<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>110859</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/07/2021 17:11</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/07/2021 17:11</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กนอ. กระทุ้งก.แรงงาน เร่งจัดหาวัคซีนให้ชาวต่างชาติที่ทำงานในนิคมฯ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;23 ก.ค.2564 นายวีริศ อัมระปาล ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เปิดเผยว่าได้รับมอบหมายจากนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ให้เข้าประชุมหารือร่วมกับนายสุรชัย ชัยตระกูลทอง ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เกี่ยวกับการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ให้นักลงทุนและผู้ปฏิบัติงานที่เป็นชาวต่างชาติในประเทศไทย โดยก่อนหน้านี้ มีนักลงทุนต่างชาติที่ได้รับการสนับสนุนวัคซีนจากความร่วมมือของกระทรวงแรงงานและคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ประมาณ 36,000 คน ในการนี้จึงได้แจ้งว่า ยังมีชาวต่างชาติที่ปฏิบัติงานในนิคมอุตสาหกรรมที่ไม่ได้อยู่ในกลุ่มของนักลงทุนบีโอไออีกประมาณ 8,000 คน จึงขอให้กระทรวงแรงงานและบีโอไอนำไปพิจารณาเพื่อขอโควต้าเพิ่มเติมจากกระทรวงสาธารณสุขให้แก่นักลงทุนและผู้ปฏิบัติงานในกลุ่มนี้เพิ่มเติม เนื่องจากเป็นบุคลากรกลุ่มสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ


ทั้งนี้ กนอ.มีความประสงค์ขอรับการจัดสรรวัคซีนป้องกันโควิด-19 ให้ผู้ประกอบการ ผู้ปฏิบัติงานชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในไทย ซึ่งกระทรวงแรงงานเห็นควรให้ กนอ.ประสานข้อมูลการขอรับการจัดสรรวัคซีนร่วมกับบีโอไอในคราวเดียว เพื่อให้การจัดสรรวัคซีนเป็นไปอย่างรวดเร็วและทันท่วงที สำหรับหลักเกณฑ์การสนับสนุนวัคซีนแก่นักลงทุนต่างชาติของ กนอ.คือ ผู้บริหารและผู้ชำนาญการจากต่างประเทศ กลุ่มสมาร์ทวีซ่าที่อยู่ในไทยเกิน 6 เดือน และครอบครัวอายุ 18 ปีขึ้นไปที่ไม่เคยได้รับวัคซีนเข็มแรกที่อื่นมาก่อน


ส่วนวัคซีนที่จะนำมาฉีดให้กับกลุ่มดังกล่าวคือ วัคซีนแอสตร้าเซเนก้าที่ได้รับบริจาคจากประเทศญี่ปุ่น สถานที่ฉีดจะใช้จุดบริการที่มีอยู่แล้วของกระทรวงแรงงาน โดยกำหนดจุดในกรุงเทพมหานคร 10 จุด และในต่างจังหวัดที่ระยอง ชลบุรี สมุทรปราการ จังหวัดละ 1 จุด คาดว่าจะเริ่มทยอยฉีดได้ประมาณเดือนส.ค.นี้


&amp;ldquo;กนอ.จะพยายามติดตามความคืบหน้าในการจัดสรรวัคซีนโควิด-19 ให้กับบุคลากรภายใต้การกำกับดูแลให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ให้ผู้ปฏิบัติงานในนิคมฯ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าคนเหล่านี้จะช่วยสร้างความเข้มแข็งให้แก่ภาคการผลิตและการส่งออก และช่วยนำพาเศรษฐกิจภาพรวมของประเทศให้มีความแข็งแกร่งตามไปด้วย เมื่อปัญหาโควิดบรรเทาลง&amp;rdquo; นายวีริศ กล่าว
&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/110859</URL_LINK>
                <HASHTAG>#ฉีดวัคซีน, กนอ., การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย, ชาวต่างชาติ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210529/image_big_60b1b83fc379b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>81838</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/10/2020 16:39</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/10/2020 16:37</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;สุริยะ&#039;เตรียมพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมทุกภูมิภาคดึงดูดลงทุนต่างชาติ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
26 ต.ค.2563 นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยในการกล่าวปาฐกถาพิเศษ ภายในงานสัมมนา EEC GO เดินหน้าลงทุน ว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดของไรรัสโควิด-19 ได้สร้างผลกระทบต่อการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ(เอฟดีไอ) แต่มั่นใจว่าจากความสามารถในการบริหารจัดการสถานการณ์และศักยภาพของประเทศไทยที่มีอยู่นั้น จะสามารถสร้างความน่าสนใจให้กับหลายประเทศได้ จึงต้องอาศัยช่วงเวลานี้ บวกกับปัจจัยการย้ายฐานลงทุนและการผลิตของนักลงทุนต่างชาติจากเหตุการณ์ความขัดแย้งทางการค้า(เทรดวอร์)ของจีนและสหรัฐดึดดูดการลงทุนเข้ามาในประเทศให้ได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยกระทรวงอุตสาหกรรมเองจะเน้นในการเตรียมความพร้อมนิคมอุตสาหกรรมทุกภูมิภาคเพื่อเป็นฐานในการผลิตที่สำคัญของภาคอุตสาหกรรม