<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>70992</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/07/2020 06:59</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/07/2020 06:47</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> อดีตแกนนำพันธมิตรฯยกประวัติศาสตร์ถ้า&#039;นิรโทษกรรม&#039;ก่อนการ&#039;ปรองดอง&#039;สังคมไทยได้อะไร</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 ก.ค. 63 - นายพิภพ ธงไชย อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย โพสต์ความเห็น เรื่อง&amp;nbsp; &amp;quot;ปรองดอง-นิรโทษกรรม นิรโทษกรรม-ปรองดอง เพื่อลดความเกลียดชังของทุกฝ่าย&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตอนนี้สังคมไทยกำลังถกเถียงกันว่า ระหว่างคำว่า &amp;quot;ปรองดอง&amp;quot; จะหมายถึง &amp;quot;นิรโทษกรรม&amp;quot; ด้วยหรือไม่ และคำว่า &amp;quot;ปรองดอง&amp;quot; หมายถึงอะไร มีขอบเขตแค่ไหน จะไปถึงไหน และมีเครื่องมืออะไรที่จะทำให้เกิดการปรองดองได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และสังคมจะได้อะไรจากการปรองดอง และถ้าไม่มี &amp;quot;นิรโทษกรรม&amp;quot; จะทำให้เกิดการปรองดองไหม กับคำถามของหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ณ กาลครั้งหนึ่ง ที่เคยถามออกมาดังๆ ว่า &amp;quot;จะปรองดองกับใคร&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การนิรโทษกรรม เกิดขึ้นหลายครั้งในประวัติศาตร์โลกและประวัติศาสตร์ชาติไทย การนิรโทษกรรมของไทยที่มีชื่อเสียงและถูกนำมาอ้างถึงเสมอก็คือ คำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 66/2523 สมัยนายกรัฐมนตรี พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ที่ออกเมื่อ 23 เมษายน 2523&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และที่เถียงกันว่า ถ้า &amp;quot;นิรโทษกรรม&amp;quot; ก่อน จะเกิดการ &amp;quot;ปรองดอง&amp;quot; ไหม และสังคมไทยจะได้อะไร ถ้าเปรียบเทียบกับคำสั่ง &amp;quot;66/2523&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันนี้นักเคลื่อนไหวในสังคมไทย เอาคำว่า &amp;quot;นิรโทษกรรม&amp;quot; นำหน้าคำว่า &amp;quot;ปรองดอง&amp;quot; พรรคการเมืองขานรับคำว่า &amp;quot;นิรโทษกรรม&amp;quot; เพราะเริ่มรู้สึกว่าเรื่องนี้ควรจะเกิดได้แล้ว เพื่อ &amp;quot;ลดความเกลียดชังและความเคียดแค้น&amp;quot; ระหว่างประชาชนทั้งสองฝ่ายที่เริ่มมาจากหลังวิกฤตการเมือง 2548&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การลดความเกลียดชังและความเคียดแค้น การเหยียดผิว ระหว่างสีผิวในระดับโลก ก็คือการตั้ง &amp;ldquo;คณะกรรมการแสวงหาความจริงเพื่อความสมานฉันท์ - Truth and Reconciliation Commission - TRC &amp;ldquo; หรือ &amp;ldquo;แมนเดลาโมเดล&amp;rdquo; ของอาฟริกาใต้ โดยขอให้ สาธุคุณ เดสมอนด์ ตูตู มาเป็นประธาน จุดประสงค์ของงานนี้ของสาธุคุณตูตูคือ &amp;ldquo;ขจัดความเกลียดชังระหว่างผิวขาวกับผิวดำ&amp;rdquo; โดยที่คนผิวขาวนอกจากมีความเกลียดชังต่อคนผิวดำแล้ว คนผิวขาวยังมีอำนาจการปกครอง ออกกฎหมาย มีอำนาจตำรวจจัดการคนผิวดำมายาวนาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อเกิดการสมานฉันท์แล้ว ก็เกิดประชาธิปไตยนำไปสู่การเลือกตั้งเข้าสู่อำนาจ ซึ่งคนผิวดำได้ประโยชน์เรื่องนี้ กลายเป็นชนชั้นปกครอง คนผิวขาวเป็นผู้ถูกปกครอง ทำให้ความเกลียดชังของมวลชนระหว่างสีผิวได้ลดลงไปจนเกือบไม่เป็นปัญหาระดับประเทศหรือระดับโลก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ปัญหานั้นกลับไปผุดที่สหรัฐอเมริกาแทน ซึ่งฝั่งรากลึกของความเกลียดชังระหว่างสีผิวมานานนับร้อยปี