโรงเรียนคุณภาพของชุมชนอย่างแท้จริงจากการสร้างให้เกิดขึ้น หรือการรีโนเวทโรงเรียนที่มีอยู่เดิมด้วยการเติมงบประมาณ อาคาร บุคลากรให้เป็นโรงเรียนที่มีปัจจัยพร้อมด้านศักยภาพตามบริบทของชุมชน 2.การสร้างโรงเรียนมัธยมดีสี่มุมเมืองมุ่งกระจายคุณภาพในกลุ่มโรงเรียนที่มีการแข่งขันสูง 3.โรงเรียนที่ไม่สามารถควบรวมได้แต่เราจะทำให้โรงเรียนเหล่านี้คงอยู่ได้อย่างมีคุณภาพ &amp;nbsp; ดังนั้นหากรูปแบบที่ จ.ภูเก็ต สำเร็จจะขยายผลไปจังหวัดอื่นๆ เพราะ รมว.ศธ.ได้มอบหมายให้ผู้บริหารรับผิดชอบการควบรวมโรงเรียนเป็นรายจังหวัดแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การนำร่องการควบรวมโรงเรียนที่ จ.ภูเก็ตนั้น เนื่องจากเป็นจังหวัดที่เน้นเรื่องการท่องเที่ยว มีความเป็นนานาชาติ แต่ก็ยังมีครอบครัวที่มีรายได้น้อยอยู่จำนวนมาก ซึ่งผู้ปกครองก็ไม่มีกำลังเงินมากพอที่จะส่งลูกไปเรียนโรงเรียนดีๆ หรือโรงเรียนนานาชาติ ดังนั้นการที่เราสร้างโรงเรียนดีในชุมชนที่ จ.ภูเก็ต ก็จะเป็นการสร้างโอกาสให้เด็กได้เข้าถึงโรงเรียนดีๆ จะได้เรียนหลักสูตรเหมือนกับโรงเรียนนานาชาติ แต่เป็นโรงเรียนของรัฐที่ไม่มีค่าใช้จ่ายที่สูง รูปแบบที่ ภูเก็ต จะเป็นโมเดลขยายผลไปจังหวัดอื่นๆ ต่อไป&amp;rdquo;เลขาฯ กพฐ. กล่าว &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/83516</URL_LINK>
                <HASHTAG>#สพฐ., การควบรวมโรงเรียนขนาดเล็ก, จ.ภูเก็ต, อัมพร พินะสา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201111/image_big_5fabb852ad542.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>66455</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/05/2020 17:14</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/05/2020 17:14</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ก.ค.ศ เห็นชอบปรับเกณฑ์เกลี่ยผอ. ไปยังโรงเรียนขนาดเล็ก Stand Alone ที่มีเด็กน้อยกว่า120 คน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20พ.ค.63-นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (เลขาฯ ก.ค.ศ.) กล่าวภายหลังการประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ว่า &amp;nbsp;ที่ประชุมได้เห็นชอบปรับปรุงหลักเกณฑ์และวิธีการเกลี่ยอัตรากำลังข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ว 19/2555) โดยปกติอัตรากำลังของโรงเรียนต่างๆ นั้น มีทั้งอัตราที่พอดี ขาด และเกิน ซึ่งเดิมหลักเกณฑ์นี้ กำหนดวิธีการเกลี่ยอัตรากำลังเฉพาะข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาไม่ได้กำหนดวิธีการ เกลี่ยอัตรากำลังในส่วนของผู้บริหารสถานศึกษาไว้ อีกทั้ง ในปีนี้คณะกรรมการปรับปรุงกำลังคนภาครัฐ (คปร.) ได้กำหนดเงื่อนไขการจัดสรรคืนอัตราเกษียณ ตำแหน่งผู้บริหารสถานศึกษา ให้เฉพาะสถานศึกษาที่มีจำนวนนักเรียน 120 คน ขึ้นไป ส่งผลให้สถานศึกษาหลายแห่ง โดยเฉพาะกลุ่มโรงเรียนขนาดเล็กที่ดำรงอยู่ได้ด้วยตนเอง (Stand Alone) ประสบปัญหาขาดผู้บริหาร รวมถึงตั้งแต่ปี 2559 ศธ.