<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>118437</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/10/2021 14:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/10/2021 14:03</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศบค.แจงตัวเลขฉีดวัคซีนสะสมข้อมูลแยก2 ระบบ ตั้งเป้าฉีดเดือนต.ค.ร้อยละ 50 ทุกจว.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1ต.ค.64-พญ.อภิสมัย ศรีรังสรรค์ ผู้ช่วยโฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ ศบค. กล่าวถึงวันเดียวกันนี้ที่ข้อกำหนดฉบับที่ 34 มีผลบังคับใช้เป็นวันแรก โดยที่ประชุมศบค.ชุดเล็ก รับทราบรายงานการฉีดวัคซีนโควิด-19 ในประเทศไทยถึงวันที่ 30 ก.ย. ซึ่งตัวเลขยังไม่ตรงกันระหว่างข้อมูลกลางของกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) และข้อมูลหมอพร้อม โดยการรายงานของศบค.เป็นการรายงานที่ใช้ข้อมูลจากระบบ MOPH Immunization Center (MOPH-IC) ที่เป็นข้อมูลกลางของกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งเป็นฐานข้อมูลที่ต้องใช้เวลาในการตรวจสอบความถูกต้อง เพื่อใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงของประเทศ ขณะที่อีกระบบคือข้อมูลจากหมอพร้อม ที่เป็นการรายงานจากจุดให้บริการวัคซีนทั่วประเทศทุกจังหวัด ซึ่งเป็นการรายงานเร็ว ที่อาจไม่ถูกต้องทั้งหมด และเมื่อส่งยอดมาที่ MOPH-IC ก็จะมีการตรวจสอบ และลบส่วนที่มีความซ้ำซ้อน ซึ่งใช้เวลา 1-2 วัน ข้อมูลจึงอาจล่าช้า ทั้งนี้กระทรวงสาธารณสุข จะพยายามปรับฐานข้อมูล ทั้งจาก MOPH-IC และหมอพร้อมให้ประสานสอดคล้องกัน สมบูรณ์ที่สุด และตัวเลขเป็นสถานการณ์จริงที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พญ.อภิสมัย กล่าวว่า สำหรับเป้าหมายการฉีดวัคซีนในเดือนต.ค. จะฉีดให้ทั้งชาวไทยและต่างด้าว ครอบคลุมทุกจังหวัดให้ได้ร้อยละ 50 และมีอย่างน้อยหนึ่งอำเภอที่ฉีดวัคซีนครอบคลุมร้อยละ 70 ของประชากร หากมีอำเภอใดที่จะเปิดเป็นพื้นที่นำร่องเศรษฐกิจให้ฉีดครอบคลุมร้อยละ 80 เป็นอย่างน้อย และให้เพิ่มการฉีดในกลุ่มผู้สูงอายุ ผู้มี7กลุ่มโรคเสี่ยง และหญิงตั้งครรภ์ให้ครอบคลุมร้อยละ 80 รวมถึงนักเรียนนักศึกษาให้ได้รับวัคซีนเข็มที่ 1 อย่างน้อยร้อยละ 70 ส่วนวัคซีนเข็มกระตุ้น บุคลากรทางการแพทย์ครบแล้ว และกลุ่มที่ 2 ที่ได้รับวัคซีนสองเข็มตั้งแต่เดือนมี.ค.-พ.ค. จะได้ฉีดตั้งแต่วันที่ 24 ก.ย.และผู้ที่ได้รับสองเข็มในช่วงเดือนมิ.ย.จะฉีดในช่วงเดือนพ.ย. และในเดือนธ.ค.จะได้รับการฉีดกระตุ้นครบทุกราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พญ.อภิสมัย กล่าวว่าสำหรับตัวเลขการฉีดวัคซีนวันที่ 30 ก.ย. อยู่ที่ 2,288,728 โดส โดยจำนวนนี้เป็นยอดการฉีดของวันมหิดล 24 ก.ย. จำนวน 1,700,523 โดส เป็นการฉีดวันที่ 30 ก.ย. 588,205 โดส โดยยอดฉีดวัคซีนสะสมตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ.อยู่ที่ 53,784,812 โดส&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118437</URL_LINK>
                <HASHTAG>การฉีดวัคซีนโควิด19, พญ.อภิสมัย ศรีรังสรรค์, หมอพร้อม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210809/image_big_6110e3223932d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>112425</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/08/2021 16:34</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/08/2021 16:34</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;หมอมนูญ&#039;ยกเคสอินเดียติดเชื้อกว่า2ใน3จนเกิดภูมิคุ้มกันหมู่ เชื่อทุกคนในโลกต้องติดในไม่ช้า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
6ส.ค.64-นพ.มนูญ ลีเชวงวงศ์ แพทย์เฉพาะทางด้านโรคระบบการหายใจ โรงพยาบาลวิชัยยุทธ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก หมอมนูญ ลีเชวงวงศ์ FC ว่า
