<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>65385</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/05/2020 14:40</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/05/2020 14:40</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;จีดีเอช&#039;รุกคืบ เปิด&#039;น้ำดีไม้งาม&#039;ลุยงานการตลาดครบวงจร</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; วิชชพัชร์ โกจิ๋ว กรรมการผู้จัดการบริษัท น้ำดีไม้งาม จำกัด บริษัทในเครือ จีดีเอช ที่ดูแลเรื่องการวางแผนกลยุทธ์ในเชิงคอนเทนต์ การสื่อสารรูปแบบต่างๆ รวมไปถึงการใช้มีเดีย ทั้ง Mass media และ online media โดยเน้นไปที่ entertainment content &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อาทิ ภาพยนตร์,ละคร, ซีรีส์, ละครเวที และคอนเสิร์ต เพื่อสื่อสารการตลาดสำหรับงานในเครือ จีดีเอชและลูกค้าภายนอก ถือฤกษ์ดีเปิดบริษัทอย่างเป็นทางการ โดยมีผู้บริหารจีดีเอช จินา โอสถศิลป์, จิระ มะลิกุล, ยงยุทธ ทองกองทุน และผู้กำกับ โอ๋-ภาคภูมิ วงศ์ภูมิ, บาส-นัฐวุฒิ พูนพิริยะ ฯลฯ มาร่วมงาน ณ บริษัทน้ำดีไม้งาม ซอยทวีสุข สุขุมวิท 31&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/65385</URL_LINK>
                <HASHTAG>การตลาด, จีดีเอช, น้ำดีไม้งาม, วิชชพัชร์ โกจิ๋ว</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200508/image_big_5eb50bf08b503.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>26323</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/01/2019 19:11</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/01/2019 08:35</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>9เทรนด์การตลาดรับปี2562</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
9เทรนด์การตลาดรับปี2562(อีโคโฟกัส)&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลังจากผู้ประกอบการสรุปผลการดำเนินธุรกิจของตนเองในปี 2561 เรียบร้อยแล้ว คงมีหลายแห่งกำลังติดตามว่าแนวโน้มว่าในปี 2562 จะเป็นอย่างไร สหพันธ์การตลาดแห่งเอเชีย (Asia Marketing Federation) หรือ AMF และสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย จัดทำรายงานพิเศษหัวข้อ &amp;ldquo; 9 แนวโน้มการตลาดแห่งเอเชียที่น่าจับตามองในปี 2562 &amp;ldquo; เป็นการจับความเคลื่อนไหว และการเปลี่ยนแปลงของการตลาดในภูมิภาค ผนวกกับการวิเคราะห์จากผู้เชี่ยวชาญของสมาคมการตลาดจากประเทศสมาชิกในเอเชีย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับสหพันธ์การตลาดแห่งเอเชีย เป็นองค์กรระดับภูมิภาค และเป็นเครือข่ายของสมาคมการตลาดในเอเชีย ที่มีภารกิจสำคัญในการมุ่งพัฒนาเครือข่ายให้เข้มแข็ง และส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างสมาคมการตลาดในแถบภูมิภาคเอเชีย อันจะนำมาซึ่งประโยชน์ในการพัฒนาธุรกิจ เศรษฐกิจ และสังคมในประเทศสมาชิก อันประกอบด้วย ประเทศจีน ญี่ปุ่น เกาหลี ฮ่องกง มาเก๊า สิงคโปร์ ไต้หวัน มองโกเลีย ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย ไทย มาเลเซีย เมียนมา&amp;nbsp;กัมพูชา เวียดนาม ศรีลังกา และ บังคลาเทศ โดย 9 แนวโน้มการตลาดแห่งเอเชียที่น่าจับตามองในปี 2562 มีดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. ฟินเทค (Fintech) นวัตกรรมด้านการเงินที่จุดกระแสความเปลี่ยนแปลงให้ธนาคารต่างๆ เริ่มปรับตัว ก้าวข้ามขีดจำกัดแบบเดิมๆ เมื่อผู้บริโภคก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัลเต็มรูปแบบ การทำธุรกรรมทางการเงินของบุคคลทั่วไปได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม และช่องทางก็เพิ่มมากขึ้น ธนาคารพาณิชย์จึงมีการปรับตัวเพื่อตอบรับความต้องการหลายด้าน อาทิ ด้านการให้บริการต่างๆ รวมถึงแพลตฟอร์มการชำระเงินออนไลน์ที่คล่องตัว และตรงความต้องการของผู้บริโภคมากขึ้น
