<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>113795</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/08/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/08/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สภาถกวันแรกงบกลางฉลุย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สภาประชุมวันแรกถกงบ 2565 วงเงิน 3.1 ล้านล้าน ผ่านฉลุยมาตรา 6 งบกลางที่ได้เพิ่มมา 1.63 หมื่นล้านบาทเพื่อแก้โควิด ด้วยคะแนนเห็นด้วย 326 เสียง ไม่เห็นด้วย 52 เสียง &amp;ldquo;ก้าวไกล&amp;rdquo; เรียงหน้าสับรีดไขมันได้มากกว่านี้ ข้องใจสารพัดโครงการทั้งปาล์มน้ำมัน-ประมงเกี่ยวข้องไวรัสอย่างไร &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันพุธที่ 18 สิงหาคม มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎรชุดที่ 25 ปีที่ 3 ครั้งที่ 11 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) เป็นพิเศษ เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2565 วงเงิน 3.1 ล้านล้านบาท ซึ่งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาเสร็จแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยเมื่อเข้าสู่การพิจารณา นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานคณะ กมธ.วิสามัญฯ ได้ชี้แจงรายละเอียดการปรับลดงบประมาณในชั้น กมธ.ว่า กมธ.ปรับลด 16,362 ล้านบาท โดยนำไปเพิ่มให้งบกลางรายการค่าใช้จ่ายบรรเทาแก้ปัญหาและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19 ซึ่งการปรับลดและเพิ่มงบประมาณให้ความสำคัญต่อความพร้อมและศักยภาพของหน่วยงาน ผลการดำเนินงานที่ผ่านมา ภารกิจแก้ปัญหาโควิด-19 รายการจำเป็นเร่งด่วน เป็นประโยชน์กับประชาชน เพื่อให้ดำเนินการตามกรอบวงเงินงบประมาณ 3.1 ล้านล้านบาท ตามที่สภารับหลักการวาระแรก
จากนั้นที่ประชุมสภาเริ่มพิจารณาในมาตรา 4 งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2565 จำนวน 3.1 ล้านล้านบาท โดยมี ส.ส.ทั้งซีกรัฐบาลและฝ่ายค้านต่างเสนอให้ปรับลดงบประมาณตั้งแต่ 3-23% อาทิ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล (ก.ก.) ในฐานะ กมธ.อภิปรายว่า ขอสงวนความเห็นปรับลด 1 แสนล้านบาท เพราะแม้ กมธ.ปรับลดตั้งแต่ไม้จิ้มฟันยันเรือรบแล้ว 1.63 หมื่นล้านบาท แต่ยังเห็นว่าเรายังรีดไขมันไม่เพียงพอ ยังสามารถรีดไขมันได้อีก 3 ประเภท คือ ไขมันเกี่ยวกับความมั่นคง ไขมันที่เน้นลงทุนสิ่งก่อสร้าง และไขมันงบประมาณที่ตั้งสูงกว่าท้องตลาด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรค ก.ก. ในฐานะ กมธ. กล่าวเช่นกันว่า ขอปรับลดงบอีก 1 แสนล้านบาท คงเหลือ 3 ล้านล้านบาท เพราะไขมันยังรีดได้อีกจำนวนมาก&amp;nbsp;
ด้านนายจิรายุ ห่วงทรัพย์ ส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทย (พท.) ในฐานะ กมธ.อภิปรายว่า ขอปรับลด 10% หรือ 3.1 แสนล้านบาท จากยอด 3.1 ล้านล้านบาท เพื่อลดการขาดดุลของประเทศ เพราะรัฐบาลเข้าสู่ปีที่ 7 ยังเป็นนักกู้แห่งลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา และขอให้ฉายาการจัดงบปี 65 ว่าจัดงบเละเทะ ไม่สนโรคภัยของประชาชน แถมยังกู้ลั่นสนั่นเมืองตั้งแต่ระลอกที่หนึ่งจนถึงปัจจุบัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมาเวลา 12.48 น. ที่ประชุมพิจารณามาตรา 6 งบกลาง จำนวน 587,409 ล้านบาท น.ส.