โดยจะต้องตอบโจทย์ทุกการแข่งขัน ทั้งศักยภาพของระบบโครงสร้างพื้นฐานที่ได้มาตรฐานสากลแบบครบววงจร รวมทั้งสิ่งอำนวยความสะดวก และการบริการจัดการอย่างทั่วถึง โดยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(กนอ.) ได้มีโปรโมชั่น ส่งเสริมการขายและเช่าที่ดินในนิคมออกมาอย่างต่อเนื่อง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การดำเนินการดังกล่าวจะยิ่งสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนต่างชาติมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นจากประเทศจีน ไต้หวัน ฮ่องกง และญี่ปุ่น โดยเฉพาะการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมการผลิตอาหาร การแปรรูปสินค้าเกษตร และเครื่องมือการแพทย์ ที่ประเทศไทยมีศักยภาพในการผลิต และได้รับอานิสงส์จากความต้องการที่เพิ่มขึ้น นอกจากนี้จะต้องมีมาตรการช่วยเหลือนักลงทุนเดิมในนิคมอุตสาหกรรมให้สามารถดำเนินธุรกิจได้คล่องตัวมากขึ้น ในสภาวะการแข่งขันปัจจุบัน ไม่ว่าจะขายในประเทศ หรือผลิตเพื่อการส่งออก จึงเป็นแรงขับเคลื่อนอีกทางหนึ่งที่เร่งให้การลงทุนล็อตใหม่เกิดขึ้นได้เร็วยิ่งขึ้น&amp;rdquo;นายสุริยะ กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสาวจรีพร จารุกรสกุล ประธานคระกรรมการบริษัท และประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัทั ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด(มหาชน) กล่าวว่าในปัจจุบันเอกชนยังไม่ได้มีการสอบถามเรื่องการเมืองเข้ามามาก เพราะเชื่อว่าการลงทุนในพื้นที่พัฒนาพิเศษภาคตะวันออก(อีอีซี) นั้นจะเป็นการลงทุนระยะยาว เอกชนจึงมีการตัดสินใจจากเรื่องศักยภาพของพื้นที่ โครงสร้างพื้นฐาน และสิทธิประโยชน์มากกว่า ซึ่งสถานการณ์ย้ายฐานการลงทุนตอนนี้ก็เป็นปัจจัยที่ดีให้กับพื้นที่อีอีซีเช่นกัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ประเทศไทยต้องอาศัยจังหวะนี้ในการดึดดูดการลงทุนให้ได้มากที่สุด เพราะเอกชนหลายรายก็กำลังดูฐานการผลิตใหม่อยู่ แต่ต้องเข้าใจว่าปัจจัยในการที่จะดึงดูดการลงทุนระหว่างไทยกับเวียดนามต่างกัน หากเอกชนที่ต้องการลงทุนที่จะใช้แรงงานมาก ๆ และเป็นแรงงานราคาถูกก็จะมองไปที่เวียดนาม แต่ถ้าต้องการที่จะลงทุนในอุตสาหกรรมที่มีคุณภาพก็จะมองมาที่ไทย แต่เราเองก็จะอยู่เงียบ ๆ ไม่ได้ เพราะนักลงทุนที่จะย้ายฐานนั้นก็มีหลายเงื่อนไขที่จะต้องตัดสินใจ หากไทยไม่สามารถกระตุ้นหรือดึงดูดการลงทุนได้ เอกชนหลายรายก็เริ่มมองไปที่เวียดนามบ้างแล้ว&amp;rdquo;นางสาวจรีพร กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนางสาวรสยา เธียรวรรณ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่พัฒนาธุรกิจ บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด(มหาชน) หรือ จีพีเอสซี กล่าวว่ามีความเชื่อมั่นในพื้นที่อีอีซี ว่าจะมีศักยภาพที่เอื้อต่อการลงทุนได้ แต่รัฐบาลเองจะต้องมีการจัดการด้านสาธารณูปโภคที่ดี ไม่ว่าจะเป็นด้าน น้ำ ไฟฟ้า และขยะ และจะต้องมีการสนับสนุนการจัดการพลังงานให้เป็นระบบอัจฉริยะ(สมาร์ท) เพื่อพัฒานาประเทศไทยไปสู่ยุค 4.0&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้บริษัทเห็นสำคัญในเรื่องการพัฒนาแบตเตอรี่ในประเทศ ซึ่งจะต้องดึงดูดการลงทุนที่เป็นห่วงโซ่อุปทานให้มากขึ้นทั้งอุปกรณ์และชิ้นส่วน เชื่อว่าหากทำสำเร็จจะสนับสนุนการลงทุนและพัฒนารถยนต์ไฟฟ้า(อีวี)ในไทยได้ ขณะเดียวกันจะต้องมีการสนับสนุนให้ทุกโครงการที่ลงทุนใช้วัตถุดิบในประเทศไทย(โลคอล คอนเทนต์)&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/81838</URL_LINK>
                <HASHTAG>EEC GO เดินหน้าลงทุน, การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย, สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190920/image_big_5d8497a10a063.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>55558</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/01/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/01/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เปิดนโยบายพัฒนานิคมฯ-โรงงาน เพิ่มโอกาสการลงทุนในอีอีซี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;การเร่งขับเคลื่อนโครงการขนาดใหญ่ในพื้นที่อีอีซี ที่มีความคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งโครงการพัฒนาท่าเรือฯ มาบตาพุด ระยะที่ 3 (ช่วงที่ 1) โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน โครงการท่าเรือฯ แหลมฉบัง ระยะที่ 3 และโครงการพัฒนาเมืองการบินและสนามบินอู่ตะเภา ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนและดึงดูดการลงทุนให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เปิดฉากเดินหน้าอย่างเต็มกำลังในการลุยโครงสร้างพื้นฐานและโครงการขนาดใหญ่ในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรืออีอีซี โดยมีหลายหน่วยงานที่สำคัญเข้ามามีส่วนร่วมอย่างเต็มที่ ซึ่งถือว่าเป็นโครงการสำคัญระดับประเทศที่ทุกฝ่ายจะต้องร่วมด้วยช่วยกันให้เกิดขึ้นมาอย่างเป็นรูปธรรมให้เร็วที่สุด เพื่อเป็นกลไกสำคัญในการผลักดันเศรษฐกิจในประเทศให้ดีขึ้น และในปี 2563 นี้เอง หน่วยงานนั้นๆ ก็ต้องมีแผนเตรียมงานที่จะสานต่อความคืบหน้าอย่างแน่นอน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยหนึ่งองค์กรที่ถือว่าเป็นกลไกหลักในการพัฒนาพื้นที่และเตรียมความพร้อมเพื่อเป็นปัจจัยสนับสนุนการลงทุนของภาคอุตสาหกรรมที่กำลังจะตามมาในอนาคตอันใกล้นี้ ก็คือ การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หรือ กนอ. ที่ในปี 2563 นี้เองก็มีแผนงานและแนวร่วมพัฒนาพื้นที่อีอีซีในรูปแบบต่างๆ นอกเหนือจากการเตรียมพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม ก็คือการพัฒนาท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานของอีอีซี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ซึ่งล่าสุด กนอ.ได้ลงนามในสัญญาจ้างบริหารจัดการท่าเรือฯ มาบตาพุด กับบริษัท มารีนไทย กรุ๊ป จำกัด ต่อเนื่องในช่วงเวลาตั้งแต่ปี 2562-2572 หรือ 10 ปี ซึ่งประกอบด้วยกลุ่มธุรกิจสถาบันการศึกษาและฝึกอบรมและบริหารจัดการคนประจำเรือ กลุ่มธุรกิจอุตสาหกรรมอู่ต่อ-ซ่อมเรือ อุปกรณ์เรือ และกลุ่มธุรกิจให้บริการรับจ้างเหมาบริหารจัดการท่าเรือสำหรับเรือบรรทุกสินค้าทั่วไป สินค้าน้ำมัน เคมีและแก๊ส รวมถึงการบริหารจัดการระบบคลังเก็บสินค้า เพื่อให้การบริหารจัดการดังกล่าวมีประสิทธิภาพ และเพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกในการบริการผู้ประกอบการอุตสาหกรรม ด้วยบริการที่มีมาตรฐาน ความปลอดภัย และเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ภาคอุตสาหกรรมแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในขณะที่ทิศทางการดำเนินงานในปีงบประมาณ 63 นั้น กนอ.มองว่ามีแนวโน้มที่ดี เพราะมีปัจจัยบวกที่ส่งเสริมการลงทุนมากขึ้น จากการที่รัฐบาลประกาศใช้มาตรการต่างๆ ที่มีประสิทธิภาพเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ รวมถึงนโยบายส่งเสริมการลงทุนทั้งสิทธิประโยชน์ด้านภาษีและไม่ใช่ภาษี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; และการเร่งขับเคลื่อนโครงการขนาดใหญ่ในพื้นที่อีอีซี ที่มีความคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งโครงการพัฒนาท่าเรือฯ มาบตาพุด ระยะที่ 3 (ช่วงที่ 1) โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน โครงการท่าเรือฯ แหลมฉบัง ระยะที่ 3 และโครงการพัฒนาเมืองการบินและสนามบินอู่ตะเภา ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน และดึงดูดการลงทุนให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดังนั้น จากปัจจัยดังกล่าวทำให้การลงทุนในปีงบประมาณ 2563 มีทิศทางการเติบโตได้อย่างแน่นอน แม้ภาวะเศรษฐกิจโลกยังคงชะลอตัว ค่าเงินบาทแข็งค่า และปัจจัยภายนอกอื่นๆ รวมถึงสงครามการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐที่ยังไม่มีข้อยุติ ทำให้นักลงทุนพิจารณาย้ายฐานการผลิตมายังประเทศไทย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทำให้นักลงทุนตัดสินใจซื้อที่ดินในนิคมฯ เพื่อลงทุนเพิ่มขึ้น ซึ่งจะเห็นได้จากผลประกอบการของ กนอ.ในปีงบประมาณ 2562 มีมูลค่าการลงทุนทั้งหมด 30,527.54 ล้านบาท ก่อให้เกิดการจ้างงาน 5,512 คน เพิ่มขึ้น 60% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้าซึ่งมีการจ้างงาน 3,446 คน และมียอดขาย/เช่าที่ดินเพิ่มขึ้น 807 ไร่ จาก 1,376 ไร่ เป็น 2,183 ไร่ หรือเพิ่มขึ้น 59% โดยในจำนวนดังกล่าว แบ่งเป็นพื้นที่อีอีซีจำนวน 1,964 ไร่ นอกพื้นที่อีอีซีจำนวน 219.85 ไร่ ซึ่งในพื้นที่อีอีซีมียอดขาย/เช่าที่ดินเพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ 2561 ถึง 98%&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม เมื่อมาดูผลประกอบการของ กนอ.ในปีงบประมาณ 2562 ช่วงเดือน ต.ค.61-ก.ย.62 จะพบว่ามีทิศทางที่ดี โดยการลงทุนในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมภายใต้การกำกับดูแลของ กนอ. ประกอบด้วยนิคมอุตสาหกรรมที่ กนอ.บริหารงานเอง และนิคมอุตสาหกรรมร่วมดำเนินงานกับภาคเอกชน จำนวน 59 นิคมอุตสาหกรรม และ 1 ท่าเรืออุตสาหกรรม ในพื้นที่ 16 จังหวัดทั่วประเทศ และมีนิคมอุตสาหกรรมที่เซ็นสัญญาในปีงบประมาณ 62 จำนวน 1 แห่ง คือ นิคมอุตสาหกรรมโรจนะชลบุรี 2 (เขาคันทรง)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เป็นผลให้มีพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมประมาณ 175,939 ไร่ แบ่งเป็นพื้นที่สำหรับขาย/เช่า ประมาณ 110,558 ไร่ และพื้นที่ขาย/เช่าสะสม ประมาณ 88,906 ไร่ มีมูลค่าการลงทุนในภาพรวมประมาณ 4 ล้านล้านบาท มีโรงงาน 5,875 แห่ง และมีจ้างงานรวมทั้งสิ้นประมาณ 500,000 คน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สำหรับกลุ่มอุตสาหกรรม 5 อันดับแรก ที่ให้ความสนใจลงทุนในนิคมอุตสาหกรรม ได้แก่ 1.อุตสาหกรรมเหล็กและผลิตภัณฑ์โลหะ 2.อุตสาหกรรมยานยนต์และการขนส่ง 3.อุตสาหกรรมยาง พลาสติก และหนังเทียม 4.อุตสาหกรรมเครื่องยนต์ เครื่องจักร และอะไหล่ 5.อุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องมือวิทยาศาสตร์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยประเทศที่มาลงทุนในนิคมฯ สูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ ญี่ปุ่น จีน ฮ่องกง มาเลเซีย และสหรัฐอเมริกา ซึ่งปัจจุบันนิคมอุตสาหกรรมที่อยู่ภายใต้การกำกับของ กนอ.มีศักยภาพที่พร้อมรองรับการลงทุนอย่างเต็มที่ ทั้งโครงสร้างพื้นฐาน ระบบสาธารณูปโภคต่างๆ ที่ครบถ้วน ขณะเดียวกัน&amp;nbsp; กนอ.ยังให้ความสำคัญในด้านการบริการนักลงทุนแบบครบวงจรเพื่อให้เกิดความคล่องตัวในการติดต่อกับหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการขอใบอนุมัติ และใบอนุญาต ผ่านศูนย์ให้บริการของ กนอ. Total Solution Center (TSC) โดยศูนย์บริการดังกล่าวจะให้บริการที่หลากหลายมากขึ้น เพื่อเสริมสร้างศักยภาพของผู้ประกอบการให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันได้อย่างแข็งแกร่ง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม จากปัจจัยลบต่างๆ ทั้งภายในและนอกประเทศ ทำให้มีสถานการณ์ที่ไม่แน่นอน ดังนั้น กนอ.ได้มีมาตรการที่รอบคอบและรัดกุมในการเฝ้าติดตามสถานการณ์ดังกล่าวอย่างใกล้ชิด เพื่อเตรียมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นให้ทันท่วงทีแน่นอน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขณะที่ กรมโรงงานอุตสาหกรรม หรือ กรอ. ก็เป็นอีกหน่วยงานที่มีความร่วมมือพัฒนาพื้นที่อีอีซีเช่นกัน และที่ผ่านมา กรอ.เองก็เห็นความก้าวหน้าของอีอีซีจากตัวเลขของการเปิดและขยายกิจการโรงงานมาโดยตลอด และในปี 63 นี้เองก็ตั้งเป้าที่จะดำเนินงานผลักดันโครงการต่างๆ ตามนโยบานของรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง ซึ่งไม่ได้เฉพาะเจาะจงอยู่ในอีอีซีเท่านั้น แต่ยังเหมารวมไปกับโรงงานอุตสาหกรรมทั่วประเทศอีกด้วย เช่น โครงการอุตสาหกรรมสีเขียว ที่ส่งเสริมให้โรงงานอุตสาหกรรมทั่วประเทศเข้าสู่อุตสาหกรรมสีเขียวเบื้องต้นมอบหมายให้กองส่งเสริมเทคโนโลยีสิ่งแวดล้อมโรงงาน (กทส.) ประสานการดำเนินการกับอุตสาหกรรมจังหวัดอย่างใกล้ชิด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โครงการอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ ที่ให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของประชาชนและชุมชนในพื้นที่ ก็จะประสานการทำงานอย่างใกล้ชิดกับอุตสาหกรรมจังหวัด โดยแบ่งกลุ่มออกเป็นกลุ่มที่มีโรงงานอุตสาหกรรมหนาแน่น กลุ่มโรงงานอุตสาหกรรมในพื้นที่ที่มีศักยภาพในการเติบโตของภาคอุตสาหกรรม และกลุ่มพื้นที่อีอีซี และโครงการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำสายหลัก โดยเริ่มจากลุ่มน้ำเจ้าพระยา และคลองอู่ตะเภา ซึ่งจะขยายผลไปอีก 25 ลุ่มน้ำสายหลัก และโครงการอื่นๆ ที่จะช่วยส่งเสริมให้เกิดบรรยากาศการน่าลงทุน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 10pt; text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 10pt; text-align: center;&quot;&gt;(ประกอบ วิวิธจินดา)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นายประกอบ วิวิธจินดา อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) กล่าวว่า แผนดำเนินงานในปี 2563 กรอ.ให้ความสำคัญในแผนงาน 4 ด้านหลัก ประกอบด้วย 1.