และตัวประธานาธิบดี นายโดนัลด์ ทรัมป์ นั้น ก็จัดการ &amp;ldquo;ความขัดแย้งแบบเสริมความเกลียดชัง&amp;rdquo; ให้มากขึ้นอีก ท่ามกลางการระบาดอย่างรุนแรงของไวรัสโคโรนา 2019&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กลับมาประเทศไทย ในสมัยพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ นั้น การออกคำสั่ง 66/2523 ไม่ใช่การปลดปล่อยสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยให้พ้นจากคดีความตามกฎหมาย แต่เป็นการปลดปล่อยอารมณ์ความรู้สึกของมวลชนทั้งฝ่ายรัฐบาลไทยที่นิยมระบอบทุนนิยม ที่อิงกับสหรัฐอเมริกา และปลดปล่อยมวลชนที่นิยมระบอบการปกครองคอมมิวนิสต์ ที่อิงกับจีนแผ่นดินใหญ่ และต้องการเปลี่ยนแปลงการปกครองหลัง 2475 ใหม่ จากประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญไปสู่การปกครองระบบพรรคเดียว คือพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ตั้งคณะกรรมการขึ้น 3 ชุด ชุดหนึ่งคือ &amp;ldquo;คณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองแห่งชาติ - คอป. โดยเชิญนายคณิต ณ นคร เป็นประธาน และอีกสองชุด มี นายอานันท์ ปันยารชุน กับนายแพทย์ประเวศ วะสี เป็นประธาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ชุดแรกนั้นตั้งใจเลียนแบบ คณะกรรมการ TRC ของแอฟริกาใต้ แต่ไม่ประสบความสำเร็จในการนำข้อเสนอนั้นมาตราเป็นกฎหมายบังคับใช้ได้ จากนั้นมาก็มีความพยายามมาทุกรัฐบาล จนถึงรัฐบาลชุดปัจจุบัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มาวันนี้ ถ้ามีการประกาศนิรโทษกรรมเช่นเดียวกับคำสั่ง 66/2523 ประโยชน์ที่แกนนำทุกฝ่ายได้รับนั้นน้อยนิด ไม่กี่สิบคนหรือร่วมกับมวลชนนับร้อยคนเท่านั้น แต่มวลชนทั้ง 3 ฝ่าย ที่มีจำนวนมากมายมหาศาลกว่าครึ่งประเทศ ทั้งมวลชนฝ่าย พธม. มวลชนฝ่าย นปช. มวลชนฝ่าย กปปส. ต่างหากที่จะลดความเกลียดชังลงไปได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เพราะทุกครั้งที่มีการตัดสินคดีความในศาล มวลชนทั้ง 3 ฝ่ายต่างแสดงความเกลียดชังและความเคียดแค้นออกมาในโลกของสังคมออนไลน์ โดยมีการกระตุ้นความเกลียดชังจากปัญญาชนระดับชนชั้นนำ ไม่ว่าจะเป็นนักวิชาการ หรือศิลปินแห่งชาติ ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เหมือนกับประเทศแอฟริกาใต้ เมื่อแกนนำทุกฝ่ายออกมารับผิด และขอโทษแล้ว จึงนำประเทศไปสู่การเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตย การปกครองแบบปกติก็มาแทนที่ระบบการปกครองโดยชนกลุ่มน้อยที่เป็นฝรั่งผิวขาว ทำให้ความเกลียดชังและความเคียดแค้นในอดีตลดลงไปทันที&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จริงอยู่ที่แอฟริกาใต้มีคนอย่างรัฐบุรุษ เนลสัน แมนเดลา มาทำงานในตำแหน่งประธานาธิบดี เพื่อสร้างความสามัคคีและความสมานฉันท์ โดยตั้งสาธุคุณ เดสมอนด์ ตูตู เป็นประธาน TRC.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมืองไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นพระประมุข ที่ทรงมุ่งเป็นองค์พระประมุขของทุกฝ่าย เป็นสถาบันหลักของชาติ ที่ต้องการความรัก ความเคารพ จากประชาชนทุกฝ่าย เพื่อให้สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นสถาบันของมวลชนทุกหมู่เหล่า ให้คงอยู่กับสังคมไทยตลอดกาลนาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การนิรโทษกรรมแกนนำ จะนำไปสู่การลดความขัดแย้งและความเกลียดชังของมวลชนทุกฝ่ายได้ ความปรองดองก็จะเกิดตามมา และจะเป็นผลดีต่อสถาบันชาติ สถาบันศาสนา และสถานบันพระมหากษัตริย์ ชาติก็จะเดินต่อไปได้หลังเหตุการณ์ระบาดของไวรัส COVID - 19&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่สำคัญ การปรองดองจะเป็นการปลดปล่อยพลังความเกลียดชังและความเคียดแค้นในอดีต มาสู่พลังสร้างสรรค์ในอนาคต เพื่อไปปฏิรูปประเทศ ที่นำไปสู่การลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำที่มีมากขึ้น...