<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>57946</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/02/2020 16:02</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/02/2020 16:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รองประธานศาลฎีกาพร้อมคณะผู้พิพากษาลงพื้นที่ดูศาลนำร่องให้ประกันคนยากไร้ด้วยคำร้องใบเดียว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;23 ก.พ.63 - ช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ระหว่างวันที่ 12-21 ก.พ. คณะทำงานเพื่อขับเคลื่อนนโยบายยกระดับการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของผู้ต้องหาและจำเลย ได้ลงพื้นที่ตรวจศาลนำร่องจังหวัดต่างๆ ในการวางเป้าหมายหลักเกี่ยวกับการปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหา/จำเลย , ลดการเรียกหลักประกัน , เพิ่มความปลอดภัยให้สังคม และลดการคุมขังที่ไม่จำเป็นในทุกขั้นตอน โดยนางเมทินี ชโลธร รองประธานศาลฎีกา ในฐานะประธานที่ปรึกษาคณะทํางานฯ พร้อมคณะทํางานฯ และนายเนติภูมิ มายสกุล ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดมหาสารคาม กับคณะผู้พิพากษาศาลจังหวัดมหาสารคาม ได้ร่วมประชุม กับกํานัน ผู้ใหญ่บ้าน จํานวน 40 คน ที่จะได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้กํากับดูแลตาม พ.ร.บ.มาตรการกํากับและติดตามจับกุมผู้หลบหนีการปล่อยชั่วคราวโดยศาล พ.ศ.2560 ของศาลจังหวัดมหาสารคาม เพื่อทําความเข้าใจในบทบาทหน้าที่ของผู้กํากับดูแลและรับฟังความคิดเห็น รวมถึงรับฟังปัญหา อุปสรรคต่าง ๆ ของกํานันและผู้ใหญ่บ้านในฐานะผู้กํากับดูแลที่ได้ปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวมาแล้ว นอกจากนี้ นางเมทินี ประธานที่ปรึกษาคณะทํางานฯ ยังได้เดินทางไปดูระบบการปล่อยชั่วคราวของศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดมหาสารคาม เพื่อสอบถามผลการดําเนินงานและปัญหาข้อขัดข้องด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้เมื่อวันที่ 20 ก.พ.ทีผ่านมารองประธานศาลฎีกา &amp;nbsp;ในฐานะประธานที่ปรึกษาคณะทำงานฯ พร้อมด้วยคณะทำงานฯ ร่วมกับคณะผู้พิพากษาศาลจังหวัดมหาสารคาม ลงพื้นที่ จ.มหาสารคาม ซึ่งเป็นศาลต้นแบบแห่งหนึ่งในโครงการตามนโยบายยกระดับการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของผู้ต้องหาและจำเลย เพื่อทำกิจกรรมสัมภาษณ์ผู้ต้องหา รับทราบถึงเหตุผลที่ไม่ยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราว และผลกระทบในการถูกคุมขัง ตลอดจนความคาดหวังต่อการขอปล่อยชั่วคราวจากศาล ตามนโยบายการยกระดับสิทธิและเสรีภาพขั้นพื้นฐานของผู้ต้องหา/จำเลย ตามที่นายไสลเกษ ประธานศาลฎีกาแต่งตั้งคณะทำงานเพื่อขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าว ส่งเสริมให้มีการยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราวโดยไม่ต้องเสนอหลักประกันมา พร้อมคำร้องขอประกัน (แบบฟอร์มคำร้องใบเดียว) โดยจัดให้มีศาลต้นแบบในการยกระดับการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของผู้ต้องหา/จำเลย