<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>115312</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/09/2021 17:07</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/09/2021 17:06</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ข่าวดี!! สวนกระแสยุคโควิด…กลุ่มทรู ประกาศเปิดรับสมัครพนักงานกว่า 5,000 อัตรา ร่วมด้วยช่วยจ้างงาน ให้คนไทยก้าวข้ามฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจในครั้งนี้ไปด้วยกัน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;กรุงเทพฯ 1 กันยายน 2564 &amp;ndash; ท่ามกลางการกลับมาแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ทวีความรุนแรง ส่งผลให้เศรษฐกิจทั่วโลกได้รับผลกระทบมากมาย รวมถึงการจ้างงานของหลายองค์กรในประเทศไทย อย่างไรก็ตามกลุ่มทรู ยังคงยืนหยัด ในเจตนารมณ์เดิมที่พร้อมช่วยสนับสนุนให้คนไทยมีงานทำ มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นด้วยการเดินหน้าสวนกระแสเปิดรับสมัครพนักงานกว่า 5,000 อัตรา ทั่วประเทศ อาทิ เจ้าหน้าที่บริหารพื้นที่ขายและดูแลลูกค้า ช่างเทคนิค ผู้ช่วยช่างเทคนิค Telesales Marketing และพนักงานประจำร้าน True Coffee GO&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยพนักงานใหม่ จะได้รับการจัดการฉีดวัคซีน มีชุดป้องกันขณะปฏิบัติงาน รวมถึงมีประกันครอบคลุมการเจ็บป่วย เช่นเดียวกับพนักงานของบริษัทฯทุกคน ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;bull; ตำแหน่งเจ้าหน้าที่บริหารพื้นที่ขายและดูแลลูกค้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เขตพี้นที่เปิดรับ พื้นที่รับสมัคร กรุงเทพฯ และปริมณฑล ชลบุรี ระยอง ฉะเชิงเทรา และจังหวัดอื่นๆ สนใจ ลงทะเบียน คลิกรายละเอียดเพิ่มเติม https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSce4El76GCw6TBo8sL35bHtCVhW-s5AxghrQR4j6D6pde7SRQ/viewform?fbclid=IwAR0uxrZmgdu-8-VeI-zRCRazknxXS8XakRM8M-RmxLqnBv9nrvVTpdYDvIs&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;bull; ตำแหน่งช่างเทคนิค และผู้ช่วยช่างเทคนิค&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เขตพี้นที่เปิดรับ กทม. และปริมณฑล ชลบุรี ระยอง ฉะเชิงเทรา และจังหวัดอื่นๆ สนใจลงทะเบียน คลิกรายละเอียดเพิ่มเติม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSce4El76GCw6TBo8sL35bHtCVhW-s5AxghrQR4j6D6pde7SRQ/viewform?fbclid=IwAR2LL_-CfjBx57C4g0M5BvHX5pb0HxFGFTHpuTUC_4csVRgA_WJnlLUCP48&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;bull; &amp;nbsp;ตำแหน่ง Telesales Marketing&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประจำ ทรู ทาวเวอร์2 พัฒนาการ34 และจังหวัดขอนแก่น สนใจลงทะเบียน คลิกรายละเอียดเพิ่มเติม https://forms.gle/ZPqNZJ1B1NeRbXUi6&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;bull; ตำแหน่งพนักงานประจำร้าน True Coffee GO&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เขตพี้นที่เปิดรับ กทม. ชลบุรี นครราชสีมา เชียงใหม่ สระบุรี ภูเก็ต หาดใหญ่ และอยุธยา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สนใจลงทะเบียน คลิกรายละเอียดเพิ่มเติม https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSfnHoRNTJ_lktN4m6dqWTuTiQHTv5cQtLAP7D5Tqq3Y6PHxZw/viewform&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กลุ่มทรู ยังคงใช้มาตรการป้องกัน และเฝ้าระวังการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในพื้นที่การปฏิบัติงานของบริษัทอย่างต่อเนื่อง ด้วยตระหนัก และคำนึงถึงเรื่องความปลอดภัยของพนักงานซึ่งเป็นบุคลากรสำคัญของบริษัทฯ ผู้สนใจสมัครงาน สามารถเข้าดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook : True Careers&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในวิกฤตย่อมมีโอกาส กลุ่มทรู พร้อมสู้เคียงคู่ในทุกสถานการณ์ และขอเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนความช่วยเหลือปัญหาการว่างงาน พร้อมส่งกำลังใจให้คนไทยก้าวผ่านวิกฤตนี้ไปด้วยกันโดยเร็ว&amp;hellip;&amp;hellip;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115312</URL_LINK>
                <HASHTAG>5000 อัตรา, กลุ่มทรู, การจ้างงาน, พร้อมสู้เคียงคู่ในทุกสถานการณ์, มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น, รับสมัครพนักงาน, สนับสนุนให้คนไทยมีงานทำ, เดินหน้าสวนกระแส, ในวิกฤตย่อมมีโอกาส</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210901/image_big_612f509e3b0db.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>82174</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/10/2020 13:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/10/2020 13:03</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อุตฯควักเงินกองทุนอ้อยจ้างแรงงาน 1,342 อัตราช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;29 ต.