มีนโยบายบริหารจัดการสถานศึกษาขนาดเล็กในการที่จะไม่บรรจุและแต่งตั้งผู้อำนวยการสถานศึกษา ในสถานศึกษาที่มีจำนวนนักเรียน 40 คน ลงมา เพื่อให้สามารถบริหารจัดการยุบ เลิก หรือควบรวมสถานศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ซึ่งนโยบายนี้ก็ทำให้บางโรงเรียนมีผอ.โรงเรียนมากกว่า 1 คน ดังนั้น ก.ค.ศ. พิจารณาแล้วเห็นว่า ควรตัดโอนตำแหน่งและอัตราเงินเดือนข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งสายงานบริหารสถานศึกษาไปกำหนดเป็นตำแหน่งสายงานบริหารสถานศึกษา โดยเพิ่มเติมกรณีการตัดโอนตำแหน่งและอัตราเงินเดือนข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งผู้อำนวยการสถานศึกษา ไปกำหนดเป็นตำแหน่งเดิมในสถานศึกษาที่มีจำนวนนักเรียน 41 - 119 คน เพื่อให้เกิดประโยชน์กับการบริหารจัดการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอัมพร กล่าวต่อว่า ในส่วนของการกำหนดเงื่อนไข มีดังนี้ ให้ตัดโอนตำแหน่งและอัตราเงินเดือนข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งผู้อำนวยการสถานศึกษา จากสถานศึกษาที่ยุบ รวม หรือเลิกสถานศึกษา หรือสถานศึกษาที่มีจำนวนนักเรียนต่ำกว่า 120 คน และให้ตัดโอนตำแหน่งและอัตราเงินเดือนข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่ง ผู้อำนวยการ สถานศึกษา ได้ทั้งตำแหน่งว่างและตำแหน่งที่มีผู้ดำรงตำแหน่ง ซึ่งการตัดโอนให้ดำเนินการได้ภายในจังหวัดเดียวกันเท่านั้น และสถานศึกษาปลายทางที่รับการตัดโอน ต้องมีจำนวนนักเรียนในสถานศึกษามากกว่าสถานศึกษาต้นทาง อย่างไรก็ตามกรณีสถานศึกษาต้นทาง เป็นสถานศึกษาที่มีจำนวนนักเรียนตั้งแต่ 40 คนลงมา ภายหลังตัดโอน ตำแหน่งและอัตราเงินเดือนแล้ว มิให้กำหนดตำแหน่งผู้อำนวยการสถานศึกษาดังกล่าวขึ้นใหม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/66455</URL_LINK>
                <HASHTAG>ก.ค.ศ., การควบรวมโรงเรียนขนาดเล็ก, อัมพร พินะสา, เกลี่ยผู้บริหารโรงเรียน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200520/image_big_5ec500dde29b1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>50031</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/11/2019 16:49</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/11/2019 16:49</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;ครูตั้น&quot;ลงพื้นที่ติดตามโรงเรียนควบรวม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
11พ.ย.62-ที่โรงเรียนวัดกร่างทองราษฎร์บูรณะ &amp;nbsp;จ.กาญจนบุรี - นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวภายหลังลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานตามนโยบายของรัฐบาล ว่า ตนได้ประชุมติดตามการดำเนินงานแก้ไขปัญหาโรงเรียนขนาดเล็กในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ซึ่งโรงเรียนวัดกร่างทองราษฎร์บูรณะแห่งนี้ &amp;nbsp;มีการบริหารจัดการในการควบรวมกับโรงเรียนบ้านห้วยนาคราชได้ดี ซึ่งปัจจุบันมีนักเรียนทั้งหมด 413 คน ตั้งแต่ประถมศึกษาไปจนถึงมัธยมศึกษาปีที่ 3 เริ่มดำเนินการควบรวมมาตั้งแต่ปี 2560 โดยความร่วมมือของชุมชน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
สำหรับโรงเรียนที่ถูกยุบไปแล้วและเป็นสถานที่ที่ไม่ใช้งานตนอยากให้นำมาปรับปรุงเป็นศูนย์การเรียนรู้ของชุมชน เป็นพื้นที่สร้างวิสาหกิจชุมชน เป็นศูนย์เรียนรู้ผู้สูงอายุ หรือปรับปรุงอาคารเรียนที่มีอยู่เป็นบ้านพักครูก็ได้เพราะไม่อยากให้สถานที่ถูกทิ้งร้างโดยเปล่าประโยชน์ &amp;nbsp;โดยการลงพื้นที่ครั้งนี้ยังไม่อยากพูดถึงการยุบหรือควบรวมโรงเรียนขนาดเล็ก แต่อยากให้มองภาพรวมของปัญหาการศึกษาต่างๆ ว่า มีเรื่องใดบ้างและนำปัญหามาพูดคุยกันเพื่อนำไปสู่การยกระดับคุณภาพการศึกษา ดังนั้น หน้าที่ของ ศธ.คือผลักดันให้โรงเรียนทุกแห่งมีคุณภาพเท่าเทียมกันเพราะหากเราสร้างความเชื่อมั่นว่ายกระดับคุณภาพการศึกษาได้ทุกโรงเรียนแล้วจะส่งผลให้ภาคเอกชนเข้ามาช่วยสนับสนุนงบประมาณการศึกษาได้มากขึ้นด้วย ทั้งนี้ตนไม่อยากให้มาพูดถึงกันอีกว่าการปรับโครงสร้าง ศธ.จะมีการยุบหรือไม่ยุบหน่วยงานไหน เพราะเมื่อมีการปรับโครงสร้างเกิดขึ้น ภาพรวมของการขับเคลื่อนงานนั่นคือไม่ให้เกิดความซ้ำซ้อน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ผมต้องการย้ำนโยบายของ ศธ.ที่ได้วางแผนขับเคลื่อนไว้ไม่ว่าจะเป็นการให้โรงเรียนทุกแห่งทั่วประเทศมีอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงในปีการศึกษา 2563 การดำเนินการโรงเรียนสองภาษา รวมถึงปัญหาครู ซึ่งผมมองว่าครูมีบทบาทสำคัญอย่างมากในการยกระดับการศึกษา แต่ขณะนี้เรากลับพบว่าครูมีปัญหารุมเร้าต่างๆ มากมายทั้งหนี้สินครู และภาระงานครูที่มากกว่าการจัดการเรียนการสอน ดังนั้นผมจะมาช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตครูให้ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นอุปสรรคในการจัดการเรียนการสอน เรื่องวิทยฐานะ หรือแม้แต่ปัญหาหนี้สินครู ที่ถือเป็นเรื่องที่บั่นทอนจิตใจครูมาก ซึ่งผมมองว่าอาจจะต้องมีหน่วยงานระดับจังหวัดขึ้นมาดูแลบริหารจัดการหนี้สินครูเป็นการเฉพาะ เพราะเราคงปล่อยให้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) เข้ามาจัดการเรื่องนี้เพียงลำพังคงไม่ได้แล้ว&amp;quot;
นายณัฏฐพล กล่าวอีกว่า &amp;nbsp;ขณะเดียวกันครูเองก็จะต้องเพิ่มทักษะการเรียนรู้ในโลกศตวรรษที่21 ด้วย โดยช่วงเดือนที่ผ่านมาสัมผัสได้ว่าเด็กระดับมัธยมศึกษายังขาดทักษะเทคโนโลยี &amp;nbsp;จึงมีความกังวลเรื่องครูที่มีทักษะความสามารถด้านการสอนคอมพิวเตอร์ นวัตกรรม และปัญญาประดิษฐ์ (AI) ดังนั้นในอนาคตเราจะวางแผนเพิ่มอัตราครูในด้านนี้ได้อย่างไรบ้าง &amp;nbsp; &amp;nbsp;เพราะเป็นเรื่องสำคัญหากเราไม่มีครูที่เชี่ยวชาญด้านนี้จะไม่สามารถกระจายความรู้เรื่องเทคโนโลยีให้เด็กได้ จึงมีความจำเป็นที่เราจะต้องผลิตครูด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีให้มากขึ้น นอกจากนี้ &amp;nbsp;ตนยังพบว่าเด็กไทยไม่กล้าแสดงออก &amp;nbsp;ไม่มีความเป็นผู้นำเท่าที่ควร จึงขอให้ สพฐ.ไปคิดหลักสูตรใหม่ที่จะทำอย่างไรให้ดึงศักยภาพเด็กไทยให้มีความกล้ามากขึ้น
