<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>111777</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/08/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/08/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สั่งเดินหน้า‘ภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์’</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;บิ๊กตู่&amp;quot; ยืนยัน &amp;quot;ภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์&amp;quot; ยังเดินหน้าต่อไป แม้มีการยกระดับมาตรการคุมการเดินทาง เชื่อสร้างความมั่นใจศักยภาพการท่องเที่ยวควบคู่กับเฝ้าระวังการแพร่ระบาดโควิด-19 เผยสร้างรายได้แล้ว 750 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2564 นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้ความมั่นใจโครงการภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ (Phuket Sandbox) ยังคงเดินหน้าต่อ ภายใต้การยกระดับมาตรการตรวจคัดกรองการเดินทางเข้าจังหวัดภูเก็ต ควบคุมการเดินทาง และเคลื่อนย้ายแรงงานในเขตพื้นที่จังหวัดภูเก็ต รวมทั้งการแก้ไขเพิ่มเติมการปิดสถานที่หรืองดกิจกรรมที่มีความเสี่ยง มีผลตั้งแต่วันที่ 3-16 สิงหาคมนี้ เพื่อให้การควบคุมโรคมีประสิทธิภาพอย่างเต็มที่ ทั้งนี้ เพื่อความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวและประชาชนภูเก็ตทุกคน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอนุชากล่าวว่า จากการเปิดภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ (Phuket Sandbox) มาตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค.-28 ก.ค.2564 มีภาพรวมที่เป็นไปในทิศทางที่น่าพอใจ โดยมีนักท่องเที่ยวจำนวน 12,395 คน มีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 60,000 บาท/ทริป/คน สร้างรายได้แล้วประมาณ 749.95 ล้านบาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ จากการประเมินของกรมควบคุมโรคที่พบอัตราการติดเชื้อที่เกิดขึ้นในพื้นที่ค่อนข้างต่ำ โดยการติดเชื้อส่วนใหญ่มาจากภายนอกหรือติดกันเอง โดยไม่มีการแพร่กระจายในพื้นที่ มองว่าโครงการภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ (Phuket Sandbox) ยังดำเนินไปได้ด้วยดี แม้สถานการณ์โลกและประเทศจะมีการแพร่ระบาดอยู่ก็ตาม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ เมื่อถึงเดือนตุลาคม เริ่มเข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยว หากประเทศไทยสามารถสร้างความเชื่อมั่นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้านการท่องเที่ยว โดยเน้นพื้นที่ปลอดภัยจากภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ (Phuket Sandbox), สมุยพลัสโมเดล (เกาะสมุย, เกาะพะงัน, เกาะเต่า) และเตรียมขยายต่อเนื่องต่อไปยังจังหวัดกระบี่ (เกาะพีพี, เกาะไหง, ไร่เลย์) และจังหวัดพังงา (เขาหลัก, เกาะยาวน้อย, เกาะยาวใหญ่) ตามลำดับได้ เชื่อว่าจะส่งผลทำให้นักท่องเที่ยวเข้ามาเพิ่มมากขึ้น ภายใต้แนวทางของ พล.อ.ประยุทธ์ ในการสร้างความสมดุลระหว่างการเฝ้าระวังความปลอดภัยสุขภาพอนามัยและการส่งเสริมกิจกรรมทางเศรษฐกิจเพื่อคนไทยทุกคน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จึงขอให้ช่วยกันสร้างบรรยากาศที่ดีเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้นักท่องเที่ยว นอกจากนี้ ภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์กำลังเป็นที่กล่าวถึงและเป็นที่จับตาของประเทศต่างๆ ทั่วโลก เพราะหากประสบความสำเร็จ จะถือว่าเป็นแนวทางในการที่ประเทศอื่นๆ จะนำไปเป็นต้นแบบในการเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวในลักษณะเดียวกัน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/111777</URL_LINK>
                <HASHTAG>COVID-19, การท่องเที่ยว, การท่องเที่ยวควบคู่กับเฝ้าระวัง, ภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์, มาตรการคุมการเดินทาง, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, โควิด 19, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210706/image_big_60e43e53578d9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>111076</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/07/2021 18:41</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/07/2021 18:41</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;โฆษกรัฐบาล&#039;ขอกลุ่มเห็นต่างทางการเมืองช่วยสร้างบรรยากาศท่องเที่ยวภูเก็ต</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25 ก.ค.64-นายอนุชา&amp;nbsp; บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีมีกลุ่มคณะราษฎรภูเก็ต และกลุ่มภูเก็ตปลดแอกได้จัดชุมนุมขบวนคาร์ม็อบที่จังหวัดภูเก็ต เพื่อยื่นหนังสือถึงพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ผ่านผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต อีกทั้งได้มีเหตุเผชิญหน้ากันระหว่างผู้ชุมนุมและประชาชนในพื้นที่ภูเก็ตด้วย โดยกลุ่มผู้ชุมนุมได้เรียกร้องให้รัฐบาลฉีดวัคซีนไฟเซอร์ (Pfizer) ให้กับแพทย์และพยาบาลนั้น สธ.ได้ชี้แจงยืนยันแล้ววัคซีนไฟเซอร์ที่จะเข้ามาในเดือน ก.ค.นี้ จะนำมาใช้เพื่อฉีดกระตุ้นเป็นเข็มที่ 3 ให้กับบุคลากรทางการแพทย์เป็นกลุ่มแรกก่อนอยู่แล้ว โดยเบื้องต้นได้เตรียมฉีดให้บุคลากรทางการแพทย์ไม่น้อยกว่า 5 แสนคน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ วัคซีนไฟเซอร์จะได้กระจายไปยังประชาชนกลุ่มเสี่ยง และพื้นที่เสี่ยง โดยจะมีคณะทำงานจากทุกภาคส่วนร่วมพิจารณาดำเนินการจัดสรรวัคซีนในล็อตนี้อย่างเป็นระบบ อีกทั้งพร้อมยืนยันว่าไม่มีการบังคับฉีดกระตุ้นเข็มที่ 3 เป็นแอสตร้าเซนเนก้า (Astrazeneca) ในบุคลากรทางการแพทย์ ที่ฉีดซิโนแวคมาแล้ว 2 เข็มแต่อย่างใด ข้อเรียกร้องของกลุ่มผู้ชุมนุมในเรื่องการนำเข้าวัคซีน mRNA ที่มีประสิทธิภาพ และหลากหลาย ให้แก่บุคลากรทางการแพทย์ และประชาชนทุกๆ คนอย่างเท่าเทียมกันนั้น นายอนุชายืนยันกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุขได้ลงนามกับผู้แทนบริษัท ไฟเซอร์ (ประเทศไทย) จำกัดและไบออนเทค ในการจัดซื้อวัคซีนไฟเซอร์ ซึ่งเป็นวัคซีนชนิด mRNA&amp;nbsp; จำนวน 20 ล้านโดส ซึ่งจะมีการจัดส่งในไตรมาสที่ 4 ของปี 2564 นี้