รวม 10 ศาลได้แก่ ศาลอาญาธนบุรี , ศาลจังหวัดธัญบุรี , ศาลจังหวัดนครนายก , ศาลจังหวัดนครราชสีมา , ศาลจังหวัดมหาสารคาม , ศาลจังหวัดลำพูน ,ศาลจังหวัดกำแพงเพชร , ศาลจังหวัดกาญจนบุรี , ศาลจังหวัดภูเก็ต , ศาลจังหวัดนาทวี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งหลังจากการทำกิจกรรมดังกล่าวในศาลจังหวัดมหาสารคาม ปรากฏว่ามีผู้ต้องหายื่นแบบฟอร์มคำร้องใบเดียว เพื่อขอปล่อยชั่วคราวทั้งหมด 66 คำร้อง ซึ่งศาลสั่งให้มีการประเมินความเสี่ยงก่อน 26 คำร้อง , มีคำสั่งให้สอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับประวัติการกระทำความผิดและความประพฤติของผู้ต้องหา 10 คำร้อง โดยท้ายที่สุด &amp;quot;ศาลจังหวัดมหาสารคาม&amp;quot; อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวโดยไม่ต้องมีประกัน 8 คำร้อง , แบบให้มีประกันแต่ไม่มีหลักทรัพย์ประกัน 12 คำร้อง , แบบมีประกันและมีหลักทรัพย์ประกัน 37 คำร้อง , กรณีที่ศาลอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว มีมาตรการควบคุมหลังการปล่อยชั่วคราว อาทิ รายงานตัวที่ศาล 4 คำร้อง , การให้ตั้งผู้กำกับดูแล 8 คำร้อง , แบบติดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ (กำไลข้อเท้า EM) 35 คำร้อง , กรณีสั่ง ห้ามยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษและของมึนเมาทุกประเภท 5 คำร้อง รวมศาลมีคำสั่งปล่อยชั่วคราวทั้งหมด 66 คำร้อง โดยศาลไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว 9 คำร้องเนื่องจากของกลาง (ยาเสพติดประเภทเมทแอมเฟตามีน) มีจำนวนมาก ซึ่งคดีมีอัตราโทษสูงและผู้ต้องหาถูกจับตามหมายจับ ในการประเมิน ความเสี่ยงคดีจึงเห็นมีความเสี่ยงสูงที่จะหลบหนีหากได้รับการปล่อยชั่วคราว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยในช่วงสัปดาห์เดียวกันวันที่ 19 ก.พ. นายเนติภูมิ มายสกุล ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดมหาสารคาม และคณะผู้พิพากษา ก็ได้ร่วมทำกิจกรรมเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจแก่ผู้ต้องหาในเรือนจำจังหวัดมหาสารคาม เพื่อให้ทราบถึงสิทธิในการขอปล่อยชั่วคราว และการยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราวโดยไม่ต้องเสนอหลักประกันมาพร้อมแบบฟอร์มคำร้องใบเดียว และเมื่อวันที่ 12 ก.พ. นายวีรศักดิ์ ขจีจิตต์ รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ซึ่งได้รับมอบหมายจากที่ประชุมคณะทำงานฯ ให้นำคณะฯ ลงพื้นที่เรือนจำกลางกำแพงเพชร ร่วมกับคณะผู้พิพากษาศาลจังหวัดกำแพงเพชร ทำกิจกรรมสัมภาษณ์ผู้ต้องหาและจำเลย เพื่อรับทราบถึงเหตุผลที่ไม่ยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราว , ผลกระทบในการถูกคุมขัง ตลอดจนความคาดหวังต่อการขอปล่อยชั่วคราวจากศาล ซึ่งศาลจังหวัดกำแพงเพชร ถือเป็นศาลนำร่องแห่งที่ 2 ตามดำเนินการขับเคลื่อนนโยบายหลักเกี่ยวกับการปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหา/จำเลย ,ลดการเรียกหลักประกัน เพิ่มความปลอดภัยให้สังคม