ประเทศอินเดียมีการแพร่ระบาดอย่างหนัก ช่วงเดือนพฤษภาคมปีนี้ มีผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 วันละ 400,000 คน แต่ปัจจุบันเดือนสิงหาคม ตัวเลขผู้ติดเชื้อลดลงเหลือวันละ 40,000 กว่าคน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากผลการวิจัยระดับประเทศสุ่มตรวจเลือดหาแอนติบอดีบ่งบอกถึงมีภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัสโควิดจากการติดเชื้อ พบคนอินเดีย 2 ใน 3 ของประชากร คือ 900 ล้านคนติดเชื้อตามธรรมชาติแล้ว พบติดเชื้อตั้งแต่อายุ 6 ปีขึ้นไปเกินครึ่งแล้วทุกอายุ (ดูรูป) บุคลากรทางการแพทย์มีแอนติบอดีร้อยละ 85 &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มีคนอินเดียอีก 1 ใน 3 คือ 400 ล้านคนที่ยังไม่ติดเชื้อ อินเดียฉีดวัคซีนครบโดสแค่ร้อยละ 8 หรือประมาณ 100 ล้านคนเท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากรายงานอย่างเป็นทางการด้วยการตรวจหารหัสพันธุกรรมของเชื้อไวรัสโควิด ประเทศอินเดียพบผู้ติดเชื้อ 31.8 ล้านคน และคนเสียชีวิต 426,000 ราย ทั้ง 2 ตัวเลขนี้ต่ำกว่าความเป็นจริงมาก คนอินเดียติดเชื้อไปแล้ว 900 ล้านคน ขนาดปรับจำนวนคนเสียชีวิตขึ้น 5 เท่า คือ 2.13 ล้านคน อัตราการเสียชีวิตของคนอินเดียที่ติดเชื้อไวรัสโควิดร้อยละ 0.24&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประเทศอินเดียรายงานพบไวรัสโควิดสายพันธุ์เดลต้าครั้งแรกเดือนตุลาคม 2563 มีการศึกษาระดับประเทศสุ่มตรวจเลือดหาแอนติบอดีเดือนกุมภาพันธ์ และเดือนกรกฎาคม 2564&amp;nbsp; พบตัวเลขผู้ติดเชื้อในประเทศอินเดียเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 21&amp;nbsp; คือ 270 ล้านคน เป็น 900 ล้านคนในเวลา 5 เดือน อีกไม่นานคนที่เหลือ 400 ล้านคนก็จะติดเชื้อ เมื่อนั้นโรคโควิดคงจะหยุดการแพร่ระบาด &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อัตราตายของโรคโควิดถูกประเมินว่าร้อยละ 1&amp;nbsp; อัตราตายจริงๆน่าจะต่ำกว่านั้น ดูสถิติของประเทศอินเดียอัตราตายของโรคโควิดประมาณร้อยละ 0.24&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สรุป: เหตุผลหลักที่ตัวเลขผู้ติดเชื้อประเทศอินเดียขณะนี้ลดลง ก็เพราะคนอินเดียติดเชื้อแล้วมากกว่า 2 ใน 3&amp;nbsp; เชื้อไวรัสโควิดสายพันธุ์เดลต้าแพร่เชื้อทางอากาศ ติดทางการหายใจ ติดต่อกันง่ายมากเหมือนเชื้อไวรัสโรคอีสุกอีใส ดูจากสถิติของประเทศอินเดียแล้ว เชื่อว่าทุกคนในโลกนี้คงต้องติดเชื้อไวรัสโควิดไม่ช้าก็เร็ว โรคนี้จะหยุดการแพร่ระบาดก็ต่อเมื่อมากกว่าร้อยละ 90 ของคนในประเทศติดเชื้อ เพราะเกิดภูมิคุ้มกันหมู่ตามธรรมชาติ และโรคนี้จะกลายเป็นโรคประจำถิ่นเหมือนโรคไข้หวัดใหญ่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เราต้องยอมรับความจริงและทำใจวันหนึ่งคงติดเชื้อ ต่อให้มีการล็อกดาวน์ ป้องกันตัวเองเต็มที่ และฉีดวัคซีนแล้วก็ตาม การฉีดวัคซีนไม่ได้ป้องกันการติดเชื้อและการแพร่เชื้อ แต่ลดการป่วยหนักและการเสียชีวิตได้มากถึง 10 เท่าเมื่อเทียบกับคนที่ไม่ได้รับวัคซีน เพราะฉะนั้นขอให้ทุกคนรีบฉีดวัคซีนให้เร็วที่สุดเพื่อป้องกันการป่วยหนักและเสียชีวิตเมื่อติดเชื้อไวรัสโควิด-19&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/112425</URL_LINK>
                <HASHTAG>การฉีดวัคซีนโควิด19, การสร้างภูมิคุ้มกัน, นพ. มนูญ ลีเชวงวงศ์, อินเดียติดเชื้อโควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210802/image_big_61075823aea02.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>109120</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/07/2021 09:13</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/07/2021 09:13</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ดร.พิชาย&#039;ชำแหละความผิดพลาดรัฐบาลประยุทธ์ทำให้สถานการณ์โควิดก้าวสู่ภาวะ chaos</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;

09 ก.ค.64 - รศ.ดร.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต อดีตคณะบดีพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม&amp;nbsp; สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์(นิด้า)และประธานคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) โพสตข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า
สถานการณ์โควิดไทยกำลังก้าวสู่ภาวะ chaos
แบบแผนการแพร่ระบาดโควิดในเวลานี้ เป็นการระบาดแบบทั่วหน้า หรือ ระบาดไปทุกหนทุกแห่งทั่วประเทศ&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ไม่ใช่เป็นกลุ่ม ๆ แบบเดิม&amp;nbsp; สิ่งนี้เกิดขึ้น เพราะความผิดพลาดและไร้ประสิทธิภาพอย่างรุนแรงในการจัดการโควิด19 ของรัฐบาลประยุทธ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1 แหล่งตรวจโรคไม่เพียงพอ
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 1.1&amp;nbsp; มีประชาชนจำนวนรอคิวล้นทะลัก นอนรอข้างถนน เพื่อตรวจว่า ตนเองติดเชื้อโควิดหรือไม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 1.2 คนจำนวนมากเดินไปหาโรงพยาบาลหลายแห่ง แต่ถูกปฏิเสธครั้งแล้วครั้งเล่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. แหล่งรักษาพยาบาลไม่พอ
