<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>110670</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/07/2021 10:08</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/07/2021 10:08</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;กรุงไทย&#039;ลุยตั้งสำรองระดับสูงป้องกันเศรษฐกิจขาลง โชว์กำไรไตรมาส 2 แตะ 6,011 ล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
22 ก.ค. 2564 นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า &amp;nbsp;จากสถานการณ์เศรษฐกิจไทยที่ยังเผชิญความท้าทายจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ที่รุนแรงและขยายวงกว้างอย่างรวดเร็ว ส่งผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจและวิถีชีวิตของลูกค้าประชาชน &amp;nbsp; &amp;nbsp;ธนาคารและบริษัทย่อยจึงใช้หลักการความระมัดระวังอย่างต่อเนื่องในการดำเนินธุรกิจ และการพิจารณาตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น ( Expected credit loss) ในระดับสูง &amp;nbsp;โดยในช่วงไตรมาส 2/2564 ธนาคารและบริษัทย่อยยังคงรักษาระดับการตั้งสำรองฯในระดับที่ใกล้เคียงกับไตรมาสที่ผ่านมา เพื่อรองรับความไม่แน่นอนของภาวะเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับผลการดำเนินการประจำไตรมาส 2/2564 ธนาคารและบริษัทย่อย มีกำไรจากการดำเนินงานก่อนหักผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นและภาษีเงินได้ เท่ากับ 16,616 ล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 4.0 เมื่อเทียบกับไตรมาส 1/2564 จากรายได้รวมจากการดำเนินงานที่ขยายตัว ซึ่งมีสาเหตุหลักจากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ ที่เพิ่มขึ้นตามสินเชื่อที่ขยายตัวร้อยละ 5.3 จากไตรมาสที่ผ่านมา โดย NIM ปรับเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 2.55 จากร้อยละ 2.50 &amp;nbsp;ในไตรมาสก่อนหน้า ประกอบกับ ธนาคารบริหารจัดการค่าใช้จ่ายในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัว &amp;nbsp;ส่งผลค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานลดลงร้อยละ 3.6 &amp;nbsp;โดย Cost to Income ratio เท่ากับร้อยละ 42.41 ลดลงจากร้อยละ 44.25 &amp;nbsp;จากผลประกอบการดังกล่าว ทำให้กำไรสุทธิส่วนที่เป็นของธนาคารเท่ากับ 6,011 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 7.8 จากไตรมาสที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ 2/2563 ธนาคารและบริษัทย่อย &amp;nbsp;มีกำไรจากการดำเนินงานก่อนหักผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นและภาษีเงินได้ ลดลงร้อยละ 17.3 &amp;nbsp;จากรายได้รวมจากการดำเนินงานที่ลดลง สาเหตุหลักมาจากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิลดลงเนื่องจากอัตราดอกเบี้ยปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งในช่วงเดียวกันของปีก่อนธนาคารมีรายได้ดอกเบี้ยพิเศษ อย่างไรก็ตาม จากการที่ธนาคารมีการบริหารต้นทุนทางการเงินและสินเชื่อที่ขยายตัวได้ดี รวมถึงการบริหารจัดการค่าใช้จ่ายในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัว อีกทั้งการตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาส 2/2563 ลดลงร้อยละ 45.0 โดยพิจารณาถึง Coverage ratio ที่อยู่ในระดับสูงเพื่อรองรับสถานการณ์ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจ ส่งผลให้กำไรสุทธิส่วนที่เป็นของธนาคารในไตรมาสนี้ เพิ่มขึ้นร้อยละ 60.1 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับผลประกอบการงวดครึ่งแรกของปี 2564 &amp;nbsp;ธนาคารและบริษัทย่อยได้พิจารณาถึงสถานการณ์ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ จึงได้ตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2564 ในระดับสูงจำนวน 16,154 ล้านบาท ส่งผลให้ &amp;nbsp;Coverage ratio ปรับเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 160.7 เทียบกับร้อยละ 147.3 &amp;nbsp;จากสิ้นปี 2563 &amp;nbsp; ด้านคุณภาพสินทรัพย์ &amp;nbsp;NPLs Ratio-Gross ปรับลดลงอยู่ที่ร้อยละ 3.54 จากร้อยละ 3.81 ณ สิ้นปีที่ผ่านมา เป็นผลมาจากธนาคารให้ความสำคัญกับการบริหารคุณภาพสินทรัพย์อย่างต่อเนื่อง&amp;nbsp;