ศิริกัญญา ซึ่งสงวนความเห็นเสนอให้ตัดงบกลาง 2 หมื่นล้านบาท โดยระบุว่าปีนี้มีการเพิ่มงบให้งบกลางอีก 1.63 หมื่นล้านบาทเพื่อใช้จ่ายเรื่องโควิด-19 ทั้งที่ความจริงได้ตั้งเงินสำรองจ่ายเพื่อฉุกเฉินและความจำเป็นอยู่แล้ว จำนวน 89,000 ล้านบาท ซึ่งคิดว่ามากเกินพอแล้ว เพราะที่ผ่านมาสภาเพิ่งอนุมัติ พ.ร.ก.เงินกู้ 5 แสนล้านบาทไป&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;งบกลางเพื่อใช้บรรเทาโควิดนั้น ถ้าเป็นโครงการใหญ่จะอนุมัติโดยตรงจากมติ ครม. ซึ่งมีโครงการที่น่าสงสัย เช่น การอนุมัติงบให้สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหมเพื่อทำสถานกักตัวของรัฐ 1,613 ล้านบาท ซึ่งไม่น่าจะใช่ความเชี่ยวชาญของกระทรวงกลาโหม นอกจากนี้ยังมีโครงการที่ไม่เข้าใจว่าเกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาโควิดอย่างไร เช่น โครงการพัฒนาศักยภาพอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันสู่โอลีโอเคมิคอลแบบครบวงจร จำนวน 22 ล้านบาท โครงการสร้างรายได้จากอาชีพประมง แหล่งน้ำชุมชน สำนักงานประมง จังหวัดนครราชสีมา 1,147 ล้านบาท ค่าทำพัฒนาเนินทรายงามให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศตามเส้นทางท่องเที่ยว 19 ล้านบาท ถามว่าโครงการเหล่านี้เป็นการแก้ไขโควิดอย่างไร&amp;rdquo; น.ส.ศิริกัญญากล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในขณะที่การอภิปรายงบกลางของ ส.ส.พรรคเพื่อไทย ที่ก่อนหน้านี้ใน กมธ.วิสามัญได้เห็นชอบให้นำงบประมาณที่ตัดลดลง 1.63 หมื่นล้านบาทไปไว้ในงบกลาง ต่างอภิปรายสนับสนุนการตัดลดงบดังกล่าวไปแก้ปัญหาโควิด และไม่ได้โจมตีงบกลางมากนัก มีเพียงแค่ตั้งข้อสังเกตให้ระมัดระวังการใช้งบตามวัตถุประสงค์ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน พรรคเพื่อไทย (พท.) อภิปรายว่า เห็นด้วยอย่างยิ่งกับการปรับลดงบ 1.6 หมื่นล้านบาท มาไว้ในงบกลางเพื่อบรรเทาเยียวยาโควิด แต่ขอความมั่นใจไปยัง กมธ.และสภาเรื่องความไม่ไว้วางใจผู้ที่จะนำงบประมาณไปใช้คือ นายกฯ ที่ต้องนำไปแก้ปัญหาโควิด โดยควรนำงบ 1.6 หมื่นล้านบาทไปซื้อวัคซีน mRNA ฉีดให้ประชาชน ถ้าไม่ทำเช่นนี้อาจถูกมองนำงบไปปู้ยี่ปู้ยำได้ เพราะ 30 ล้านโดสของวัคซีน mRNA ที่ซื้อมาขณะนี้ไม่พอ &amp;nbsp;&amp;nbsp;
นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ส.ส.เชียงใหม่ พรรค พท.อภิปรายว่า เห็นด้วยที่เพิ่มงบประมาณ 1.6 หมื่นล้านบาท นำไปแก้ปัญหาโควิด แต่งบกลางรายการเงินสำรองจ่ายกรณีฉุกเฉินและจำเป็น 89,000 ล้านบาท ควรตัดลง 5% หรือ 28,000 ล้านบาท ที่อาจนำไปใช้ไม่ตรงวัตถุประสงค์&amp;nbsp;
ด้านนายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรค กก.อภิปรายว่า อยากให้จับตางบกลางในรายการเงินสำรองฉุกเฉินจำนวน 89,000 ล้านบาท อาจเป็นงบ ส.ส.กลายพันธุ์ เพราะล่าสุดสดๆ ร้อนๆ มีการปล่อยโครงการบ่อน้ำบาดาล 2,117 โครงการให้ 23 จังหวัด รวมมูลค่า 6,170 ล้านบาท ซึ่งเป็นการนำงบประมาณในส่วนของเงินสำรองมาใช้ และไม่มีรายละเอียดแจกแจงเหตุผลว่าทำไมบางจังหวัดได้โครงการ บางจังหวัดไม่ได้โครงการ บางจังหวัดได้งบมาก บางจังหวัดได้งบน้อย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ผมทำงาน กมธ.มีความรู้สึกว่าเหมือนไถนามาให้ พล.อ.ประยุทธ์กิน กว่าจะปรับงบประมาณของหน่วยงานต่างๆ มาได้ด้วยเหตุผลสารพัด ผมมาทำหน้าที่เพื่อประชาชน ไม่ใช่เพื่อ พล.อ.ประยุทธ์ เข้าใจว่า ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลต้องเทงบให้ แต่ขอให้ระวังมาตรา 144 ของรัฐธรรมนูญ ที่ห้ามไม่ให้ ส.ส.แปรญัตติเปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขเพิ่มเติมรายการหรือจำนวนรายการไม่ว่าจะทั้งทางตรงหรือทางอ้อม&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ประชุมสภาใช้เวลาในการพิจารณาเฉพาะมาตรา 6 งบกลางเกือบ 4 ชั่วโมง ก่อนมีมติเห็นชอบมาตรา 6 งบกลางตาม กมธ.เสียงข้างมาก ด้วยคะแนนเห็นด้วย 326 เสียง ไม่เห็นด้วย 52 เสียง งดออกเสียง 2 เสียง และไม่ลงคะแนน 4 เสียง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในช่วงเย็นตั้งแต่เวลา 16.00 น. การอภิปรายเข้าสู่มาตรา 7 งบสำนักนายกรัฐมนตรี และหน่วยงานในกำกับ วงเงิน 24,260 ล้านบาท โดย ส.ส.ยังคงอภิปรายกันอย่างกว้างขวาง ส่วนใหญ่ยังคงเสนอให้ตัดงบหลายหน่วยงานที่ซ้ำซ้อน อาทิ นายจิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ ส.ส.ฉะเชิงเทรา พรรค ก.ก. อภิปรายว่า งบส่วนนี้ต้องถูกตัดอย่างน้อย 10% บางหน่วยงานดูแล้วควรยุบทิ้ง ส่วนโครงการเพิ่มประสิทธิภาพระบบรักษาความปลอดภัย ทำเนียบรัฐบาลวงเงิน 50 ล้านบาท ตั้งราคาโอเวอร์ เลื่อนไปก่อนก็ได้ เพราะประวัติศาสตร์ชาติไทย สิ่งที่อันตรายต่อทำเนียบรัฐบาลคือ การทำรัฐประหารอย่างเดียว ตอนนี้คนทำรัฐประหารเวิร์กฟรอมโฮมน่าจะปลอดภัยได้อยู่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;อีกภาระหนึ่งที่ควรยุบทิ้งเสียดายภาษี 8 พันล้านบาท สุดยอดหน่วยงานอัจฉริยะทำได้ทุกอย่าง สากกะเบือยันเรือดำน้ำ คือ กอ.รมน. สิ่งตกค้างจากยุคสงครามเย็น ที่มีเอาไว้จัดการศัตรูทางการเมือง 40 ปีก่อนอย่างคอมมิวนิสต์ ยุบเถอะครับ ซ้ำซ้อนกับหน่วยงานอื่นเขาหมดเลย&amp;rdquo;
หลังจากที่ ส.ส.อภิปรายมาตรา 7 ครบถ้วนแล้ว ที่ประชุมเห็นชอบวาระ 2 ตาม กมธ.ด้วยคะแนน 246 ต่อ 109 ไม่ลงคะแนน 1
ต่อมามีการพิจารณามาตรา 8 เกี่ยวกับงบประมาณรายจ่ายของกระทรวงกลาโหม วงเงิน 92,753,279,000 บาท โดย ส.ส.พรรคร่วมฝ่ายค้านต่างอภิปรายให้ปรับลดงบประมาณลง เนื่องจากไม่เหมาะกับสถานการณ์ โดยนายพิธาอภิปรายว่า แม้กองทัพเรือ (ทร.) ถอนเรือดำน้ำออกจากงบประมาณแล้ว แต่ยังมีงบประมาณก่อสร้างยุทโธปกรณ์ เช่น โรงจอดเรือ เรืออเนกประสงค์ยกพลขึ้นบก โดรนขนาดใหญ่ตระเวนชายฝั่งไร้คนขับ เป็นงบผูกพันกว่า 1.4 หมื่นล้านบาท ขณะที่ต่างชาติเริ่มทบทวนการซื้อและลดการใช้โดรนขนาดใหญ่ไร้คนขับแล้ว จึงขอเสนอตัดงบ 2.6 หมื่นล้านบาท &amp;nbsp; &amp;nbsp;
น.ส.วรรณวรี ตะล่อมสิน ส.ส.กทม. พรรค ก.ก. กล่าวว่า เข้าใจภารกิจในการป้องกันประเทศ แต่ก็ปวดใจ มีงบประมาณมากมาย ไม่เร่งด่วนสอดคล้องกับภารกิจหน่วยงาน ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์โควิดที่เข้าขั้นวิกฤติ&amp;nbsp;
ด้านนายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ส.ส.มหาสารคาม พรรค พท. กล่าวว่า ทำไมไม่เจรจาเลื่อนการจ่ายงวดงานเรือดำน้ำออกไป เพราะเดินทางไปฝึกไม่ได้ ขณะเดียวกันยังมีการจัดซื้อเรือยกพลขึ้นบกขนาดใหญ่โดยที่เรือไม่มีอาวุธ รวมถึงโดรนลาดตระเวนชายฝั่งไร้คนขับ 3 ลำ 4,100 ล้านบาท ซื้อไปทำไม โดรนนั้นฆ่าโควิดได้หรือไม่ มีเหตุผลอะไรต้องให้กองทัพเรือซื้ออาวุธมากมาย ท่ามกลางความหิวโหยประชาชน ถ้าตอบไม่ได้ ขอให้คาร์ม็อบมาไล่เยอะๆ จะได้ไปเร็วๆ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/113795</URL_LINK>