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/50031</URL_LINK>
                <HASHTAG>#ปัญหาหนี้สินครู, การควบรวมโรงเรียนขนาดเล็ก, ณัฏฐพล  ทีปสุวรรณ, หลักสูตรความเป็นผู้นำ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191111/image_big_5dc92d8f1a7d5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>45621</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/09/2019 17:59</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/09/2019 17:57</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;ณัฏฐพล&quot;ระบุควบรวม รร.เล็ก ที่มีอยู่1.5หมื่นโรงไม่ง่ายต้องมองรอบด้าน ทำแล้วต้องเป็นรร.คุณภาพทัดเทียมกับทื่อื่น </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
12ก.ย.62- นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวว่า จากกรณีที่มีความวิตกกังวลเกี่ยวกับนโยบายการควบรวมโรงเรียนขนาดเล็กที่มีนักเรียนต่ำกว่า120 คน และอาจจะส่งผลกระทบต่อนักเรียน และผู้ปกครองว่า ขณะนี้อยู่ในกระบวนการศึกษาและยังไม่ได้ข้อสรุปว่าจะมีการควบรวมหรือไม่ และหากต้องมีการควบรวมก็ยังไม่ได้ข้อสรุปว่าจะควบรวมกี่โรงเรียนและกี่พื้นที่ &amp;nbsp; โดยต้องคำนึงถึงภูมิศาสตร์ของสถานที่ ระยะทาง และผลกระทบที่จะเกิดขึ้น
จากการรวบรวมข้อมูลของกระทรวงศึกษาธิการ โดยลงพื้นที่สถานที่จริงพบว่า &amp;nbsp;มีโรงเรียนขนาดเล็กทั้งหมด &amp;nbsp;15,000 โรงเรียน ขณะที่เป็นโรงเรียนที่ไม่มีโอกาสควบรวม ประมาณ 1,914 โรงเรียน &amp;nbsp;ซึ่งส่วนใหญ่เป็นโรงเรียนที่อยู่ตามเกาะ &amp;nbsp;แถบบนภูเขา &amp;nbsp;อย่างไรก็ตามการควบรวมโรงเรียนขนาดเล็กกระทรวงฯ ต้องการให้ระบบการศึกษามีคุณภาพดีขึ้น โดยเน้นคุณภาพการเรียนการสอนของเด็กนักเรียนทั่วประเทศไทย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;ldquo;ผมไม่ได้บอกนะว่า เราจะมีการควบรวมจริง และจะควบรวมจำนวนเท่าไร แต่ยืนยันได้ว่าสิ่งที่เด็ก เยาวชน และผู้ปกครองจะได้ คือการศึกษาที่มีคุณภาพดีกว่าเดิมแน่นอน หากมีความชัดเจนว่าควรจะควบรวม &amp;nbsp;ศธ. ต้องดูในส่วนงบประมาณที่เหมาะสม &amp;nbsp;ขณะนี้บางโรงเรียนอาจจะมีครูอยู่แค่ 2 คน กับนักเรียน 40 คน เราต้องดูว่า ต้องเพิ่มครูเข้าไปมากกว่านี้ &amp;nbsp;เพื่อให้มีการศึกษาเท่าเทียมกัน &amp;nbsp;นักเรียนทุกคนในประเทศไทยต้องได้รับการศึกษาที่เท่าเทียมกัน ความสามารถของผู้บริหาร ระดับผู้อำนวยการ และครู ต้องมีมาตรฐานใกล้เคียงกัน&amp;rdquo;รมว.ศธ. กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