มากขึ้น จนมีความยากลำบากที่จะลดช่องว่างนี้ลงได้ในเร็ววัน ถ้าไม่ทำให้พลังทุกฝ่ายลดความเกลียดชังมาเป็น &amp;quot;พลังแห่งความรัก&amp;quot; และ &amp;quot;พลังแห่งความสมานฉันท์&amp;quot; ที่ทุกฝ่ายกลับมาทำงานร่วมกัน เช่นที่คำสั่ง 66/2523 ทำสำเร็จลุล่วงมาแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ถ้าไม่มีนิรโทษกรรม แล้วที่จะนำไปสู่การปรองดอง ความเกลียดชังและความเคียดแค้นในอดีต จะคงดำรงอยู่ในหมู่ประชาชนระหว่างฝ่าย และความเกลียดชังนั้นอาจแปรผันไปสู่ความเกลียดชังต่อชนชั้นผู้ปกครอง ที่มีอำนาจในการออก พรบ.นิรโทษกรรม และสร้างความปรองดอง แล้วกลับไม่กล้าทำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทำให้อาจถูกตีความได้ว่า ชนชั้นปกครองไทย มีนโยบาย &amp;quot;แบ่งแยกแล้วปกครอง&amp;quot; บนความเกลียดชังและความความเคียดแค้นในอดีต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งอาจนำไปสู่เงื่อนไขการเกิดความรุนแรงที่ในช่วงรอยต่อระยะการเปลี่ยนผ่านตามที่มาร์กซิสต์ชาวอิตาเลียน อันโตนิโอ กรัมซี่ กล่าวไว้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ระบอบเก่าเสื่อมแต่ยังไม่สุด ส่วนระบบใหม่กำลังเกิด แต่ยังไม่เป็นตัวเป็นตน&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พิภพ ธงไชย
10 กรกฎาคม 2563&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปล. ความคิดนี้ พัฒนามาจากเวทีเสวนา&amp;quot;การผนึกทุกภาคส่วน ร่วมวางอนาคตประเทศไทย&amp;quot;
จัดโดยคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา&amp;#39;35ณ สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย
เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2563&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/70992</URL_LINK>
                <HASHTAG>การนิรโทษกรรม, นายพิภพ ธงไชย, ปรองดอง, แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ, แบ่งแยกแล้วปกครอง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200126/image_big_5e2d6af323659.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>45920</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/09/2019 07:31</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/09/2019 07:31</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พระสยามเทวาธิราชมีจริง!&#039;ไพศาล&#039;ยัน&#039;สนธิ&#039;ได้รับนิรโทษกรรมโดยบังเอิญ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;17 ก.ย.62- &amp;nbsp;นายไพศาล พืชมงคล อดีตสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Paisal Puechmongkol ว่าผมยืนยันให้คุณสนธิได้อีกคนหนึ่งว่าไม่มีข้อแลกเปลี่ยนใดๆกับใครในการได้รับอิสรภาพครั้งนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในการร่างกฎหมายนิรโทษกรรม ก็มีคนคิดอ่านไม่ให้คุณสนธิ ได้รับประโยชน์อยู่แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้นเมื่อมีการออกกฎหมายนิรโทษกรรม คุณสนธิจึงยังคงถูกจองจำอยู่เหมือนเดิม! เพราะมีการระบุว่า ไม่อยู่ในข่ายได้รับนิรโทษกรรม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่แผ่นดินนี้ศักดิ์สิทธิ์ พระสยามเทวาธิราชมีจริง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ได้เกิดกรณี ผู้ต้องโทษรายอื่น ที่มีลักษณะคล้ายกัน และ ไม่ได้รับนิรโทษกรรมเหมือนกัน ไปอุทธรณ์ต่อศาลๆ ท่านวินิจฉัยว่าผู้อุทธรณ์มีสิทธิ์ได้รับผลตามกฎหมายนิรโทษกรรม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อมีการตีความกฎหมายนิรโทษกรรมเช่นนั้น จึงบังเกิดผลแก่คุณสนธิ ให้ได้รับนิรโทษกรรมโดยบังเอิญด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้นจึงกล่าวได้เต็มปากเต็มคำว่า คุณสนธิ ได้อิสรภาพและได้รับนิรโทษกรรมครั้งนี้ มีมาแต่พระมหากรุณาธิคุณ ในการตรากฎหมายนิรโทษกรรมเนื่องในมหามงคลสมัยการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกโดยแท้ ไม่เกี่ยวกับฝ่ายการเมืองฝ่ายใดเลย.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/45920</URL_LINK>