การดำเนินนโยบายการปกป้องสิ่งแวดล้อม และปราบปรามผู้ประกอบการที่กระทำผิด จนเกิดปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมแบบเข้มงวดมากขึ้น 2.การพัฒนากฎหมาย และระบบดิจิทัล เพื่อผลักดันอุตสาหกรรมไทยเข้าสู่อุตสาหกรรม 4.0 3.การส่งเสริมภาคอุตสาหกรรมให้มีการพัฒนาศักยภาพการแข่งขันให้ธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; และ 4.การพัฒนาบุคลากรตามนโยบายของนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ที่ต้องการให้มีการพัฒนาเศรษฐกิจไทยควบคู่กับการดูแลชุมชนและสิ่งแวดล้อมสำหรับด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งถือเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ซึ่งจะเน้นบริหารจัดการ กำกับ ดูแล และเฝ้าระวังผู้ประกอบการอุตสาหกรรมให้มีความปลอดภัย และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่ง กรอ.มีแผนในการตรวจกำกับโรงงาน 5,000-6,000 โรงงาน เพื่อเฝ้าระวังเรื่องของความเสี่ยงด้านต่างๆ อาทิ น้ำเสีย อากาศ กากอุตสาหกรรม ความปลอดภัย&amp;nbsp; (สารเคมี อัคคีภัย ระบบไฟฟ้า หม้อน้ำ) ที่รวมถึงในพื้นที่อีอีซีด้วย หลังจากพบว่าในปี 62 มีชาวบ้านหรือชุมชนร้องเรียนโรงงานที่สร้างความเดือดร้อนมายัง กรอ. จำนวน 594 เรื่อง ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องของกลิ่นเหม็นมากที่สุด 389 เรื่อง รองลงมาเป็นเสียงดังจำนวน 200 เรื่อง, เรื่องฝุ่นละอองจำนวน 136 เรื่อง, ทำงานกลางคืนจำนวน 89 เรื่อง และเรื่องเขม่าควันจำนวน 79 เรื่อง เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขณะเดียวกัน หากพบว่าโรงงานมีการปล่อยมลพิษ ทาง กรอ.ก็จะมีหน่วยเคลื่อนที่เร็วเข้าระงับ และจัดการ เพื่อความรวดเร็ว แม่นยำ เนื่องจากกรมมีระบบรายงานมลพิษแบบอัตโนมัติต่อเนื่อง 24 ชั่วโมง ทั้งน้ำ อากาศ และกากอุตสาหกรรม นอกจากนี้ก็จะพัฒนาระบบดิจิทัลเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้ประกอบการและพัฒนาระบบอนุญาตและการกำกับดูแล ทั้งข้อมูลเพื่อการบริหารจัดการวัตถุอันตราย เชื่อมโยงเอกสารและข้อมูลประชาชนและบริการภาครัฐ การนำระบบบริหารจัดการกากอุตสาหกรรม และทำเนียบสารเคมีและวัตถุอันตราย รวมถึงการผลักดันโครงการต่างๆ ที่จะช่วยลดมลพิษ เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เมื่อย้อนกลับไปดูผลงานด้านอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมในรอบปี 62 กรอ.ได้ดำเนินการในหลายจุด เช่น การส่งเสริมภาคอุตสาหกรรมสู่ Factory 4.0, การอนุรักษ์และประหยัดพลังงาน โดยเฉพาะอุตสาหกรรมทำความเย็นและหม้อน้ำในโรงงาน, การส่งเสริมเทคโนโลยีและนวัตกรรมให้โรงงานปรับเปลี่ยนเครื่องจักรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ โดยได้ดำเนินการปรับเปลี่ยนเครื่องจักรในโรงงาน กลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอีแล้วกว่า 2,131 เครื่อง หรือจำนวนโรงงาน 107 โรงงาน, การส่งเสริมสนับสนุนเพื่อยกระดับโรงงานเข้าสู่อุตสาหกรรมสีเขียว ปี 62 จำนวน 2,921 ราย จากเป้าหมายที่ 2,000 ราย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ภาคอุตสาหกรรมของไทยมีการปรับตัวตามแนวทางการพัฒนาของประเทศ หรือการปรับตัวสู่อุตสาหกรรม 4.0 สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการอยู่อย่างเป็นมิตรกับชุมชนที่เป็นหัวใจของการส่งเสริมทิศทางภาคอุตสาหกรรมในยุคปัจจุบัน ขณะเดียวกันการเร่งพัฒนาโครงการขนาดใหญ่อย่างอีอีซีนั้นก็ถือเป็นเรื่องที่ดี เพราะจะเป็นช่องทางสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมของไทยให้มีการเติบโตที่ก้าวกระโดด และมีความพร้อมที่จะไปแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างมีศักยภาพ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/55558</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมโรงงานอุตสาหกรรม, การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย, ประกอบ วิวิธจินดา, อีอีซี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200126/image_big_5e2d9c175d489.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>31061</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/03/2019 17:07</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/03/2019 17:07</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กนอ.