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 2.1&amp;nbsp; คนจำนวนมากเมื่อรู้ว่า ตนเองเป็นโควิด ไม่อาจหาสถานพยาบาลเข้ารักษาได้&amp;nbsp; หลายคนนอนตายคาบ้าน
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 2.2&amp;nbsp; มีผู้ป่วยหนักจำนวนมาก ที่รอเครื่องช่วยหายใจ
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 2.3 โรงพยาบาลเกือบทุกแห่งในกรุงเทพมหานครและปริมณฑลประกาศว่าเตียงเต็ม
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 2.4&amp;nbsp; มีความพยายามเพิ่มโรงพยาบาลสนาม&amp;nbsp; แต่ดูล่าช้า&amp;nbsp; และไม่พอ&amp;nbsp; จึงออกมาตรการให้ประชาชนจำนวนหนึ่งที่อาการไม่หนักมากรักษาตนเองที่บ้าน
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 2.5&amp;nbsp; มีนโยบายปิดแคมป์แรงงาน&amp;nbsp; ทำให้เกิดการแพร่กระจายของโควิดไปทั่วประเทศ จะเห็นได้ชัดว่า&amp;nbsp; หลังปิดแคมป์คนงาน ตัวเลขผู้ติดเชื้อโควิดเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วภายในไม่กี่วันจากระดับ 3-4 พันคนต่อวัน&amp;nbsp; กลายเป็น 7- 9 พันคนต่อวัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
3. วัคซีน
&amp;nbsp; 3.1&amp;nbsp; วัคซีนหลักบางตัวที่ใช้มีประสิทธิภาพไม่เพียงพอในการหยุดยั้งการแพร่เชื้อ&amp;nbsp; โควิดได้&amp;nbsp; แม้จะฉีดแล้วสองเข็ม ก็ยังมีคนติดเชื้อจำนวนมาก ดังนั้นวัคซีนนี้ไร้สมรรถนะในการหยุดยั้งการระบาดของโรค&amp;nbsp;&amp;nbsp; กระนั้นรัฐบาลก็ยังยืนยันการใช้วัคซีนตัวนี้ต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แม้ว่าในภายหลังจะมีการสั่งวัคซีนที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันมากกว่ามาใช้บ้างแล้วก็ตาม&amp;nbsp; แต่ไม่เพียงพอและล้าช้ามาก&amp;nbsp;&amp;nbsp; การเลือกใช้วัคซีนที่คุณภาพต่ำในช่วงต้นของรัฐบาลเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาดอย่างร้ายแรง
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อย่าลืมว่าเป้าหมายหลักของการใช้วัคซีนคือ การป้องกันการติดเชื้อ&amp;nbsp; ส่วนการบรรเทาความรุนแรงของการเจ็บป่วยเป็นเป้าหมายรองเท่านั้น&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่ที่ผ่านมารัฐบาลมักนำเป้าหมายรองมาตอกย้ำเพื่อกลบเกลื่อนความผิดพลาดของตนเอง
&amp;nbsp; 3.2&amp;nbsp; ยุทธศาสตร์การเลือกกลุ่ม และจัดลำดับความสำคัญกลุ่มเป้าหมายในการฉีดวัคซีนผิดพลาด&amp;nbsp; และไม่คงเส้นคงวา&amp;nbsp; ทั้งยังมีการให้โควต้าแก่ข้าราชการระดับสูงและนักการเมืองบางคน&amp;nbsp; ก็ยิ่งทำให้ยุทธศาสตร์สับสน&amp;nbsp; และไม่สามารถบรรลุเป้าหมายในการใช้วัคซีนเพื่อหยุดยั้งการแพร่ระบาดโรคได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/109120</URL_LINK>
                <HASHTAG>การฉีดวัคซีนโควิด19, การแพร่ระบาดของเชื้อโควิด, ปิดแคมป์คนงาน, พล.อ.ประยุทธ์ จันทรโอชา, รศ.ดร.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200525/image_big_5ecb47e547e51.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>108570</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/07/2021 13:52</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/07/2021 13:52</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ถึงไทยแล้ว!&quot;ซิโนฟาร์ม&quot;ล็อตใหม่เข้ามาอีก 1 ล้านโดส</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4 ก.ค. 64 - &amp;nbsp;รายงานข่าวจากบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) โดยฝ่ายการพาณิชย์สินค้าและไปรษณียภัณฑ์ ร่วมกับฝ่ายบริการคลังสินค้าและไปรษณียภัณฑ์ ได้รับความไว้วางใจจากราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ให้ปฏิบัติภารกิจขนส่งวัคซีน &amp;quot;ซิโนฟาร์ม&amp;quot; จำนวน 1 ล้านโดส น้ำหนักรวม 25.6 ตัน จากสาธารณรัฐประชาชนจีนมายังประเทศไทยด้วยเที่ยวบินขนส่งสินค้า (Cargo) เที่ยวบินที่ ทีจี 675 เส้นทางปักกิ่ง-กรุงเทพฯ ทำการบินด้วยเครื่องบินแบบโบอิ้ง 777-300ER ออกเดินทางจากสาธารณรัฐประชาชนจีน เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2564 เวลา 06.36 น. (เวลาท้องถิ่น) ถึงกรุงเทพฯ เวลา 10.10 น. &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ ได้จัดเตรียมเครื่องบินลำตัวกว้าง สำหรับขนส่งวัคซีนป้องกันโควิด-19 รวมถึงอุปกรณ์บริการภาคพื้น เพื่อสนับสนุนเที่ยวบินขนส่งวัคซีน และพื้นที่คลังสินค้าปรับอากาศขนาดใหญ่ ที่มีความสะดวกในการส่งมอบวัคซีน โดยบุคลากรยังมีความรู้ความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ในการขนส่งและดูแลผลิตภัณฑ์ในกลุ่มสินค้าประเภทที่ต้องการควบคุมอุณหภูมิ และได้รับการรับรองมาตรฐาน GDP (Good Distribution Practice) ตามมาตรฐานขององค์การอนามัยโลก&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/108570</URL_LINK>
