<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>87505</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/12/2020 08:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/12/2020 08:03</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กนอ.โชว์ผลงานขาย/เช่าที่ดินนิคมกว่า2พันไร่มีการลงทุน 2 แสนล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 ธ.ค. 2563 นางสาวสมจิณณ์ พิลึก ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เผยผลประกอบการ กนอ.ปีงบประมาณ 2563 (ต.ค. 2562-ก.ย. 2563) ว่ามียอดขาย/เช่าที่ดิน ในปี 2563 ประมาณ 2,150.45 ไร่ ซึ่งลดลงจากปีก่อนเพียงเล็กน้อย 1.52 % ที่ขายได้ 2,183 ไร่ โดยแบ่งเป็นพื้นที่ในอีอีซี จำนวน 1,840.58 ไร่ และนอกอีอีซี จำนวน 309.87 ไร่ มูลค่าการลงทุนทั้งหมด 239,038.48 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2562 ที่มีจำนวน 30,527.54 ล้านบาท คิดเป็น 683.02 % ซึ่งจะเห็นได้ว่ามูลค่าการลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด เนื่องมาจากการลงทุนเพิ่มของฐานลูกค้าเดิมที่อยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องมือวิทยาศาสตร์ และอุตสาหกรรมยานยนต์และการขนส่ง ก่อให้เกิดการจ้างงาน 32,753 คน เพิ่มขึ้น 494.21% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้าซึ่งมีการจ้างงาน 5,512 คน

ทั้งนี้ ในภาพรวมแม้ว่าเศรษฐกิจโลกยังคงชะลอตัวและอาจส่งผลกระทบบ้าง เนื่องจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่ทำให้การเดินทางจากต่างประเทศเป็นไปได้ยาก อย่างไรก็ตาม กนอ.ได้รับอานิสงค์จากฐานลูกค้าเดิมในนิคมอุตสาหกรรมที่มีการลงทุนในช่วงนี้เป็นผลให้ผลประกอบการของ กนอ.ในปีงบประมาณ 2563 สำหรับกลุ่มอุตสาหกรรม 5 อันดับแรก ที่นักลงทุนให้ความสนใจลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมปีงบประมาณ 2563 ได้แก่ 1.อุตสาหกรรมยานยนต์ และการขนส่ง 2.เหล็ก และผลิตภัณฑ์โลหะ 3.ยาง พลาสติก และหนังเทียม 4.เครื่องยนต์ เครื่องจักร และอะไหล่ 5.เครื่องใช้ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องมือวิทยาศาสตร์ โดยประเทศที่ลงทุนสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ ญี่ปุ่น จีน ไต้หวัน ออสเตรเลีย และฮ่องกง ตามลำดับ ปัจจุบันนิคมอุตสาหกรรมที่อยู่ภายใต้การกำกับของกนอ.มีศักยภาพพร้อมรองรับการลงทุนอย่างเต็มที่ทั้งในส่วนของโครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณูปโภคต่างๆอย่างครบถ้วน

&amp;ldquo;กนอ.คาดว่าหลังสถานการณ์โควิด-19 จะเป็นโอกาสลงทุน โดย กนอ.จะใช้โอกาสนี้เสริมสร้างศักยภาพของการให้บริการระบบสาธารณูปโภค ด้วยการยกระดับมาตรฐานการให้บริการสู่ &amp;nbsp;Facility 4.0 ควบคู่กัน เช่น การติดตั้งมิเตอร์วัดน้ำอัจฉริยะ แทนมิเตอร์น้ำในรูปแบบเดิม และยกระดับการให้บริการอนุมัติอนุญาต ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นของนักลงทุนในการให้บริการระบบสาธารณูปโภคและการบริหารจัดการนิคมอุตสาหกรรมด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมตามมาตรฐานสากล และยังเป็นการกระตุ้นให้เกิดการลงทุนในนิคมฯซึ่งเป็นฐานการผลิตที่สำคัญของโลกได้อย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่าในปี 2564 กนอ.จะมียอดขาย/เช่าพื้นที่ในนิคมอุตสาหกรรมประมาณ 2,500 ไร่ และสามารถจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมใหม่ได้ประมาณ 2-3 แห่ง&amp;rdquo;นางสาวสมจิณณ์ กล่าว