ผนึก 10 บิ๊กบราเธอร์เสริมแกร่งSME</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;กนอ. ผนึก บิ๊กบราเธอร์รายใหญ่ 10 องค์กร ในนิคมอุตสาหกรรมอมตะชิตี้ ดันโครงการหนุนเอสเอ็มอีปฏิรูปอุตสาหกรรมสู่อนาคต พร้อมเป็นพี่เลี้ยงแนะเทคนิคต่อยอดผลิตภัณฑ์ สร้างจุดเด่น เพิ่มมูลค่า ด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม พร้อมเชื่อมโยงแหล่งเงินทุน &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;11 มี.ค. 2562 - นางสาว สมจิณณ์ พิลึก ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เปิดเผยว่า กนอ.ได้ร่วมลงนามความร่วมมือในการส่งเสริมสนับสนุนวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมเพื่อปฏิรูปอุตสาหกรรมสู่อนาคตในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ชลบุรี ระหว่าง กลุ่มเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง (บิ๊กบราเธอร์) จำนวน 10 องค์กร เพื่อสนับสนุนและส่งเสริมการพัฒนาขีดความสามารถเอสเอ็มอีและสตาร์ทอัพให้เข็มแข็ง เสริมสร้างความแข็งแกร่งด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยี เตรียมความพร้อมสู่โลกแห่งธุรกิจยุคใหม่ อำนวยความสะดวก และหาแนวทางช่วยลดความเสี่ยงทางธุรกิจให้แก่ภาคเอกชนและเพิ่มความสามารถทางการแข่งขันในระยะยาว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;โดยทั้ง 10 องค์กรประกอบด้วยสถาบันไทย-เยอรมัน, บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน), บริษัท สุมิพล คอร์ปอเรชั่น จํากัด, บริษัท ฮิตาชิ เอเชีย (ประเทศไทย) จํากัด, บริษัท เด็นโซ่ (ประเทศไทย) จํากัด, บริษัท สยาม เด็นโซ่ แมนูแฟคเจอริ่ง จํากัด,บริษัท เอ็กเซดดี้ ฟริคชั่น แมททีเรียล จำกัด, บริษัท ไทยโตเคน เทอร์โม จํากัด, บริษัท ทีบีเคเค (ประเทศไทย) จำกัด และศูนย์อำนวยความสะดวกโครงการส่งเสริมและสร้างความเข้มแข็งให้ศูนย์วิจัยและพัฒนาของภาคเอกชนในประเทศไทย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ทั้งนี้ กรอบการดำเนินงานในการส่งเสริมสนับสนุนวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมเพื่อปฏิรูปอุตสาหกรรมสู่อนาคตฯในครั้งนี้ กนอ.และบิ๊กบราเธอร์ จะให้การสนับสนุนและเชื่อมโยงองค์ความรู้ เทคโนโลยีและนวัตกรรมที่เหมาะสมเพื่อสนับสนุนไม่เพียงแต่เอสเอ็มอีและสตาร์ทอัพแต่ยังรวมถึงกลุ่มวิสาหกิจชุมชนในพื้นที่ด้วย ทั้งในรูปแบบการให้คำแนะนำในด้านต่างๆเพื่อต่อยอดธุรกิจให้สามารถปรับตัวสู่อุตสาหกรรมในอนาคตได้ ผ่านช่องทางศูนย์เอสเอ็มอี ไอทีซี ในนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ชลบุรี&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/31061</URL_LINK>
                <HASHTAG>การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย, บิ๊กบราเธอร์, วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม, สตาร์ทอัพ, สมจิณณ์ พิลึก, อมตะซิตีี้</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190311/image_big_5c8632bda355b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>19256</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/10/2018 08:38</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/10/2018 08:38</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กนอ.สั่งปิดเตาหลอม บ.เหล็กก่อสร้างสยาม หลังเกิดระเบิด ในนิคมฯมาบตาพุด </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กนอ.สั่งระงับการดำเนินกิจการโรงหลอมเหล็ก บ.เหล็กก่อสร้างสยาม นิคมฯมาบตาพุด หลังเกิดระเบิด ขณะทำการอุ่นเตาหลอมเหล็ก ขีดเส้น 15 วันวิเคราะห์สาเหตุพร้อมจัดทำมาตรการด้านความปลอดภัย ป้องกันการเกิดซ้ำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;07ต.ค61- นางสาวสมจิณณ์ พิลึก ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(กนอ.) เปิดเผยถึงความคืบหน้ากรณีเกิดเหตุระเบิดภายในโรงงานของบริษัทเหล็กก่อสร้างสยาม จำกัด ซึ่งประกอบกิจการผลิตเหล็กเส้นเสริมคอนกรีตชนิดเหล็กเส้นกลม และเหล็กข้ออ้อย ประเภทมีเตาหลอม โดยตั้งอยู่ที่ นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด อ.เมือง จ.ระยอง เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2561 ที่ผ่านมา ในเบื้องต้นศูนย์เฝ้าระวังและควบคุมคุณภาพสิ่งแวดล้อม (EMCC) นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด และหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ได้เข้าตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุพบว่าเกิดจากอุบัติเหตุขณะทำการอุ่นเตาหลอมเหล็ก จากปัญหาระบบเชื้อเพลิงทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บจากการปฎิบัติหน้าที่ภายในโรงงานดังกล่าว จำนวน 4 ราย &amp;nbsp;ได้นำส่งโรงพยาบาลกรุงเทพระยอง ซึ่งขณะนี้ผู้ได้รับบาดเจ็บพ้นขีดอันตรายแล้ว สำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้เข้าสู่ภาวะปกติเช่นเดียวกัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม กนอ.