<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>119161</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/10/2021 15:36</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/10/2021 15:36</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นายกฯ เน้นบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการวางแผนระบายน้ำเข้าทุ่ง เก็บน้ำไว้ใช้ช่วงหน้าแล้ง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8ต.ค.64-นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเปิดเผย หลังจากที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้ลงพื้นที่ต่อเนื่องเพื่อติดตามสถานการณ์น้ำท่วมหลายพื้นที่ตั้งแต่ ชัยนาท&amp;nbsp; ชลบุรี&amp;nbsp; เพชรบุรี สุโขทัย ชัยภูมิ&amp;nbsp; นนทบุรี และล่าสุดที่จ. นครศรีธรรมราช โดยเน้นการบริหารปริมาณมวลน้ำหลาก ทั้งในลุ่มเจ้าพระยา ลุ่มน้ำมูล-ชี เก็บกักในพื้นที่ลุ่มต่ำ พื้นที่แก้มลิงต่าง ๆ&amp;nbsp; เพื่อไม่ให้น้ำที่มีอยู่เสียเปล่า และเป็นการใช้ทรัพยากรน้ำให้เกิดประโยชน์สูงสุด&amp;nbsp; ทั้งนี้กองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.) สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) บูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมชลประทานและกรมส่งเสริมการเกษตร เร่งบริหารจัดการพื้นที่น้ำท่วมบริเวณพื้นที่สองฝั่งของแม่น้ำเจ้าพระยา โดยปรับลดการระบายน้ำจากเขื่อนสิริกิติ์ และให้มีการติดตั้งเครื่องสูบน้ำเพื่อเร่งระบายน้ำลงสู่ทุ่งรับน้ำภายใน 2 วัน เพื่อให้สถานการณ์กลับคืนสู่ภาวะปกติโดยเร็ว รวมทั้งมีแผนจะลดน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณท้ายเขื่อนลงให้อยู่ในอัตราประมาณ 1,000 ลบ.ม./วินาที ภายใน 1 พ.ย. นี้ หากไม่มีฝนตกเพิ่ม &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ได้มีการใช้ประตูระบายน้ำคลองลัดโพธิ์ และติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำในการเร่งระบายน้ำออกสู่อ่าวไทยโดยบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับระดับน้ำทะเลหนุน พร้อมได้กำหนดแผนการระบายน้ำออกจากทุ่งตั้งแต่ 1 พ.ย. 64 ให้เหลือน้อยกว่า 20% ภายใน 1 เดือน ด้วยโดยปัจจุบันการเก็บน้ำในพื้นที่ลุ่มต่ำทุ่งบางระกำได้เก็บกักน้ำเต็มความจุแล้วจำนวน 400 ล้าน ลบ.ม. ขณะที่ 10 ทุ่งเจ้าพระยาตอนล่าง รับน้ำแล้วรวม 1,137 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 87% ของความจุ โดยมีทุ่งที่ยังรับน้ำน้อยกว่า 50% จำนวน 2 แห่ง ได้แก่ ทุ่งเชียงราก คิดเป็น 26% และ&amp;nbsp; ทุ่งเจ้าเจ็ด 39%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นายธนกร กล่าวว่า ขณะเดียวกัน สทนช. ประเมินว่าสิ้นสุดฤดูฝน&amp;nbsp; ณ 1 พ.ย.64 ทั้งประเทศไทยมีปริมาตรน้ำ 55,900 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 68% ของความจุ ขณะที่น้ำใช้การได้จะอยู่ที่ 27,909 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 58% ของน้ำใช้การ&amp;nbsp; ซึ่งจากมาตรการเร่งเก็บกักน้ำและบริหารจัดการน้ำในเขื่อนตลอดช่วงฤดูฝนที่ผ่านมาก็ ทำให้เบาใจในระดับหนึ่งว่าในปีนี้ทุกภาคมีปริมาณน้ำเก็บกักมากกว่าปี 2563&amp;nbsp; รวมทั้งน้ำที่อยู่ในทุ่ง ยังสามารถช่วยเกษตรกรทำการเกษตรช่วงแล้ง ทำให้พื้นที่การเกษตรอาจจะเพิ่มขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา ทั้งนี้พล.