รายงานข่าวจากการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เปิดเผยว่า หลังจากเปิดรับสมัครผู้ว่าการการนิคมฯ คนใหม่แทนน.ส.สมจิณณ์ &amp;nbsp;พิลึก ผู้ว่ากนอ. ซึ่งจะหมดวาระวันที่ 20 เม.ย. 64 &amp;nbsp;โดยเปิดรับสมัครตั้งแต่วันที่ &amp;nbsp;9 พ.ย. และปิดรับสมัครไปเมื่อวันที่ 8 ธ.ค. มีผู้ลงสมัครทั้งสิ้น &amp;nbsp;4 &amp;nbsp;ราย &amp;nbsp;เป็นบุคคลภายใน &amp;nbsp;2 ราย คือ นายอัฐพล จิรวัฒน์จรรยา &amp;nbsp;รองผู้ว่าการสายงานยุทธศาสตร์และพัฒนา &amp;nbsp;และนายพรเทพ ภูริพัฒน์ &amp;nbsp;รองผู้ว่าการ สายงานปฏิบัติการ &amp;nbsp;ส่วนอีก 2 ราย &amp;nbsp;เป็นบุคคลภายนอก คือ นายทรงวุฒิ อภิรักษ์ขิต กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทย-อะมาดิอุส เซาท์อีสต์ เอเชีย จำกัด และนายวีริศ อัมระปาล ที่ปรึกษานายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.ยุติธรรม &amp;nbsp;ในด้านวิชาการ

ทั้งนี้ภายในวันที่ 25 ธ.ค. คณะกรรมการสรรหาผู้ว่าการการนิคมฯ คนใหม่ ซึ่งมีนายดำรงศักดิ์ เครือแก้ว เป็นประธาน &amp;nbsp;จะเปิดให้ผู้สมัครทั้ง &amp;nbsp;4 &amp;nbsp;ราย แสดงวิสัยทัศน์ต่อคณะกรรมการสรรหา จากนั้นจะคัดเลือกเสนอชื่อเข้าคณะกรรมการ (บอร์ด) กนอ. เพื่อพิจารณา คาดว่า ใช้เวลาไม่เกิน 1 เดือน จะประกาศชื่อผู้ได้รับตำแหน่งผู้ว่าการกนอ.คนใหม่ &amp;nbsp;มีหลายฝ่ายคาดการณ์ว่า ผู้ว่ากนอ.คนใหม่ มีแนวโน้มจะเป็นคนนอกมากกว่าคนใน &amp;nbsp; &amp;nbsp;