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.ออมนิ แชนแนล (OMNI Channel) &amp;nbsp;การเชื่อมต่อทุกช่องทางการขายคืออนาคตของค้าปลีก ในโลกที่ประสบการณ์ที่ตอบโจทย์โดนใจลูกค้าเป็นสิ่งสำคัญ การขายผ่านช่องทางเดียวไม่เพียงพออีกต่อไป ในปีที่ผ่านมาเราจะได้ยินคำว่าการเชื่อมต่อทุกช่องทางการขายหรือออมนิแชนแนล และโลกใหม่ของการค้าปลีกอยู่บ่อยครั้ง จะเห็นตัวอย่างการเปลี่ยนแปลงทั่วทุกภูมิภาค ผู้เล่นรายใหญ่ในโลกค้าปลีกแบบออนไลน์ เริ่มให้ความสำคัญกับร้านค้าออฟไลน์ และเริ่มขยายสู่โลกของการเชื่อมต่อทุกช่องทางการขายมากขึ้น
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. การเติบโตของธุรกิจชำระเงินแบบดิจิทัล และความเปลี่ยนแปลงในโลกทางการเงินแบบดั้งเดิม ด้วยการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดในโลกอีคอมเมิร์ซ ทำให้การชำระเงินแบบดิจิทัลเป็นช่องทางการจ่ายเงินที่ได้รับความนิยมสูงขึ้นเรื่อยๆ และนี่ก็เป็นโอกาสของอุตสาหกรรมการให้บริการทางการเงิน
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4. การใช้งานที่เพิ่มขึ้นของ ปัญญาประดิษฐ์ และการพัฒนาไปเป็นความอัจฉริยะแบบลูกผสม จะกลายมาเป็นเครื่องมือที่มีบทบาทสำคัญเป็นอย่างยิ่งในการช่วยให้องค์กรต่างๆ สามารถมีปฎิสัมพันธ์กับลูกค้าได้ในระดับบุคคล เพราะเครื่องมือ AI สามารถช่วยรวบรวมข้อมูลจำนวนมหาศาลของลูกค้าเข้าด้วยกัน พร้อมวิเคราะห์เพื่อนำผลลัพธ์มาปรับปรุงประสบการณ์ของลูกค้าและสร้างความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งผ่านการตลาดเชิงประสบการณ์ โดยเครื่องมือปัญญาประดิษฐ์ (AI) จะยังคงถูกนำมาใช้เพื่อช่วยให้บริษัทต่างๆสามารถสร้างความผูกพันกับลูกค้าในระดับบุคคล ไม่เพียงเฉพาะกับจำนวนลูกค้าในกลุ่มที่ใหญ่มากขึ้นเท่านั้น แต่ในความถี่ที่สูงขึ้นด้วย อย่างไรก็ตามการนำเทคโนโลยีที่กล่าวมาข้างต้นนี้มาใช้อย่างแพร่หลาย ควรคำนึงถึงความประเด็นความเหมาะสมทางด้านมนุษย์และจริยธรรมด้วยเช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;5. เทรนด์ใหม่ของผู้ประกอบการภายในทางออกแบบ Win &amp;ndash; Win ในโลกธุรกิจยุคใหม่ เมื่อใครๆ ก็อยากเป็นเจ้าของกิจการ พนักงานและผู้บริหารจากองค์กรต่างๆ ที่มีความสามารถสูง เริ่มลาออกเพื่อไปตามความฝันในการเริ่มต้นกิจการของตัวเอง ทำให้องค์กรขาดบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถ ส่วนผู้ที่ลาออกไปเริ่มต้นกิจการ ก็ไม่ใช่จะประสบความสำเร็จเสมอไป จะเห็นได้จากจำนวนบริษัทสตาร์ทอัพที่ประสบความสำเร็จนั้นเป็นเปอร์เซ็นต์ที่น้อยมาก และส่วนใหญ่ พวกเขามักมีปัญหาในการขยายธุรกิจ องค์กรหลายๆ แห่งเริ่มส่งเสริมให้พนักงานพัฒนาตัวเองเป็นผู้ประกอบการภายใน ที่มีความพร้อมและเต็มใจที่จะปฏิบัติงาน เสมือนตนเป็นเจ้าของกิจการอย่างเต็มที่&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6. การใช้เทคโนโลยีโดรนเป็นเครื่องมือทางการตลาดและสื่อโฆษณา ปัจจุบันนี้โดรนทำให้การสร้างวีดีโอมาร์เก็ตติ้งสวยๆ นั้นไม่เกินเอื้อมอีกต่อไป จะได้เห็นภาพถ่ายทางอากาศสวยๆ ของโครงการอสังหาริมทรัพย์ มุมกล้องแปลกใหม่ในหนังภาพยนตร์ฟอร์มเล็ก หรือภาพสวยๆ ที่บรรดาบล็อกเกอร์ใช้โดรนในการถ่ายทำ และที่มากกว่านั้น คือ ในบางประเทศยังสามารถใช้โดรนเป็นสื่อโฆษณาที่ใช้นำเสนอแบนเนอร์ หรือฉายข้อความดิจิทัลบนแลนด์มาร์ค สถานที่สำคัญ ต่างๆ ได้อีกด้วย เป็นการเปิดมุมมองความสร้างสรรค์ใหม่ๆ ให้กับโลกการตลาดทีเดียว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;7. ความเปลี่ยนแปลงที่มาพร้อมกับตู้จำหน่ายสินค้าอัตโนมัติ 24/7 ตู้จำหน่ายสินค้าอัตโนมัติทั้งแบบใช้เงินสดและไม่ใช้เงินสด ทั้งแบบที่ขายสินค้าพื้นฐานอย่างน้ำผลไม้สด ไปจนถึงอาหารสดชั้นดีอย่างเนื้อปลาแซลมอนในแพ็คสูญญากาศกำลังเป็นที่นิยมอย่างมากในสิงคโปร์ ข้อดีของตู้หยอดเหรียญคือ เป็นการทำงานแบบไม่ต้องใช้คนขาย เปิดตลอด 24 ชั่วโมง เปิดทุกวัน และเสนอทางเลือกชำระเงินที่หลากหลาย อีกทั้งยังกลายเป็นพื้นที่สื่อโฆษณากลางแจ้งราคาย่อมเยา ที่เป็นทางเลือกใหม่ๆ ในการทำโฆษณาแบบสื่อนอกบ้าน
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8. ความนิยมที่เพิ่มขึ้น ของธุรกิจที่มีผลกระทบเชิงบวกต่อสังคม ในยุคที่ลูกค้าได้รับการเชื่อมต่อและรับรู้ข่าวสารทางโลกออนไลน์อย่างต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง ผู้บริโภคมีแนวโน้มที่จะตัดสินใจโดยใช้ความรู้สึกเป็นตัวนำ แต่ในโลกของธุรกิจขนาดใหญ่นั้นยากที่แบรนด์จะสามารถสร้างความรู้สึกผูกพันกับลูกค้า ดังนั้นเพื่อสร้างความแตกต่างจากคู่แข่ง ธุรกิจจำนวนมากต่างหันมาใช้ความรับผิดชอบต่อสังคมเป็นหนึ่งในหลายๆ วิธีในการดึงดูดลูกค้า ซึ่งวิธีการก็มีหลากหลาย ตั้งแต่การระดมทุนหรือการให้การสนับสนุนสำหรับโครงการเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และ 9. การทำความเข้าใจและใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีสมาร์ทโฮม เมื่อเทคโนโลยียุคใหม่มีการพัฒนามากขึ้น อุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านส่วนใหญ่ จะมีการพัฒนาเสริมด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่จะทำให้อุปกรณ์ทุกชิ้นในบ้าน สามารถช่วยตรวจสอบพฤติกรรมการบริโภค และช่วยเตือนเจ้าของบ้านโดยอัตโนมัติให้สั่งซื้อสินค้าที่คงเหลือน้อย โดยเฉพาะการจับจ่ายซื้อของตามร้านขายของชำแบบดั้งเดิมจะเปลี่ยนไป ด้วยการเชื่อมโยงเครือข่ายแบบบูรณาการโดยตรงกับซัพพลายเออร์ การชำระเงินดิจิทัล และการจัดส่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประการสำคัญคือ นักการตลาดจะต้องเข้าใจถึงความสำคัญของการตลาดยุคใหม่ที่เน้นการเชื่อมต่อกับลูกค้าในระดับบุคคล ในยุคนี้ แบรนด์ที่นำเสนอเพียงแค่สินค้าและบริการจะไม่เพียงพออีกต่อไป แต่ความเข้าใจและการให้ความสำคัญกับความรู้สึกของลูกค้าจะกลายเป็นมาตรฐานใหม่ในการตลาดและการทำธุรกิจในภาพรวม
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/26323</URL_LINK>
                <HASHTAG>การตลาด, ดิจิทัล, สมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย, สหพันธ์การตลาดแห่งเอเชีย, เอเชีย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190111/image_big_5c3886ade5c27.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>14797</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/08/2018 13:54</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/08/2018 14:05</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ฮอนด้า เปิดบ้านใหม่ พร้อมเผยยอดขายครึ่งปีแรกครองอันดับ 1 ใน 4 เซกเมนต์หลัก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:6.