อ.ประยุทธ์ ได้แสดงความเป็นห่วงและกังวลและขอให้ดูแลและเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบกรณีจากการผันน้ำด้วย ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีหลักเกณฑ์ให้ความช่วยเหลือด้านการเกษตรผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน 2564&amp;nbsp; อยู่แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ขณะเดียวกัน ก็ฝากถึงพี่น้องประชาชนที่อยู่ในบริเวณพื้นที่เสี่ยงและที่อยู่นอกคันกั้นน้ำ ให้หมั่นสังเกตระดับน้ำและความผิดปกติจากแหล่งน้ำที่อยู่ใกล้ๆ เช่น แม่น้ำ คลอง ขอย้ำว่าต้องปฏิบัติคำแนะนำของราชการ เคลื่อนย้ายสิ่งของขึ้นที่สูง ตัดกระแสไฟฟ้า ป้องกันกระแสไฟฟ้ารั่ว เตรียมพร้อมอพยพคนและสัตว์เลี้ยงและเคลื่อนย้ายยานพาหนะไปอยู่ในพื้นที่ปลอดภัยและคอยติดตามข่าวสารและการประชาสัมพันธ์จากหน่วยงานรัฐที่ดูแล อาทิ กรมอุตุนิยมวิทยา www.tmd.go.th กรมชลประทาน www1.rid.go.th/main/index.php/th&amp;nbsp; กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย www.disaster.go.th เป็นต้น รัฐบาลกำลังบูรณาการและประสานงานทุกภาคส่วนเพื่อเร่งจัดการปัญหา หากมีความจำเป็น ก็จะพิจารณามาตรการช่วยเหลือ เยียวยาเพื่อเกษตรกรและประชาชนที่ได้รับผลกระทบเพิ่มเติมด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119161</URL_LINK>
                <HASHTAG>กองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.), การบริหารจัดการน้ำ, ตรวจพื้นที่น้ำท่วม, นายธนกร วังบุญคงชนะ, พล.อ.ประยุทธ์ จันทรโอชา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211008/image_big_616002637fde5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>119021</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/10/2021 08:39</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/10/2021 08:39</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โฆษกรัฐบาล เผยตัวเลข 7 ปีเทียบอดีตพบสถิติความเสียหายจากภัยแล้ง-อุทกภัยลดลงชัดเจน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7 ต.ค.64 - นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม สั่งการทุกหน่วยเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำตั้งแต่ต้นปี รวมไปถึงมีวางแผนบริหารจัดการน้ำของประเทศทั้งระบบอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันภัยพิบัติจากสถานการณ์อุกทกภัยและปัญหาน้ำแล้งที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ส่งผลให้สถิติความเสียหายภัยจากน้ำลดลงอย่างชัดเจน เมื่อเทียบกับปี 2554 มีการประกาศเป็นพื้นที่ภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินถึง 65 จังหวัด เสียหาย 69 ล้านไร่ &amp;nbsp;ขณะที่ในปี 2564 ครบรอบ 10 ปี ข้อมูลจากจิสด้าพบว่า ปีนี้น้ำท่วมในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง &amp;nbsp;21 จังหวัด มีพื้นที่เสียหาย 1.33 ล้านไร่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ สถานการณ์อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ของไทย ปี 2564 ยังมีระดับน้ำน้อย ยังมีพื้นที่เพียงพอรองรับปริมาณน้ำฝนอีกมาก &amp;nbsp;รวมทั้งยังได้มีพัฒนารูปแบบการจัดการน้ำโดยใช้ &amp;ldquo;พื้นที่ลุ่มต่ำ รับน้ำนอง&amp;rdquo; เพื่อบรรเทาความเสียหาย ประกอบกับปริมาณฝนที่ตกในพื้นที่กทม.