ค. 2563 นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า กระทรวงอุตสาหกรรมพร้อมเร่งเดินหน้าการลงทุนในภาคอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทราย เพื่อให้เกิดการจ้างแรงงาน ในประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยในฤดูการผลิตปี 2563/2564 ได้เตรียมงบประมาณเพื่อจ้างลูกจ้างชั่วคราวในช่วงของการหีบอ้อยทั่วประเทศ จำนวน 1,342 อัตรา เป็นเงิน จำนวน 83,360,800 บาท จากเงิน กองทุนอ้อยและน้ำตาลทราย ถือเป็นการนำเงินจากกองทุนฯ มากระตุ้นเศรษฐกิจ พร้อมทั้งสร้างรายได้ให้แก่ประชากรในชุมชนท้องถิ่น ซึ่งการจ้างลูกจ้างชั่วคราวในการดำเนินการในช่วงของการ &amp;nbsp;หีบอ้อยนั้น สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย ได้ดำเนินการจ้างแรงงานมาอย่างต่อเนื่องในทุกฤดูการหีบอ้อย ทำให้ประชาชนในพื้นที่มีรายได้นำไปพัฒนาคุณภาพชีวิต สร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนท้องถิ่น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ทั้งนี้ นอกจากในส่วนของภาครัฐที่มีการจ้างแรงงานชั่วคราวในระบบอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทราย ช่วงของการหีบอ้อย ในฤดูการผลิตปี 2563/2564 ที่คาดว่าจะเปิดหีบในช่วงเดือนธันวาคมแล้วนั้น ทางโรงงานน้ำตาลทั่วประเทศรวม 57 แห่ง ก็ได้เตรียมแผนการจ้างงานเพื่อเข้ามาทำงานในช่วงของการหีบอ้อย โดยคาดว่าแต่ละโรงงานจะมีการจ้างแรงงานชั่วคราวกว่า 500 อัตรา รวมการจ้างแรงงานชั่วคราวทั่วประเทศในโรงงานน้ำตาลกว่า 29,000 อัตรา สร้างรายได้ให้แก่ชุมชนกว่า 800 ล้านบาท ตอบสนองนโยบายของภาครัฐในการกระตุ้นเศรษฐกิจ&amp;rdquo;นายสุริยะ กล่าว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/82174</URL_LINK>
                <HASHTAG>กองทุนอ้อยและน้ำตาลทราย, การจ้างงาน, สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201029/image_big_5f9a5af606169.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>76744</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/09/2020 17:15</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/09/2020 17:15</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปตท.หนุนโครงการ &#039;Restart Thailand&#039; ลุยจ้างแรงงานและนักศึกษาจบใหม่ 25,000 อัตรา </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7 กันยายน 2563 - นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) เปิดเผยว่า กลุ่ม ปตท. พร้อมเร่งเดินหน้าการลงทุนในธุรกิจต่างๆ ทุกโครงการตามแผนงาน &amp;nbsp;เพื่อให้เกิดการจ้างงานในประเทศอย่างต่อเนื่อง &amp;nbsp;และ เตรียมจ้างแรงงานและนักศึกษาจบใหม่รวมกว่า 25,000 อัตราระหว่างปี 2563 - 2564 ภายใต้ โครงการ &amp;ldquo;Restart Thailand&amp;rdquo; &amp;nbsp;เพื่อสร้างงาน สร้างรายได้ และสร้างทักษะอาชีพให้กับคนรุ่นใหม่ในทุกภูมิภาค พร้อมสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนท้องถิ่นและระบบเศรษฐกิจไทย สอดคล้องกับนโยบายของ กลุ่ม ปตท. ในการพัฒนาสังคมและคุณภาพชีวิตของคนไทยให้เติบโตไปด้วยกัน &amp;nbsp;ประกอบด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การจ้างแรงงานผ่านเครือข่ายกลุ่ม ปตท. เพื่อการขยายธุรกิจและโครงการก่อสร้างต่างๆ กว่า 22,000 อัตรา &amp;nbsp;จากปัจจุบันที่มีการจ้างแรงงานผ่านผู้รับเหมาในโครงการก่อสร้างอยู่แล้ว 30,000 อัตรา &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การจัดจ้างนักศึกษาจบใหม่ ระดับ &amp;nbsp;ปวช. ปวส. อาชีวศึกษา และปริญญาตรี ที่ผ่านเกณฑ์คัดเลือกและ &amp;nbsp; &amp;nbsp;มีภูมิลำเนาในพื้นที่ปฏิบัติงาน จำนวน 2,630 อัตรา ให้มีรายได้และโอกาสในการฝึกฝนทักษะอาชีพ ภายใต้สัญญาจ้างระยะเวลา 12 เดือน &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การเปิดรับพนักงานเพิ่มเติมในตำแหน่งที่ว่างในช่วงปี 2563 - 2564 ประมาณ 1,000 อัตรา เพื่อผลักดันการดำเนินธุรกิจให้เดินหน้าตามเป้าหมาย &amp;nbsp;&amp;nbsp;ในส่วนของการจัดจ้างนักศึกษาจบใหม่เข้าทำงานเสริมทักษะอาชีพในปี 2564 นั้น &amp;nbsp;กลุ่ม ปตท.จะจัดการอบรมเพื่อเสริมทักษะความรู้ให้กับน้องๆ นักศึกษาที่ผ่านการคัดเลือก ก่อนลงพื้นที่ปฏิบัติงานตามภูมิลำเนาของตน ผ่านโครงการพัฒนาสังคมชุมชนท้องถิ่นรวม 3 ด้าน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านพัฒนาคุณภาพการศึกษาสำหรับเยาวชน &amp;nbsp;ผ่านงานครูผู้ช่วยสอน เพื่อยกระดับการเรียนรู้วิชาสามัญพื้นฐาน ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรม คณิตศาสตร์ รวมถึงวิชาภาษาอังกฤษและเทคโนโลยีสารสนเทศ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านพัฒนาศักยภาพชุมชนท้องถิ่น โดยฝึกอบรมผู้เข้าร่วมโครงการ ให้มีความรู้ด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมพลังงานเพื่อการเกษตร (SMART Farming) และฝึกอบรมทักษะการพัฒนายกระดับเศรษฐกิจชุมชน (SMART Marketing) อาทิ สินค้า แหล่งท่องเที่ยวและการบริการ ผ่านการสำรวจและเก็บข้อมูลศักยภาพพื้นที่และความพร้อมของชุมชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านการพัฒนาสิ่งแวดล้อม