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:6.0pt&quot;&gt;บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด เปิดบ้านใหม่ ซึ่งเป็นสำนักงานใหญ่ส่วนการขายและบริการ ณ อาคารภิรัชทาวเวอร์ แอท ไบเทค ต้อนรับสื่อมวลชน ชูแนวคิดการทำงานยุคใหม่&amp;nbsp; เน้นสร้างแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่ได้แสดงศักยภาพอย่างเต็มที่ เพื่อรองรับการเติบโตทางธุรกิจในอนาคต พร้อมเผยยอดขายสะสมครึ่งปี 2561 (มกราคม &amp;ndash; มิถุนายน 2561) จำนวน 59,838 คัน (นับรวมฮอนด้า บีอาร์-วี&amp;nbsp; เอชอาร์-วี และซีอาร์-วี) ครองส่วนแบ่งทางการตลาด 26.1% อีกทั้งครองอันดับ 1 ใน 4 เซกเมนต์หลัก ได้แก่ ซับคอมแพคท์ คอมแพคท์ แฟมิลี่ และเอสยูวี ตั้งเป้ายอดขายปีนี้ที่ 126,000 คัน พร้อมเดินหน้าตอกย้ำภาพลักษณ์แบรนด์ ยกระดับการบริการและดูแลลูกค้า อีกทั้งพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อเสริมสร้างศักยภาพการใช้ชีวิตของผู้คนทั้งในด้านการเดินทางและการใช้ชีวิตให้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ปี 2030 &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:6.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:6.0pt&quot;&gt;พิทักษ์ พฤทธิสาริกร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารปฏิบัติการ บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า การย้ายสำนักงานใหญ่ส่วนการขายและบริการของฮอนด้ามายังอาคารภิรัชทาวเวอร์ แอท ไบเทค นับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของฮอนด้าในการเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับการเติบโตทางธุรกิจอย่างยั่งยืน ชูแนวคิดการทำงานยุคใหม่ เน้นการออกแบบที่เรียบง่ายแต่มีความทันสมัย พร้อมฟังก์ชั่นต่างๆ ที่ตอบโจทย์การทำงานที่ยืดหยุ่นและหลากหลายของพนักงานในองค์กร อาทิ พื้นที่ส่วนกลาง ที่เรียกว่า &amp;ldquo;Dream Space&amp;rdquo;&amp;nbsp; มาพร้อมวิวเมืองแบบพาโนรามา ซึ่งเปิดโอกาสให้พนักงานต่างส่วนงานใช้พื้นที่เพื่อร่วมพูดคุย เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดและต่อยอดไอเดียใหม่ๆ ในการทำงาน ซึ่งเอื้อต่อการเสริมสร้างศักยภาพของบุคลากรอย่างสูงสุด นอกจากนี้ ยังได้นำเอาระบบและเทคโนโลยีต่างๆ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:6.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:6.0pt&quot;&gt;ในส่วนของยอดขายฮอนด้าในช่วงครึ่งปีแรก เป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ โดยมียอดขายสะสมตั้งแต่เดือนมกราคม &amp;ndash; มิถุนายน 2561 จำนวน 59,838 คัน (นับรวมฮอนด้า บีอาร์-วี&amp;nbsp; เอชอาร์-วี และซีอาร์-วี) ครองส่วนแบ่งทางการตลาด 26.1% อีกทั้งมียอดขายสะสมเป็นอันดับ 1 ใน 4 เซกเมนต์หลัก ได้แก่ ซับคอมแพคท์ (ซิตี้ และ แจ๊ซ) คอมแพคท์ (ซีวิค และซีวิค แฮทช์แบ็ก) แฟมิลี่ (แอคคอร์ด และแอคคอร์ด ไฮบริด) และเอสยูวี (บีอาร์-วี เอชอาร์-วี และซีอาร์-วี) ล่าสุด เมื่อกลางเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ได้เปิดตัว ฮอนด้า เอชอาร์-วี ใหม่ ยนตรกรรมสปอร์ตครอสโอเวอร์ระดับพรีเมียม เข้าสู่ตลาดเพื่อสร้างกระแสรถครอสโอเวอร์ในระดับคอมแพคท์อีกครั้ง ซึ่งได้รับกระแสตอบรับที่ดีจากลูกค้าเป็นอย่างมาก ด้วยยอดจองกว่า 4,000 คัน ในระยะเวลาประมาณ 1 เดือนหลังจากการเปิดตัว ซึ่งจากปัจจัยทางด้านเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นของผู้บริโภค จะทำให้ยอดขายในตลาดรวมมากกว่า 950,000 คัน และฮอนด้าเองก็เชื่อมั่นว่าจะสามารถทำยอดขายในปีนี้ได้ตามเป้าที่ 126,000 คัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:6.