ธนาคารและบริษัทย่อยมีกำไรจากการดำเนินงานก่อนหักผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นและภาษีเงินได้ เท่ากับ 32,600 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 13.2 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน &amp;nbsp;สาเหตุหลักมาจากรายได้รวมจากการดำเนินงานที่ลดลงร้อยละ 9.3 ตามรายได้ดอกเบี้ยสุทธิที่ลดลง จากอัตราดอกเบี้ยปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งในช่วงเดียวกันของปีก่อนธนาคารมีรายได้ดอกเบี้ยพิเศษ อย่างไรก็ตาม จากการที่ธนาคารมีการบริหารต้นทุนทางการเงินและสินเชื่อที่ขยายตัวได้ดี โดย NIM ปรับลดลงมาอยู่ที่ร้อยละ 2.53 จากร้อยละ 3.15 &amp;nbsp; ซึ่งรายได้จากการดำเนินงานที่ลดลงทำให้ Cost to Income ratio ปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ร้อยละ 43.33 &amp;nbsp;จากร้อยละ 40.74 &amp;nbsp;ในช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้ว่าธนาคารจะสามารถบริหารจัดการค่าใช้จ่ายให้ลดลงได้ร้อยละ 3.5 &amp;nbsp;ส่งผลให้กำไรสุทธิ (ส่วนที่เป็นของธนาคาร) เท่ากับ 11,590 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 13.4 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ณ 30 มิถุนายน 2564 ธนาคาร (งบเฉพาะธนาคาร) มีเงินกองทุนชั้นที่ 1 เท่ากับ 313,012 ล้านบาท และมีเงินกองทุนทั้งสิ้นเท่ากับ 378,887 ล้านบาท คิดเป็น ร้อยละ 15.99 และร้อยละ 19.35 ของสินทรัพย์ถ่วงน้ำหนักตามความเสี่ยงตามลำดับ โดยในเดือนมีนาคม 2564 ธนาคารได้ออกตราสารหนี้ด้อยสิทธิ ที่สามารถนับเป็นเงินกองทุนชั้นที่ 1 ต่อผู้ลงทุนในต่างประเทศจำนวน 600 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งช่วยเพิ่มอัตราส่วนเงินกองทุนชั้นที่ 1 ต่อสินทรัพย์เสี่ยงให้แข็งแกร่งมากขึ้น รองรับการเติบโตของธุรกิจธนาคารในอนาคต &amp;nbsp;นอกจากนี้ ธนาคารได้ทำสัญญากับบมจ. บัตรกรุงไทย เพื่อขายหุ้นของบจ. กรุงไทยธุรกิจลีสซิ่งในสัดส่วนร้อยละ 75.05 ของจำนวนหุ้นทั้งหมดของบริษัท ซึ่งจะช่วยเพิ่มศักยภาพของธนาคารและบริษัทย่อยในการให้บริการผลิตภัณฑ์เช่าซื้อสำหรับลูกค้ารายย่อยอย่างครบวงจร
&amp;ldquo;ผลประกอบการของธนาคารที่แข็งแกร่ง สะท้อนถึงการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพในภาวะที่เศรษฐกิจในประเทศยังมีความไม่แน่นอนสูง และในระยะข้างหน้ายังต้องเผชิญความท้าทายจากแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ ธนาคารจึงรักษาการตั้งสำรองในระดับสูง พร้อมติดตามคุณภาพสินทรัพย์อย่างใกล้ชิด ไปพร้อมๆ กับการออกมาตรการช่วยเหลือลูกค้าทุกกลุ่มอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด ได้ออกมาตรการเร่งด่วนเพื่อช่วยเหลือลดภาระทางการเงินให้ลูกค้า ตามแนวทางของธนาคารแห่งประเทศไทย ด้วยการพักชำระหนี้เงินต้นและดอกบี้ยให้ลูกค้า SMEs และรายย่อยเป็นเวลา 2 เดือน พร้อมมีอีก 7 มาตรการเพื่อช่วยลดภาระทางการเงินและเสริมสภาพคล่องให้กับลูกค้ารายย่อยและลูกค้าธุรกิจทุกกลุ่มให้สามารถผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปได้&amp;rdquo;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/110670</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรุงไทย, การตั้งสำรองหนี้, ผลประกอบการไตรมาส 2</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210324/image_big_605aabd0e13f9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>84022</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/11/2020 17:53</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/11/2020 17:53</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>  &#039;ธปท.