                <HASHTAG>การฉีดวัคซีนโควิด19, ซิโนฟาร์ม, นำเข้าวัคซีนซิโนฟาร์ม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210704/image_big_60e15a669b46d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>108405</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/07/2021 15:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/07/2021 15:45</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;หมอนคร&quot;เตือน ไทยต้องเตรียมแผนรับมือ หาวัคซีนเพิ่มเติม เหตุแอสตร้า ฯอาจส่งไม่ครบเดือนละ 10 ล้านโดส </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2 ก.ค.64 กระทรวงสาธารณสุข จัดเสวนาออนไลน์ ในหัวข้อ &amp;ldquo;วัคซีนโควิด ไทยจะเดินต่อไปอย่างไร&amp;rdquo; โดยนพ.นคร เปรมศรี ผู้อำนวยการสถาบันวัคซีนแห่งชาติ(สวช.)ได้กล่าวถึงสถานการณ์การจัดหาวัคซีนว่า การจัดหาวัคซีนมีอยู่ 2 ส่วนคือการวางแผนจัดหา และจำนวนวัคซีนที่ได้รับจริง ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์-มิถุนายน ได้มีการจัดหาวัคซีนซิโนแวคได้รวม 9.5 ล้านโดส และวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้าที่ส่งมอบ 6 ล้านโดสในเดือนมิถุนายน ซึ่งได้มีการวางแผนในการส่งมอบวัคซีนร่วมกับบริษัท แอสตร้าเซนเนก้า (ประเทศไทย) จำกัด ในเดือนกรกฎาคมและเดือนต่อๆไปเฉลี่ยเดือนละ 10 ล้านโดส รวม 61 ล้านโดส/ปี สถานะการผลิตของแอสตร้าเซนเนก้าอยู่ที่ประมาณ 180 ล้านโดส/ปี โดยเฉลี่ย 15 &amp;nbsp;ล้านโดส/เดือน ซึ่งในจำนวนที่สยามไบโอ ผลิตได้จะต้องส่งมอบให้ต่างประเทศด้วย ซึ่งเป็นไปตามนโยบายบริษัท แอสตร้าฯ ทำให้เฉลี่ยไทยแล้วจะได้รับวัคซีนเดือนละประมาณ 5- 6 ล้านโดส&amp;nbsp;
างประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;quot; สัดส่วนของไทยจะได้รับวัคซีนเดือนกรกฎาคม-กันยายน ประมาณ 5-6 ล้านโดส/เดือน จึงต้องมีการจัดหาวัคซีนจากแหล่งอื่นเข้ามาควบคู่ด้วยเพื่อให้สอดคล้องกับขีดความสามารถในการฉีดวัคซีนได้ 10 ล้านโดส/เดือน &amp;nbsp;ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการคาดการณ์ที่เป็นการผลิตและส่งมอบไปด้วย &amp;quot;ผอ.สถาบันวัคซีนแห่งชาติกล่่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นพ.นครกล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ยังมีในส่วนของการเจรจากับทางผู้ผลิตวัคซีนไฟเซอร์ที่มีการจองไปเมื่อต้นเดือนมิถุนายน ที่จะได้รับในไตรมาสที่ 3 ก็อาจจะเป็นไปได้ยาก จึงคาดว่าจะได้รับการส่งมอบวัคซีนในไตรมาสที่ 4 ช่วงเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน จำนวนประมาณ 20 ล้านโดส โดยอาจจะมีการเฉลี่ยฉีดในกลุ่มเยาวชน และการร่วมมือกับกระทรวงการต่างประเทศจัดหาวัคซีนเพิ่มเติมอีก &amp;nbsp;อย่างวัคซีนของประเทศคิวบา ซึ่งเป็นวัคซีนชนิดซับยูนิตโปรตีน คล้ายกับวัคซีนโนวาแวกซ์ ของอเมริกา โดยตัวแรกที่ผลิตออกมาประสิทธิผลป้องกันโรคถึง 92% ก็เป็นตัวที่น่าสนใจ และในปีหน้าจะจัดหาวัคซีต่อไวรัสโควิด19 กลายพันธุ์ให้มากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.นคร &amp;nbsp;แสดงความเห็นเพิ่มว่า สำหรับแผนหากในเดือนสิงหาคมมีการติดเชื้อเดลต้าเพิ่มขึ้น ก็ได้มีการวิจัยการฉีดวัคซีนแบบบูสเตอร์โดส ถึงระยะเวลาที่เหมาะสม การเพิ่มขึ้นของระดับภูมิคุ้มกัน &amp;nbsp;ไม่ว่าจะเป็นการฉีดวัคซีนวัคซีนซ้ำ เช่น หากวัคซีนซิโนแวคครบ 2 โดส แล้วฉีดซ้ำอีก 1 โดส หรือฉีดซิโนแวค 2 โดสแล้วฉีดเพิ่มด้วยแอสตร้าอีก 1 โดส หรือฉีดซิโนแวค 2 โดสแล้วฉีดด้วย mRNA 1 โดส เพื่อดูว่ามีระดับภูมิคุ้มกันเกิดขึ้นพอที่จะสู้กับสายพันธุ์เดลต้าได้หรือไม่ โดยผลการศึกษาใช้เวลาประมาณ กรกฎาคม-สิงหาคม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.