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:6.0pt&quot;&gt;สำหรับทิศทางการดำเนินธุรกิจในอนาคต ฮอนด้าจะมุ่งเน้นการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อเสริมสร้างศักยภาพการใช้ชีวิตของผู้คนทั้งในด้านการเดินทางและการใช้ชีวิตในรูปแบบต่างๆ ตามวิสัยทัศน์ ปี 2030 โดยฮอนด้าจะเดินหน้าพัฒนา&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ยนตรกรรมเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าในทุกเซ็กเมนต์อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะมุ่งเน้นพัฒนายนตรกรรมที่ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ระบบไฟฟ้าในหลากหลายรูปแบบ ควบคู่ไปกับเทคโนโลยีด้านความปลอดภัย&amp;nbsp;&amp;nbsp; จากการที่ฮอนด้าได้รับรางวัลธุรกิจยานยนต์ยอดนิยม ด้านภาพลักษณ์ดีเด่นประเภทยี่ห้อที่น่าเชื่อถือ&amp;nbsp; 6 ปีติดต่อกัน (ตั้งแต่ปี 2555 &amp;ndash; 2560) แสดงให้เห็นชัดเจนว่า ลูกค้ามีความเชื่อมั่นในแบรนด์ฮอนด้ามาอย่างต่อเนื่อง นับจากนี้ ฮอนด้าจะทำการต่อยอดและตอกย้ำภาพลักษณ์แบรนด์ให้มีความโดดเด่นและชัดเจนยิ่งขึ้น และจากพฤติกรรมผู้บริโภคในปัจจุบัน ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ฮอนด้าจะเน้นกลยุทธ์การสื่อสารทางการตลาดอย่างมีประสิทธิภาพผ่านช่องทางดิจิทัล เพื่อให้เข้าถึงลูกค้าได้อย่างครอบคลุม โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มคนรุ่นใหม่ พร้อมไปกับการเดินหน้ายกระดับการบริการและเพิ่มประสิทธิภาพการดูแลลูกค้าด้วยวิธีการและกลยุทธ์ที่มุ่งมั่นให้ความสำคัญแก่ลูกค้าเป็นอันดับแรก เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าอย่างแท้จริงทั้งด้านผลิตภัณฑ์และการบริการให้ดีที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:6.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:6.0pt&quot;&gt;จากการปรับเปลี่ยนหรือเสริมกลยุทธ์บางอย่างเพื่อให้ฮอนด้าก้าวนำและทันกับยุคสมัย ส่วนหนึ่ง ที่ให้ความสำคัญเสมอมา คือ ด้านการพัฒนาทรัพยากรบุคลากร ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กร โดยการสานต่อและสืบทอดความสำเร็จของบริษัทฯ นั้นต้องอาศัยกลุ่มคนรุ่นใหม่ ทางบริษัทฯ จึงได้วางรากฐานผ่านการอบรมในรูปแบบต่างๆ เพื่อทำให้กลุ่มคนเหล่านี้เติบโตเป็นกำลังสำคัญในอนาคต และก้าวไปพร้อมกับองค์กรได้อย่างมั่นคง เพื่อให้แบรนด์ฮอนด้ายังคงเติบโตได้อย่างยั่งยืนและเป็นองค์กรที่สังคมต้องการให้ดำรงอยู่ตลอดไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/14797</URL_LINK>
                <HASHTAG>การตลาด, ข่าวรถ, ทดลองขับ, ทดสอบรถ, พิทักษ์ พฤทธิสาริกร, ยานยนต์ไทยโพสต์, ฮอนด้า, ฮอนด้า ออโตโมบิล, ไทยโพสต์, ไทยโพสต์ยานยนต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180806/image_big_5b67efc03fc61.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>14796</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/08/2018 14:05</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/08/2018 14:05</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ฮอนด้า เปิดบ้านใหม่ พร้อมเผยยอดขายครึ่งปีแรกครองอันดับ 1 ใน 4 เซกเมนต์หลัก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:6.