ยังไม่มากทำให้สามารถบริหารจัดการระบายน้ำได้ ประเมินได้ว่ากทม.น้ำจะไม่ท่วมหรือรุนแรงเท่ากับปี 2554 เปรียบเทียบสถานการณ์อุทกภัยในปี 2554 กับ 2564 ปริมาณฝนสะสม (ทั้งประเทศ) ปี 2554 มีปริมาณฝนสะสม &amp;nbsp;1,948 มม. ขณะที่ปี 2564 (1 ม.ค. - ปัจจุบัน) มีปริมาณ 1,360 มม. &amp;nbsp;น้อยกว่า ปี 2554 อยู่ 588 มม. &amp;nbsp; ปริมาณน้ำใน 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา ปี 2554 รวม 23,605 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 95% &amp;nbsp;แต่ในปีนี้รวม 11,969 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 48% ปี ทำให้ปริมาณน้ำรวม 4 เขื่อนน้อยกว่าปี 2554 อยู่ 11,636 ล้าน ลบ.ม. &amp;nbsp;ในส่วนปริมาณน้ำไหลผ่านบริเวณ อ.บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา ปี 2554 อยู่ที่ 3,903 ล้าน ลบ.ม.ปี 2564 &amp;nbsp;มีปริมาณน้ำไหลผ่าน 2,561 ล้าน ลบ.ม. &amp;nbsp;น้อยกว่า ปี 2554 อยู่ 1,342 ลบ.ม./วินาที&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายธนกร กล่าวว่า ขณะเดียวกัน ยังได้มีการจัดทำแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี พ.ศ.2561 &amp;ndash; 2580 ซึ่งเป็นครั้งแรกที่มีการดำเนินงานจากทุกหน่วยงาน มีผลงานที่เป็นรูปธรรมในช่วงปี 61-64 &amp;nbsp;สามารถขยายเขตประปาเมือง/พื้นที่เศรษฐกิจ 559 แห่ง ปริมาณน้ำใช้ประโยชน์เพิ่มขึ้น 1,203.92 ล้าน ลบ.ม. เขื่อนป้องกันตลิ่ง 59 กม. ฟื้นฟูป่าต้นน้ำ 135,17 ไร่ โครงการจัดทำแผนหลักการบรรเทาอุทกภัยเจ้าพระยาตอนล่าง อาทิ คลองระบายน้ำหลากบางบาล-บางไทร การปรับปรุงระบบชลประทานเดิม การเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำแม่น้ำเจ้าพระยา โครงการบริหารจัดการพื้นที่นอกคันกั้นน้ำ เป็นต้น ปัจจุบันขับเคลื่อนแล้ว 32% ซึ่งการดำเนินการแก้ปัญหาน้ำแล้ง-น้ำท่วมแบบบูรณาการอย่างเป็นรูปธรรม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตลอดระยะเวลา 7 ปี ที่ผ่านมามีความก้าวหน้าโดยลำดับ ซึ่งส่งผลให้สถิติความเสียหายภัยจากน้ำลดลงอย่างชัดเจน เช่น ในปี 2562 ซึ่งเป็นปีที่แล้งรุนแรงรองจากปี 2558 มีประกาศภัยแล้งเพียง 30 จังหวัด และในปี 2563/64 มีการประกาศภัยแล้งเพียง 2 จังหวัด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ยืนยันรัฐบาลดำเนินงานอย่างจริงจังในการปรับปรุงและพัฒนาการบริหารจัดการน้ำของประเทศให้เกิดความมั่นคงและยั่งยืน ควบคู่กับการให้ความสำคัญการใช้งบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดความคุ้มค่าสูงสุดต่อประชาชนและประเทศชาติ มีความโปรงใส เป็นธรรม ตรวจสอบได้&amp;nbsp;โดยปีงบประมาณ 2565 ยังได้มีการตรวจสอบความพร้อมและความซ้ำซ้อนของแผนงานด้านน้ำ ได้กว่า 60,000 ล้านบาทด้วย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119021</URL_LINK>