ทวี โชติพิทยสุนนท์ ผู้ทรงคุณวุฒิ คณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ กล่าวถึงประสิทธิผลของวัคซีนที่ใช้ในประเทศไทยว่า &amp;nbsp;วัคซีนซิโนแวค เป็นวัคซีนเชื้อตัวตายจากประเทศจีน ประเทศไทยก็ได้มีการนำเข้ามาฉีดเฉพาะกิจตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ ในส่วนของคุณภาพวัคซีนที่มีการเก็บข้อมูลศึกษาวิจัยในไทย พบว่ามีประสิทธิผลในการป้องกันโรค 71-91% &amp;nbsp;สำหรับคนที่ฉีดแล้วแต่มีการติดเชื้อก็จะมีอาการน้อย อย่างในประเทศบราซิล ที่มีการแพร่ระบาดของสายพันธุ์ P1 ได้มีการฉีดวัคซีนซิโนแวค 80-90% ในเมืองหนึ่งซึ่งมีประชากร 7-8 หมื่นคน ปรากฏว่าอัตราการตายลดลงถึง 95% หรือในประเทศอินโดนีเซีย ช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา มีข้อมูลว่าบุคลากรทางการแพทย์ที่ฉีดซิโนแวคสามารถลดการตาย แต่เมื่อเร็วๆนี้พบว่ามีแพทย์บางคนที่ฉีดครบ 2 เข็มแล้วเสียชีวิต ซึ่งพบว่ามาจากการแพร่ระบาดของเชื้อเดลต้า ซึ่งก็จะต้องทำการศึกษาต่อถึงผลของวัคซีน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.ทวี กล่าวต่อว่า ซึ่งข้อมูลวัคซีนซิโนแวคกับสายพันธุ์เดลต้าในประเทศจีน รายงานว่า เมืองกวางโจวมีคนไข้ทั้งหมด 166 คน พบมีการติดเชื้อสายพันธุ์เดลต้าทั้งหมด ที่ฉีดวัคซีนแล้ว และมีการติดตามสังเกตผู้ที่สัมผัสใกล้ชิดปรากฏว่าลดการติดเชื้อในผู้สัมผัสถึง 69% ลดการเป็นปอดอักเสบ 73% ลดการเป็นโรครุนแรงและเสียชีวิต 95% ส่วนการฉีดวัคซีนซิโนแวคกับสายพันธุ์เบต้าหรือ South Africa ยังไม่พบข้อมูลรายงาน ดังนั้นวัคซีนซิโนแวคทั้งประสิทธิภาพและประสิทธิผล สามารถใช้ได้ในการป้องกันการป่วยและเสียชีวิต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในส่วนวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้า นพ.ทวี บอกว่า น่าจะเป็นวัคซีนตัวหลักของประเทศไทย ที่มีประสิทธิผลต่อสายพันธุ์แอลฟ่าถึง 70-90% และผลกับเดลต้า พบว่าจากการศึกษาหลายแห่งโดยเฉพาะในช่วงที่อินเดียมีการระบาดของสายพันธุ์นี้หนัก พบว่าวัคซีนนี้มีประสิทธิผลกับประชากรในเมืองหนึ่งถึง 97% ลดการตายและป่วยไปมาก ดังนั้นวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้าสามารถใช้ได้ดีกับสายพันธุ์เดลต้า แต่การใช้กับสายพันธุ์เบต้ามีประสิทธิผลเพียง 10.4% ซึ่งจะต้องมีการจับตาดูต่อไป และวัคซีน mRNA ที่มีผลในการกระตุ้นภูมิคุ้มกันดีมากสูงถึง 94% ของโมเดอร์นา และ 95% ของไฟเซอร์ แต่ปัญหาในปัจจุบันคือ ตัวแปรการกลายพันธุ์ของโควิด-19 ในสัปดาห์ที่ผ่านมามีวัคซีน CureVac ซึ่งเป็น mRNA ของประเทศเยอรมัน จากผลการศึกษาในอาสาสมัครยุโรปกับลาตินอเมริกาทั้งหมด 40,000 คน พบผลการป้องกันลดลงไปเหลือเพียง 48% ซึ่งน่าจะมาจากสาเหตุของเชื้อโควิดที่มีการกลายพันธุ์ แต่ยังคงลดการตายและการป่วย 100% จึงต้องมีการติดตามและศึกษาผลของวัคซีน และเชื้อที่มีการแพร่ระบาดในประเทศนั้นๆ รวมไปถึงการใช้จริงในคน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;สำหรับการฉีดวัคซีนในเด็ก ซึ่งนับว่าเป็นกลุ่มประชากรที่มีโอกาสติดเชื้อน้อยกว่าผู้ใหญ่ และมีการแสดงอาการน้อย แต่ที่กังวลคือเรื่องความปลอดภัยของวัคซีนหากฉีดในเด็ก แม้ว่าในจีนจะเป็นประเทศแรกที่มีการฉีดวัคซิโนแวคและซิโนฟาร์มในเด็กตั้งแต่ 3 ขวบ -17 ปี หรือประเทศอินโดนีเซียที่กำลังจะมีการฉีดวัคซีนในเด็กเช่นกัน และเมื่อไม่นานนี้เอกสารกำกับยาของวัคซีนไฟเซอร์ มีข้อความที่ระบุว่า หากฉีดในกลุ่มวัยรุ่นอาจจะก่อให้เกิดผลข้างเคียงของกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ ในเข็มสองมักจะเกิดในเด็กผู้ชายในอัตราเกิด 2 ต่อ 1 แสนโดส กุมารแพทย์อาจจะต้องมีการพิจารณาการใช้วัคซีนอย่างละเอียดขึ้น&amp;rdquo; นพ.ทวี บอกถึงการใช้วัคซีนในเด็ก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.คำนวณ อึ้งชูศักดิ์ นายแพทย์ผู้ทรงคุณวุฒิ กรมควบคุมโรค ในฐานะที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า &amp;nbsp;ในช่วงที่ประเทศไทยอยู่ในการแพร่ระบาดของสายพันธุ์แอลฟ่าทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วกว่า 50 คน ผู้เชี่ยวชาญทั้งหมดลงความเห็นตรงกันว่าสถานการณ์จะแย่กว่าเดิมหากมีสายพันธุ์เดลต้าเข้ามาแพร่ระบาดด้วย ซึ่งจากข้อมูลของกรุงเทพฯพบว่าสายพันธุ์เดลต้าตรวจพบแล้ว 40% และคาดว่าภายในเดือนกรกฎาคม หรือเดือนสิงหาคม อาจจะเป็นพบการติดเชื้อสายพันธุ์เดลต้าทั้งหมด ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่มีการติดเชื้อได้เร็วกว่าสายพันธุ์แอลฟ่าถึง 1.4 เท่า ดังนั้นหากในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมามีผู้เสียชีวิตทั้งเดือน 992 คน อาจจะเป็นไปได้ว่าจะมีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นในเดือนกรกฎาคมถึง 1,400 คน เดือนสิงหาคมพุ่งขึ้นไปถึง 2,000 คน และในเดือนกันยายน 2,800 คน จะส่งผลทำให้ระบบสาธารณสุขเดินต่อไปได้ยาก เครื่องมือในการป้องกันที่สำคัญคือวัคซีน