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:6.0pt&quot;&gt;บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด เปิดบ้านใหม่ ซึ่งเป็นสำนักงานใหญ่ส่วนการขายและบริการ ณ อาคารภิรัชทาวเวอร์ แอท ไบเทค ต้อนรับสื่อมวลชน ชูแนวคิดการทำงานยุคใหม่&amp;nbsp; เน้นสร้างแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่ได้แสดงศักยภาพอย่างเต็มที่ เพื่อรองรับการเติบโตทางธุรกิจในอนาคต พร้อมเผยยอดขายสะสมครึ่งปี 2561 (มกราคม &amp;ndash; มิถุนายน 2561) จำนวน 59,838 คัน (นับรวมฮอนด้า บีอาร์-วี&amp;nbsp; เอชอาร์-วี และซีอาร์-วี) ครองส่วนแบ่งทางการตลาด 26.1% อีกทั้งครองอันดับ 1 ใน 4 เซกเมนต์หลัก ได้แก่ ซับคอมแพคท์ คอมแพคท์ แฟมิลี่ และเอสยูวี ตั้งเป้ายอดขายปีนี้ที่ 126,000 คัน พร้อมเดินหน้าตอกย้ำภาพลักษณ์แบรนด์ ยกระดับการบริการและดูแลลูกค้า อีกทั้งพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อเสริมสร้างศักยภาพการใช้ชีวิตของผู้คนทั้งในด้านการเดินทางและการใช้ชีวิตให้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ปี 2030 &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:6.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:6.0pt&quot;&gt;พิทักษ์ พฤทธิสาริกร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารปฏิบัติการ บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า การย้ายสำนักงานใหญ่ส่วนการขายและบริการของฮอนด้ามายังอาคารภิรัชทาวเวอร์ แอท ไบเทค นับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของฮอนด้าในการเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับการเติบโตทางธุรกิจอย่างยั่งยืน ชูแนวคิดการทำงานยุคใหม่ เน้นการออกแบบที่เรียบง่ายแต่มีความทันสมัย พร้อมฟังก์ชั่นต่างๆ ที่ตอบโจทย์การทำงานที่ยืดหยุ่นและหลากหลายของพนักงานในองค์กร อาทิ พื้นที่ส่วนกลาง ที่เรียกว่า &amp;ldquo;Dream Space&amp;rdquo;&amp;nbsp; มาพร้อมวิวเมืองแบบพาโนรามา ซึ่งเปิดโอกาสให้พนักงานต่างส่วนงานใช้พื้นที่เพื่อร่วมพูดคุย เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดและต่อยอดไอเดียใหม่ๆ ในการทำงาน ซึ่งเอื้อต่อการเสริมสร้างศักยภาพของบุคลากรอย่างสูงสุด นอกจากนี้ ยังได้นำเอาระบบและเทคโนโลยีต่างๆ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:6.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:6.0pt&quot;&gt;ในส่วนของยอดขายฮอนด้าในช่วงครึ่งปีแรก เป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ โดยมียอดขายสะสมตั้งแต่เดือนมกราคม &amp;ndash; มิถุนายน 2561 จำนวน 59,838 คัน (นับรวมฮอนด้า บีอาร์-วี&amp;nbsp; เอชอาร์-วี และซีอาร์-วี) ครองส่วนแบ่งทางการตลาด 26.1% อีกทั้งมียอดขายสะสมเป็นอันดับ 1 ใน 4 เซกเมนต์หลัก ได้แก่ ซับคอมแพคท์ (ซิตี้ และ แจ๊ซ) คอมแพคท์ (ซีวิค และซีวิค แฮทช์แบ็ก) แฟมิลี่ (แอคคอร์ด และแอคคอร์ด ไฮบริด) และเอสยูวี (บีอาร์-วี เอชอาร์-วี และซีอาร์-วี) ล่าสุด เมื่อกลางเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ได้เปิดตัว ฮอนด้า เอชอาร์-วี ใหม่ ยนตรกรรมสปอร์ตครอสโอเวอร์ระดับพรีเมียม เข้าสู่ตลาดเพื่อสร้างกระแสรถครอสโอเวอร์ในระดับคอมแพคท์อีกครั้ง ซึ่งได้รับกระแสตอบรับที่ดีจากลูกค้าเป็นอย่างมาก ด้วยยอดจองกว่า 4,000 คัน ในระยะเวลาประมาณ 1 เดือนหลังจากการเปิดตัว ซึ่งจากปัจจัยทางด้านเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นของผู้บริโภค จะทำให้ยอดขายในตลาดรวมมากกว่า 950,000 คัน และฮอนด้าเองก็เชื่อมั่นว่าจะสามารถทำยอดขายในปีนี้ได้ตามเป้าที่ 126,000 คัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:6.