                <HASHTAG>การบริหารจัดการน้ำ, ธนกร วังบุญคงชนะ, น้ำท่วม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210830/image_big_612c98775854f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>58552</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/03/2020 13:21</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/03/2020 13:20</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> กรมชลประทานคุมเข้มแผนจัดสรรน้ำฤดูแล้ง6เดือน พร้อมผันน้ำจากจันทบุรีเติมพื้นที่อีอีซี </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1 มี.ค.63 - &amp;nbsp;ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า &amp;nbsp;กรมชลประทานได้มีการบริหารจัดการน้ำเพื่อดูแลประชาชนป้องกันการขาดแคลนน้ำในภูมิภาคช่วงฤดูแล้งทั่วประเทศตามข้อห่วงใยของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ โดยในส่วนภาคตะวันออกและพื้นที่โครงการพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก(อีอีซี)ที่มีความกังวลนั้นในฤดูแล้งของพื้นที่อีอีซี 3 จังหวัดคือชลบุรี ระยอง ฉะเชิงเทรา จะใช้น้ำประมาณ 540 ล้านบาศก์เมตร(ลบ.ม.) &amp;nbsp;โดยเฉพาะจังหวัดระยอง และ ชลบุรี ซึ่งเป็นศูนย์รวมอุตสาหกรรม การท่องเที่ยว และสวนผลไม้ จะใช้น้ำประมาณ 430 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) แต่ปีนี้มีน้ำในอ่างเก็บน้ำในทั้ง 2 จังหวัด ประมาณ 390 ล้านลบ.ม. ยังขาดอีกประมาณ 40 ล้านลบ.ม. เนื่องจากปริมาณฝนตกต่ำกว่าค่าเฉลี่ย จึงต้องจัดหาปริมาณน้ำส่วนที่ขาดและสำรองเพื่อกรณีฝนทิ้งช่วงถึง ก.ค.กรมชลประทานจึงได้บริหารน้ำผ่านโครงข่ายน้ำภาคตะวันออก ซึ่งยืนยันว่าจะมีน้ำอุปโภค- บริโภคเพียงพออย่างแน่นอน
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.ทองเปลว ระบุว่า ขอเรียนว่าน้ำในภาคตะวันออกไม่ได้เหลือใช้ 80 กว่าวันอย่างที่มีการนำตัวเลขมาหารกัน กรมคงไม่ปล่อยให้เป็นอย่างนั้น ทั้งหมดมีการบริหารจัดการ เช่น จะผันน้ำจากอ่างเก็บน้ำคลองประแกด จ.จันทบุรี ระหว่างวันที่ 1-25 &amp;nbsp;มี.ค. 2563 มาเติมอ่างเก็บน้ำประแสร์&amp;nbsp;จ.ระยอง ซึ่งเป็นอ่างหลักที่ใช้ในพื้นที่อีอีซี และได้มีการทำข้อตกลงระหว่างกรมกับกลุ่มผู้ใช้น้ำลุ่มน้ำคลองวังโตนดแล้ว &amp;nbsp;เนื่องจากเป็นการผันน้ำข้ามลุ่มตามกฎหมายใหม่ เป้าหมาย &amp;nbsp;10 ล้าน ลบ.ม.โดยอ่างคลองประแกดมีปริมาณน้ำ 40 ล้านลบ.ม. แต่มีความต้องการใช้ในพื้นที่ประมาณ 15 ล้านลบ.ม.จึงไม่กระทบต่อพื้นที่ อย่างไรก็ตามหากมีผลกระทบจะหยุดผันน้ำทันที และผันจากอ่างคลองหลวงรัชชโลธร 10 &amp;nbsp; ล้านลบ.ม.มาเติมอ่างเก็บน้ำบางพระ&amp;nbsp;นอกจากนั้นที่ประชุมคีย์แมนวอร์รูมซึ่งมาจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการบริหารน้ำภาคตะวันออก ได้ขอความร่วมมือให้ภาคอุตสาหกรรม และการประปาทุกสาขา&amp;nbsp;ลดการใช้น้ำลงกว่า 10 % และในส่วนของบริษัท อีสวอเตอร์ ซึ่งเป็นเอกชนที่ผลิตน้ำป้อนภาคอุตสาหกรรมให้ปรับปรุงระบบจ่ายน้ำ และจัดหาแหล่งน้ำดิบสำรองประมาณ &amp;nbsp;20 ล้านลบ.ม.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.ทองเปลว ระบุว่า ปัจจุบันทุกภาคส่วนยังบริหารน้ำได้ตามแผน สำหรับน้ำในระบบประปา ได้มีการวางแผนขอจัดสรรน้ำในฤดูแล้ง 6 เดือน ไว้ 900 ล้านลบ.ม.สำหรับการประปานครหลวงและการประปาส่วนภูมิภาค โดยเฉพาะประปาภูมิภาคทั้งหมด &amp;nbsp;234 สาขา &amp;nbsp;62 % จะใช้น้ำจากกรมชลประทาน &amp;nbsp;จึงต้องมีการบริหารจัดการอย่างเข้มงวด และ ได้ให้สำนักชลประทานทุกโครงการหารือกับกปภ.อย่างใกล้ชิดเพื่อให้มีน้ำดิบเพียงพอ และสำรองน้ำในขุมเหมืองต่างๆไว้ด้วย