ได้อาศัยตามมาตรา 37 พระราชบัญญัติโรงงานอุตสาหกรรม พ.ศ.2535 &amp;nbsp; ให้บริษัทดำเนินการดังนี้ &amp;nbsp;1.สั่งการให้บริษัทหยุดกิจกรรมบริเวณเตาหลอม โดยทันที &amp;nbsp;2. ได้จัดส่งเจ้าหน้าที่ทำการตรวจสอบวิเคราะห์หาสาเหตุของการเกิดระเบิดดังกล่าวและจัดทำมาตรการด้านความปลอดภัยเพื่อป้องกันการเกิดซ้ำ โดยต้องได้รับการรับรองจากหน่วยงานภายนอกที่จะให้การรับรองความปลอดภัย &amp;nbsp;(Third Party)&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. ให้ทบทวนและจัดซ้อมแผนตอบโต้ภาวะฉุกเฉินของโรงงานในกรณีการเกิดเหตุฉุกเฉินและเหตุผิดปกติภายในโรงงาน โดยในกรณีเกิดเหตุฉุกเฉินและเหตุผิดปกติจะต้องแจ้งศูนย์เฝ้าระวังและควบคุมคุณภาพสิ่งแวดล้อม (EMCC)&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้บริษัทจะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จ และต้องแจ้งให้ กนอ.ทราบ ภายในระยะเวลา 15 วันนับจากวันที่ได้รับหนังสือแจ้งพร้อมทั้งเสนอความคืบหน้าให้กับสำนักงานนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด(สนพ.) ต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม กนอ.ได้ตระหนักและเตรียมพร้อมในแผนป้องกันและแผนปฏิบัติการตอบโต้สภาวะฉุกเฉินทุกนิคมอุตสาหกรรมและพร้อมที่จะตรวจสอบความปลอดภัยภายในโรงงานอย่างเข้มงวดเพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อนักลงทุนและชุมชนในพื้นที่ใกล้เคียง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/19256</URL_LINK>
                <HASHTAG>การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย, นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด, บริษัทเหล็กก่อสร้างสยาม จำกัด, สมจิณณ์ พิลึก, สั่งปิดเตาหลอม, เกิดเหตุระเบิด, เตาหลอม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181007/image_big_5bb96369d650b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>17039</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/09/2018 19:23</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/09/2018 19:23</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กนอ.จับตาระดับน้ำนิคมอยุธยา พร้อมเตรียมมาตรดูแลเต็มสูบ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กนอ.จับตาระดับน้ำ หวั่นเกิดอุทกภัยในนิคม โดยเฉพาะในอยุธยา ชี้ปัจจุบันยังอยู่ในระดับปกติ พร้อมเผยมาตรการป้องกัน-แผนบริหารจัดการน้ำ ยันทุกแห่งเตรียมการอย่างเต็มที่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;07ก.ย. 61 - นายวิฑูรย์ อยู่ทิม รองผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(กนอ.) (สายงานปฎิบัติการ 1) เปิดเผยว่า กนอ.ได้เฝ้าระวังสถานการณ์น้ำและการเกิดอุทกภัยในนิคมอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง &amp;nbsp;โดยเฉพาะ 3 นิคมอุตสาหกรรมในจ.อยุธยา ได้แก่ นิคมฯสหรัตนนคร นิคมฯบางปะอิน และนิคมฯบ้านหว้า(ไฮเทค) &amp;nbsp;ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความเสี่ยง โดยเบื้องต้นได้สั่งการไปยัง 3 นิคมฯ ดังกล่าว รวมถึงนิคมฯอื่นๆ ให้เตรียมความพร้อมในการป้องกันและการติดตามสถานการณ์ประจำวันแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เช่น การตรวจสอบระดับน้ำในคลองรอบนิคมฯ ตรวจสอบและซ่อมแซมเขื่อน/คันดินรอบนิคมฯ รวมถึงให้ติดตามข่าวสารและข้อมูลพยากรณ์ฝนของกรมอุตุนิยมวิทยา ระดับน้ำทะเลหนุนของกรมอุทกศาสตร์ ระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา ระดับน้ำที่ประตูระบายน้ำที่เกี่ยวข้อง ฯลฯ รวมถึงการเตรียมแผนตอบโต้ภาวะฉุกเฉินในกรณีที่เกิดอุทกภัย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวิฑูรย์ กล่าวว่า สำหรับสถานการณ์น้ำและมาตรการเตรียมความพร้อมในนิคมฯ ทั้ง 3 แห่ง ยังอยู่ในระดับปกติโดย แต่ต้องติดตามตรวจสอบระดับน้ำและปริมาณน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยา เขื่อนป่าสักชลสิทธ์ และเขื่อนพระรามหก รวมทั้งปริมาณน้ำที่ไหลผ่านโครงการนิคมฯ บางปะอิน โดยตรวจเช็คระดับ รวมถึงระบบระวังน้ำภายนอกและระบบแจ้งเตือนภัยโดยได้ติดตาม ตรวจสอบข้อมูลปริมาณน้ำผ่านเขื่อนดังกล่าว รวมทั้งติดตามสถานการณ์น้ำประจำวันจากชลประทาน ซึ่งพบว่าเกณฑ์การเฝ้าระวังทั้งหมดยังอยู่ในระดับปกติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นาย โบว์แดง ทาแก้ว ผู้อำนวยการโครงการชลประทานพระนครศรีอยุธยา กล่าวว่า ได้ร่วมบูรณาการกับกนอ. จัดตั้งคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำ ในการแก้ปัญหาอุทกภัยและภัยแล้ง ในการหาแนวทางการบริหารจัดการน้ำในภาพรวมเพื่อป้องกันเหตุน้ำท่วม โดยมี 3 มาตรการหลัก ได้แก่ 1.