สำหรับงานที่ผู้ว่ากนอ.คนใหม่ต้องมาสานต่อ เช่น การพัฒนาท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ระยะที่ 3 , โครงการจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรม สมาร์ท พาร์ค เพื่อรองรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย &amp;nbsp;เช่น อุตฯการบินและโลจิสติกส์ , อุตฯการแพทย์ , อุตฯหุ่นยนต์ , อุตดิจิทัล รวมทั้งโครงการจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมในพื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ หรือเอสอีแซด ซึ่งเป็นนิคมอุตสาหกรรมตั้งอยู่ในพื้นที่จ.สระแก้ว และสงขลา&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/87505</URL_LINK>
                <HASHTAG>กนอ., การนิคมอุตสาหกรรมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย, ขายที่ดิน, น.ส.สมจิณณ์ พิลึก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201209/image_big_5fd09df68c5d5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>20576</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/10/2018 09:49</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/10/2018 09:49</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กนอ.โวทุนต่างชาติแห่จองรับเบอร์ซิตี้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กนอ. เผยนักลงทุนจีน ญี่ปุ่น ไต้หวัน มาเลเซีย พาเหรด จ่อจองพื้นที่รับเบอร์ซิตี้ จ.สงขลา 500 ไร่ ขณะที่แผนการพัฒนาพื้นที่นิคมฯใกล้สมบูรณ์ 100% มั่นใจพร้อมเปิดรับนักลงทุนไทย-เทศ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสาวสมจิณณ์ พิลึก ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เปิดเผยว่าปัจจุบันการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมยางพารา(รับเบอร์ชิตี้) ในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมภาคใต้ จังหวัดสงขลา ใกล้เสร็จสมบูรณ์100% แล้ว พร้อมรองรับนักลงทุนที่สนใจทั้งในและต่างประเทศเข้าใช้พื้นที่เพื่อประกอบการได้ทันที ทั้งนี้ภายหลังจากที่การพัฒนาพื้นที่มีความชัดเจน ทั้งทางด้านระบบสาธารณูปโภค และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ส่งผลให้มีกลุ่มนักลงทุนจากประเทศมาเลเซีย ไต้หวัน จีน และญี่ปุ่น ตัดสินใจที่จะใช้พื้นที่ดังกล่าวเพื่อการลงทุน โดยล่าสุดได้แจ้งความประสงค์จองพื้นที่เพื่อประกอบกิจการแล้ว ประมาณ 500 ไร่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการในกลุ่มอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ไม้และกลุ่มอุตสาหกรรมโรงไฟฟ้า อุตสาหกรรมการแพทย์ และ อุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง ขณะเดียวกันยังมีพื้นที่ที่ผู้ประกอบการให้ความสนใจอยู่ระหว่างการตัดสินใจเข้ามาลงทุนอีก จำนวน 179 ไร่ เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพไม่ว่าจะเป็นระบบโลจิสติกส์แบบครบวงจร ทั้งทางบก ทางน้ำ และ ทางอากาศที่สามารถเชื่อมโยงกับตลาดต่างๆทั้งในกลุ่มสามเหลี่ยมเศรษฐกิจ (IMT &amp;ndash; GT) &amp;nbsp;ประกอบด้วย มาเลเซีย อินโดนีเซีย และไทย รวมถึงการส่งออกไปยังประเทศอื่นๆทั่วโลก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ในพื้นที่ดังกล่าว ยังมีความได้เปรียบทางด้านแรงงาน และวัตถุดิบยางพารา โดยกนอ.คาดว่าหากมีการใช้พื้นที่เต็มโครงการทั้งหมด จะมีความต้องการใช้ยางพาราเพิ่มขึ้น ประมาณ 9,000 ตันต่อปี โดยมีสัดส่วนเป็น น้ำยางข้น ประมาณ 60% หรือ 5,400 ตันต่อปี และยางแผ่นรมควัน ประมาณ 40 % หรือ 3,600 ตันต่อปี &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ซึ่งจะก่อให้เกิดรายได้แก่กลุ่มเกษตรกรชาวสวนยางประมาณ 450 ล้านบาทต่อปี และเมื่อนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ยางพาราแล้วจะสามารถเพิ่มมูลค่าได้ถึง 10 เท่า หรือ คิดเป็นเม็ดเงินประมาณ 4,500 ล้านบาท&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การพัฒนาดังกล่าวเป็นไปตามที่รัฐบาลมีนโยบายการเพิ่มมูลค่าของสินค้าเกษตรในกลุ่มอุตสาหกรรมยางพารา ตามยุทธศาสตร์พลังประชารัฐ ที่จะส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาอุตสาหกรรมยางพาราครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำไปถึงปลายน้ำ ที่มีการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านการผลิต เพื่อยกระดับราคายางพาราภายในประเทศให้มีเสถียรภาพมากขึ้น&amp;quot;นางสาวสมจิณณ์ กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/20576</URL_LINK>
                <HASHTAG>กนอ., การนิคมอุตสาหกรรมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย, การพัฒนานิคมอุตสาหกรรมยางพารา, นักลงทุนต่างชาติ, รับเบอร์ชิตี้, สมจิณณ์ พิลึก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181007/image_big_5bb96369d650b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