เพื่ออนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลในโครงการ Ocean for Life ของ บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) อาทิ การสร้างศูนย์เพาะพันธุ์ลูกปู การจัดตั้งศูนย์เพื่ออนุรักษ์และเพาะพันธุ์เต่าทะเล รวมทั้ง โครงการเพื่ออนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้ประเทศ ผ่านงานพัฒนาและการวิจัยด้านสิ่งแวดล้อม อาทิ &amp;nbsp;โครงการวิจัยป่าไม้และระบบนิเวศ &amp;nbsp;โครงการพัฒนาสวนป่าครัวเรือน &amp;nbsp;เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนั้น โครงการ &amp;ldquo;Restart Thailand&amp;rdquo; ยังมีโปรแกรมส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในประเทศ โดยให้หน่วยงานภายในองค์กรจัดกิจกรรมสัมมนานอกสถานที่สำหรับพนักงาน ลูกค้า คู่ค้า เพื่อสนับสนุนให้เกิดการกระจายเม็ดเงินสู่ระบบเศรษฐกิจของประเทศ รวมทั้ง กำลังจัดทำโครงการให้ ปตท. และพนักงาน ร่วมกันกระตุ้นการท่องเที่ยว เพื่อช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศอีกทางหนึ่ง โดยจะแจ้งรายละเอียดของโปรแกรมให้ทราบต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กลุ่ม ปตท. ขอเป็นอีกหนึ่งพลังสนับสนุนการจ้างงาน ในการช่วยสร้างโอกาส สร้างอาชีพ และเพิ่มรายได้ให้กับคนไทย ที่จะเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนและสังคม เพื่อให้เราทุกคนสามารถข้ามผ่านวิกฤติครั้งนี้ไปด้วยกัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/76744</URL_LINK>
                <HASHTAG>การจ้างงาน, จ้างงานนักศึกษาจบใหม่, บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.), อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200907/image_big_5f5607ee5952c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>74318</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/08/2020 16:02</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/08/2020 16:02</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โควิด-19 ธุรกิจลดการจ้างงานสูงสุด75 % โรงแรม-ท่องเที่ยวกระอัก </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
13 ส.ค. 2563 จ๊อบไทย&amp;nbsp;(JobThai)&amp;nbsp;ผู้ให้บริการหางาน สมัครงาน&amp;nbsp;ออนไลน์ เปิดผลจากการรวบรวมข้อมูลความต้องการแรงงานขององค์กรในจ๊อบไทยแพลตฟอร์ม พบว่า องค์กรมีความต้องการแรงงานในช่วงครึ่งปีแรกรวมกันอยู่ที่&amp;nbsp;303,776&amp;nbsp;อัตรา (เป็นการนับจำนวนอัตราแบบไม่ซ้ำกัน) ซึ่งมีการเปิดรับสูงสุดในเดือนกุมภาพันธ์อยู่ที่ 124,629 อัตรา แต่ในช่วงเดือนมีนาคม &amp;ndash; เมษายนการจ้างงานลดลง 16.5% เทียบกับเดือนมกราคม - กุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่การระบาดของไวรัสโควิด-19 เริ่มมีตัวเลขผู้ติดเชื้อสูงขึ้นและกระจายวงกว้างมากขึ้น ทำให้ธุรกิจต่าง ๆ ได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ส่วนด้านผู้ใช้งาน หางาน สมัครงาน มีการใช้งานมากกว่า 11 ล้านคน เติบโตขึ้น 7.5% &amp;nbsp;ซึ่งมีการสมัครงาน 8,876,727 ครั้ง เติบโตขึ้น 31.0% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสาวแสงเดือน ตั้งธรรมสถิตย์&amp;nbsp;ผู้ร่วมก่อตั้งและหัวหน้าผู้บริหารด้านปฏิบัติการจ๊อบไทย (JobThai)กล่าวว่า การระบาดของไวรัสโควิด-19 นั้นส่งผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจเป็นวงกว้าง ซึ่งมีผลกระทบโดยตรงกับภาพรวมตลาดแรงงาน จากการรวบรวมและวิเคราะห์ฐานข้อมูลงานในจ๊อบไทยแพลตฟอร์ม เพื่อรายงานสถานการณ์ความต้องการแรงงานและพฤติกรรมความต้องการของผู้สมัครงานทั่วประเทศ&amp;nbsp;ในช่วงครึ่งปีแรกของปี&amp;nbsp;2563&amp;nbsp;ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5 ประเภทธุรกิจมีความต้องการแรงงานมากที่สุด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อาหาร-เครื่องดื่ม 58,724 อัตรา แม้การผลิตในอุตสาหกรรมอาหารไตรมาสที่ 1 ปี 2563 จะปรับตัวลดลง (ที่มา : สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม) แต่ผู้บริโภคยังคงมีการใช้จ่ายในหมวดสินค้าและบริการที่จำเป็นต่อชีวิตประจำวัน ทำให้ประเภทธุรกิจนี้ยังคงมีความต้องการแรงงานมาเป็นอันดับแรก ซึ่งลดลงจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน 22.9%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บริการ 44,750 อัตรา ความต้องการแรงงานในธุรกิจประเภทนี้จะเป็นธุรกิจบริการที่นอกเหนือจากธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากภาคท่องเที่ยว &amp;nbsp;เช่น ธุรกิจบริการทำความสะอาด ธุรกิจบริการด้านระบบ ธุรกิจบริการฝึกอบรม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ก่อสร้าง 41,353 อัตรา SCB EIC ได้ประเมินว่าอุตสาหกรรมก่อสร้างเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่ผู้ประกอบการยังคงสามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ แม้ภาพรวมอุตสาหกรรมก่อสร้างจะมีแนวโน้มหดตัวตามเศรษฐกิจโลกที่มีแนวโน้มชะลอตัวลงมาก ทำให้ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์บางส่วนเลื่อนการเปิดตัวโครงการใหม่ออกไป