ที่ทางรัฐ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องพิจารณาคือ จากเดิมที่ยุทธศาสตร์เป็นการสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ คือ ฉีดวัคซีนแบบปูพรมให้คนไทยได้วัคซีน 70% ซึ่งนักวิชาการออกมาบอกไม่สามารถทำได้แล้ว เพราะอังกฤษก็มีการปูพรมฉีด แต่ภายหลังก็มีผู้ติดเชื้อ ดังนั้นการฉีดวัคซีนแบบปูพรมอาจจะต้องให้คนในประเทศได้รับวัคซีนถึง 90% และต้องใช้วัคซีนที่ดีมากๆ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ไทยอาจจะต้องมีการปรับการใช้ยุทธศาสตร์ทางเลือกที่ 1 คือมุ่งเป้าฉีดไปที่คนสูงอายุและกลุ่มเสี่ยงที่ต้องการให้จบภายใน 2 เดือน(ก.ค.-ส.ค.) แต่เนื่องจากความต้องการเยอะมาก และต้องการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและกิจกรรมในประเทศ แต่ต้องประกอบด้วยเงื่อนไขคือ 1.มีวัคซีนไม่จำกัด 2.ขีดความสามารถในการฉีดที่เร็ว แน่นอนว่าไม่มีประเทศไหนที่มีวัคซีนแบบไม่จำกัด ซึ่งขีดความสามารถในการฉีดวัคซีนที่ไทยไม่มีปัญหา แต่ในการฉีด 10 ล้านโดสที่ผ่านมา คนสูงอายุได้รับวัคซีนเพียง 10% หากเป็นแบบนี้ไปทุกเดือนอาจจะต้องใช้เวลาถึง 7-8 เดือนกว่าจะป้องกันครอบคลุมผู้สูงอายุได้ ส่วนทางเลือกที่ 2 ทาง คือ การนำวัคซีนทั้งหมดที่มีอยู่ ทำข้อตกลงทั้งภาครัฐ ส่วนจังหวัด ภาคประชาสังคม มุ่งเป้าหมายแรกฉีดวัคซีนในคนสูงอายุ กลุ่มเสี่ยงและผู้ที่มีโรคประจำตัวให้ได้ที่มีอยู่ขณะนี้ 17.5 ล้านคน พบฉีดวัคซีนไปได้แล้ว 2 ล้านคน หากนำวัคซีนมาฉีดจำนวนที่เหลือกว่า 15 ล้านคน ก็จะสามารถฉีดให้จบได้ในเดือนกรกฎาคม-สิงหาคมนี้และจะลดอัตราการตายลงด้วย&amp;rdquo; นพ.คำนวณ &amp;nbsp;เสนอทางออก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/108405</URL_LINK>
                <HASHTAG>การฉีดวัคซีนโควิด19, นพ.คำนวณ อึ้งชูศักดิ์, นพ.ทวี โชตพิทยสุนนท์, นพ.นคร เปรมศรี, วัคซีนแอสตร้าเซนเนกา, โนวาแวกซ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210702/image_big_60ded0f748d5c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>108376</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/07/2021 11:42</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/07/2021 11:42</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เลขาฯสมช.​แจงคิดไว้ทุกอย่าง​แม้แต่ติดเชื้อแตะหลักหมื่น มั่นใจแก้ได้ เพียงแต่สถานการณ์เปลี่ยนเร็ว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
2 ก.ค.64 - ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการศูนย์บริหารสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 (ศปก.ศบค.) ให้สัมภาษณ์ถึงตัวเลขผู้ติดเชื้อที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ว่า ต้องรอฟังจากกระทรวงสาธารณสุข จากนั้นจะนำเข้าที่ประชุม ศปก.ศบค. อีกครั้ง เราประเมินว่าตัวเลขผู้ติดเชื้ออาจจะสูงขึ้น และพยายามเร่งรัดเรื่องฉีดวัคซีนให้เร็วและมากขึ้น​ ไม่ได้ฉีดไปเรื่อยๆ ถ้าสถานการณ์เป็นแบบนี้ไปอีกสักระยะ ต้องขอความร่วมมือประชาชนทำตามมาตรการส่วนบุคคล โดยเว้นระยะห่างและสวมหน้ากากอนามัยมากขึ้น เพราะหลังจากที่ปิดแคมป์คนงานและแรงงานต่างด้าวก็อยู่นิ่งกับที่ แต่จำนวนตัวเลขที่มากขึ้นอาจจะเกิดจากการเคลื่อนไหวของบุคคลทั่วไปในสังคมแล้ว ที่ระบุเช่นนี้ไม่ใช่เพราะตัวเลขสูงขึ้นแล้วโทษประชาชนแต่เป็นการขอความร่วมมือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวถามว่า​ ถ้าตัวเลขยังพุ่งสูงขึ้น มาตรการป้องกันจะเข้มขึ้นหรือไม่ พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า คงไม่เข้มกว่านี้ เพราะตอนนี้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี​ และรมว.กลาโหม กับศบค.ห่วงความเดือดร้อนของประชาชน และคิดว่ามาตรการที่ใช้อยู่น่าจะเพียงพอแล้ว ซึ่งภาครัฐอาจจะต้องลงรายละเอียดมากขึ้น รวมถึงขอความร่วมมือจากผู้ประกอบการและประชาชนมากขึ้น ถ้าทั้ง 3 ส่วนให้ความร่วมมือ เช่นภาครัฐจริงจัง จากเดิมที่จริงจังอยู่แล้วก็ต้องมาดูในรายละเอียดกันมากขึ้น เพราะบุคลากรทางการแพทย์ ทุ่มเท และเหนื่อยล้า จึงต้องขอความร่วมมือผู้ประกอบการ และประชาชน เพื่อลดปัจจัยเสี่ยงที่จะเกิดการแพร่เชื้อ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่ามีแนวโน้มที่จะให้ผู้ป่วยที่รอเตียง กระจายไปรักษานอก กทม. หรือไม่ พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า ในทางระบบยังไม่ถึงขนาดนั้น โดยกระทรวงสาธารณสุข และกทม. พยายามเพิ่มจำนวนเตียงอยู่ โดยวันนี้ มณฑลทหารบก ที่ 11 