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:6.0pt&quot;&gt;สำหรับทิศทางการดำเนินธุรกิจในอนาคต ฮอนด้าจะมุ่งเน้นการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อเสริมสร้างศักยภาพการใช้ชีวิตของผู้คนทั้งในด้านการเดินทางและการใช้ชีวิตในรูปแบบต่างๆ ตามวิสัยทัศน์ ปี 2030 โดยฮอนด้าจะเดินหน้าพัฒนา&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ยนตรกรรมเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าในทุกเซ็กเมนต์อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะมุ่งเน้นพัฒนายนตรกรรมที่ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ระบบไฟฟ้าในหลากหลายรูปแบบ ควบคู่ไปกับเทคโนโลยีด้านความปลอดภัย&amp;nbsp;&amp;nbsp; จากการที่ฮอนด้าได้รับรางวัลธุรกิจยานยนต์ยอดนิยม ด้านภาพลักษณ์ดีเด่นประเภทยี่ห้อที่น่าเชื่อถือ&amp;nbsp; 6 ปีติดต่อกัน (ตั้งแต่ปี 2555 &amp;ndash; 2560) แสดงให้เห็นชัดเจนว่า ลูกค้ามีความเชื่อมั่นในแบรนด์ฮอนด้ามาอย่างต่อเนื่อง นับจากนี้ ฮอนด้าจะทำการต่อยอดและตอกย้ำภาพลักษณ์แบรนด์ให้มีความโดดเด่นและชัดเจนยิ่งขึ้น และจากพฤติกรรมผู้บริโภคในปัจจุบัน ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ฮอนด้าจะเน้นกลยุทธ์การสื่อสารทางการตลาดอย่างมีประสิทธิภาพผ่านช่องทางดิจิทัล เพื่อให้เข้าถึงลูกค้าได้อย่างครอบคลุม โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มคนรุ่นใหม่ พร้อมไปกับการเดินหน้ายกระดับการบริการและเพิ่มประสิทธิภาพการดูแลลูกค้าด้วยวิธีการและกลยุทธ์ที่มุ่งมั่นให้ความสำคัญแก่ลูกค้าเป็นอันดับแรก เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าอย่างแท้จริงทั้งด้านผลิตภัณฑ์และการบริการให้ดีที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:6.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:6.0pt&quot;&gt;จากการปรับเปลี่ยนหรือเสริมกลยุทธ์บางอย่างเพื่อให้ฮอนด้าก้าวนำและทันกับยุคสมัย ส่วนหนึ่ง ที่ให้ความสำคัญเสมอมา คือ ด้านการพัฒนาทรัพยากรบุคลากร ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กร โดยการสานต่อและสืบทอดความสำเร็จของบริษัทฯ นั้นต้องอาศัยกลุ่มคนรุ่นใหม่ ทางบริษัทฯ จึงได้วางรากฐานผ่านการอบรมในรูปแบบต่างๆ เพื่อทำให้กลุ่มคนเหล่านี้เติบโตเป็นกำลังสำคัญในอนาคต และก้าวไปพร้อมกับองค์กรได้อย่างมั่นคง เพื่อให้แบรนด์ฮอนด้ายังคงเติบโตได้อย่างยั่งยืนและเป็นองค์กรที่สังคมต้องการให้ดำรงอยู่ตลอดไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/14796</URL_LINK>
                <HASHTAG>การตลาด, ข่าวรถ, ทดลองขับ, ทดสอบรถ, พิทักษ์ พฤทธิสาริกร, ยานยนต์ไทยโพสต์, ฮอนด้า, ฮอนด้า ออโตโมบิล, ไทยโพสต์, ไทยโพสต์ยานยนต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>DELETE</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180806/image_big_5b67efc03fc61.