แต่การก่อสร้างโครงการภาครัฐยังคงมีแรงขับเคลื่อนจากโครงการเมกะโปรเจกต์คมนาคม เช่น โครงการรถไฟฟ้า โครงการรถไฟความเร็วสูง โครงการสนามบิน โครงการท่าเรือ โครงการมอเตอร์เวย์ ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลของสํานักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ยานพาหนะ/ชิ้นส่วนยานยนต์ 39,883 อัตรา ผลจากการระบาดของไวรัสโควิด-19&amp;nbsp;ได้ส่งผลกระทบต่อยอดการจำหน่ายและการผลิตรถยนต์ในประเทศและการส่งออกให้ชะลอตัวลง และยังกระทบต่อเนื่องไปยังผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ ผู้ผลิตอุปกรณ์ตกแต่งภายในรถยนต์ รวมถึงตัวแทนจำหน่าย (ที่มา : สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย) แม้ธุรกิจนี้จะอยู่ในห้าอันดับแรกที่ต้องการแรงงานมากแต่เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนพบว่าความต้องการแรงงานลดลงถึง 31.8%
ค้าปลีก 37,482 อัตรา ธุรกิจค้าปลีกโดยรวมมีผลกระทบค่อนข้างมาก ยกเว้นสินค้าอุปโภค บริโภคที่จำเป็นต้องใช้ในการดำรงชีวิต เช่น อาหารและของใช้ส่วนตัว ทำให้ซูเปอร์มาร์เก็ต และร้านสะดวกซื้อ ยังคงมีความต้องการแรงงาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5 ประเภทธุรกิจที่มีความต้องการแรงงานน้อยที่สุด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ธุรกิจท่องเที่ยว 1,690 อัตรา การระบาดของไวรัสโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจรุนแรงขึ้นในทุกด้าน โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยวที่หดตัวรุนแรงหลายประเทศรวมถึงประเทศไทยที่มีประกาศใช้มาตรการจํากัดการเดินทางระหว่างประเทศ ซึ่งความต้องการแรงงานในธุรกิจนี้ลดลงถึง 65.8% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน (ที่มา: ธนาคารแห่งประเทศไทย)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ธุรกิจความบันเทิง 2,075 อัตรา เป็นอีกอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบจากการประกาศปิดสถานที่สาธารณะต่าง ๆ ประกอบกับมาตรการควบคุมโรค โดยห้ามการจัดกิจกรรมที่มีการรวมกลุ่มคนเป็นจำนวนมาก รวมถึง การถ่ายทำภาพยนตร์ ละคร ซีรีย์ โฆษณา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ธุรกิจกระดาษ/เครื่องเขียน 2,200 อัตรา ธุรกิจกระดาษที่เกี่ยวเนื่องกับสื่อสิ่งพิมพ์มีความต้องการลดลง ส่วนธุรกิจกระดาษที่เกี่ยวเนื่องกับอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์แม้มีความต้องการใช้เติบโตขึ้น แต่โดยภาพรวมจะเห็นว่าธุรกิจนี้อยู่ในกลุ่มที่มีความความต้องการแรงงานน้อยเมื่อเทียบกับธุรกิจอื่น ๆ ในจ๊อบไทยแพลตฟอร์ม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ธุรกิจโรงแรม/Resort/Spa/สนามกอล์ฟ 2,820 อัตรา จากมาตรการควบคุมการระบาดของไวรัสโควิด-19 ทำให้นักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างชาติในไทยลดลง ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อธุรกิจที่กลุ่มนี้ ทำให้ธุรกิจกลุ่มนี้มีการจ้างงานลดมากที่สุด โดยลดลงถึง 75.7% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ธุรกิจอัญมณี/เครื่องประดับ 3,092 อัตรา การผลิตและจำหน่ายอัญมณีและเครื่องประดับปรับตัวลดลง เนื่องจากการผลิตเพื่อการส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศลดลง ซึ่งเป็นหนึ่งในสิบสองธุรกิจที่สภาอุตสาหกรรมประเมินว่าเป็นอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบมาก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5&amp;nbsp;สายงานที่องค์กรเปิดรับมากที่สุด อันดับหนึ่ง ขาย คิดเป็น 19.9% อันดับสอง ช่างเทคนิค คิดเป็น &amp;nbsp;10.3% อันดับสาม ผลิต/ควบคุมคุณภาพ คิดเป็น 7.9% อันดับสี่ วิศวกร คิดเป็น 5.8% อันดับห้า ธุรการ/จัดซื้อ คิดเป็น 5.7%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5 สายงานที่คนสมัครมากที่สุด อันดับหนึ่ง ธุรการ/จัดซื้อ คิดเป็น 12.7% อันดับสอง ขาย คิดเป็น 9.5% อันดับสาม ผลิต/ควบคุมคุณภาพ คิดเป็น 9.1% อันดับสี่ งานบุคคล/ฝึกอบรม คิดเป็น 6.2% อันดับห้า ขนส่ง-คลังสินค้า คิดเป็น 6.1%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5 สายงานยอดนิยมที่มีอัตราการแข่งขันสูง พบว่า งานที่มีอัตราการแข่งขันสูงที่สุด คือ นำเข้า-ส่งออก มีการแข่งขันอยู่ที่ 10.2 คน ต่อ 1 อัตรา อันดับสอง บุคคล/ฝึกอบรม โดยมีการแข่งขันอยู่ที่&amp;nbsp;9.9 คน ต่อ&amp;nbsp;1&amp;nbsp;อัตรา&amp;nbsp;อันดับสาม เลขานุการ การแข่งขันอยู่ที่&amp;nbsp;9.4 คน ต่อ 1&amp;nbsp;อัตรา&amp;nbsp;อันดับสี่ วิทยาศาสตร์/วิจัย การแข่งขันอยู่ที่ 8.2 คน ต่อ 1 อัตรา อันดับห้า วิเคราะห์/เศรษฐศาสตร์ การแข่งขันอยู่ที่ 7.2 คน ต่อ 1 อัตรา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นักศึกษาจบใหม่ในปีนี้ต้องเผชิญกับภาวะความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้นต้องมีการปรับตัวอยู่เสมอเพื่อให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงและพร้อมรับมือกับอนาคต สำหรับสายงานที่เปิดรับนักศึกษาจบใหม่ มีดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5 