จัดเตรียมเครื่องสูบน้ำ 93 เครื่อง ติดตั้งในจุดพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมจำนวน 54 จุดทั่วอยุธยา และรถสูบน้ำจำนวน 3 คัน 2. เตรียมพร่องน้ำจากลำคลองเพื่อรักษาระดับน้ำให้อยู่ต่ำกว่าตลิ่งและอยู่ในระดับที่ปลอดภัย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.การรายงานสถานการณ์ทุกวันเพื่อสื่อสารให้ผู้ประกอบการภายในได้ทราบความเคลื่อนไหวของสถานการณ์อุทกภัยเป็นประจำทุกวัน และตรวจเช็คปริมาณน้ำอย่างสม่ำเสมอ อย่างไรก็ตาม ปริมาณน้ำที่จะเติมเข้ามาในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา คาดการณ์ว่า ช่วงเดือนกันยายนถึงจะทราบปริมาณน้ำ เพราะต้องประเมินจากปริมาณของฝนที่ตกลงมาก่อน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/17039</URL_LINK>
                <HASHTAG>กนอ., การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย, นิคมสหรัตนนคร, นิคมอุตสาหกรรม, บางปะอิน, บางหว้า, วิฑูรย์ อยู่ทิม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180907/image_big_5b926cf550138.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>12042</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/06/2018 09:37</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/06/2018 09:37</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กนอ.สั่งทุกนิคมเข้มตรวจขยะเสีย ผุด 5 มาตรการดูแล</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กนอ.ผุด 5 มาตรการคุมเข้มลักลอบเทขยะเสียในนิคมฯ สั่งทุกแห่งในความดูแลตรวจสอบอย่างละเอียดพร้อมแจ้งความคืบหน้าทุกสัปดาห์ไม่เว้นโรงงานร้าง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอัฐพล จิรวัฒน์จรรยา รักษาการผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เปิดเผยว่าเพื่อเป็นการป้องกันปัญหาการลักลอบนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์เข้ามาพักไว้ในนิคมอุตสาหกรรมอย่างเด็ดขาด กนอ. จึงได้มีคำสั่งให้ผู้อำนวยการในแต่ละนิคมที่อยู่ในการดูแล ดำเนินการตาม 5 &amp;nbsp;มาตรการเร่งด่วน ดังนี้ 1.ให้ทุกนิคมฯ ตรวจสอบโรงงานในพื้นที่รับผิดชอบของตน พร้อมตรวจสอบใบอนุญาตว่าประกอบกิจการถูกต้องตามกฎหมาย และการประกอบกิจการตรงกับที่ได้ขออนุญาตไว้หรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.ดำเนินการตรวจโรงงานในนิคมฯ อย่างละเอียดทุก 3 เดือน หรือถ้าหากพบความน่าสงสัย ให้เข้าตรวจสอบโรงงานนั้นทันที 3.ให้ดำเนินการตรวจสอบการปฏิบัติตามเงื่อนไขการใช้ที่ดิน และเงื่อนไขการประกอบกิจการของทุกโรงงานภายในพื้นที่รับผิดชอบ ว่าเป็นไปตามข้อบังคับของ กนอ. ตลอดจนกฎหมายต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง 4.ให้ดำเนินการสำรวจพื้นที่อย่างละเอียด ทั้งที่เป็นโรงงานร้าง และโรงงานเก่า ซึ่งอาจมีการลักลอบใช้พื้นที่ผิดวัตถุประสงค์ และ 5.ในกรณีที่มีการตรวจสอบจากหน่วยงานภายนอก จะต้องมีเจ้าหน้าที่ของ กนอ. ร่วมตรวจสอบด้วยทุกครั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ทุกนิคมฯ จะต้องรายงานความคืบหน้าปฏิบัติการดังกล่าว เป็นประจำทุกสัปดาห์ โดยเน้นการตรวจกำกับดูแลโรงงานที่เกี่ยวข้องกับขยะอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึง โรงงานร้าง และโรงงานเก่า และหากพบมีโรงงานที่ลักลอบกระทำผิดด้วยการนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์ จะต้องทำรายงานชี้แจงข้อเท็จจริงให้ กนอ. รับทราบ&amp;quot;นายอัฐพล กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/12042</URL_LINK>
                <HASHTAG>กนอ., การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย, ขยะพิษ, ลักลอบนำเข้าขยะ, โรงงาน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180625/image_big_5b3055423c6c2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