และลดการคุมขังที่ไม่จำเป็นในทุกขั้นตอน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้หลังการทำกิจกรรมดังกล่าวปรากฏว่า มีผู้ต้องหาและจำเลยยื่นแบบฟอร์มคำร้องใบเดียว เพื่อขอปล่อยชั่วคราวทั้งหมด 55 คำร้อง ในจำนวนนั้นศาลสั่งให้มีการประเมินความเสี่ยง 14 คำร้อง และให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับข้อมูลส่วนตัวของผู้ต้องหา 5 คำร้อง โดยท้ายที่สุดศาลก็อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวโดยต้องไม่มีหลักทรัพย์ประกัน 19 คำร้อง , 7 คำร้องอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวนั้นก็ให้ตั้งผู้กำกับดูแลให้ทำหน้าที่รับรายงานตัวแทนศาล หรือทำหน้าที่สอดส่องดูแลผู้ถูกปล่อยชั่วคราวในการปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ศาลกำหนด , 2 คำร้องอนุญาตปล่อยชั่วคราวโดยให้ติดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ (กำไลข้อเท้า EM) พร้อมกำหนดเงื่อนไขเกี่ยวกับที่อยู่หรือการเดินทางของผู้ต้องหา , 27 คำร้องศาลมีคำสั่งไม่อนุญาตเนื่องจากการประเมินความเสี่ยงหรือการตรวจสอบข้อเท็จจริงพบประวัติการกระทำความผิดมาแล้วหลายคดี หรือมีน้ำหนักความเสี่ยงสูง ทั้งนี้จากผลการดำเนินงานของคณะทำงานฯ ในศาลจังหวัดกำแพงเพชร ศาลต้นแบบแห่งที่ 2 นี้ เป็นผลให้ผู้ต้องหา/จำเลยที่มีฐานะยากจนได้รับโอกาสในการปล่อยชั่วคราวเพิ่มมากขึ้น ซึ่งเป็นไปตามนโยบายนายไสลเกษ วัฒนพันธุ์ ประธานศาลฎีกาในการยกระดับคุ้มครองสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของผู้ต้องหา/จำเลย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับนโยบายการยกระดับสิทธิและเสรีภาพขั้นพื้นฐานของผู้ต้องหา/จำเลย และการแต่งตั้งคณะทำงานเพื่อขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าว ส่งเสริมให้มีการยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราวโดยไม่ต้องเสนอหลักประกันมา พร้อมคำร้องขอประกัน (แบบฟอร์มคำร้องใบเดียว) โดยจัดให้มีศาลต้นแบบในการยกระดับการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของผู้ต้องหา/จำเลย รวม 10 ศาลได้แก่ ศาลอาญาธนบุรี , ศาลจังหวัดธัญบุรี , ศาลจังหวัดนครนายก , ศาลจังหวัดนครราชสีมา , ศาลจังหวัดมหาสารคาม , ศาลจังหวัดลำพูน ,ศาลจังหวัดกำแพงเพชร , ศาลจังหวัดกาญจนบุรี , ศาลจังหวัดภูเก็ต , ศาลจังหวัดนาทวี ที่ผ่านมาคณะทำงานฯ ได้ลงพื้นที่ศาลต้นแบบแล้ว 3 แห่ง ที่ศาลจังหวัดกาญจนบุรี , ศาลจังหวัดกำแพงเพชร , ศาลจังหวัดมหาสารคาม และจะขยายผลให้ครอบคลุมทุกศาล ภายในเดือน ก.ย.63 นี้ตามที่นายไสลเกษ ประธานศาลฎีกา มีนโยบายยกระดับการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานฯ .&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/57946</URL_LINK>