อย่างไรก็ตาม ศธ. ต้องนำข้อมูลมาพิจารณา มาเปรียบเทียบกับที่ผ่านมาในอดีต &amp;nbsp;เพื่อดูความเหมาะสม นอกจากนี้หากมีการควบรวมโรงเรียน ซึ่งทางศธ.ต้องมีการเตรียมความพร้อมและแก้ปัญหาในส่วนของบุคลาการ เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อผู้บริหารในโรงเรียน ทั้งผู้อำนวยการ และครู&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;ldquo;กรณีที่ ผู้อำนวยการโรงเรียน รองผู้อำนวยการโรงเรียน ที่มีความวิตกกังวลว่า หากมีการควบรวมกันจริงแล้วพวกเขาจะไปอยู่ที่ไหน ผมยืนยันว่าการทำงานจะมีการเปลี่ยนแปลงอะไร ผู้ที่ได้รับผลกระทบ จะต้องไม่ถูกริดรอนสิทธิที่เขาควรจะได้ หรือแม้แต่โอกาสเติบโตก้าวหน้าทางด้านหน้าที่การงาน กระทรวงศึกษา ต้องคงไว้ ไม่เช่นนั้นก็จะมีการต่อต้าน และมีความไม่เข้าใจ&amp;rdquo; รมว.ศธ. กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
สำหรับกรณีการบรรจุข้าราชการครูนั้น นายณัฏฐพล กล่าวว่า เมื่อเดือนมีนาคม ปี 2562ได้มีการบรรจุตำแหน่งผู้อำนวยการ 4,9000 คน ก่อนที่ตนจะเข้ามารับตำแหน่ง &amp;nbsp;ส่วนที่เหลือ และตำแหน่งที่กำลังจะเกษียณอายุนั้น &amp;nbsp;กำลังพิจารณาอยู่ ซึ่งโครงสร้างของกระทรวงศึกษา และวิธีที่ได้มาซึ่งผู้บริหารในตำแหน่งต่างๆ เป็นสิ่งที่ตนให้ความสำคัญที่สุด เพราะสิ่งดีๆ ที่ศธ. มีอยู่ ก็ควรต้องนำมาต่อยอด แต่สิ่งไหนที่เป็นปัญหา หรือสิ่งไหนที่อาจจะสร้างความแคลงใจกับสังคม เราต้องเข้าไปดู &amp;nbsp;เข้าไปแก้ไข มิเช่นนั้นก็จะเป็นการสร้างปัญหา หรือปล่อยให้ปัญหานั้น เกิดขึ้นต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
อย่างไรก็ตามจากที่ได้มีโอกาสไปดูโรงเรียนในหลายจังหวัดพบว่า &amp;nbsp;ประมาณ 95% &amp;nbsp;มีผู้อำนวยการโรงเรียนที่มีความมุ่งมั่น ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนขนาดเล็ก หรือโรงเรียนขนาดใหญ่ หรือขาดแคลนอุปกรณ์ขนาดไหน แต่ก็สามารถสร้างบรรยากาศการเรียนการสอนได้อย่างดี ขณะที่บางโรงเรียน ผู้บริหารอาจไม่มีความสามารถในการบริหาร สิ่งที่สะท้อนออกมาคือสภาพการเรียนการสอนยังไม่ดีเท่าที่ควร ประเด็นดังกล่าวจึงเป็นเรื่องที่ต้องให้ความใส่ใจ เพราะนโยบายของรัฐบาลมีอยู่ชัดเจน คือต้องการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ให้กับนักเรียนทุกคนในประเทศไทย
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/45621</URL_LINK>
                <HASHTAG>การควบรวมโรงเรียนขนาดเล็ก, ณัฏฐพล  ทีปสุวรรณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190912/image_big_5d7a24506cf56.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>43272</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/08/2019 13:27</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/08/2019 13:23</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กพฐ.ร่างเกณฑ์&quot;ควบรวมโรงเรียน&quot;ใหม่  สืบเนื่องจากมีการขอเปิดรร.ที่ได้ควบรวมไปแล้ว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;

12ส.ค.62-ยกร่าง ระเบียบกฎเกณฑ์ ควบรวม สถานศึกษาใหม่ &amp;nbsp;&amp;quot;เอกชัย&amp;quot; เผย ตัวเลข รร.ขนาดเล็ก ที่มีเด็กต่ำกว่า 40 คน มีจำนวน 2,800 โรง มีเด็กต่ำกว่า 120 คน มี กว่า 14,000 โรง ลั่น สพฐ.ต้อง ดำเนินการเลิก รร.ที่ควบรวมแล้วและ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาขัดแย้งกับกฎของก.พ.ร.ที่ห้ามรร.มีเด็กน้อยกว่า 120 คน มีครูและผอ.