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>6983</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/04/2018 09:55</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/04/2018 09:54</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อยู่เมืองไทยมาเกือบ 90ปี &#039;รองเท้าบาจา&#039; ตื่นเร่งปรับภาพลักษณ์แบรนด์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;บาจา&amp;rdquo; ยกเครื่องครั้งใหญ่ ลุยรีเฟรชแบรนด์ ส่งรองเท้าดีไซน์ทันสมัย เจาะตลาดคนรุ่นใหม่ ควบปรับโฉมสาขาให้มีภาพลักษณ์สดใส หวังดึงคนเข้าร้านเพิ่มขึ้น &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายเปาโล แกรสซี ผู้จัดการประจำประเทศไทย บริษัท บาจา (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า ภายหลังจากตัวเองได้เข้ามาดูแลตลาดของประเทศไทย นับจากนี้เตรียมนำนโยบายจากของบริษัทแม่ เข้ามาขับเคลื่อนให้แบรนด์บาจาในเมืองไทยมีภาพลักษณ์ทันสมัยมากยิ่งขึ้นหรือเป็นการรีเฟรชแบรนด์ครั้งใหญ่รอบหลายปี โดยบาจาได้อยู่ในไทยมาแล้วกว่า 89 ปี บริษัทเชื่อว่าแม้ภาพรวมตลาดจะมีผู้ประกอบการจำนวนมาก และแข่งขันราคารุนแรง แต่เชื่อว่ากลยุทธ์ของบริษัทจะนำพาให้ธุรกิจเติบโตได้สองหลัก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการรีเฟรชแบรนด์เบื้องต้นจะมีความใหม่ด้วยกันหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นสินค้าที่ถูกออกแบบมาอย่างรวมสมัย ทำให้สามารถขยายฐานลูกค้าไปยังกลุ่มผู้บริโภครุ่นใหม่มากขึ้น โดยเฉพาะชนชั้นกลางที่กำลังขยายตัวและเริ่มมีกำลังซื้อมากขึ้น รวมถึงกลุ่มครอบครัวคนรุ่นใหม่ ขณะเดียวในช่วงที่ผ่านมาบริษัทเองก็มีฐานลูกค้าเก่าอยู่ไม่น้อย จึงยังคงสินค้ารูปแบบดั้งเดิมเพื่อตอบสอนงรักษากลุ่มผู้บริโภคดังกล่าว ให้สามารถเติบโตกับคนรุ่นใหม่ที่กำลังพยายามผลักดันด้วยเช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;บริษัทแม่มองว่าตลาดเมืองไทยมีศักยภาพมากแห่งหนึ่ง โดยในปีที่ผ่านมาภาพรวมตลาดมีอัตราการเติบโต 4% และคาดการณ์ว่าอีก 3 ปีข้างหน้าเติบโตต่อเนื่องที่ 3.4% ตอนนี้โจทย์ใหญ่คงเป็นการสร้างความเข้าใจกับลูกค้าให้หนักขึ้น โดยเฉพาะเรื่องการสื่อสารทุกช่องทางไม่ว่าจะออนไลน์หรือออฟไลน์ บวกกับการเพิ่มสินค้าที่ถูกออกแบบมาตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ เพราะหากยังมีเพียงแค่รูปแบบเดิมๆ ลูกค้าจะซื้อเมื่อจำเป็น แต่หากมีดีไซน์เข้ามาเพิ่ม การตัดสินใจซื้อจะเกิดจากการชอบ ส่งผลให้เพิ่มความถี่และดึงลูกค้าเข้ามาเพิ่ม &amp;nbsp;&amp;rdquo; นายเปาโล กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากการมีสินค้ารูปแบบใหม่เข้ามาเสริมทัพมากขึ้น ที่จะทำให้อนาคสัดส่วนภายในนร้านบาจาอาจมีแบรนด์อื่นเพิ่มกว่าเดิม จากปัจจุบันอยู่ที่ 10% และที่เหลือเป็นบาจา 90% แล้ว บริษัทยังมีการปรับโฉมร้านใหม่ที่สาขาเซ็นทรัลเวิลด์ เป็นแฟล็กชิพสโตร์รูปแบบใหม่ ซึ่งกำลังจะเปิดตัวเร็วๆ นี้ พร้อมกันนี้ยังได้รีโนเวทสาขาเดิมให้มีความสดใส และเร่งขยาย 15 สาขาใหม่ เชื่อว่าจะทำให้ผู้บริโภคเข้าถึงสินค้าของบาจา และสร้างการเติบโตจากปีก่อนได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม แม้ว่าการแข่งขันของตลาดจะแข่งขันราคากันอย่างหนัก ไม่ว่าจะเป็นรองเท้าตามตลาดนัดหรือแม้แต่ซูเปอร์มาร์เก็ตที่มีราคาถูก แต่ในส่วนของบริษัทคงไม่เน้นเรื่องดังกล่าว เลือกให้ความสำคัญกับสินค้าที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคมากกว่า โดยการจะทำผลิตภัณฑ์ใหม่ออกมา จึงต้องมีการทำตลาดและสำรวจความต้องการ เพื่อให้เข้าใจลูกค้าอย่างแท้จริง ทั้งเรื่องของคุณภาพที่ดีในราคาจับต้องได้
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/6983</URL_LINK>
                <HASHTAG>การตลาด, ธุรกิจ, บาจา, รองเท้า, สาขา, เปาโล แกรสซี, แบรนด์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180412/image_big_5aceca4597d95.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