ได้เพิ่มจำนวนเตียงผู้ป่วยสีแดง และสีเหลือง ได้เปิดทำการแล้ว ในส่วนที่ไม่สามารถหาเตียงได้ ก็เดินทางกลับไปรักษาในภูมิลำเนา ซึ่งเป็นไปตามธรรมชาติ นอกจากนี้​ จะพิจารณาแนวทางรักษาตัวที่บ้าน แต่ต้องมีระบบรองรับก่อนที่จะเริ่มดำเนินการ ไม่ใช่ปล่อยให้ผู้ติดเชื้ออยู่บ้านเฉยๆ และที่ยังไม่เริ่มการแยกกักที่บ้านเพราะ กระทรวงสาธารณสุข และศบค. เป็นห่วงว่าอาจทำให้เสี่ยงอาการรุนแรงขึ้น จึงต้องมีระบบรองรับเช่นการติดตาม การตรวจสอบ เพื่อให้เกิดความปลอดภัย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่า หากจำนวนติดเชื้อไปถึงหลักหมื่น ทุกอย่างพร้อมรองรับหรือไม่ พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า เราคิดไว้ทุกอย่าง ทั้งเพิ่มจำนวนเตียง และจะเพิ่มเรื่อยๆ นับแต่วันนี้ รวมถึงการแยกกักตัวที่บ้าน คาดว่าถ้าภาครัฐทุ่มเท สถานประกอบการภาคเอกชน และประชาชนร่วมมือมาตรการส่วนบุคคล คิดว่าน่าจะควบคุมสถานการณ์ได้ โดยในเดือนก.ค.นี้วัคซีนจะเข้ามา 10 ล้านโดส ซึ่งจะทยอยเข้ามา เมื่อฉีดวัคซีนแล้ว อาจจะป้องกันอาการรุนแรงได้มากขึ้น โดยอาจารย์ทางการแพทย์ชี้แจงว่า สายพันธุ์เดลตาจะติดได้ไวและเพิ่มจำนวนรวดเร็ว แต่จำนวนผู้เสียชีวิตอาจจะไม่มากจนน่ากังวล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามถึงกรณีที่นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล เสนอให้ยุบ ศบค. เพราะทำงานล้มเหลว พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า ขอไม่ตอบในเรื่องนี้ ทั้งนี้เราพยายามทำงานเต็มที่ ให้ดีที่สุด โดยขึ้นอยู่กับผู้บังคับบัญชา จะพิจารณาตามความเหมาะสม เมื่อถามว่า มั่นใจว่าการทำงานของศบค. ที่ผ่านมา สามารถตอบสนองต่อการแก้ไขปัญหาหรือไม่ พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า มั่นใจ การทำงานของศบค. ไม่ได้ทำงานเฉพาะหน่วยงาน แต่ทำงานร่วมกันทุกส่วน โดยลำดับแรกเราจะฟังจากกระทรวงสาธารณสุขเป็นหลัก เสนอมาอย่างไรจะไปหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ว่าสามารถบังคับใช้ตามที่เสนอได้หรือไม่ ทั้งกระทรวงมหาดไทย กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงแรงงาน กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงศึกษาธิการ และในศบค. ยังมีส่วนราชการร่วมอีกกว่า 30 หน่วยงาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เราทำงานร่วมกัน ไม่ใช่ตัดสินใจแค่ ศบค. ที่อยู่ในทำเนียบฯ ที่เดียว เชื่อว่าสามารถแก้ปัญหาได้ เพียงแต่สถานการณ์ระบาดเปลี่ยนแปลงเร็ว ครั้งแรกมาจากต่างประเทศ ครั้งที่สองมาจากผู้ทำงานในสถานบันเทิงที่ท่าขี้เหล็ก ครั้งที่สามจากแรงงานต่างด้าว ครั้งที่สี่จากสถานบันเทิงในประเทศ และครั้งนี้พบจากแรงงานในไซต์ก่อสร้าง และขยายไปถึงบุคคลทั่วไปในสังคม และเชื้อสายพันธุ์ต่างๆ ก็เปลี่ยนไป ศบค. จึงต้องปรับวิธีรองรับกับเชื้อสายพันธุ์ต่างๆ ให้มีประสิทธิภาพ อยากขอให้ช่วยให้กำลังใจ บุคลากรทางการแพทย์ที่อยู่หน้างาน และเจ้าหน้าที่ที่มาทำงานในศบค.&amp;rdquo; พล.อ.ณัฐพล กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามถึงข้อเรียกร้องของบุคลากรด่านหน้าที่ที่ระบุว่า วัคซีนสองเข็มไม่เพียง ต้องมีเข็มที่สาม พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า ทางศบค. ได้หารือกับกระทรวงสาธารณสุข เรื่องนี้อยู่แต่ต้องเรียนว่าวัคซีนมีจำกัด คนที่ยังไม่ได้รับเข็มแรกยังมีอยู่ ต้องว่าไปตามลำดับ ดูแลให้ฉีดเข็มแรกให้มีภูมิคุ้มกันหมู่ให้ได้ก่อน จากนั้นจึงไปที่เข็มที่สอง เราต้องฉีดให้ประชาชนให้ครบก่อน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/108376</URL_LINK>
                <HASHTAG>การฉีดวัคซีนโควิด19, การระบาดของเชื้อโควิด -19, พล.อ.ณัฐพล นาค พาณิชย์, มาตรการคุมโควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210702/image_big_60de983f757d8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>104446</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/05/2021 08:04</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/05/2021 08:04</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> ไทยวิกฤติอันดับที่22&#039;หมอธีระ&#039;แนะ4มาตรการที่เป็นข้อหัวใจในการต่อสู้กับไวรัสโควิด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;

28 พ.ค.64 - รศ.นพ.ธีระ วรธนารัตน์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์รายงานสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 ทั่วโลกประจำวันที่ 28 พฤษภาคม 2564 มีรายละเอียดดังนี้