และการทำข้อตกลงเพื่อจัดหาวัคซีนไฟเซอร์ในครั้งนี้ จะทำให้ไทยมีวัคซีนโควิด-19 กระจายให้ประชาชนเกือบครบทุกชนิด ทั้งในส่วนของ mRNA ของไฟเซอร์ และโมเดอร์นา, ชนิดเชื้อตาย ของซิโนแวคและซิโนฟาร์ม, ชนิดไวรัลเวกเตอร์ ของแอสตร้าเซนเนก้า และล่าสุดองค์การเภสัชอยู่ระหว่างการเจรจากับผู้ผลิตวัคซีนชนิดโปรตีนซับยูนิต ซึ่งคาดว่าจะนำเข้ามาเพื่อฉีดให้กับประชาชนได้ในช่วงต้นปี 2565&amp;nbsp; และจะทำให้ไทยมีวัคซีนโควิด-19 หลากหลายเทคโนโลยีที่มีการผลิตอยู่ในปัจจุบัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โฆษกประจำสำนักนายกฯกล่าวว่า รัฐบาลได้เดินหน้า Phuket Sandbox เปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. เป็นต้นมา มีจำนวนนักท่องเที่ยวสะสมที่เดินทางเข้ามาภูเก็ตเกือบหนึ่งหมื่นคนแล้ว โดยเดินทางเข้ามาทางเครื่องบินมากกว่า 100 เที่ยวบิน และทราบว่าหลายสายการบินได้แจ้งความประสงค์ที่จะขยายความถี่ของเที่ยวบินต่อสัปดาห์ให้มากขึ้นอีกด้วย ทั้งนี้ ในส่วนของมาตรการการควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ของจังหวัดภูเก็ตก็ยังสามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ และยังมีแผนเปิดรับท่องเที่ยวเพิ่มเติมอีกที่จังหวัดกระบี่&amp;nbsp; ได้แก่ เกาะพีพี เกาะไหง และไร่เล&amp;nbsp; และที่จังหวัดพังงา ได้แก่ เขาหลัก เกาะยาวน้อย และเกาะยาวใหญ่ เพื่อเชื่อมโยงการท่องเที่ยวระหว่างจังหวัดภูเก็ตและพื้นที่อื่นๆต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;บรรยากาศการท่องเที่ยวของจังหวัดภูเก็ตเริ่มจะดีขึ้น มีนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศเลือกที่จะเข้ามาเที่ยวภูเก็ตมากขึ้น ประชาชนและนักธุรกิจในพื้นที่เริ่มเห็นโอกาสของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ จึงขอความร่วมมือทุกฝ่ายโดยเฉพาะกลุ่มที่เห็นต่างทางการเมือง ได้โปรดให้ความร่วมมือช่วยกันสร้างบรรยากาศที่ดีในการต้อนรับนักท่องเที่ยว ซึ่งถือเป็นกลุ่มหลักที่สำคัญในการกระตุ้นและฟื้นฟูเศรษฐกิจของชาวภูเก็ต ควบคู่กับไปกับการให้ความร่วมมือในมาตรการการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ของจังหวัดภูเก็ตอย่างเคร่งครัดด้วย&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/111076</URL_LINK>
                <HASHTAG>กลุ่มเห็นต่างทางการเมือง, การท่องเที่ยว, นายอนุชา บูรพชัยศรี, ภูเก็ต, รัฐบาล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210404/image_big_60695e6dbfa8d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>110055</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/07/2021 14:10</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/07/2021 14:10</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ณรงค์ วุ่นซิ้ว&#039;ปั้นนิวภูเก็ต พลิกวิกฤติสร้างโอกาสรอด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p class=&quot;x&quot; style=&quot;margin:0cm; margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;x&quot; style=&quot;margin:0cm; margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;17 ก.ค.64- หลังจากโครงการ &amp;ldquo;ภูเก็ต แซนด์บ็อกซ์&amp;rdquo; ได้เริ่มขึ้นมานับตั้งแต่วันที่ 1 กรกฏภาคม 2564 ก็นับว่าสามารถสร้างบรรยากาศการท่องเที่ยวภายในจังหวัดภูเก็ตเริ่มกลับมามีชิวิตชีวาอีกครั้ง โดยประชาชนและผู้ประกอบการต่างก็เตรียมความพร้อมที่จะรอต้อนรับนักเดินทาง ซึ่งจากข้อมูล ณ วันที่ 14 กรกฎาคม 2564 ที่ผ่านมา พบว่ามีตัวเลขนักท่องเที่ยวสะสม 5,437 คน ขณะที่จำนวนคืนของผู้เข้าพักโรงแรมที่ได้รับมาตรฐาน SHA+ ยอดการจองระหว่างเดือนกรกฎาคม- กันยายน จำนวน 196,766 คืน แบ่งเป็นอยู่ในเดือนกรกฎาคม 168,869 8 คืน หรือคิดเป็น 85% ส่วนเดือนสิงหาคมอยู่ที่ 25,735 คืน คิดเป็น 13% และเดือนกันยายนอีก 2,62 คืน คิดเป็น 1% &lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;x&quot; style=&quot;margin:0cm; margin-bottom:.0001pt; text-align:start; -webkit-text-stroke-width:0px&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;x&quot; style=&quot;margin:0cm; margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;สำหรับการนำร่องโครงการดังกล่าวก็ได้ดำเนินการมาเป็นระยะเวลากว่า 2 สัปดาห์แล้ว หากถามว่ามีปัญหาด้านไหนที่ควรเร่งแก้ไขบ้างนั้น ในเรื่องนี้ &amp;ldquo;นายณรงค์ วุ่นซิ้ว&amp;rdquo; ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ระบุว่า ส่วนใหญ่จะเป็นปัจจัยจากภายนอก คืออัตราการติดเชื้อสะสมของภาพรวมประเทศ ซึ่งมีการจัดอันดับการแบ่งเขตพื้นที่ 4 สี โดยภูเก็ตจัดอยู่ในเขตพื้นที่สีเหลือง โดยมีสีแดงเข้มอยู่ 10 จังหวัด พื้นที่จังหวัดสีแดงอีก 24 จังหวัด &amp;ldquo;เราได้ตั้งโจทย์ไว้ตั้งแต่แรกแล้วว่า &amp;ldquo;ภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์&amp;rdquo; มีเป้าประสงค์คือต้องการฟื้นฟูเศรษฐกิจที่ย่ำแย่มานานร่วมปีกว่า พร้อมกับการควบคุมโรคระบาดให้ได้ สำหรับภายในจังหวัดภูเก็ตเองเราสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา จึงจำเป็นต้องยกระดับการเข้มขวดสำหรับคนไทยและชาวต่างชาติที่พำนักอยู่ในประเทศไทย โดยมีการปรับเปลี่ยนเกณฑ์ให้มากขึ้น&amp;rdquo; &lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;x&quot; style=&quot;margin:0cm; margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;x&quot; style=&quot;margin:0cm; margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;แน่นอนว่าหลังจากเปิดภูเก็ต แซนด์บ็อกซ์ มาแล้ว ก็ไม่ต้องการให้โครงการปิดลง เพราะเหตุผลเดียวที่จะปิดคือควบคุมโรคระบาดไม่อยู่ ซึ่งเฉพาะการคุมมาตรการภายในภูเก็ตเองมองว่าสามารถคุมได้ แต่ถ้ามีลักษณะการลักลอบเข้ามาอีก ก็ต้องระมัดระวังมากขึ้น ต้องมีมาตรการที่เข้มขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่ให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก เพราะแต่ละวันที่ด่านตรวจฉัตรไชยมีคนเข้ามาจำนวนมากเฉลี่ยอยู่ที่ 7,000-8,000 คน มีรถเข้ามากันหลายพันคัน &lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;x&quot; style=&quot;margin:0cm; margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;x&quot; style=&quot;margin:0cm; margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;นอกเหนือจากการควบคุมโรคระบาดให้อยู่หมัดแล้ว โครงการภูเก็ต แซนด์บ็อกซ์ยังเป็นความหวังของผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวอีกด้วย แม้ว่าตัวเลขเม็ดเงินอาจไม่มากเมื่อเทียบกับช่วงปกติก่อนเกิดการแพร่ระบาดโควิด-19 แต่ก็ยังพอมีกิจกรรมทางเศรษฐกิจเกิดขึ้นได้บ้าง &amp;ldquo;สิ่งหนึ่งที่ผมมีการตั้งคำถามมาตลอด คือคนภูเก็ตได้อะไร และประเทศไทยส่วนรวมได้อะไร การตั้งคำถามส่วนนี้นำไปสู่การทำให้ภูเก็ตทั้งจังหวัดเป็นพื้นที่ที่ทำให้นักท่องเที่ยวไปได้ และเพื่อให้เกิดการกระจายรายได้ไปยังทุกกลุ่ม ซึ่งตอนนี้ก็เริ่มเห็นมีการกระจายรายได้ไปบ้างแล้ว แต่จะให้กระจายไปยังกลุ่มเล็กๆ อย่างเช่นแม่ค้าตามตลาดได้อย่างไรนั้น ตอนนี้ยังไม่มั่นใจ แต่ก็มีโอกาส ที่จะฟื้นฟูเศรษฐกิจ ให้คลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น&amp;rdquo; &lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;x&quot; style=&quot;margin:0cm; margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;x&quot; style=&quot;margin:0cm; margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ในช่วงที่ผ่านมารายได้หายไปเยอะมาก เพราะไม่มีคนเดินทางเข้ามาท่องเที่ยว ซึ่งธุรกิจบางส่วนในภูเก็ตที่มีสายป่านยาว มีเงินเก็บก็ยังพออยู่ได้ แต่ก็มีอีกจำนวนมากที่ไม่มีรายได้เข้ามาเลย ในขณะที่พวกเขาเหล่านั้นมีภาระหนี้สินที่ต้องชำระทุกเดือน ทำให้บางส่วนย้ายกลับภูมิลำเนาเดิม เด็กนักเรียนเองก็ย้ายตามผู้ปกครองไป ซึ่งกระทบไปยังโรงเรียนเอกชนที่อยู่ในภูเก็ต มีเด็กนักเรียนลาออกไปต่อเดือนจำนวนมาก นี่จึงเป็นประเด็นที่ทำให้คนภูเก็ตหันมาร่วมแรงร่วมใจกันฟื้นฟู เชื่อว่าถ้ามีนักท่องเที่ยวกลับเข้ามาจะช่วยให้มีรายได้และฟื้นฟูเศรษฐกิจได้ ในส่วนนี้เองนับเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่าย &lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;x&quot; style=&quot;margin:0cm; margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;x&quot; style=&quot;margin:0cm; margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ขณะเดียวกันในช่วง 2-3 เดือนนี้เป็นช่วงหน้าฝน ซึ่งโดยปกตินักท่องเที่ยวจะไม่เดินทางเข้ามา แต่จะเริ่มมาท่องเที่ยวในช่วงเดือนตุลาคมเป็นต้นไป ซึ่งการเห็นตัวเลขการจองโรงแรมล่วงหน้าเข้ามาในช่วง 3 เดือนดังกล่าว ก็ต้องมาคิดว่าจะรองรับนักท่องเที่ยวให้เพียงพอได้อย่างไร เพราะเปิดโครงการขึ้นมาแล้วก็คงไม่อยากเปิดแล้วต้องปิด สิ่งสำคัญที่ควรตระหนนักอีกประการคงเป็นเรื่องของการเดินหน้าโครงการแล้วต้องหาแนวทางเพื่อทำให้เกิดความยั่งยืน ไม่ว่าจะเป็นระบบต่างๆ ทั้งระบบการตรวจโรค ระบบบริการที่จะต้องทำให้ได้มาตรฐานขึ้นมากกว่านี้ ซึ่งก็มีการพัฒนาและติดตามผลอย่างต่อเนื่อง เพื่อจะแก้ปัญหาตามสถานการณ์ตลอดเวลา &lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;x&quot; style=&quot;margin:0cm; margin-bottom:.0001pt; text-align:start; -webkit-text-stroke-width:0px&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;x&quot; style=&quot;margin:0cm; margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ส่วนกรณีที่นักท่องเที่ยวเข้ามาแล้วอาจจะรู้สึกว่าร้านค้า ผับ บาร์ และแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ อาจจะยังไม่สามารถเปิดให้บริการได้เต็มที่นั้น นายณรงค์ ชี้แจงว่า ต้องมองไปที่ข้อเท็จจริงก่อนว่าในวันที่มีการเปิดโครงการภูเก็ต แซนด์บ็อกซ์ คงจะยังไม่สามารถเห็นบรรยากาศต่างๆ เหมือนปกติ เพราะสถานบริการยังไม่สามารถเปิดให้บริการได้ตามกฎเกณฑ์ต่างๆ ของภาพรวมของประเทศ เนื่องจากเข้าใจกันว่าสถานบริการเป็นแหล่งที่คนเข้าถึงได้จำนวนมาก และเสี่ยงต่อการแพร่เชื้อ แน่นอนว่าการฟื้นฟูเศรษฐกิจ รวมไปกับการควบคุมโรคระบาดเป็นสิ่งที่ทำได้ยากอยู่แล้ว การจะให้จะเปิดทุกอย่างเต็มที่เหมือนก่อนหน้านี้ ที่ยังไม่มีโควิคระบาดนั้นทำได้ยาก &lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;x&quot; style=&quot;margin:0cm; margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;x&quot; style=&quot;margin:0cm; margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;แม้ว่าก่อนหน้าจะมีความกังวลของหลายๆ ฝ่ายในการเดินหน้าเปิดโครงการภูเก็ต แซนด์บ็อกซ์ แต่ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตก็ขอคอนเฟิร์มว่า ก่อนที่จะเปิดตัวโครงการในวันที่ 1 กรกฎาคมที่ผ่านมานั้น แน่นอนว่ามีการคิดมาโดยตลอด และนำข้อกังวลของทุกฝ่ายมาพิจารณา โดยมีการวางมาตรการเพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในทางเลวร้ายมาตลอด อย่างการความกังวลในเรื่องการกักตัวของนักท่องเที่ยวก็มาเป็น 14 วัน ซึ่งเดิมทีเสนอเพียง 7 วัน โดยหลังจาก 7 วันสามารถออกนอกจังหวัดภูเก็ต ได้แต่ ศบค. กำหนดว่าต้อง 14 วัน ก็ไม่ขัดข้อง เพราะเป็นระยะเวลาที่ต้องควบคุมโรค &lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;x&quot; style=&quot;margin:0cm; margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;แม้ภูเก็ต แซนด์บ็อกซ์กำลังเดินหน้าไปอย่างราบรื่น เนื่องจากยังไม่มีผู้ติดเชื้อมากเกินว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ แต่ในขณะเดียวกันก็มองว่า &amp;ldquo;การควบคุมโรคไม่อยู่คือจุดเสี่ยงที่สุด&amp;rdquo; ถ้ามีผู้ติดเชื้อ 90 คนต่อสัปดาห์เมื่อไหร่ ก็ต้องกลับมาเข้มงวดมากขึ้นกว่าเดิมอีก ซึ่งตอนนี้คิดว่ามาตรการที่มีและการยกระดับความเข้มงวดที่เริ่มไปตั้งแต่วันที่ 15 กรกฎาคมที่ผ่านมาก็จะช่วยได้ดีขึ้น โดยมองว่าจุดแตกหักของภูเก็ตอาจจะอยู่ที่ด่านท่าฉัตรไชย ซึ่งต้องยกมาตรฐานขึ้นมาให้เป็นด่านควบคุมโรคที่จะช่วยคัดกรองคน ได้รับความร่วมมือจากทหารในหลายหน่วยมาช่วยมากขึ้นกว่าช่วงแรกของการเปิดโครงการก็ทำให้มั่นใจได้มากขึ้น ซึ่งจะไม่ได้ทำกันแบบชั่วคราว แต่มองที่ความยั่งยืน เพราะภูเก็ตเป็นเมืองท่องเที่ยวระดับโลก การตรวจคัดกรองคนลักษณะนี้ก็ต้องมีอย่างถาวร  &lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;x&quot; style=&quot;margin:0cm; margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;x&quot; style=&quot;margin:0cm; margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;x&quot; style=&quot;margin:0cm; margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ในยามวิกฤตทำให้มีช่วงเวลาในการถอดบทเรียน และกลับมาคิดทบทวนว่าภูเก็ตจะเป็นได้มากกว่าจังหวัดที่พึ่งพาการท่องเที่ยวได้หรือไม่ ? ทำไมก่อนหน้ารายได้ต่อคนต่อปีค่อนข้างสูง แต่พอมาเจอการแพร่ระบาดโควิด-19 และไม่มีนักท่องเที่ยว ก็สูญเสียรายได้ไปอย่างมหาศาล คำตอบคือที่ผ่านมานั้นจังหวัดภูเก็ตมีรายได้จากฐานเดียวคือการท่องเที่ยว 95% ส่วน 3% มาจากการเกษตร ทำให้เมื่อเกิดโรคระบาดทุกอย่างล้มหมด แสดงว่าโจทย์ต่อจากนี้คือต้องคิดว่าจะทำอย่างไรให้ฟื้นขึ้นมาแล้วอยู่ได้อย่างยั่งยืน หรือจะเรียกว่าเป็นการสร้าง &amp;ldquo;นิว ภูเก็ต&amp;rdquo; ให้เกิดขึ้นมาได้ในอนาคต &lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;x&quot; style=&quot;margin:0cm; margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;x&quot; style=&quot;margin:0cm; margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ใครจะคาดคิดว่าวันหนึ่งเครื่องบินจะหยุดให้บริการ โดยเกาะภูเก็ตที่เป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวทั่วโลกแทบจะไม่มีเครื่องบินเข้ามาสักลำ สะท้อนว่าต่อจากนี้จังหวัดภูเก็ตคงพึ่งพานักท่องเที่ยวอย่างเดียวไม่ได้ จึงจะต้องทำอะไรเพิ่มขึ้นมาเพื่อให้พึ่งพาตัวเองได้ อย่างเช่นเศรษฐกิจฐานรากที่จะต้องปั้นขึ้นมาให้ได้เช่น เกษตรวิถีภูเก็ต เพราะในวันนี้ภูเก็ตซื้อกินทุกอย่างจากภายนอก จะปิดเกาะภูเก็ตเลยก็ทำไม่ได้ เพราะจะไม่มีอาหารเข้ามา ต้องมาดูว่าเกษตรที่มีอยู่ 3% จะทำอะไรได้บ้าง ให้ค่อยๆเพิ่มขึ้นมาเป็น 5% หรือ 10% เพื่อให้ช่วยเหลือตัวเองได้ ผสานกับอีกหนึ่งจุดแข็งที่สำคัญของภูเก็ต คือ กลุ่มนักธุรกิจรุ่นใหม่ในภูเก็ต ที่มีความรู้รอบด้านทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงนักธุรกิจรุ่นเก่าที่มีส่วนช่วยร่วมกันสนับสนุนภูเก็ตให้ทำงานร่วมกับภาครัฐ  &lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;x&quot; style=&quot;margin:0cm; margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;x&quot; style=&quot;margin:0cm; margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ความจริงแล้วภูเก็ตมีพื้นที่ แต่คนในพื้นที่อาจจะไม่ได้มองว่าการเกษตรเป็นเรื่องสำคัญ เนื่องจากทำการท่องเที่ยวได้เงินเร็วกว่า ต่อไปคงต้องผลักดันเรื่องของท่องเที่ยวชุนชน ที่อยากให้คนหันมาสนใจมากขึ้น รวมถึงการนำแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้เพื่อเปลี่ยน Mindset ของคน ซึ่งที่ผ่านมาจะเป็นบทเรียนให้ช่วยกันสร้างความยั่งยืน  &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/110055</URL_LINK>
                <HASHTAG>การท่องเที่ยว, จังหวัดภูเก็ต, นายณรงค์ วุ่นซิ้ว, ภูเก็ตแซนด์บอกซ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210717/image_big_60f28129b55b8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>108169</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/06/2021 14:34</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/06/2021 14:34</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แนะ 6 ที่พักเด็ด! โปรโมชั่นโดนใจรับภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;30 มิ.ย.64- จังหวัด &amp;ldquo;ภูเก็ต&amp;rdquo; ได้รับสมญานามว่าเป็นสวรรค์บนดินมาอย่างยาวนาน ด้วยความงดงามของธรรมชาติที่ตระการตา บรรยากาศอันแสนผ่อนคลาย รวมไปถึงความบันเทิงที่ไม่เคยหลับใหล และความเป็นมิตรของผู้คนท้องถิ่นที่พร้อมต้อนรับผู้เดินทางอยู่เสมอ ความพิเศษเหล่านี้เองที่ได้สร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวอันน่าจดจำแก่ผู้เดินทางทั่วโลกที่เคยมาเยี่ยมเยือนมาหลายต่อหลายครั้ง ตอนนี้ถึงเวลาแล้วที่เราจะได้กลับมาสัมผัสกับผืนทรายขาวละเอียดและดำดิ่งสู่ท้องทะเลสีฟ้าคราม ณ จังหวัดภูเก็ต ประเทศไทยอีกครั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;เนื่องจากวันที่ 1 กรกฎาคม 2564 นี้ จังหวัดภูเก็ตจะเปิดโครงการภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์อย่างเป็นทางการ พร้อมต้อนรับผู้เดินทางชาวต่างชาติที่ได้รับการฉีดวัคซีนแล้วเข้ามาท่องเที่ยวที่จังหวัดภูเก็ตโดยไม่จำเป็นต้องกักตัว อย่างไรก็ตาม ผู้เดินทางจำเป็นต้องพักอยู่ในจังหวัดภูเก็ตอย่างน้อย 14 วัน ก่อนจะเดินทางไปจังหวัดอื่นในประเทศไทย และจำเป็นต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดและเงื่อนไขของโครงการภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ ดังต่อไปนี้&lt;/p&gt;


	มีเอกสารรับรองหรือหลักฐานการฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสโคโรนา เป็นเวลาไม่น้อยกว่า 14 วันก่อนวันเดินทาง
	มีใบรับรองแพทย์พร้อมผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการโดยวิธี RT-PRC ระบุว่าตรวจไม่พบไวรัสโคโรนา ไม่เกิน 72 ชั่วโมงก่อนวันเดินทาง
	ติดตั้งแอปพลิเคชันติดตามและแจ้งเตือน ThailandPlus
	เข้ารับการตรวจไวรัสโคโรนาแบบ RT-PR ก่อนเข้าและระหว่างการเข้าพักในจังหวัดภูเก็ต
	มีกรมธรรม์ประกันสุขภาพที่ครอบคลุมรวมถึงการรักษาที่เกี่ยวข้องกับไวรัสโคโรนา
	มีหนังสือรับรองการเดินทางเข้าประเทศไทย (COE) ที่ออกโดยสถานเอกอัครราชทูตหรือสถานกงสุลไทยและ
	ผู้เดินทางจำเป็นต้องพำนักในโรงแรมที่ได้รับเครื่องหมายรับรอง SHA+ เท่านั้น (ในช่วงใน 7 คืนแรก)
	มีหลักฐานยืนยันการจองที่พักในโรงแรมที่ได้รับเครื่องหมายรับรอง SHA+


&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;Booking.com จึงอยากแนะนำโรงแรมที่ได้รับ SHA+ ในจังหวัดภูเก็ต ที่นอกจากจะมอบการบริการระดับโลกให้กับผู้เดินทางแล้ว ยังเป็นจุดหมายอันเยี่ยมยอดสำหรับผู้เดินทางจากทั่วโลกในการกลับมาสัมผัสกับเสน่ห์ของไข่มุกแห่งอันดามันอีกครั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ถึงเวลาดูแลร่างกายและจิตใจให้ผ่อนคลายไปกับความเงียบสงบของหาดไม้ขาว ที่ SALA Phuket Mai Khao Beach Resort ซึ่งมอบการบริการระดับโลก และสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันไม่ว่าจะเป็นสปา ที่มาพร้อมห้องเซาว์น่าและห้องอบไอน้ำ SALA Phuket Mai Khao Beach Resort โอบล้อมไปด้วยสวนเขียวชอุ่ม สระว่ายน้ำสุดเพอร์เฟคริมหาด และสระว่ายน้ำส่วนตัว รวมไปถึงเตียงอาบแดด ผู้เข้าพักสามารถสัมผัสประสบการณ์สุดผ่อนคลายอย่างแท้จริง ท่ามกลางบรรยากาศที่โอบล้อมไปด้วยทิวทัศน์ของชายหาดสุดลูกหูลูกตา ภายในที่พักสุดโมเดิร์นนี้ ในราคาสุดพิเศษด้วย Getaway Deal จาก Booking.com ที่มอบส่วนลด 15% ขึ้นไปสำหรับทริปพักผ่อนตั้งแต่ 5 คืนขึ้นไปในภูเก็ต ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม ไปจนถึง 30 กันยายน 2564&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ส่วน Best Western Plus The Beachfront มอบบรรยากาศสุดผ่อนคลายใกล้หาดราไวย์ ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของเกาะภูเก็ต โรงแรมริมหาดนี้นำเสนอผู้เข้าพักด้วยมาตรฐานความสะดวกสบายขั้นสูงสุด พร้อมบริการมาตรฐานระดับโลกด้วยพนักงานมืออาชีพและเป็นมิตร ผู้เข้าพักสามารถผ่อนคลายกายและใจได้อย่างแท้จริง เพราะ Best Western Plus The Beachfront เปิดโอกาสให้ผู้เข้าพักได้อยู่ใกล้ชิดกับธรรมชาติ เอนกายพักผ่อนในที่พักดีไซน์เรียบหรูและทันสมัย ที่มาพร้อมความสะดวกสบายและสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน พิเศษยิ่งขึ้นด้วยส่วนลด 10% จากราคาปกติ สำหรับสมาชิกโปรแกรมสมนาคุณ Genius และส่วนลด 15% สำหรับ Getaway deal (หมดเขตภายใน 30 กันยายน 2564)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;สำหรับ OZO Phuket อยู่ห่างจากหาดกะตะเพียง 300 เมตร รีสอร์ทนี้เป็นตัวเลือกที่ยอดเยี่ยมสำหรับวันหยุดสุดพิเศษของครอบครัว