นายเอกชัย กี่สุขพันธ์ ประธานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวว่า ตามที่เมื่อเร็วๆ นี้ กพฐ.ได้มีมติอนุมัติให้โรงเรียนที่เคยควบรวมไปเมื่อ 5 ปีที่แล้วกลับมาเปิดใหม่อีกครั้ง ตามที่สำนักงานศึกษาธิการจังหวัด (ศจธ.) เสนอนั้น ตนมองว่าเรื่องนี้หากไม่มีการระมัดระวัง ปัญหาโรงเรียนขนาดเล็กก็จะกลับมาอีก เพราะปัจจุบันอัตราการเกิดของประชากรลดลงอย่างชัดเจน ทั้งยัง มีแนวโน้มที่จะลดลงอย่างต่อเนื่อง และจากข้อมูลขณะนี้ พบว่า มีโรงเรียนที่มีเด็กต่ำกว่า 40 คน มีจำนวน 2,800 โรง โรงเรียนที่มีเด็กต่ำกว่า 120 คน มีประมาณ กว่า 14,000 โรง ซึ่งหากรวมโรงเรียนที่เด็กต่ำกว่า 40 คน และ 120 คนจะมีโรงเรียนถึงเกือบ 18,000 โรง ที่จะต้องทำให้เกิดคุณภาพด้วยวิธีต่างๆ เช่น การควบรวมโรงเรียนที่มี 2 แบบ คือ ควบไปเรียนรวมทั้งหมด และควบรวมแบบผสม ซึ่งปัญหาของการควบรวมนั้น เกิดจากบางโรงเรียนที่มีการควบรวมโรงเรียนไปแล้ว นำนักเรียนไปเรียนในโรงเรียนอีกแห่งทั้งหมดแล้ว ขั้นตอนต่อไปสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จะต้องดำเนินการเลิกสถานศึกษา เพราะถ้าไม่ดำเนินการเลิกสถานศึกษาจะมีอัตรา ตำแหน่งของครูและผู้อำนวยการอยู่&amp;nbsp;เมื่อคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด (กศจ.) เห็นว่ามีอัตราก็บรรจุครู และ ผอ.ก็จะมีการเรียกบรรจุ ปัญหาก็จะกลับมาในลักษณะเดิมอีก&amp;nbsp;

&amp;ldquo;อย่างไรก็ตาม แม้ว่าสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) จะไม่อนุมัติอัตราครู หรือผู้บริหารให้กับสถานศึกษาที่มีเด็กต่ำกว่า 120 คนแล้ว ซึ่งหากทำได้ผมก็เชื่อว่าเราจะไม่มีปัญหา เนื่องจากทุกระบบจะช่วยกับควบคุมคุณภาพโรงเรียนขนาดเล็ก แต่ กพฐ.เองได้เสนอให้มีการยกร่างระเบียบ การปฏิบัติ ประกาศของ สพฐ.ที่เป็นประกาศเกี่ยวกับการควบรวมโรงเรียนใหม่ โดยจะต้องยกเลิกระเบียบ หรือประกาศเดิมที่มีอยู่ทั้งหมด เพื่อที่จะให้มีวิธีในการปฏิบัติเพียงแนวทางเดียว

ทั้งนี้การเลิกสถานศึกษาเป็นอำนาจของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา และเป็นอำนาจ กศจ. แต่ต้องมีการประกาศล่วงหน้า 1 ปี แต่หากเป็นกรณีที่ไม่ได้อยู่ในเงื่อนไขของ กศจ. ก็ต้องเสนอให้ กพฐ. เป็นผู้พิจารณา&amp;rdquo;ประธาน กพฐ.กล่าว
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/43272</URL_LINK>