&amp;nbsp;
ด้านการจัดสรรน้ำตามแผนบริหารจัดการน้ำฤดูแล้ง 2562/63 มีแผนการจัดสรรน้ำทั่วประเทศ 17,699 ล้านลบ.ม. (1 พ.ย.62-30 เม.ย. &amp;nbsp;63) &amp;nbsp;จัดสรรแล้ว 10,996 &amp;nbsp;ล้านลบ.ม.หรือ &amp;nbsp;62% ในลุ่มเจ้าพระยาแผนจัดสรร 4,500 ล้านลบ.ม.ปัจจุบันจัดสรรแล้ว 3,043 ล้านลบ.ม.หรือ &amp;nbsp;68% &amp;nbsp;ณ ปัจจุบันการบริหารจัดการยังเป็นไปตามแผน และกรมยังได้สำรองน้ำกรณีฝนทิ้งช่วงไว้ถึงเดือน ก.ค. 63 เพื่อเป็นหลักประกันว่าคนไทยจะไม่ขาดแคลนน้ำอุปโภค บริโภคอย่างแน่นอน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/58552</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมชลประทาน, การบริหารจัดการน้ำ, ฤดูแล้ง, อีอีซี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200301/image_big_5e5b522591cd2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>31034</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/03/2019 12:36</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/03/2019 12:36</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;นายกฯ&#039;ประชุมกก.ทรัพยากรน้ำย้ำต้องให้เกษตรกรมีน้ำใช้ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11 มี.ค.62- ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษษความสงบแห่งชาติ(คสช.) กล่าวในช่วงต้นของการประชุมคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติว่า ในช่วงที่ยังบริหารราชการแผ่นดินอยู่ เราต้องเร่งรัดบูรณาการการบริหารจัดการน้ำของประเทศให้ได้ ทั้งในส่วนของโครงสร้างและความต้องการของพื้นที่ ปัญหาสำคัญเร่งด่วนคือ การบริหารจัดการน้ำในชุมชน จะต้องมีน้ำให้เกษตรกร แต่การส่งน้ำ ยังมีปัญหาซับซ้อนหลายอย่าง แต่ก็ต้องแก้ให้ได้ ซึ่งได้รับการชี้แจงเบื้องต้นแล้ว จากรองนายกรัฐมนตรี และเลขา สทนช.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ในการพบปะกับรัฐมนตรีต่างประเทศของโอมาน ทางโอมานให้ความสนใจเรื่องการใช้ยางพาราสร้างถนน ก็ควรจะประสาน ความร่วมมือ ซึ่งจะเป็นประโยชน์กับเรา นอกจาก โอมานแล้ว ยังมีนานาประเทศให้เกียรติประเทศไทย และเชื่อมั่นในการทำงานที่ผ่านมา ด้วยศักยภาพและความร่วมมือ จะทำให้ไทย มีโอกาสหาช่องทาง ต่อยอดได้อีกมากเช่น การส่งออกสินค้าเกษตร การบริหารจัดการน้ำ การค้าขายระหว่างกัน การสาธารณสุข รวมไปถึงเรื่องของการทำประมง ซึ่งโอมาน กำลังทำแผน 2040 เช่นเดียวกับไทย ที่มีแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีและโอมานก็ยังมีแผนพัฒนาทุก 5 ปีเช่นเดียวกันด้วย นี่คือสิ่งที่โลกกำลังเป็นอยู่ในปัจจุบัน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/31034</URL_LINK>
                <HASHTAG>การบริหารจัดการน้ำ, คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, เกษตรกร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190121/image_big_5c455e2d782f2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>30062</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/02/2019 12:55</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/02/2019 12:55</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>องคมนตรีลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ &#039;เขื่อนอุบลรัตน์&#039; เหลือน้ำใช้ได้จริง 5% จ่อวิกฤติ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;27 ก.