สายงานที่องค์กรเปิดรับนักศึกษาจบใหม่ปริญญาตรีมากที่สุด อันดับหนึ่ง ขาย คิดเป็น 23.3% อันดับสอง บริการ คิดเป็น 11.8% อันดับสาม ธุรการ/จัดซื้อ คิดเป็น 9.0% อันดับสี่ วิศวกร คิดเป็น 7.2% อันดับห้า ช่างเทคนิค คิดเป็น 7.1%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5 สายงานที่นักศึกษาจบใหม่ปริญญาตรีสมัครมากที่สุด อันดับหนึ่ง ธุรการ/จัดซื้อ คิดเป็น 15.8% อันดับสอง วิศวกร คิดเป็น 10.3% อันดับสาม ขาย คิดเป็น 9.5% อันดับสี่ ผลิต/ควบคุมคุณภาพ คิดเป็น 8.0% อันดับห้า บริการ คิดเป็น 7.1%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อดูข้อมูลเชิงลึกในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 พบว่า ช่วงก่อนการระบาดในเดือนมกราคมและกุมภาพันธ์มีแนวโน้มการจ้างงานที่สูงขึ้นจากเดือนก่อนหน้า โดยเดือนมกราคม มีอัตราการเปิดรับ 119,122 เพิ่มขึ้น 8.7% จากธันวาคม 2562 และเดือนกุมภาพันธ์ มีอัตราการเปิดรับ 124,629 เพิ่มขึ้น 4.6% จากมกราคม 2563 โควิด-19 เริ่มมีการระบาดมากในช่วงเดือนมีนาคมและเมษายน รวมทั้งมีการออกมาตรการเพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อทำให้หลายสถานประกอบการจำเป็นต้องปิดกิจการชั่วคราว ตลอดทั้งการประกาศเคอร์ฟิว ส่งผลให้ความต้องการแรงงานลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยเดือนมีนาคม มีอัตราการเปิดรับ 112,220 ลดลง 10.0% จากกุมภาพันธ์ 2563 และลดลงหนักสุดในช่วงเดือนเมษายน มีอัตราการเปิดรับ 91,382 ซึ่งลดลง 18.6% จากมีนาคม 2563 ส่วนเดือนพฤษภาคม อัตราที่เปิดรับ 86,966 ลดลง 4.8% จากเมษายน 2563 เดือนมิถุนายน อัตราที่เปิดรับ 90,347 เพิ่มขึ้น 3.9% จากพฤษภาคม 2563&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5 ประเภทธุรกิจที่มีความต้องการแรงงานลดลงมากที่สุดเมื่อเทียบกับครึ่งปีแรกของปี 2562 อันดับหนึ่ง ธุรกิจโรงแรม ลดลง 75.7% อันดับสอง ธุรกิจท่องเที่ยว ลดลง 65.8% อันดับหนึ่งและสองเป็นผลกระทบโดยตรงการท่องเที่ยวที่หดตัวรุนแรง อันดับสาม ธุรกิจที่ปรึกษา ลดลง 38.9% อันดับสี่ ธุรกิจสิ่งทอ ลดลง 37.9% อันดับห้า ธุรกิจนำเข้า-ส่งออก ลดลง 36.6%&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5 ประเภทธุรกิจที่ได้รับผลกระทบทางลบน้อยที่สุดเมื่อเทียบกับครึ่งปีแรกของปี 2562 พบว่า อันดับหนึ่ง ธุรกิจสื่อสารโทรคมนาคม รับเพิ่ม 38.7% อันดับสอง ธุรกิจพลังงาน รับเพิ่ม 0.3% อันดับสาม ธุรกิจคอมพิวเตอร์/ไอที ลดลง 5.2% อันดับสี่ ธุรกิจเฟอร์นิเจอร์/เครื่องใช้ในบ้าน ลดลง 9.0% อันดับห้า ธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์ ลดลง 9.4%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/74318</URL_LINK>
                <HASHTAG>#โควิด-19, การจ้างงาน, จ๊อบไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200813/image_big_5f350111a704e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>72144</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/07/2020 01:14</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/07/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ไฟเขียว3โครงการฟื้นศก. ฟุ้งจ้างงาน3.9หมื่นอัตรา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ครม.เห็นชอบ 3 โครงการใช้เงินกู้ฟื้นฟูเศรษฐกิจ วงเงินรวม 4 พันล้านบาท ฟุ้งช่วยทำให้เกิดการจ้างงานในระดับท้องถิ่น 3.9 หมื่นอัตรา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางสาวรัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี&amp;nbsp; กล่าวว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 21 ก.ค.2563 เห็นชอบผลการพิจารณาของคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ ในการประชุมครั้งที่ 11/2563 จำนวน 3 โครงการ เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ รวมวงเงินทั้งสิ้น 4,029.15 ล้านบาท ช่วยทำให้เกิดการจ้างงาน 39,225 คน ได้แก่ 1.อนุมัติโครงการอาสาสมัครบริบาลท้องถิ่นเพื่อดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง ของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย วงเงินไม่เกิน 1,080.59 ล้านบาท โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมให้เกิดการจ้างงานประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ให้ปฏิบัติงานเป็นอาสาสมัครบริบาลท้องถิ่น เป็นระยะเวลา 12 เดือน ซึ่งผู้เข้าร่วมโครงการจะต้องได้เข้ารับการฝึกอบรม เพื่อให้มีความรู้และทักษะปฏิบัติในการดูแลผู้สูงอายุที่ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองในหมู่บ้านหรือชุมชนได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สนับสนุนให้เกิดการกระจายรายได้ให้ประชาชน โดยผู้เข้าร่วมโครงการจะมีคุณสมบัติในการประกอบอาชีพนักบริบาลในสถานประกอบการและนักบริบาลอิสระเพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุ และให้ผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงได้รับการดูแลทางร่างกาย จิตใจ อารมณ์ และสังคม และช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของรัฐในการดูแลรักษา โดยมีระยะเวลาดำเนินโครงการ ระหว่างเดือน ก.ค.2563-ก.ย.2564