ด้วยห้องพักที่มีความกว้างขวาง และกิจกรรมสำหรับทุกคน อย่างสนามเด็กเล่นในที่พัก โต๊ะบิลเลียด รวมถึงบริการเช่ารถยนต์ ยิ่งไปกว่านั้น รีสอร์ทแห่งนี้ยังได้รับคะแนนความสะอาดที่สูงมากจากการประเมินของผู้เข้าพัก และด้วยพื้นที่ตั้งของรีสอร์ททำให้คุณสามารถเดินทางไปยังสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจได้ในเวลาไม่กี่นาที อย่างเช่น ไดโนปาร์ค มินิกอล์ฟ หรือ เดอะ คอฟฟี่ คลับ สำหรับภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ ทาง OZO Phuket มอบโปรโมชันสำหรับการเข้าพักตั้งแต่ 7 วันขึ้นไป และส่วนลดพิเศษสำหรับการจองผ่านแอปพลิเคชัน Booking.com บนมือถือ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;สัมผัสประสบการณ์เข้าพักและบริการระดับโลกที่ M&amp;ouml;venpick Resort Bangtao Beach Phuket ที่อยู่ห่างจากหาดบางเทาเพียงไม่กี่ก้าว นอกจากชายหาดอันน่าทึ่งที่อยู่หน้าที่พักแล้ว ผู้เข้าพักจะดื่มด่ำไปกับที่พักดีไซน์หรูหรา ที่มาพร้อมกับสระน้ำไร้ขอบ และสระแบบสปาในตัว รวมไปถึงเฮลท์คลับ นอกจากนั้น M&amp;ouml;venpick Resort ยังมอบส่วนลดสุดพิเศษสำหรับโครงการภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ เมื่อจองห้องพักผ่าน Booking.com และสมาชิกโปรแกรมสมนาคุณ Genius จะได้รับการอัปเกรดห้องฟรี จากห้องพักแบบสองห้องนอน เป็นห้องพูลสวีทแบบสองห้องนอนพร้อมวิวทะเล&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ฟื้นฟูจิตใจและผ่อนคลายความเหนื่อยล้าไปกับ Island Escape by Burasari รีสอร์ทหรูสุดส่วนตัวบนเกาะมะพร้าว ผู้เข้าพักสามารถเลือกใช้เวลาทั้งวันไปกับการพักผ่อนย่อนใจแบบสโลว์ไลฟ์ที่ชายหาดส่วนตัว เพื่อหลีกหนีความวุ่นวายของเมืองหลวง หรือจะเลือกเข้าเมืองดื่มด่ำความเป็นเอกลักษณ์และเสน่ห์แห่งเมืองเก่าภูเก็ตซึ่งอยู่ห่างเพียง 8 กิโลเมตรจากเกาะมะพร้าว โดยที่พักมีบริการเรือรับส่ง นอกจากหาดส่วนตัวที่สวยงามแล้ว Island Escape by Burasari ยังมาพร้อม Kid&amp;rsquo;s Club สำหรับเด็กอีกด้วย ผู้เข้าพักสามารถเพลิดเพลินไปกับความสงบบนเกาะส่วนตัว ในราคาสุดพิเศษด้วย Getaway Deal ที่มอบส่วนลด 15% สำหรับการจองเพื่อเข้าพักที่พักผ่าน Booking.com ภายในวันที่ 30 กันยายน 2564 รวมไปถึงอาหารเช้าฟรีสำหรับ สมาชิกโปรแกรม Genius&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ส่วน The Slate นำเสนอผู้เข้าพักด้วยความน่าตื่นตาของการตกแต่งสไตล์อินดัสเตรียลของที่พัก ที่ตั้งตระง่านท่ามกลางความตระการตาของธรรมชาติบริเวณหาดในยาง แห่งท้องทะเลอันดามัน นอกจากผู้เข้าพักจะได้ชื่นชมการตกแต่งอันเป็นเอกลักษณ์แล้ว ยังสามารถชื่นชมศิลปะแบบดั้งเดิมของท้องถิ่น จากเฟอร์นิเจอร์ภายในที่พักอีกด้วย รีสอร์ทแห่งนี้ให้บริการห้องพักริมชายหาด สปาสไตล์เรนฟอเรสต์ และสระว่ายน้ำกลางแจ้งจำนวน 3 สระ เป็นสระน้ำสำหรับครอบครัว 1 สระ และสระน้ำสำหรับผู้ใหญ่อีก 2 สระ สำหรับโครงการภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ The Slate มอบส่วนลดเสนอพิเศษสำหรับสมาชิกโปรแกรม Genius ของ Booking.com และผู้ที่จองห้องพักผ่านแอปพลิเคชัน Booking.com บนมือถือ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/108169</URL_LINK>
                <HASHTAG>Phuket, Phuket Sandbox, การท่องเที่ยว, จองโรงแรม, จังหวัดภูเก็ต, ภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ (Phuket Sandbox)</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210630/image_big_60dc1c3e21c46.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>107875</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/06/2021 09:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/06/2021 09:47</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ทำใจได้เลย &#039;ธปท.&#039;ชี้โควิดทุบท่องเที่ยวกระอักอีกนาน ลุ้นฟื้นปี 66  </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;28 มิ.ย. 2564 นายเมธี สุภาพงษ์ รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวในงานเสวนา &amp;ldquo;ฟ้าหลังฝน มิติใหม่ท่องเที่ยวไทย ว่า จากการระบาดของโควิด-19 ในหลายระลอก ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา ส่งผลให้รัฐบาลต้องออกมาตรการเพื่อยับยั้งการแพร่ระบาด ทั้งการจำกัดการเคลื่อนที่ การงดเดินทาง การเว้นระยะห่าง ลดการรวมตัว เป็นต้น ถือเป็นมาตรการที่ส่งผลกระทบอย่างมากกับภาคการท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศให้ได้รับผลกระทบอย่างมาก ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับภาคการท่องเที่ยว อาทิ โรงแรม ที่พัก ร้านอาหาร ภัตราคาร บริษัทนำเที่ยว สายการบิน และอื่น ๆ เป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงและยาวนาน จากการออกใช้มาตรการเพื่อยับยั้งการระบาดที่รุนแรงขึ้น ขณะที่การเร่งการฉีดวัคซีนในกลุ่มเสี่ยงเพิ่มเริ่มดำเนินการได้เมื่อต้นเดือน มิ.ย. 2564 โดยจากปัจจัยเสี่ยงดังกล่าว ทำให้ ธปท. คาดว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยต้องใช้เวลา และอาจจะต้องรอถึงไตรมาส 1/2566 กว่าเศรษฐกิจไทยจะกลับมาฟื้นตัวได้ในระดับก่อนเกิดการระบาดของโควิด-19&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/107875</URL_LINK>
                <HASHTAG>การท่องเที่ยว, ธปท., เมธี สุภาพงษ์, โควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210628/image_big_60d937d8c00e8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>106588</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/06/2021 16:02</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/06/2021 16:02</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ททท. ดึงนักเตะ &#039;เลสเตอร์ ซิตี้&#039; โปรโมท&#039;ภูเก็ต แซนด์บอกซ์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;16 มิ.ย.64 - นายธเนศวร์ เพชรสุวรรณ รองผู้ว่าการด้านสื่อสารการตลาด การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.) เปิดเผยว่า จากนโยบายของรัฐบาลในการกระตุ้นเศรษฐกิจ เนื่องจากอยู่ในภาวะซบเซาอย่างยาวนาน เพราะสถานการณ์โควิด-19 โดยใช้ภาคการท่องเที่ยวเป็นกลไกสำคัญนั้น จึงมีมติเห็นชอบให้เปิดรับการท่องเที่ยวต่างชาติ โดยนำร่องที่จังหวัดภูเก็ตในรูปแบบภูเก็ต แซนด์บ็อกซ์ &amp;nbsp;(Phuket Sandbox) ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2564 เป็นต้นไป &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับมาตรการเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวจากในและต่างประเทศเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในจังหวัดภูเก็ตด้วยความปลอดภัย ได้แก่ การเปิดรับนักท่องเที่ยวจากประเทศที่มีความเสี่ยงต่ำและความเสี่ยงปานกลาง ซึ่งต้องสำแดงเอกสารรับรองการ ฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสโควิด-19 จากประเทศต้นทาง และจะต้องเป็นวัคซีนที่กระทรวงสาธารณสุขอนุญาต จากนั้นนักท่องเที่ยวต้องติดตั้งแอปพลิเคชันแจ้งเตือนระหว่างท่องเที่ยวอยู่ในประเทศไทย และจะต้องเข้าพักยังโรงแรมในจังหวัดภูเก็ตที่ผ่านมาตรฐาน SHA Plus เป็น เวลา 14 คืน หลังจากนั้นจึงจะสามารถเดินทางไปยังพื้นที่อื่น ๆ ในประเทศไทยได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ทั้งนี้ ททท. ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการประชาสัมพันธ์โครงการดังกล่าว จึงได้ขยายความร่วมมือไปยังภาคเอกชนของประเทศไทย คือ กลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ ที่ได้ให้ความร่วมมือสนับสนุนภาครัฐในการประชาสัมพันธ์ประเทศไทยมาโดยตลอด ซึ่งในเฉพาะช่วงวิกฤตโควิด-19 ที่ผ่านมาโดยผ่าน Thailand smiles with you ที่เป็นการตอกย้ำความคิดถึงประเทศไทยด้วยรอยยิ้มอันเป็นเอกลักษณ์สำคัญในการต้อนรับนักท่องเที่ยว &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ล่าสุดยังให้ความร่วมมือในการจัดทําแคมเปญต้อนรับนักท่องเที่ยว &amp;quot;Phuket is now open&amp;quot; ภายใต้แนวคิด &amp;quot;Amazing Thailand, Now even more Amazing&amp;quot; ด้วยการใช้กีฬามาเป็นจุดดึงดูดให้เกิดการท่องเที่ยว หรือ Sport Tourism โดย ททท. และกลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ โดยได้เชิญนักฟุตบอลสังกัด สโมสรฟุตบอล เลสเตอร์ ซิตี้ ทีมแชมป์ เอฟเอ คัพ ปีล่าสุด จำนวน 3 คน คือ เจมส์แมดดิสัน (James Maddison) ฮาร์วีย์บาร์นส (Harvey Barnes) เคลิซี่ อิเฮียนาโช่ (Kelechi Iheanacho) มาร่วมบอกเล่าเรื่องราวแห่งความประทับใจในรอยยิ้มของคนไทยและความตื่นตาตื่นใจมากกว่าเดิม ผ่านภาพยนตร์โฆษณาชื่อ &amp;quot;Amazing Moments in Phuket&amp;quot; ซึ่งจะสื่อสารผ่านโปสการ์ดกระดาษแห่งความทรงจำที่ถ่ายทอดความคิดถึงรอยยิ้มของคนไทยและแหล่งท่องเที่ยวในจังหวัดภูเก็ตด้วยกิจกรรมเชิงกีฬาที่น่าตื่นตาตื่นใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;นายธเนศวร์ &amp;nbsp;กล่าวว่า ภาพยนตร์โฆษณาชุด &amp;quot;Amazing Moments in Phuket&amp;quot; จะมีการเผยแพร่ในสื่อต่างประเทศทาง สถานีโทรทัศน์ ช่อง BBC World News, สถานีโทรทัศน์ Euro News, ช่องทางประชาสัมพันธ์ของ King Power, ช่องทางประชาสัมพันธ์ของสโมสรฟุตบอล เลสเตอร์ ซิตี้ และช่องทางประชาสัมพันธ์ของ Dug out (บริษัทมีเดียเฉพาะด้านฟุตบอลระดับโลก) ตั้งแต่วันที่ 16 มิถุนายน 2564 เป็นต้นไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ททท. คาดว่าจะสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยวในการเปิดประเทศเพื่อการท่องเที่ยวอีกทั้ง ตอกย้ำให้เกิดการจดจำแบรนด์ Amazing Thailand ภายใต้แนวคิดการสื่อสาร &amp;ldquo;Amazing Moments&amp;rdquo; สร้างให้ประเทศไทยคงอยู่ในใจนักท่องเที่ยวด้วยภาพลักษณ์ที่แตกต่าง ปลอดภัย ตั้งเป้าหมายการรับรู้จากสื่อออฟไลน์ต่างประเทศ 20 ล้านคน/ครั้ง และสื่อออนไลน์ต่างประเทศ 24 ล้านคน/ครั้ง มุ่งเน้นกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มีแนวโน้มเดินทางในเวลาอันใกล้ โดยเฉพาะกลุ่มมิลเลนเนียล, กลุ่มเดินทางด้วยตัวเอง , ครอบครัว และกลุ่มชาวต่างประเทศที่พำนักในประเทศไทย &lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/106588</URL_LINK>
                <HASHTAG>การท่องเที่ยว, การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.), ภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์, สโมสรฟุตบอลเลสเตอร์ซิตี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210616/image_big_60c9bd6c13201.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>105446</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/06/2021 17:43</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/06/2021 08:43</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กระทุ้งรัฐอัดเงินกระตุ้นจีดีพี </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เศรษฐกิจไทยตั้งแต่ปี 2563 ต่อเนื่องถึงปัจจุบัน&amp;nbsp;2564&amp;nbsp;ยังไม่สะเด็ดน้ำจากปัญหาการระบาดของ &amp;nbsp;&amp;ldquo;โควิด-19&amp;rdquo;&amp;nbsp;ที่ยังคงส่งผลกระทบซ้ำเติมทุกภาคส่วน ความเสียหายของกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ต้องหยุดชะงักไป ตั้งแต่รัฐบาลมีการใช้ &amp;ldquo;ไม้แข็ง&amp;rdquo; อย่างล็อกดาวน์ เพื่อควบคุมการระบาดในรอบแรกเมื่อต้นปี&amp;nbsp;2563&amp;nbsp;ยังไม่ได้รับการเยียวยาจนหายขาด หลายภาคธุรกิจยังคงมีบาดแผลและบอบช้ำ แต่ก็แลกมากับการควบคุมการระบาดที่มีประสิทธิภาพ จนไทยได้รับการยกย่องจากหลายประเทศทั่วโลก ในเรื่องของความเด็ดขาดและประสิทธิผลของการจัดการโควิด-19
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่เหมือนเคราะห์ร้ายยังไม่หายไป จนทำให้มีการระบาดในระลอกที่&amp;nbsp;2&amp;nbsp;ในช่วงปลายปีที่ผ่านมา ซึ่งต้องยอมรับว่าความรุนแรงในแง่ของจำนวนผู้ติดเชื้อหนักหนาสาหัสกว่าระลอกแรกอยู่มาก แต่ในแง่ของเศรษฐกิจซึ่งรัฐบาลไม่ได้ใช้มาตรการล็อกดาวน์ แค่ชะลอหรืองดกิจกรรมทางเศรษฐกิจบางส่วนที่ &amp;ldquo;สุ่มเสี่ยง&amp;rdquo; แทน หลายส่วนอาจจะมองว่าความต่างเรื่องความเข้มข้นของมาตรการที่ใช้ควบคุมการระบาดในระลอกที่&amp;nbsp;2&amp;nbsp;ที่เบากว่าระลอกแรกจะไม่กระทบกับเศรษฐกิจมากนัก แต่นั่นก็ไม่เสมอไป!
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภาคธุรกิจหลายส่วนยอมรับว่า &amp;ldquo;กิจการอาจจะไปไม่รอด&amp;rdquo; แม้ว่าภาครัฐจะไม่ได้ใช้มาตรการล็อกดาวน์อย่างดุเดือด เพราะบาดแผลจากเมื่อครั้งการระบาดในระลอกแรกที่ยังไม่สนิทดี เมื่อรวมกับแผลใหม่ที่เกิดขึ้นทำให้อาการธุรกิจมีแต่&amp;nbsp;ทรง&amp;nbsp;กับ&amp;nbsp;ทรุด&amp;nbsp;เท่านั้น ต่อเนื่องมาจนถึงล่าสุด การระบาดของโควิด-19&amp;nbsp;ระลอกที่&amp;nbsp;3&amp;nbsp;ที่รอบนี้ดูเหมือนจะหนักหนาสาหัสน่าดู ทั้งจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ จำนวนผู้ป่วยอาการหนัก จำนวนผู้ป่วยสะสมเฉพาะระลอกที่&amp;nbsp;3&amp;nbsp;ไปจนถึงความน่าหดหู่ของจำนวนผู้เสียชีวิตที่อยู่ในระดับสูงเกือบทุกวัน และแม้กระนั้นรัฐบาลก็ยังไม่ใช้มาตรการล็อกดาวน์เพื่อคุมการระบาดเหมือนเดิม โดยยังเลือกการงด หรือชะลอเพียงบางกิจกรรมทางเศรษฐกิจเท่านั้น รวมทั้งขอความร่วมมือประชาชนและภาคเอกชนในส่วนที่จำเป็นเพื่อป้องกันการแพร่ระบาด แต่ดูเหมือนว่า&amp;nbsp;&amp;ldquo;ยิ่งแก้ ก็ยิ่งแย่&amp;rdquo;&amp;nbsp;จากตัวเลขต่างๆ เกี่ยวกับการระบาดที่มีการทุบสถิติใหม่แทบทุกวัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ความยืดเยื้อของการระบาดที่ต่อเนื่องจากระลอก 2&amp;nbsp;มาถึงการระบาดในระลอกที่&amp;nbsp;3&amp;nbsp;ซึ่งยังไม่รู้ว่าจะจบที่ตรงไหน ทำให้มุมมองต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของไทยถูกปรับเปลี่ยนไปอีก โดยล่าสุด&amp;nbsp;เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ &amp;nbsp;ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ออกมาระบุว่า ผลกระทบของความรุนแรงจากการระบาดของโควิด-19&amp;nbsp;ในระลอกที่&amp;nbsp;3&amp;nbsp;รวมถึงการกระจายวัคซีนที่ยังไม่มีความแน่นอน ตลอดจนการระบาดที่เกิดขึ้นในหลายระลอก &amp;nbsp;ประกอบกับมาตรการในการควบคุมการแพร่ระบาดของรัฐบาลที่มีออกมาอย่างต่อเนื่อง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจต้องสะดุดเป็นช่วงๆ มีผลกระทบต่อกำลังซื้อของผู้บริการ และการใช้จ่ายของประชาชนรวมถึงผู้ประกอบการเอสเอ็มอีก็ได้รับผลกระทบด้วยเช่นกัน ซึ่งรายใดที่สายป่านสั้นก็ต้องหยุดดำเนินกิจการ หลายธุรกิจขาดสภาพคล่องจึงจำเป็นต้องให้ความช่วยเหลือและเยียวยาอย่างเร่งด่วนนั้น ปัจจัยทั้งหมดส่งผลให้คาดว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยอาจจะล่าช้าออกไป &amp;nbsp;โดยอาจจะต้องรอถึงไตรมาส 1/2566&amp;nbsp;กว่าที่เศรษฐกิจจะกลับมาเติบโตในระดับปกติเหมือนก่อนช่วงเกิดการระบาดของโควิด-19&amp;nbsp;ได้ จากก่อนหน้านี้ที่คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะพลิกกลับมาเติบโตได้ในช่วงไตรมาส&amp;nbsp;2-3/2565
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ ทนง พิทยะ อดีต รมว.การคลัง&amp;nbsp;กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังเจอวิกฤติเศรษฐกิจครั้งที่&amp;nbsp;3&amp;nbsp;แม้จะไม่หนักหนาเท่าวิกฤติต้มยำกุ้ง แต่ก็เชื่อว่าจะต้องใช้เวลาในการฟื้นตัวกว่าเศรษฐกิจจะกลับมาเหมือนช่วงก่อนเกิดการระบาด และเดินหน้าได้อย่างมีศักยภาพ ซึ่งต้องทำควบคู่ไปกับการมองไปข้างหน้าถึงภาพการแข่งขันของตลาดโลกในระยะข้างหน้า นั่นหมายถึงไทยจำเป็นต้องปรับตัว เพื่อเตรียมความพร้อมไปสู่การแข่งขันที่แท้จริงที่จะเกิดขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สิ่งที่เกิดขึ้นกับไทยในช่วง&amp;nbsp;10 ปีที่ผ่านมา เรียกว่ากับดักรายได้ปานกลาง คือเศรษฐกิจไม่โต เพราะไทยอยู่กับสมบัติเก่า ไม่มีสมบัติใหม่ที่จะสร้างผลผลิตและการแข่งขันใหม่ๆ แม้ว่ารัฐบาลจะพยายามลงทุนโครงสร้างพื้นฐานบ้าง &amp;nbsp;แต่ก็ยังน้อยเกินไป ส่วนหนึ่งเพราะรัฐบาลที่อาจจะค่อนข้างมีวินัยสูงมาก กลัวเรื่องการใช้งบประมาณ หนี้สาธารณะต่อจีดีพีอยู่ที่&amp;nbsp;40-50%&amp;nbsp;เท่านั้น เพิ่งจะเกินมาเป็น&amp;nbsp;50%&amp;nbsp;ช่วงโควิด-19&amp;nbsp;เพราะรัฐบาลต้องอัดฉีดเงินช่วยประชาชน ไม่ใช่การอัดฉีดเพื่อเพิ่มการลงทุนใหม่ๆ ตรงนี้ก็อาจจะถือเป็นข้อดีอย่างหนึ่ง ว่าภาคการคลังของไทยค่อนข้างแข็งแกร่ง&amp;nbsp;ทำให้มีช่องว่างในภาคการคลังที่รัฐบาลสามารถใช้นโยบายการคลังเพื่อพัฒนาและฟื้นฟูเศรษฐกิจได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนที่หลายคนถามว่ามีความจำเป็นจะต้องขยับเพดานกู้หรือไม่นั้น&amp;nbsp;ซึ่ง&amp;nbsp;&amp;ldquo;ทนง&amp;rdquo;&amp;nbsp;มองว่าหน้าที่ของรัฐบาลคือ การใช้เงินเพื่อผลักดันเศรษฐกิจให้โตได้&amp;nbsp;5%&amp;nbsp;ก่อน &amp;nbsp;เศรษฐกิจจึงจะสามารถตั้งฐานใหม่ได้ เพราะถ้าโตไม่ได้&amp;nbsp;5%&amp;nbsp;รัฐบาลก็จะทำได้แค่ใช้เงินเพื่อเยียวยา แต่ไม่ช่วยให้เกิดการผลิตหรือการลงทุนที่เพิ่มขึ้น ซึ่งตรงนี้จะทำให้เกิดการจ้างงานได้ในอนาคต
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;ผมไม่ได้มองว่าโควิด-19&amp;nbsp;ทำให้เศรษฐกิจพัง เพราะพื้นฐานของไทยเข้มแข็งมาก แต่ประเทศไทยต้องกล้าที่จะทำเพื่อการเปลี่ยนแปลงและการเติบโต อย่ากลัวเรื่องหนี้ &amp;nbsp;การจะจ่ายแต่เงินเยียวยา ก็คือการสร้างหนี้แบบซึมๆ ผมมองว่ารัฐบาลจะต้องอัดฉีดเงินเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจอีก&amp;nbsp;20%&amp;nbsp;เพื่อจีดีพีของประเทศ ภายในระยะเวลาอีก 2&amp;nbsp;ปีข้างหน้า ให้จีดีพีโตได้ถึง&amp;nbsp;5%&amp;nbsp;อีกครั้ง แน่นอนว่าตัวเลขหนี้สาธารณะอาจจะปรับสูงขึ้น แต่เมื่อเศรษฐกิจพลิกกลับมาโตได้ภาระหนี้ก็จะลดลง จึงไม่อยากให้กลัวเรื่องหนี้มากเกินไป ส่วนตัวผมกลัวว่ารัฐบาลจะใช้เงินเยียวยาอย่างไรมากกว่า&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19&amp;nbsp;ทำให้เศรษฐกิจไทยยังต้องอาศัยมาตรการเยียวยาอย่างมหาศาลเพื่อชะลอความรุนแรงของการระบาด&amp;nbsp;จึงอาจจะยังได้เห็นภาพของรัฐบาลที่อัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบอย่างไม่รู้จักจบสิ้น เพราะทุกคนต่างก็บอกว่า &amp;ldquo;ต้องอัดฉีดเงิน ถ้าไม่ทำนั่นคือผลเสีย&amp;rdquo;&amp;nbsp;โดยเฉพาะความเสียหายของภาคการท่องเที่ยวและบริการ และธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง คิดเป็นรายได้ถึง&amp;nbsp;20%&amp;nbsp;ของประเทศไทย ดังนั้นจึงไม่ต้องสงสัยเลยว่าทำไมเราจึงได้เห็นตัวเลขเศรษฐกิจ (จีดีพี)&amp;nbsp;ในปี 2563&amp;nbsp;ติดลบสูงถึง&amp;nbsp;6%&amp;nbsp;เม็ดเงินรายได้หายไปกว่า&amp;nbsp;1&amp;nbsp;ล้านล้านบาท &amp;nbsp;และการจะทำให้เศรษฐกิจกลับมาโตที่&amp;nbsp;5-6%&amp;nbsp;รัฐบาลอาจจะต้องใช้เงินอีก&amp;nbsp;2&amp;nbsp;ล้านล้านบาทเพื่อฉีดเข้าระบบ ซึ่งจำนวนเงินดังกล่าวก็อาจจะทำได้แค่เยียวยาเท่านั้น หากยังไม่สามารถกำจัดโควิด-19&amp;nbsp;ออกไปจากระบบได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อีกเรื่องที่ไทยต้องยอมรับคือ โลกจะมีการแข่งขันกันด้านเทคโนโลยีมากขึ้น เข้าสู่ยุคเศรษฐกิจใหม่ หรือเศรษฐกิจยุคดิจิทัล หมายความว่าโลกธุรกิจในระยะต่อไปจะไม่เหมือนในตำราการบริหารธุรกิจที่เรียนกันมา&amp;nbsp;แต่จะหันมาแข่งกันในเรื่องเทคโนโลยีแทน&amp;nbsp;สะท้อนจากการพัฒนาเทคโนโลยีต่างๆ การฝังไมโครชิปในอุปกรณ์เครื่องใช้อย่างสมาร์ทโฟน การพัฒนารถยนต์ไฟฟ้า&amp;nbsp;(อีวี)&amp;nbsp;นั่นคือภาพของการแข่งขันด้านเศรษฐกิจหลังวิกฤติโควิด-19&amp;nbsp;สิ้นสุดลง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และด้วยปัจจัยหลายๆ อย่าง ทั้งจากการเร่งพัฒนาเทคโนโลยี การขยายฐานการลงทุน ไปจนถึงการเร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจจากวิกฤติโควิด-19&amp;nbsp;ในช่วงที่ผ่านมา ทำให้มองเห็นภาพค่อนข้างชัดเจนว่า &amp;ldquo;จีน&amp;rdquo; จะเป็นผู้ชนะของเกมการแข่งขันกับสหรัฐฯ&amp;nbsp;และจีนจะกลายเป็นผู้พัฒนาเทคโนโลยีทางเลือก ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของระบบเศรษฐกิจในระยะต่อไป นั่นหมายถึง&amp;nbsp;ไทยจำเป็นจะต้องจับมือกับจีนให้มากที่สุด&amp;nbsp;จากความชัดเจนของนโยบายพลังงานทางเลือกของจีน ที่น่าจะส่งผลดีกับนโยบายในการพัฒนาอุตสาหกรรมรถอีวีของไทยซึ่งปัจจุบันยังไม่เกิด แม้ว่าไทยจะเป็นประเทศที่ลงทุนในอุตสาหกรรมรถยนต์อย่างมากก็ตาม