พ.62 - ที่โรงไฟฟ้าพลังงานน้ำเขื่อนอุบลรัตน์ อ.อุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น นายอำพน กิตติอำพน องคมนตรี ลงพื้นที่ตรวจติดตามสถานการณ์น้ำในเขื่อนอุบลรัตน์ หลังพบว่าสถานการณ์ล่าสุดนั้นมีปริมาณน้ำในเขื่อนอุบลรัตน์ที่สามารถใช้งานได้จริงเพียง 110.70 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็นร้อยละ 5 ของปริมาณน้ำในเขื่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสมศักดิ์ จังตระกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น กล่าวว่า การกักเก็บน้ำของเขื่อนอุบลรัตน์ในช่วงปลายปี 2561 ที่ผ่านมาอยู่ในภาวะที่ค่อนข้างน้อย ซึ่งขณะนั้นหากไม่มีการบริหารจัดการน้ำอย่างใกล้ชิด ในช่วงฤดูแล้งอาจเกิดปัญหาความเดือดร้อนแก่ประชาชนทั้งในด้านอุปโภค บริโภค และการเกษตร โดยเมื่อวันที่ 21 ก.พ.2562 ที่ผ่านมา ระดับน้ำได้ลดลงเหลือเพียง 123 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็นร้อยละ 7 ของปริมาณการกักเก็บน้ำที่ใช้การได้ ซึ่งถึงแม้ว่าปริมาณน้ำจะสูงกว่าในปี 2559 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;จังหวัดจึงได้บริหารจัดการน้ำโดยลดปริมาณการปล่อยน้ำเข้าสู่ระบบ ประมาณ 500,000-800,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน แต่หากไม่มีฝนที่จะเข้ามาเติม น้ำเข้าเขื่อนภายใน 3 เดือนจากนี้ก็อาจจะเกิดภาวะวิกฤตเช่นเดียวกันกับปี 2559&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผวจ.ขอนแก่น กล่าวต่ออีกว่า การลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดของคณะองคมนตรี ในครั้งนี้เป็นการติดตามสถานการณ์และแผนการดำเนินงานของจังหวัดว่าก่อนที่ฤดูฝนที่จะเข้ามาในช่วงเดือนพฤษภาคมนี้ว่ามีมาตรการอย่างไร เพื่อให้มีน้ำที่เพียงพอต่อการบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนและเกษตรกร อย่างไรก็ตามขณะนี้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณะภัย หรือ ปภ. ได้ประสานการทำงานร่วมกับกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเตรียมการช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนให้กับประชาชนทั้งในด้านการอุปโภค บริโภค และการเกษตร ในภาพรวมแล้วทั้งหมด&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/30062</URL_LINK>
                <HASHTAG>การบริหารจัดการน้ำ, จังหวัดขอนแก่น, นายสมศักดิ์ จังตระกุล, เขื่อนอุบลรัตน์, เขื่อนอุบลรัตน์น้ำแล้ง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190227/image_big_5c76243632d9a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>29872</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/02/2019 10:11</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/02/2019 10:11</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อีสท์ วอเตอร์ เผยความสำเร็จโครงการบริหารจัดการน้ำที่ยั่งยืน  พัฒนาชลประทานภาคตะวันออก เชื่อมโยงข้อมูลน้ำเป็นระบบ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;อีสท์ วอเตอร์ เปิดเผยความสำเร็จโครงการบริหารจัดการแหล่งน้ำ ร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สู่การบริหารจัดการน้ำต้นทุนให้มีศักยภาพการใช้งานสูงสุด เชื่อมโยงข้อมูลแหล่งน้ำในพื้นที่จังหวัดระยอง เพิ่มประสิทธิภาพและปรับปรุงระบบส่งน้ำชลประทานรองรับพื้นที่ EEC คาดทุกภาคส่วนได้รับประโยชน์เน้นบริหารจัดการน้ำที่ยั่งยืน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;บริษัท จัดการและพัฒนาทรัพยากรน้ำภาคตะวันออก จำกัด (มหาชน) หรือ อีสท์ วอเตอร์ (EASTW) เปิดเผยความสำเร็จของโครงการพัฒนาระบบบริหารจัดการน้ำต้นทุนเพื่อเพิ่มศักยภาพการบริหารจัดการที่เน้นการเชื่อมโยงข้อมูลแหล่งน้ำทั้งหมดในภาคตะวันออก ที่ดำเนินการร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ด้วยการเชื่อมโยงข้อมูลแหล่งน้ำทั้งหมดในภาคตะวันออกของกรมชลประทานและอีสท์ วอเตอร์อย่างบูรณาการ เพื่อให้เกิดประโยชน์กับผู้ใช้น้ำทุกภาคส่วนทั้งภาคอุตสาหกรรม ภาคเกษตรกรรมอย่างแท้จริง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;นายจิรายุทธ รุ่งศรีทอง กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท จัดการและพัฒนาทรัพยากรน้ำภาคตะวันออก จำกัด (มหาชน) หรือ อีสท์ วอเตอร์ เปิดเผยว่า &amp;ldquo;การจัดทำโครงการบริหารจัดการน้ำครั้งนี้ เพื่อให้ทราบสถานะของน้ำที่มีอยู่ และนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาช่วยวิเคราะห์และประเมินสถานการณ์น้ำในปัจจัยต่างๆ เพื่อหาแนวทางเลือกในการวางแผนการผันน้ำได้อย่างเหมาะสมตามเงื่อนไขที่กำหนด สามารถลดการใช้พลังงานและให้บริการได้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น โครงการบริหารจัดการแหล่งน้ำนี้ถือเป็นความร่วมมือของหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ซึ่งจะสร้างความยั่งยืนมั่นคงและจะเป็นประโยชน์กับผู้ใช้น้ำทุกภาคส่วนอย่างแท้จริง&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;โครงการบริหารจัดการแหล่งน้ำเริ่มต้นด้วยการพัฒนาแบบจำลองการบริหารแหล่งน้ำต้นทุนและการสูบจ่ายน้ำหรือEnergy and Resources Management System Project (EWMS) การพัฒนาโครงข่ายระบบคาดการณ์และติดตามสถานการณ์น้ำ จัดทำระบบฐานข้อมูลสารสนเทศภูมิศาสตร์ด้านชลประทานของโครงการ แสดงรายละเอียดแปลงกรรมสิทธิ์ที่ดิน พื้นที่ชลประทาน ชนิดพืชที่เพาะปลูก ตามแนวคลองส่งน้ำ สถานีสูบน้ำ ท่อส่งน้ำ และอาคารชลประทานทั้งหมดในพื้นที่ เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในการวางแผนการเพาะปลูกและแผนการส่งน้ำชลประทานได้ มีการติดตั้งอุปกรณ์ตรวจวัดค่าระดับน้ำ และกล้อง CCTV เพิ่มเติมในตำแหน่งต่างๆ ของอ่างเก็บน้ำดอกกราย หนองปลาไหล และคลองใหญ่ รวมถึงคลองผันน้ำอ่างเก็บน้ำคลองใหญ่-หนองปลาไหล เพื่อให้สามารถติดตามสถานการณ์น้ำจากแหล่งน้ำสำคัญในพื้นที่ภาคตะวันออกได้อย่างแม่นยำ และทำการเชื่อมโยงเข้ากับโครงข่ายการตรวจวัดข้อมูลระบบท่อส่งน้ำของอีสท์ วอเตอร์ เพื่อสนับสนุนการประมวลผลของระบบ EWMS ให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;นอกจากนี้ยังมีการสำรวจสภาพแนวคลองและอาคารบังคับน้ำอาคารชลประทาน อาคารส่งน้ำทั้งฝั่งซ้ายและฝั่งขวาของคลองส่งน้ำสายใหญ่ของโครงการชลประทานระยอง ทั้งหมด 235 แห่ง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของระบบชลประทานในพื้นที่ นำข้อมูลจากการสำรวจศึกษาสาเหตุและเสนอแนะแนวทางในการซ่อมแซมปรับปรุงคลองส่งน้ำและอาคารชลประทาน เพิ่มประสิทธิภาพในการส่งน้ำของโครงการชลประทานระยอง มีการสอบถามสภาพปัญหาและความต้องการจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ในการเตรียมความพร้อมของกลุ่มเกษตรกรให้สามารถบริหารจัดการผลผลิตได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;โครงการบริหารจัดการแหล่งน้ำนี้ถือเป็นความร่วมมือของหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ระหว่างอีสท์ วอเตอร์ และกรมชลประทานที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการชลประทาน เพิ่มศักยภาพการบริหารจัดการที่เน้นการเชื่อมโยงข้อมูลแหล่งน้ำทั้งหมดในภาคตะวันออก จะช่วยลดการสูญเสียน้ำและเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการส่งน้ำของโครงการชลประทานระยองได้เป็นอย่างดี ช่วยให้แหล่งน้ำต้นทุนในอ่างเก็บน้ำดอกกราย อ่างเก็บน้ำหนองปลาไหล และอ่างเก็บน้ำคลองใหญ่ มีปริมาณคงเหลือเพิ่มขึ้น ลดการใช้พลังงานในการผันน้ำจากแหล่งที่ห่างไกลและยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกร ตลอดจนช่วยขับเคลื่อนจีดีพีให้กับประเทศซึ่งเมื่อโครงการนี้ดำเนินการแล้วเสร็จจะเป็นประโยชน์กับผู้ใช้น้ำทุกภาคส่วนอย่างแท้จริง &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/29872</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมชลประทาน, การบริหารจัดการน้ำ, จิรายุทธ รุ่งศรีทอง, อีสท์ วอเตอร์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190225/image_big_5c735bb019903.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>23548</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/12/2018 10:55</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/12/2018 10:55</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นายกฯขอคนไทยไม่ลืมพระราชดำริบริหารจัดการน้ำในหลวง ร.9</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5 ธ.ค.61- พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวตอนหนึ่งระหว่างเป็นประธานพิธีเปิดนิทรรศการพระบิดาแห่งศาสตร์ 9 แขนง และนิทรรศการธงชาติไทยว่า ขอให้คนไทยทุกคนนำหลักแนวคิดของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 &amp;nbsp;ที่ทรงพระราชทานแนวพระราชดำริการพัฒนาแหล่งน้ำและแนวพระราชดำริการจัดการระบบการบริหารจัดการน้ำ ที่จะช่วยแก้ไขและป้องกันปัญหาจากน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่ง &amp;nbsp;เราทุกคนต้องไม่ลืมพระมหากรุณาธิคุณที่มีคุณูปการยิ่งต่อประเทศชาติในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ซึ่งเป็นต้นทุนหลักของชีวิต ที่สามารถแก้ไขปัญหาและสร้างความกินดีอยู่ดีของชีวิต ทำให้พระองค์เปรียบเสมือน &amp;quot;พระบิดาแห่งการจัดการทรัพยากรน้ำ&amp;quot; ที่คนไทยมิอาจลืมเลือนได้
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/23548</URL_LINK>
                <HASHTAG>การบริหารจัดการน้ำ, นิทรรศการธงชาติไทย, นิทรรศการพระบิดาแห่งศาสตร์ 9 แขนง, บิ๊กตู่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/mid/20180828/image_mid_5b85184c51072.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