อาร์เจนติน่าแซงสเปนขึ้นเป็นอันดับที่ 10 ของโลกแล้ว ติดเพิ่มกว่าสี่หมื่นคนต่อวัน เมื่อวานเสียชีวิตกว่าห้าร้อยคน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อวานทั่วโลกติดเพิ่มถึง 518,489 คน รวมแล้วตอนนี้ 169,593,557 คน ตายเพิ่มอีก 11,189 คน ยอดตายรวม 3,523,135 คน
5 อันดับแรกที่มีจำนวนติดเชื้อต่อวันสูงสุดยังเป็นเช่นเดิม คือ อินเดีย บราซิล อาร์เจนตินา โคลอมเบีย และอเมริกา
อเมริกา เมื่อวานติดเชิ้อเพิ่ม 22,924 คน รวม 33,994,131 คน ตายเพิ่ม 614 คน ยอดเสียชีวิตรวม 606,790 คน อัตราตาย 1.8%
อินเดีย ติดเพิ่มมากถึง 179,770 คน รวม 27,547,705 คน ตายเพิ่ม 3,558 คน ยอดเสียชีวิตรวม 318,821 คน อัตราตาย 1.2%
บราซิล ติดเพิ่ม 66,722 คน รวม 16,342,162 คน ตายเพิ่มถึง 2,130 คน ยอดเสียชีวิตรวม 456,753 คน อัตราตาย 2.8%
ฝรั่งเศส ติดเพิ่ม 13,933 คน ยอดรวม 5,635,629 คน ตายเพิ่ม 142 คน ยอดเสียชีวิตรวม 109,165 คน อัตราตาย 1.9%
ตุรกี ติดเพิ่ม 8,426 คน รวม 5,220,549 คน ตายเพิ่ม 183 คน ยอดเสียชีวิตรวม 46,970 คน อัตราตาย 0.9%
อันดับ 6-10 เป็น รัสเซีย สหราชอาณาจักร อิตาลี เยอรมัน และอาร์เจนติน่า ติดกันหลักพันถึงหลักหมื่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แถบอเมริกาใต้ ยุโรป เอเชีย อย่างโคลอมเบีย ชิลี บาห์เรน โบลิเวีย เนเธอร์แลนด์&amp;nbsp; รวมถึงฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย บังคลาเทศ ญี่ปุ่น เนปาล และมาเลเซีย ยังติดกันเพิ่มหลักพันถึงหลักหมื่น
ตอนนี้มาเลเซียติดเชื้อเพิ่มสูงถึง 7,857 คน ตายเพิ่ม 59 คน ยังเป็นขาขึ้นอย่างต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แถบสแกนดิเนเวีย บอลติก และยูเรเชีย ก็มีการติดเชื้อเพิ่มอย่างต่อเนื่อง ส่วนใหญ่อยู่หลักร้อย ยกเว้นคาซักสถาน ยูเครน เบลารุส และจอร์เจีย ที่ยังหลักพัน
แถบตะวันออกกลาง ประเทศส่วนใหญ่ยังติดเพิ่มหลักร้อยถึงหลักพัน
เกาหลีใต้ ไต้หวัน เวียดนาม และกัมพูชา ติดเพิ่มหลักร้อย ส่วนจีน ออสเตรเลีย และสิงคโปร์ติดเพิ่มหลักสิบ ในขณะที่นิวซีแลนด์ติดเพิ่มต่ำกว่าสิบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;...หากวันนี้ยอดติดเชื้อใหม่ของไทยเรามากกว่า 2,300 คน ก็น่าจะแซงเมียนมาร์ขึ้นเป็นอันดับที่ 83 ของโลกได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สถิติตอนนี้จาก Worldometer
ไทยเรามีเคสรุนแรงและวิกฤติ เป็นอันดับที่ 22
ติดเชื้อใหม่รายวัน มีจำนวนมากเป็นอันดับที่ 24
มีจำนวนการเสียชีวิตต่อวัน มากเป็นอันดับที่ 26&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และมีจำนวนเคสที่กำลังได้รับการดูแลรักษาหรือ active case เป็นอันดับที่ 35
แต่...จำนวนการตรวจคัดกรองโรคต่อประชากร 1 ล้านคนนั้น เป็นอันดับที่ 140 ของโลก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หัวใจในการต่อสู้กับโรคระบาดรุนแรงนั้น นโยบายและมาตรการที่เป็นหัวใจคือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หนึ่ง ระบบการตรวจคัดกรองโรคต้องมีศักยภาพ ตรวจได้มาก ครอบคลุม และต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สอง วัคซีนเป็นอาวุธป้องกันสำคัญมาก ต้องวางแผน จัดซื้อจัดหา ชนิดที่มีประสิทธิภาพสูง ปลอดภัย มีความหลากหลาย และปริมาณมากเพียงพอสำหรับทุกคนในประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สาม ไม่เปิดรับความเสี่ยงต่อการระบาดซ้ำเข้าสู่ประเทศ ตราบใดที่ระบบตรวจยังมีความจำกัด และวัคซีนมีน้อยทั้งชนิดและปริมาณ โดยคนทั้งประเทศยังไม่ได้รับอย่างครบถ้วน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และสี่ เวลาเกิดการระบาด จำเป็นต้องตัดวงจรการระบาดให้ได้ด้วยมาตรการที่เข้มข้นเพียงพอ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้นหากประเมินสถานการณ์ตอนนี้ตามทั้ง 4 ข้อข้างต้น...
คงตระหนักได้ว่า ศึกที่กำลังเผชิญนี้ คงจะยังไม่เห็นแสงสว่างปลายทางอุโมงค์
ตราบใดที่ไม่เปลี่ยนทิศทาง และเปลี่ยนกลไกนโยบายสุขภาพท่องเที่ยวเดินทาง
ขอให้เราทุกคนป้องกันตัวอย่างเคร่งครัด เป็นกำลังใจให้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้วยรักและห่วงใย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/104446</URL_LINK>
                <HASHTAG>การฉีดวัคซีนโควิด19, มาตรการสู้โควิด, รศ.นพ.ธีระ วรธนารัตน์, สถานการณ์ไวรัสโควิด-19 ทั่วโลก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210312/image_big_604ad1596dcec.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