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;เพราะไทยไม่มีแผนที่ชัดเจนในการเปลี่ยนแปลง แต่ถ้าหากไทยไม่ทำอะไรเลย ท้ายที่สุดฐานแรงงานในการผลิตรถยนต์ทั้งหมดของไทยจะได้รับผลกระทบ และสิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือ การสูญเสียโอกาสในการเป็นฐานการผลิตและเทคโนโลยีของอีวีให้แก่ประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งต้องยอมรับว่ามีความพร้อมมากกว่าไทย นี่คือทางออกหนึ่งที่ไทยต้องเร่งจัดการตั้งแต่ตอนนี้ แทนที่จะจมอยู่กับโรคระบาดอย่างโควิด-19&amp;nbsp;เพียงอย่างเดียว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประเทศไทยค่อนข้างล้าหลังกว่าคนอื่นมาก&amp;nbsp;นี่เป็นสิ่งที่น่ากลัว จากการทำนายทางเศรษฐกิจพบว่า ในเอเชียมีโอกาสโตได้ประมาณ 7-8%&amp;nbsp;แต่ไทยตอนนี้จีดีพีจะโต&amp;nbsp;3-4%&amp;nbsp;ก็เป็นเรื่องยากแล้ว ดังนั้นอาจจะต้องหันกลับมาถามตัวเองว่าจะเดินหน้าต่อไปอย่างไร ส่วนสมรรถนะในการแข่งขันที่ไทยยังไม่ได้พัฒนา คือการประยุกต์เอาสมองกล (AI)&amp;nbsp;เข้ามาในกระบวนการผลิตและจำหน่าย ไทยทำอยู่แค่พยายามให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี&amp;nbsp;(BOI)&amp;nbsp;เพื่อดึงนักลงทุนต่างชาติที่ใช้เทคโนโลยีสูงๆ เข้ามา ตรงนี้เป็นจุดหนึ่งของนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC)&amp;nbsp;ที่ไทยตั้งใจจะพัฒนาเป็นนิคมอุตสาหกรรมไฮเทค ก็ถือเป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอุตสาหกรรมรถยนต์ที่ในระยะต่อไปจะใช้ระบบออโตเมชันมากขึ้น ต้องยอมรับว่าเหล่านี้เป็นความพยายามจากนโยบายของภาครัฐ แม้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นอาจจะช้าไปมากกว่าที่ควรจะเป็น หรือยังไม่ค่อยมีการพัฒนามากนักก็ตาม
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;ทนง&amp;rdquo;&amp;nbsp;ระบุว่า ได้แบ่งการแก้ปัญหาเศรษฐกิจของไทยออกเป็น&amp;nbsp;2 ระยะ คือ ปัญหาเก่า/ปัญหาระยะสั้น เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับความเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ความเข้าใจและไม่เข้าใจของประชาชนที่สะสมมา โดยเฉพาะประเด็นเรื่องการแก้ปัญหาโควิด-19&amp;nbsp;ที่รัฐบาลอัดฉีดเม็ดเงินถึง&amp;nbsp;1&amp;nbsp;ล้านล้านบาท แต่เศรษฐกิจก็ยังติดลบ เพราะเศรษฐกิจเสียหายไปเยอะมาก แม้รัฐบาลจะพยายามอัดฉีดเม็ดเงินช่วยเหลือเข้าไปยังไง เศรษฐกิจก็ยังติดลบ ทำให้อาจต้องกลับมาทบทวนดูว่าจริงๆ แล้วรัฐบาลควรทำอะไรและแก้ไขอะไรได้บ้างมากกว่า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จุดแรกที่ต้องคิดย้อนกลับไปดูตั้งแต่ตอนที่ใช้มาตรการล็อกดาวน์และสามารถควบคุมการระบาดของโควิด-19&amp;nbsp;ได้ ตอนนั้นประชาชนเชื่อมั่นมาก นานาประเทศก็ยกย่องว่าไทยเก่งมากในการแก้ปัญหาดังกล่าว แต่มาถึงปัจจุบันไทยไม่สามารถหยุดการระบาดได้ จากการที่เคยมั่นใจในตัวเอง ก็มาถึงจุดที่ไม่แน่ใจว่าจะมีจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นเท่าไหร่ ดังนั้นสิ่งที่เคยมั่นใจว่าทำสำเร็จ อันที่จริงแล้วมันคือความประมาทเลินเล่อที่ทำให้เกิดการระบาดครั้งใหม่มากกว่า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วินัยของประชาชนไม่ใช่ปัญหา แต่ความไร้วินัยของบางคนเท่านั้นที่เป็นปัญหาของเรื่องนี้ การระบาดระลอกนี้เกิดจากบ่อนพนัน คลับ บาร์ และแหล่งท่องเที่ยวต่าง ๆ &amp;nbsp;สำหรับประเทศไทยคำว่าวินัยหายไปเพราะลืมตัวเอง &amp;nbsp;อาจเป็นความโชคไม่ดีของประเทศไทย ซึ่งเรื่องนี้เป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะเข้าไปจัดการปัญหา และการแก้ปัญหาที่ทำได้ตอนนี้คือการรอวัคซีนให้เพียงพอ เพราะทั่วโลกก็มองเหมือนกันว่าการฉีดวัคซีนให้เร็วที่สุดจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด ซึ่งส่วนตัวเชื่อว่าถ้ารัฐบาลจัดการการฉีดวัคซีนจะไม่ทันต่อการแก้ปัญหาแน่นอน เรื่องนี้ต้องให้ภาคเอกชนเข้ามาช่วย ก็อยากฝากให้รัฐบาลตระหนักถึงประเด็นนี้!
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;อีกปัญหาคือปัญหาระยะยาว เป็นเรื่องใหญ่สำหรับประเทศไทย โดยหากถามว่าในอนาคตประเทศไทยจะแข่งขันกับประเทศต่าง ๆ ในโลกต้องใช้อุตสาหกรรมอะไร ก็ได้คำตอบว่าอุตสาหกรรมท่องเที่ยว อุตสาหกรรมรถยนต์ &amp;nbsp;อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ อุตสาหกรรมอาหาร เพราะไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม ซึ่งที่ผ่านมาอุตสาหกรรมเหล่านี้ก็เติบโตได้ในระดับหนึ่ง แต่พอถึงจุดหนึ่งเราก็ขาดการพัฒนาในเรื่องเทคโนโลยีไป สิ่งที่ไทยเหลือตอนนี้คือ &amp;nbsp;&amp;ldquo;ทรัพยากรมนุษย์&amp;rdquo; แต่ก็ต้องมาดูอีกว่าการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ทำได้แค่ไหน
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ทางออกหนึ่งคือไทยต้องเปิดประเทศ เพื่อเปิดให้แรงงานที่มีฝีมือ มีความรู้ด้านเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาให้ได้ แต่ก็ยังมีอุปสรรคเรื่องภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่ไทยอยู่ระดับ&amp;nbsp;35%&amp;nbsp;สูงกว่าฮ่องกง สิงคโปร์ และมาเลเซีย ตรงนี้ทำให้ต้องมาถามตัวเองอีกครั้งว่า &amp;ldquo;ทำไมไทยไม่เป็นศูนย์กลางของอาเซียน?&amp;rdquo;&amp;nbsp;ส่วนการจะแก้ปัญหาด้วยการลดภาษีดังกล่าวก็จะกลายเป็นเรื่องใหญ่อีก ทั้งหมดจึงเป็นคำตอบว่า การเก็บภาษีของไทยยังไม่มีศักยภาพในการสนับสนุนขีดความสามารถในการแข่งขันและสร้างบุคลากรที่มีฝีมือได้มากพอนั่นเอง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ทนง&amp;rdquo;&amp;nbsp;ทิ้งท้ายว่า&amp;nbsp;อีกประเด็นที่จะพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ได้คือ &amp;ldquo;ระบบการศึกษา&amp;rdquo; ที่จะสร้างให้คนเข้าใจการใช้เครื่องมือดิจิทัลให้เกิดประโยชน์ มากกว่าเป็นของเล่นเพื่อทำให้คนอื่นเห็นว่าตัวเองมีความสุขและมีเสน่ห์.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/105446</URL_LINK>
                <HASHTAG>การท่องเที่ยว, การพัฒนารถยนต์ไฟฟ้า (อีวี), ทนง พิทยะ, หนี้สาธารณะ, เศรษฐกิจ, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210606/image_big_60bca4b09105e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