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับจากโครงการ คือช่วยเพิ่มรายได้ให้ประชาชนในพื้นที่เป้าหมาย จำนวน 932.88 ล้านบาท และช่วยเพิ่มการจ้างงานให้แก่ประชาชน จำนวน 15,548 คน รวมทั้งทำให้เกิดนักบริบาลที่เป็นอาชีพใหม่ในท้องถิ่น จำนวน 15,548 คน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;2.อนุมัติโครงการพัฒนาตำบลแบบบูรณาการ ของกรมการปกครองกระทรวงมหาดไทย วงเงินไม่เกิน 2,701.87 ล้านบาท โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมให้เกิดการจ้างงานในทุกตำบล ตำบลละ 2 คน ทั่วประเทศ จำนวน 14,510 คน เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจมูลค่ากว่า 2,701.87 ล้านบาท กระจายลงพื้นที่ และเพื่อเป็นฐานข้อมูลแบบบูรณาการ (Data Base) ที่มีประสิทธิภาพสำหรับการวางแผนพัฒนาพื้นที่ในทุกระดับ เช่น แผนพัฒนาหมู่บ้าน/ชุมชน แผนพัฒนาตำบล เป็นต้น รวมถึงส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนและการพัฒนาพื้นที่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยระยะเวลาดำเนินโครงการ ระหว่างเดือน ส.ค.2563-ก.ย. 2564 ส่วนประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับจากโครงการคือ เพิ่มการจ้างงานตำบลละ 2 คน ใน 7,255 ตำบลทั่วประเทศ รวม 14,540 คน อัตราค่าจ้างเดือนละ 15,000 บาท ระยะเวลาจ้าง 12 เดือน คิดเป็นมูลค่า 2,611.8 ล้านบาท ทำให้เกิดฐานข้อมูลเพื่อการพัฒนาพื้นที่แบบบูรณากร (Data Base) ที่มีประสิทธิภาพ และทำให้เกิดการกระจายรายได้ถึงมือประชาชนในพื้นที่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;3.อนุมัติโครงการเฝ้าระวังสร้างแนวกันไฟ สร้างรายได้ชุมชน ของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม วงเงินไม่เกิน 246.69 ล้านบาท โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมให้เกิดการจ้างงานและสร้างรายได้ให้กับชุมชนในพื้นที่ จำนวน 9,137 คน โดยได้รับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำตามมาตรฐานกรมบัญชีกลาง 300 บาทต่อวัน เฉลี่ย 30 วันต่อเดือนต่อคน และเป็นการเฝ้าระวังและลดความเสี่ยงจากการเกิดไฟป่า อีกทั้งเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการแก้ไขปัญหาไฟป่า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ มีระยะเวลาในการดำเนินโครงการระหว่างเดือน ก.ค. 2563-พ.ค.2564 ส่วนประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับจากโครงการ คือ การสร้างรายได้ให้แก่ประชาชน รวม 246.69 ล้านบาท และเป็นการเพิ่มการจ้างงานให้แก่ประชาชน จำนวน 9,137 คน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;โครงการจ้างงาน เพิ่มรายได้จะทยอยเข้าสู่การพิจารณาของ ครม. ทั้งนี้จะมีการจัดทำแพลตฟอร์มแรงงานเพื่อบันทึกข้อมูลการจ้างงานของโครงการต่างๆ ภายใต้ พ.ร.ก.เงินกู้ เพื่อไม่ให้เกิดการซ้ำซ้อนของผู้เข้าร่วมโครงการ&amp;rdquo; นางสาวรัชดากล่าว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/72144</URL_LINK>
                <HASHTAG>การจ้างงาน, การจ้างงานในระดับท้องถิ่น, ครม., ฟื้นฟูเศรษฐกิจ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200721/image_big_5f16f8b3b4389.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>68418</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/06/2020 16:08</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/06/2020 16:08</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;สมคิด&quot;จี้ &quot;อว.&quot;หาทางเพิ่มจ้างงาน รายได้ไปถึงชนบท และคนที่จะตกงานนับล้าน ไม่ใช่อยู่แค่ในมหา&#039;ลัย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11มิ.ย.63-ที่ห้องประชุมศาสตราจารย์ประเสริฐ ณ นคร อาคารอุดมศึกษา 1 กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) - นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ได้เดินทางมาตรวจเยี่ยมการดำเนินงานของ อว. โดยมีนายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (รมว.อว.) ข้าราชการระดับสูงของ อว. และอธิการบดีมหาวิทยาลัย เข้าร่วม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยนายสมคิด ได้มอบนโยบายตอนหนึ่งว่า เนื่องจากขณะนี้พระราชกำหนดกู้เงินได้ผ่านการลงมติจากสภาผู้แทนราษฎรเรียบร้อยแล้ว ตนจึงต้องการให้ อว. มหาวิทยาลัยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เสนอโครงการต่างๆ ที่จะเป็นประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศ ซึ่งโครงการต่างๆ ที่ อว.ได้ขับเคลื่อนในช่วงที่ผ่านมานั้นถือว่าเป็นเรื่องที่ดี ไม่ว่าจะเป็นโครงการ อว.สร้าง หรืออื่นๆ นั้น ถือเป็นการก่อให้เกิดการจ้างงาน และตนมองออกเป็น 2 ส่วน คือ 1.การจ้างคนลงไปทำงาน เรื่องนี้ต้องมีการบริหารจัดการที่ดี และ 2.