&#039;แจงแบงก์แห่สำรองรับหนี้เสียกดกำไรไตรมาส3วูบ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;16 พ.ย.2563 น.ส.สุวรรณี เจษฎาศักดิ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยถึงผลการดำเนินงานของระบบธนาคารพาณิชย์ไตรมาส 3/2563 ว่า ภาพรวมการเติบโตของสินเชื่อระบบธนาคารพาณิชย์ขยายตัวในอัตราที่ชะลอลงเล็กน้อย มาอยู่ที่ 4.6% เทียบกับระยะเดียวกันปีก่อน จาก 5.0% ในไตรมาสก่อน โดยสินเชื่อธุรกิจ ซึ่งคิดเป็น 64.6% ของสินเชื่อรวมขยายตัวที่ 4.5% เทียบกับระยะเดียวกันของปีก่อน แต่ลดลงเทียบกับไตรมาสก่อน เนื่องจากธุรกิจขนาดใหญ่บางส่วนระดมทุนด้วยการออกหุ้นกู้และหุ้นเพิ่มทุนแทนการใช้สินเชื่อธนาคารพาณิชย์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่สินเชื่อเอสเอ็มอีหดตัวในอัตราที่ลดลงจากผลของมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (soft loan) และการทยอยฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ ส่วนสินเชื่ออุปโภคบริโภค ซึ่งคิดเป็น 35.4% ของสินเชื่อรวมขยายตัวที่ 4.8% เทียบกับระยะเดียวกันของปีก่อน และปรับเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน จากการผ่อนคลายมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทั้งนี้ สินเชื่อที่อยู่อาศัยขยายตัวเพิ่มขึ้นตามอุปสงค์ที่อยู่อาศัยแนวราบที่ปรับดีขึ้นจากไตรมาสก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับคุณภาพสินเชื่อของระบบธนาคารพาณิชย์ ณ สิ้นไตรมาส 3/2563 ยังคงได้รับผลจากมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้และการผ่อนปรนเกณฑ์การจัดชั้นลูกหนี้ โดยยอดคงค้างสินเชื่อด้อยคุณภาพ (NPL หรือ stage 3) อยู่ที่ 5.13แสนล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน NPL ต่อสินเชื่อรวมที่ 3.14% เพิ่มขึ้นเล็กน้อยเทียบกับไตรมาสก่อนที่ 3.09% ขณะที่สัดส่วนสินเชื่อที่มีการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญของความเสี่ยงด้านเครดิตต่อสินเชื่อรวม (SICR หรือ stage 2) อยู่ที่ 7.03% ลดลงจากไตรมาสก่อนที่ 7.49%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ท้ั้งนี้ ในไตรมาส 3 ปี 2563 ระบบธนาคารพาณิชย์มีกำไรสุทธิ 2.8 หมื่นล้านบาท ทำให้ภาพรวมกำไรสุทธิในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2563 อยู่ที่ 1.3 แสนล้านบาท ลดลงจากปีก่อนจากการกันสำรองในระดับสูงอย่างต่อเนื่องเพื่อเตรียมรองรับแนวโน้มคุณภาพสินเชื่อที่อาจด้อยลงในระยะต่อไป ส่วนอัตราผลตอบแทนต่อสินทรัพย์เฉลี่ย (ROA) ลดลงมาอยู่ที่ 0.52% จากไตรมาสก่อนที่ 0.60% และอัตราส่วนรายได้ดอกเบี้ยสุทธิต่อสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้ดอกเบี้ยเฉลี่ย (NIM) ลดลงมาอยู่ที่ 2.55% จากไตรมาสก่อนที่ 2.60% ซึ่งเป็นผลจากรายได้ดอกเบี้ยจากเงินให้สินเชื่อที่ลดลงเป็นสำคัญ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ระบบธนาคารพาณิชย์มีเงินกองทุนทั้งสิ้น 2.95 ล้านล้านบาท คิดเป็นอัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (BIS ratio) ที่ 19.8% เงินสำรองอยู่ในระดับสูงที่ 7.82 แสนล้านบาท โดยอัตราส่วนเงินสำรองที่มีต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพ (NPL coverage ratio) อยู่ที่ 149.7% และอัตราส่วนสินทรัพย์สภาพคล่อง เพื่อรองรับกระแสเงินสดที่อาจไหลออกในภาวะวิกฤต (LCR) อยู่ที่ 184.9%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ระบบธนาคารพาณิชย์มีความมั่นคง โดยมีเงินกองทุน เงินสำรองและสภาพคล่องอยู่ในระดับสูง สามารถสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจากผลกระทบจากโควิด-19 ได้ มาตรการช่วยเหลือลูกหนี้และการผ่อนปรนการจัดชั้นลูกหนี้ ช่วยสนับสนุนการเติบโตของสินเชื่อ และชะลอการด้อยลงของคุณภาพสินเชื่อระบบธนาคารพาณิชย์ ขณะที่ผลประกอบการของระบบธนาคารพาณิชย์ปรับลดลง ซึ่งเป็นผลจากการกันสำรองในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง เพื่อเตรียมรองรับคุณภาพสินเชื่อที่อาจด้อยลงจากผลกระทบของโควิด-19&amp;quot; น.ส.สุวรรณีกล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/84022</URL_LINK>
                <HASHTAG>การตั้งสำรองหนี้, น.ส.สุวรรณี เจษฎาศักดิ์, แบงก์ชาติ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200207/image_big_5e3d585596c51.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>7961</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/04/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/04/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แบงก์เล็กมาแรง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom: 10pt;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 10pt;&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จบไปแล้วกับการรอคอยผลการดำเนินงานของธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ทั้ง 11 แห่ง ประจำงวดไตรมาสแรกของปี 61 ที่ต่างตั้งตารอว่าจะออกมาเป็นอย่างไร เพราะที่ผ่านมามีประเด็นข่าวออกมาไม่ขาดสาย ทำให้นักลงทุนต่างจับตากันเป็นพิเศษ ซึ่งผลกำไรสุทธิออกมายังคงทำได้ดีตามคาดการณ์ แต่กลายเป็นธนาคารขนาดกลางและเล็กที่มีการเติบโตดีกว่าธนาคารขนาดใหญ่ เพราะจากการตั้งสำรองหนี้สงสัยจะสูญที่เพิ่มขึ้นของธนาคารใหญ่นั่นเอง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยในไตรมาส 1/61 มีกำไรสุทธิรวม 55,030 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 992 ล้านบาท เมื่อเทียบกับไตรมาส 1/60 ที่อยู่ที่ 54,038 ล้านบาท มาจากการปล่อยสินเชื่อที่ขยายตัวเร่งขึ้น ทำให้รายได้ดอกเบี้ย รายได้จากค่าธรรมเนียมและบริการปรับตัวเพิ่มขึ้น สะท้อนถึงทิศทางของเศรษฐกิจไทยที่ขยายตัวต่อเนื่อง ทั้งส่งออกและการท่องเที่ยว รวมถึงภาครัฐเร่งเดินหน้าการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ทำให้ภาคเอกชนเกิดการลงทุนและความต้องการสินเชื่อเพิ่มขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เป็นที่แน่นอนว่าธนาคารใหญ่อย่างธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) (SCB) จะต้องมีกำไรสุทธิสูงที่สุดอยู่แล้ว อยู่ที่ 11,364 ล้านบาท กอดคอมากับธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) (KBANK) ที่มีกำไรสุทธิ 10,766 ล้านบาท และธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (BBL) กำไรสุทธิ 9,004 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่เมื่อเทียบอัตราการเติบโต กลับพบว่าธนาคารที่มีการเติบโตมากที่สุด 3 อันดับ คือ ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน) (CIMBT) โต 39.3% บมจ.แอล เอช ไฟแนนซ์เชียล กรุ๊ป (LHBANK) โต 31.5% และ บมจ.ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป (TISCO) โต 18.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน กลายเป็นมาแรงแซงทางโค้งพวกบิ๊กๆ ไปได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขณะที่ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) (KTB) ยังคงครองตำแหน่งกำไรลดลงมากที่สุด โดยมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 7,398 ล้านบาท ลดลง 16.95% ตามมาด้วย SCB กำไรสุทธิ 11,364 ล้านบาท ลดลง 4.6% และธนาคารเกียรตินาคิน จำกัด (มหาชน) (KKP) กำไรสุทธิ 1,518 ล้านบาท ลดลง 0.