                <HASHTAG>การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของผู้ต้องหา, ประกันผู้ยากไร้, ผู้พิพากษา, รองประธานศาลฎีกา, ศาล, เมทินี ชโลธร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200223/image_big_5e523d84a5cb2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>53430</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/12/2019 15:09</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/12/2019 15:08</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศาลยกระดับคุ้มครองสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของผู้ต้องหา </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;28 ธ.ค.62- นายชูชัย วิริยะสุนทรวงศ์ อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา &amp;nbsp;เปิดเผยว่า ตามที่นายไสลเกษ วัฒนพันธุ์ ประธานศาลฎีกา ได้แถลงนโยบายประธานศาลฎีกา โดยเน้นในเรื่องการยกระดับการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของผู้ต้องหาหรือจำเลย โดยกำหนดมาตรการในการขอปล่อยชั่วคราวที่มีประสิทธิภาพ และคำนึงถึงการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพความสะดวกรวดเร็วเพื่อการลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงสิทธิที่จะได้รับการปล่อยชั่วคราว รวมถึงกำหนดวิธีปฏิบัติที่เหมาะสมต่อผู้ต้องหาจำเลย เหยื่ออาชญากรรม ผู้เสียหายตลอดจนกลุ่มผู้เปราะบางในสังคมทุกขั้นตอนของกระบวนการทางศาลนั้น ตนในฐานะ อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาจึงมีนโยบายเพื่ออนุมัติให้เป็นไปตามที่ประธานศาลฎีกาแถลง โดยได้จัดให้มี ห้องรอประกันบริเวณชั้น 1 อาคารศาลอาญา ที่มาและวัตถุประสงค์ของการจัดห้องดังกล่าวสืบเนื่องมาจาก ศาลอาญาเป็นศาลที่มีขนาดใหญ่และมีคดีสำคัญที่เข้ามาจำนวนมาก โดยมีปริมาณเกือบ 9,000 คดีต่อปี ผลของคำพิพากษาในคดีอาญา จึงเกี่ยวข้องกับสิทธิเสรีภาพของผู้ต้องหาหรือจำเลย ซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยได้บัญญัติคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของปวงชนชาวไทย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายชูชัยกล่าวว่า ในคดีอาญาให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยไม่มีความผิดและก่อนมีคำพิพากษาอันถึงที่สุดแสดงว่าบุคคลใดได้กระทำความผิดจะปฏิบัติต่อบุคคลนั้นเสมือนเป็นผู้กระทำความผิดมิได้การควบคุมหรือคุมขังผู้ต้องหาหรือจำเลยให้กระทำได้เพียงเท่าที่จำเป็นเพื่อป้องกันมิให้มีการหลบหนี &amp;nbsp;การนำผู้ต้องหาหรือจำเลยในคดีความผิดเล็กน้อยไม่ร้ายแรง หรือคดีที่ราษฎรเป็นโจทก์ฟ้องร้องกันเอง ซึ่งยังไม่แน่ชัดว่าเป็นการฟ้องร้องเพื่อกลั่นแกล้งกันหรือไม่ และศาลยังไม่มีคำพิพากษาที่ถึงสุดว่า ผู้ต้องหาหรือจำเลยนั้นได้กระทำความผิด ไปควบคุมตัวรวมกับนักโทษที่มีอัตราโทษร้ายแรงหรือคดีอุกฉกรรจ์ ทำให้กระทบสิทธิเสรีภาพของผู้ต้องหาหรือจำเลยดังกล่าวและทำให้ไม่ได้รับความสะดวก เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวและยกระดับการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของผู้ต้องหาหรือจำเลยในคดีอาญา โดยคำนึงถึงความสะดวกและความปลอดภัย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ผมจึงจัดห้องรอประกันสำหรับผู้ต้องหาหรือจำเลยซึ่งอยู่ระหว่างการยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราว กำหนดหลักเกณฑ์ดังนี้ 1 .