                <HASHTAG>กพฐ.ออกเกณฑ์ใหม่ควบรวมโรงเรียน, การควบรวมโรงเรียนขนาดเล็ก, นายเอกชัย กี่สุขพันธุ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180925/image_big_5baa0c52cbfd4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>43086</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/08/2019 16:24</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/08/2019 16:24</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;เอกชัย&quot;ชี้&quot;ศธจ.อุบลฯ&quot;อนุมัติเปิดใหม่รร.ที่ควบรวมไปแล้ว อาจไปไม่รอดเพราะเด็กน้อยลงเรื่อยๆล่าสุดเลิกรร.9แห่งอีก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;
9ส.ค.62-นายเอกชัย กี่สุขพันธ์ ประธานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(กพฐ.) กล่าวถึงการควบรวมของสถานศึกษานั้น นายรัฏฐพล ทีปสุวรรณ &amp;nbsp;รมว.ศธ.มองว่าถ้าควบรวมแล้วมีคุณภาพดีขึ้นก็ควรจะทำ และขอให้เน้นเรื่องการใช้งบประมาณให้มีประสิทธิภาพ ซึ่งเรื่องงบประมาณคาดว่าปีนี้จะปรับอะไรได้ไม่มาก แต่ปีงบประมาณหน้าจะมีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ตนได้รับรายงานว่าทางสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด (ศจธ.) อุบลราชธานี ได้มีการอนุมัติให้โรงเรียนที่เคยควบรวมไปเมื่อ 5 ปีที่แล้วกลับมาเปิดใหม่อีกครั้ง และได้มีการแต่งตั้งผู้อำนวยการลงไปในพื้นที่ &amp;nbsp;ซึ่งทางผู้อำนวยการก็ได้ระดมทุนจากชาวบ้านสร้างอาคารเรียน ส่งผลให้เด็กกลับเข้ามาเรียนอีกครั้ง โดยปัจจุบันมีนักเรียน 47 คน ซึ่งทางที่ประชุม กพฐ.มองว่าเด็กในอนาคตลดลงอย่างแน่นอน และลดลงร้อยละ 30 ถ้าจะอนุมัติในเรื่องดังกล่าวควรต้องระวังเรื่องเด็กน้อยลง ขอให้ดูเรื่องคุณภาพของเด็ก เพราะจากข้อมูลของโรงเรียนเอง พบว่า อีก 3 ปี ตั้งแต่ ปี 2565-2567 จะมีเด็กเข้าเรียนป. 1 เพียง 4-6 คน ถ้าไม่ระวังเรื่องนี้ ปัญหาโรงเรียนขนาดเล็กก็จะกลับมาอีก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;นอกจากนี้ กพฐ.มีมติเห็นชอบให้มีการเลิกสถานศึกษา 9 แห่ง และขอไปเรียนรวม 4 แห่ง ทั้งนี้ในส่วนของโรงเรียนใดที่มีการควบรวมทั้งหมด กพฐ.เห็นว่า ควรที่จะให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ดำเนินการเลิกโรงเรียนดังกล่าว เพื่อไม่ให้มีอัตราครูและอัตราผู้บริหาร และขณะนี้คณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) เองก็จะไม่อนุมัติอัตราครูและผู้บริหารให้โรงเรียนที่มีนักเรียนต่ำกว่า 120 คน เริ่มตั้งแต่ปี2562 เป็นต้นไป ส่งผลให้โรงเรียนกลุ่มนี้ก็จะค่อยๆ ลดจำนวนลง
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/43086</URL_LINK>
                <HASHTAG>การควบรวมโรงเรียนขนาดเล็ก, นายเอกชัย กี่สุขพันธุ์, บอร์ดกพฐ.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180925/image_big_5baa0c52cbfd4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