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วนการตั้งสำรองหนี้เผื่อสงสัยจะสูญในไตรมาสแรกรวมอยู่ที่ 40,346 ล้านบาท โดยธนาคารที่ตั้งสำรองสูงสุดคือ KBANK จำนวน 7,800 ล้านบาท BBL จำนวน 7,322 ล้านบาท และ KTB จำนวน 6,908 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ถึงแม้ในไตรมาสแรกกำไรจะออกมาดีก็ตาม แต่ก็ยังวางใจไม่ได้ เพราะนี่ไม่ใช่ตัวชี้วัดของทั้งปี เพราะยังไม่ได้รับผลกระทบจากการยกเลิกค่าธรรมเนียมการใช้บริการผ่านช่องทางดิจิทัล ที่คาดว่าในไตรมาส 2 จะโดนแบบเต็มๆ โดยนางภรณี ทองเย็น อุปนายกสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน และรองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซีย พลัส จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า สมาคมนักวิเคราะห์คาดการณ์กลุ่มธนาคารพาณิชย์ปีนี้เหลือโต 8% จากเดิมคาดโต 14%&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ด้าน นายเกียรติศักดิ์ เจนวิภากุล กรรมการ สมาคมนักวิเคราะห์ และกรรมการผู้จัดการสายงานวิจัย บล.ไทยพาณิชย์ กล่าวว่า การลดค่าธรรมเนียมของธนาคารพาณิชย์ จะกระทบกำไรธนาคารพาณิชย์ปีนี้ โดยธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) (KBANK) กระทบ 7%, ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) (SCB) กระทบ 5%, ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (BBL) และธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) (KTB) กระทบ 4% และธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) (BAY) กระทบ 2%&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในขณะที่คาดการณ์กันว่ากำไรในส่วนของค่าธรรมเนียมจะหายไป กลับกันในส่วนของยอดการทำธุรกรรมทางแอปพลิเคชันกลับเพิ่มขึ้น โดย KBANK โชว์ยอดตั้งแต่ต้นเดือน เม.ย.61 มีลูกค้าใหม่สมัครใช้แอป KPLUS เพิ่มขึ้น 37% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งสมัครผ่านช่องทางสาขาเป็นหลัก โดยเฉพาะในต่างจังหวัดที่อยู่ในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม แหล่งท่องเที่ยว และมหาวิทยาลัยต่างๆ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ด้านจำนวนการทำธุรกรรมทุกประเภทผ่านแอป KPLUS อยู่ที่ 20 ล้านรายการต่อวัน หรือเพิ่มขึ้น 2.5 เท่า เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน โดยประเภทบริการของ KPLUS ที่มีปริมาณการใช้บริการเพิ่มขึ้น คือ โอนต่างธนาคารแบบทันที (ORFT) เพิ่มขึ้น 63% ส่วนเติมเงินและจ่ายบิลค่าสินค้าและบริการ เพิ่มขึ้น 26% ทั้งนี้ ตั้งเป้าในปีนี้จะมีจำนวนลูกค้าที่ใช้บริการแอป KPLUS เพิ่มขึ้นเป็น 10.8 ล้านราย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ถึงแม้การเปลี่ยนแปลงจะนำไปสู่สิ่งที่ดีขึ้น แต่ก็ยังต้องติดตามกันต่อไป ว่าธนาคารต่างๆ จะงัดลูกเล่นอะไรออกมาเพื่อดึงลูกค้า และเพิ่มกำไรให้มากขึ้น ซึ่งถือเป็นโจทย์ที่ท้าทายมากทีเดียว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/7961</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระจกไร้เงา, การตั้งสำรองหนี้, ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย, ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (BBL), ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) (KBANK), ธนาคารขนาดกลาง, นางภรณี ทองเย็น, นายเกียรติศักดิ์ เจนวิภากุล, บริษัทหลักทรัพย์, ปฏิญญา สิงห์พิสาร, สมาคมนักวิเคราะห์คาดการณ์กลุ่มธนาคารพาณิชย์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180114/5a5b68b2a156d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