การจ้างงานคนในชนบทในลักษณะฝึกทักษะ ซึ่งต้องดูรายละเอียดให้ชัดเจน ว่า แต่ละคนควรที่ฝึกทักษะด้านไหน เช่น พื้นที่ต้องการที่จะสร้างฟาร์มออร์แกนิคเพื่อเพิ่มความเข้มแข็งให้แก่ชุมชน ก็ให้คนในพื้นที่มาฝึกทักษะ และให้ผลตอบแทน คนในพื้นที่ดังกล่าวก็จะมีงานมีความรู้มีรายได้ ทั้งนี้ตนยังต้องการให้แต่ละมหาวิทยาลัยมีกิจกรรมให้นักศึกษาได้ลงพื้นที่สัมผัสวิธีชุมชน เนื่องจากเศรษฐกิจท้องถิ่นเป็นสิ่งที่นักศึกษาทุกคนควรที่จะได้สัมผัส เพื่อเป็นประสบการณ์ส่าประเทศไทยจริงๆ แล้วเป็นเช่นไร จากนั้นก็นำความรู้ที่เรียนมาช่วยในการพัฒนาท้องถิ่น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รวมถึงมหาวิทยาลัยก็สามารถร่วมกับนักศึกษาเป็นการทำวิจัยเชิงพื้นที่ได้ ดังนั้น อว.ต้องทำหน้าที่ประสานกับมหาวิทยาลัยต่างๆ ให้เข้ามาช่วยเหลือตามความสามารถของแต่ละพื้นที่ และหากเราสามารถขับเคลื่อนไปในแนวทางนี้ได้ ตนเชื่อว่าการจ้างงานในพื้นที่จะเพิ่มขึ้นเป็นระดับแสนคน เพราะต่อจากนี้จะมีคนตกงานเป็นระดับล้านคน อีกทั้งเราจะต้องทำให้รายได้ตกไปถึงประชาชนไม่ใช่อยู่แค่ในมหาวิทยาลัย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ผมขอให้มหาวิทยาลัยที่มีความเชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมศาสตร์ คิดค้น เรื่องเครื่องมือที่เป็นแค่เทคโนโลยีขั้นพื้นฐานง่ายๆ เครื่องมือแปรรูปสินค้าทางการเกษตรให้แก่ชุมชนในท้องถิ่น และในส่วนของคณะบัญชี ก็สามารถเข้าไปสอนให้เขารู้จักเรื่องการบริหารจัดการทางการเงิน เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรสร้างท้องถิ่นให้เข้มแข็งมากขึ้น อย่างไรก็ตาม เรื่องที่สำคัญจากนี้ คือ การปรับเปลี่ยนงบประมาณ อว.จะต้องไปดูว่าปีงบประมาณ 2564 มีงบฯ ในส่วนไหนบ้างที่จะสามารถแปรไปในเรื่องของท้องถิ่นได้เพียงใด เพราะเราจำเป็นที่จะต้องมีโครงการที่ก่อให้เกิดการสร้างงาน สร้างรายได้ในชนบท&amp;rdquo;รองนายกฯ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสมคิด กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ตนมองว่าแต่ละมหาวิทยาลัยจะต้องมีความร่วมมือกัน ทั้งมหาวิทยาลัยหลัก มหาวิทยาลัยราชภัฏและอื่นๆ ดึงภาคเอกชนเข้ามาช่วยในการสร้างสตาร์ทอัพให้ก้าวไปสู่ตลาดหลักทรัพย์ได้ สร้างความต่อเนื่องระหว่างภาคประชาชน เอกชน มหาวิทยาลัยและรัฐ ซึ่งจุดแข็งของประเทศไทยไม่ใช่เรื่องสินค้าไฮเทค แต่จะเป็นในส่วนของภาคบริการ เช่น การสร้างแพลตฟอร์มการให้บริการด้านต่างๆ เป็นต้น และยังมีระบบการขนส่งสินค้าต่างๆ อีกทั้งจะต้องลงพื้นที่เข้าให้ถึงชุมชน ไม่ใช่เปิดหลักสูตรรอคนเข้ามาเรียน อีกทั้งการที่เราจะเป็น Thailand 4.0 ได้เราต้องทำให้ประชาชนทุกคนมีความรู้ระดับพื้นที่ใน 4 ด้าน คือ ทักษะเทคโนโลยี ทักษะภาษาอังกฤษ ทักษะด้านการเงินและ ทักษะการทำงานภายในเครือข่ายทางสังคม และจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดต่อเชื้อไวรัสโคโรนา หรือ โควิด-19 ตนมองว่าเป็นการสร้างชื่อให้กับประเทศไทย ว่า เรามีระบบสาธารณสุขที่ดี ซึ่งหากเรานำตรงนี้มาขับเคลื่อนเรื่องการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ หรือ อาหารด้านสุขภาพ ได้ก็จะเป็นการเปิดช่องทางในการสร้างรายได้อีกทางหนึ่ง และตนต้องการให้มีการสร้างบุคคลใหม่ๆ เข้ามาเป็นผู้ประกอบการหน้าใหม่ เพราะตอนนี้เงินกระจายอยู่ทั่วโลก เพียงแต่หาแหล่งที่จะสร้างสรรค์สิ่งใหม่ให้เกิดขึ้น แม้แต่มหาวิทยาลัยเองก็สามารถหารายได้ได้เอง ไม่ต้องรองบฯ จากรัฐบาล ถ้าหากสามารถดึงคนรุ่นใหม่ คนเก่งที่มีแนวคิดในการสร้างนวัตกรรมมาอยู่ในมหาวิทยาลัย โดยการให้ทุนการศึกษา เพื่อทำให้เกิดธุรกิจและสามารถสร้างรายได้ได้ แต่มหาวิทยาลัยจะต้องเปลี่ยนแนวคิดของตัวเอง&amp;rdquo;รองนายกฯ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ผมขอให้มหาวิทยาลัยทุกแห่งมุ่งเป้าหมายในการพัฒนาประเทศ การสอนต่างๆ ต้องลงพื้นที่คู่กับการวิจัย และพรก.กู้เงิน จำนวนกว่า 4 แสนล้าน ไม่ใช่จำนวนที่น้อย ซึ่งเงินตรงนี้รัฐบาลหามาให้เพื่อที่จะกระจายลงสู่ท้องถิ่น และหากโครงการที่เสนอมายังไม่วามารถกระจายไปถึงประชาชนได้ผมก็ไม่รู้จะทำอย่างไรเหมือนกัน ดังนั้นทุกมหาวิทยาลัยต้องหารือร่วมกันกับทุกคณะว่าใครจะทำอะไร อย่างไร เน้นไปที่ชนบท เพื่อให้เม็ดเงินได้ถูกใช้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยให้คนได้มีงานทำ &amp;rdquo;รองนายกฯ กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/68418</URL_LINK>
                <HASHTAG>#อว., #โควิด-19, การจ้างงาน, ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์, เงินกู้4แสนล้าน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200611/image_big_5ee1f3d6717c5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>20684</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/10/2018 10:31</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/10/2018 10:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ประกันสังคม ฉีดงบประมาณจัดโครงการสินเชื่อเพื่อส่งเสริมการจ้างงาน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-top:6.0pt; margin-right:0cm; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:6.0pt; margin-right:0cm; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm; text-align:justify&quot;&gt;นายอนันต์ชัย อุทัยพัฒนาชีพ รักษาการเลขาธิการสำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า ขณะนี้สำนักงานประกันสังคมได้จัดทำโครงการสินเชื่อเพื่อส่งเสริมการจ้างงานวงเงินไม่เกิน &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;10,000 ล้านบาท มีวัตถุประสงค์ให้สถานประกอบการที่ขึ้นทะเบียนกับสำนักงานประกันสังคมกู้เงินกับธนาคารที่เข้าร่วมโครงการนำไปเป็นทุนหมุนเวียนในกิจการ เพื่อเสริมสร้างสภาพคล่อง และเพิ่มผลผลิตแรงงาน โดยเป็นการกู้เพื่อ Refinance ได้ไม่เกินร้อยละ 50 ของวงเงินปล่อยกู้ของแต่ละธนาคาร &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:6.0pt; margin-right:0cm; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:6.0pt; margin-right:0cm; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm; text-align:justify&quot;&gt;โดยมีระยะเวลาการยื่นคำขอกู้ตั้งแต่เริ่มโครงการจนถึง 31 ธันวาคม 2562 หรือจนกว่าวงเงินโครงการจะหมด &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;โดยวงเงินสินเชื่อที่ได้รับการอนุมัติเพื่อส่งเสริมการจ้างงาน จำนวน 10,000 ล้านบาท ได้มีการจัดสรรเป็น &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;1.วงเงิน 6,000 ล้านบาท สำหรับสถานประกอบการที่มีลูกจ้างไม่เกิน 50 คน วงเงินกู้ไม่เกิน 5 ล้านบาท&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ต่อราย 2.วงเงิน 3,000 ล้านบาท สำหรับสถานประกอบการที่มีลูกจ้าง 51 - 200 คน วงเงินกู้ไม่เกิน &amp;nbsp;&amp;nbsp;10 ล้านบาทต่อราย และ3.วงเงิน 1,000 ล้านบาท &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:6.0pt; margin-right:0cm; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:6.0pt; margin-right:0cm; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm; text-align:justify&quot;&gt;สำหรับสถานประกอบที่มีลูกจ้างเกิน 200 คน วงเงินกู้ไม่เกิน 15 ล้านบาทต่อราย ส่วนอัตราดอกเบี้ยเงินกู้นั้น สถานประกอบการที่สนใจกู้และมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อัตราดอกเบี้ยจะอยู่ที่ร้อยละ 3 ต่อปี และคงที่ 3 ปี และในกรณีสถานประกอบการที่สนใจกู้ที่ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันหรือใช้บุคคลค้ำประกัน อัตราดอกเบี้ยจะอยู่ที่ร้อยละ 5 ต่อปี และคงที่ 3 ปี อย่างไรก็ดีขณะนี้มีธนาคารเข้าร่วมโครงการสินเชื่อเพื่อส่งเสริมการจ้างงานแล้ว จำนวน 4 ธนาคาร ได้แก่ ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารยูโอบี ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย และธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:6.0pt; margin-right:0cm; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:6.0pt; margin-right:0cm; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm; text-align:justify&quot;&gt;ทั้งนี้ ข้อกำหนดของสถานประกอบการที่จะเข้าร่วมโครงการ ต้องขึ้นทะเบียนกับสำนักงานประกันสังคมและจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมมาแล้วไม่น้อยกว่า &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;3 เดือน และต้องรักษาจำนวนผู้ประกันตนไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของจำนวนผู้ประกันตน ณ วันที่ได้รับสินเชื่อตลอดอายุโครงการ 3 ปี โครงการสินเชื่อเพื่อส่งเสริมการจ้างงานของสำนักงานประกันสังคมเป็นอีกหนึ่งมาตรการสำคัญของรัฐบาล และกระทรวงแรงงาน เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการจากการปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:6.0pt; margin-right:0cm; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:6.0pt; margin-right:0cm; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm; text-align:justify&quot;&gt;ซึ่งเป็นไปตามระเบียบคณะกรรมการประกันสังคมว่าด้วยการจัดหาผลประโยชน์ของกองทุนประกันสังคม &amp;nbsp;&amp;nbsp;พ.ศ.2559 ที่สามารถนำเม็ดเงินไม่เกินร้อยละ 10 ของเงินกองทุนประกันสังคมมาลงทุนทางสังคม เพื่อประโยชน์ทางอ้อมแก่นายจ้างและผู้ประกันตนได้ นอกจากจะช่วยเป็นทุนหมุนเวียนและเสริมสร้างสภาพคล่องในสถานประกอบการ รักษาสภาพการจ้างงานแล้ว ยังทำให้เกิดทุนหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจภายในประเทศ &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;และพัฒนาเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศอีกด้วย&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:6.0pt; margin-right:0cm; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; ------------------------------------------------------&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;ศูนย์สารนิเทศ สำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/20684</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงแรงงาน, การจ้างงาน, นายอนันต์ชัย อุทัยพัฒนาชีพ, ประกันสังคม, สินเชื่อ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181025/image_big_5bd137e0942fb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