                <HASHTAG>การนิรโทษกรรม, นายสนธิ ลิ้มทองกุล, นายไพศาล พืชมงคล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180127/image_big_5a6c0c7045a8c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>13790</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/07/2018 19:38</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/07/2018 19:38</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ทีดีอาร์ไอ แนะจัดทำฐานข้อมูลแรงงานต่างด้าวเป็น Big Data</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทีดีอาร์ไอ แนะควรจัดทำฐานข้อมูลแรงงานต่างด้าวเป็น Big Data เพื่อให้สามารถนำมาใช้บริหารจัดการแรงงานต่างด้าวแบบReal time ให้เร็วที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20ก.ค.61-นายยงยุทธ แฉล้มวงษ์ ผู้อำนวยการวิจัยด้านการพัฒนาแรงงาน สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) กล่าวว่า &amp;nbsp;การปิดศูนย์บริการเบ็ดเสร็จ (One Stop Service - OSS) ไปเมื่อ วันที่30 มิถุนายน 2561 ถือว่าเป็นการสิ้นสุด &amp;ldquo;การนิรโทษกรรม&amp;rdquo; แรงงานต่างด้าวเข้าเมืองผิดกฎหมายและลักลอบทำงาน เนื่องจากแรงงานต่างด้าวที่รอพิสูจน์สัญชาติจำนวนมากกว่า 9 แสนคน รัฐบาลได้ใช้เวลาในการพิสูจน์สัญชาติได้แล้วเสร็จผ่านระบบ OSS ในพื้นที่ที่แรงงานต่างด้าวทำงานอยู่แล้ว ประการที่สอง รัฐบาลยังใจดีนิรโทษกรรมนายจ้างให้พาแรงงานที่ทำงานกับนายจ้างก่อน 31 มี.ค.61&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามแต่หลักฐานไม่ตรงและ/หรือไม่มีหลักฐานเอกสารใดๆให้สามารถนำไปจดทะเบียนและพิสูจน์สัญชาติให้เรียบร้อยภายใน 30 มิ.ย.61 ซึ่งก็ได้ใจนายจ้างเป็นจำนวนมากที่หาจังหวะนำแรงงานมาจดทะเบียนไม่ได้สักทีเพราะกลัวกฎหมายใหม่ที่จะทำโทษนายจ้างค่อนข้างรุนแรง ถึงแม้จะบ่นเกี่ยวกับการทำงานกระบวนการจดทะเบียนและพิสูจน์สัญชาติว่ายุ่งยากซับซ้อนมากจนต้องพึ่งนายหน้าก็ตาม แต่ทุกฝ่ายก็ช่วยกันดำเนินการจนผ่านไปได้ด้วยดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามการที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของไทยโดยเฉพาะกระทรวงแรงงานได้จัดระเบียบการบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวให้ถูกต้องตามกฎหมายได้มากกว่า 90% ก็ถือว่าประสบความสำเร็จระดับหนึ่ง แต่หน้าที่ของสำนักบริหารแรงงานต่างด้าวและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังไม่จบ เนื่องจากตลาดแรงงานต่างด้าวมีความเป็นพลวัตในตัวของมันเอง ดังนั้นมองว่าหน่วยงานของรัฐที่ทำหน้าที่จดทะเบียนแรงงานต่างด้าวเอาไว้ 3 ล้านคนเศษที่อยู่ในประเทศไทยนั้นจะต้องรับจัดทำฐานข้อมูลแรงงานต่างด้าวเป็น Big Data เพื่อให้สามารถนำมาใช้บริหารจัดการแรงงานต่างด้าวแบบ Real time ให้เร็วที่สุด&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/13790</URL_LINK>
                <HASHTAG>TDRI, การนิรโทษกรรม, ยงยุทธ แฉล้มวงษ์, ศูนย์บริการเบ็ดเสร็จ, สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180720/image_big_5b51d74599f17.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