ต้องเป็นคดีที่ราษฎรเป็นโจทก์ยื่นฟ้องกันเอง 2.คดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์และผู้ต้องหาหรือจำเลยได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวมาตั้งแต่ชั้นสอบสวน &amp;nbsp;3. คดีที่ศาลมีคำพิพากษาปรับสถานเดียว และจำเลยประสงค์ขอยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราวระหว่างชำระค่าปรับ หรืออยู่ระหว่างรอชำระค่าปรับในวันที่ศาลมีคำพิพากษาเท่านั้น ไม่ว่าใครที่เข้าหลักเกณฑ์ข้างต้นก็สามารถใช้ห้องดังกล่าวได้ โดยไม่มีการให้ถืออภิสิทธ์ เน้นหลักความเสมอภาค ซึ่งภายในห้องมีขนาดความจุคนได้ประมาณ 15-20 คน จะมีเจ้าพนักงานตำรวจศาล หรือหน่วยรักษาความปลอดภัยมาประจำจุดในห้อง 1 คน พร้อมกล้องวงจรปิดติดตั้งไว้เพื่อรักษาความปลอดภัย โดยห้องประกันดังกล่าวจะเริ่มเปิดใช้งานจริงในวันที่ 1 ม.ค.63 นี้&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้นโยบายการปรับการบริการของศาลอาญาเพื่อให้ความสะดวกแก่ประชาชน ผู้ต้องหาและจำเลยมากขึ้น ว่า คดีที่ศาลลงโทษปรับจำเลยเพียงสถานเดียวส่วนใหญ่เป็นคดีความผิดเล็กน้อย หรือคดีที่ศาลเห็นสมควรให้โอกาสจำเลยกลับตนเป็นพลเมืองดี ในอดีตระหว่างจำเลยรอการชำระค่าปรับ ตัวจำเลยต้องถูกย้ายไปที่ห้องควบคุมของราชทัณฑ์รวมกับนักโทษอื่นๆ &amp;nbsp;อาจทำให้จำเลยได้รับความอับอาย &amp;nbsp;อีกทั้งญาติของจำเลยต้องลงไปชำระค่าปรับที่ชั้น 2 ของศาลซึ่งใช้เวลานาน ทำให้จำเลยและญาติของจำเลยไม่ได้รับความสะดวก ศาลอาญาจึงเพิ่มช่องทางการบริการรับชำระค่าปรับแก่จำเลย บริเวณใกล้กับห้องพิจารณาคดี ที่ศูนย์นัดความชั้น 8 อาคารศาลอาญาสำหรับจำเลยในคดีที่ศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ หรือศาลฎีกา มีคำพิพากษาลงโทษปรับจำเลยเพียงสถานเดียว จำเลยหรือญาติสามารถชำระค่าปรับที่ศูนย์นัดความดังกล่าว &amp;nbsp;โดยจำเลยสามารถรอการชำระค่าปรับในห้องพิจารณาคดีที่อยู่ในความควบคุมของเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ จนกว่าจะชำระค่าปรับแล้วเสร็จ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;หลักไม่ได้ยึดตัวบุคคลไม่ว่าจะเป็นตาสีตาสาหรือนักการเมืองก็จะต้องเท่าเทียมกัน แต่ต่อไปก็จะมีการเร่งให้มีการประกันตัวได้เร็วขึ้นเท่าเทียม ในห้องควบคุมจะมีกล้องวงจรปิดคอยตรวจสอบพร้อมทั้งมีเจ้าพนักงานตำรวจศาลคอยควบคุมรักษาความปลอดภัยและความเรียบร้อยบริเวณถือว่าเป็นสิ่งที่เราต้องทำอยู่เเล้วเเละเป็นไปตาม นโยบาย ของประธาน ศาลฎีกาที่ให้กับประชาชนผู้มาติดต่อศาลทั่วประเทศปัญหาอันไหนที่เราพบและเราแก้ไขได้เราก็จะดำเนินการแก้ให้ก่อนได้เลย&amp;rdquo;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/53430</URL_LINK>
                <HASHTAG>การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของผู้ต้องหา, นายชูชัย วิริยะสุนทรวงศ์, อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 8</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191228/image_big_5e070cb5d5d6b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