                <HASHTAG>การประชุมสภาผู้แทนราษฎร, ก้าวไกล, วงเงิน 3.1 ล้านล้าน, สภาประชุมวันแรกถกงบ 2565, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210818/image_big_611d14809da71.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>112398</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/08/2021 13:07</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/08/2021 13:07</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ที่ปรึกษาชวนแจ้งการประชุมสภาฯ สัปดาห์ละ 3 วัน ประเดิม 18 ส.ค. ถกงบฯ65</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6 ส.ค.64 -&amp;nbsp; ที่รัฐสภา นพ.สุกิจ อัถโถปกรณ์ ที่ปรึกษาประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้หารือกับรองประธานสภาฯ ทั้ง 2 คน และนายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ให้งดประชุมในวันที่ 11 ส.ค. เนื่องจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 และข้อกำหนดของศบค.ที่ห้ามเคลื่อนย้ายบุคคลข้ามจังหวัด ซึ่งวิป 2 ฝ่ายก็เห็นด้วย โดยจะเปิดประชุมอีกครั้งวันที่ 18 ส.ค. ซึ่งจะเป็นการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายงบประมาณ 2565 ในวาระ 2 และ 3 โดยจะใช้เวลา 3 วัน คือ วันที่ 18-20 ส.ค. เนื่องจากเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องนำงบประมาณมาบริหารประเทศ รวมถึงมีเรื่องเงื่อนไขของเวลาการพิจารณาที่ต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จใน 105 วัน ซึ่งจะครบกำหนดในวันที่ 29 ส.ค.นี้ โดยทางสภาฯ จะมีมาตรการป้องกันโควิด-19 ที่รัดกุมและเข้มงวดยิ่งขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.สุกิจ กล่าวอีกว่า ส่วนเรื่องการเดินทางมาประชุมของส.ส. ที่ขณะนี้มีประกาศของสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศให้งดเที่ยวบินเข้า-ออกในพื้นที่สีแดงเข้มไว้ก่อน ฉะนั้น สมาชิกอาจจะต้องเดินทางมาโดยรถยนต์ส่วนบุคคล ซึ่งอาจจะต้องเจอกับจุดตรวจต่างๆ ตามข้อกำหนดของศบค. นายชวนจึงมีดำริให้เลขาธิการสภาฯ มีหนังสือไปยังปลัดกระทรวงสาธารณสุข เพื่อแจ้งผู้ต่อผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด เพื่อขอผ่อนผันเงื่อนไขการใช้เส้นทางคมนาคมและตรวจคัดกรองของสมาชิกสภาฯ ในการเดินทางมาประชุมสภา โดยกระทรวงสาธารณสุขได้มีหนังสือตอบกลับมายังสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 19 ก.ค. ว่ากระทรวงได้หารือกับศบค. แล้ว และได้มีหนังสือแจ้งไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดให้มีการตรวจคัดกรองผู้เดินทางข้ามจังหวัดตามความเหมาะสม โดยผ่านความเห็นชอบของคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดและต้องไม่ให้เกิดผลกระทบต่อการปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จึงเชื่อว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสามารถเดินทางมาประชุมได้โดยไม่มีอุปสรรคแต่อย่างใด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.สุกิจ กล่าวต่อว่า ส่วนการประชุมของสภาผู้แทนราษฎรหลังจากเปิดประชุมงบประมาณในวันที่ 18 ส.ค.นี้แล้ว ต่อจากนั้นก็จะมีการประชุมต่อเนื่องทุกสัปดาห์ สัปดาห์ละ 3 วัน คือ วันพุธ วันพฤหัสบดี และวันศุกร์ จนถึงปิดสมัยประชุมในวันที่ 18 ก.ย. 64 เพื่อเป็นการชดเชยวันที่งดประชุมไปก่อนหน้านี้ นอกจากนี้ นายชวนยังฝากกำลังใจถึงบุคลากรทางการแพทย์ โดยเฉพาะอาจารย์แพทย์ที่ออกมาให้ข้อมูล ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับโควิด-19 ซึ่งนายชวนได้โทรศัพท์ส่วนตัวไปให้กำลังใจกับอาจารย์แพทย์เหล่านั้นด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/112398</URL_LINK>
                <HASHTAG>กมธ.งบประมาณ65, การประชุมสภาผู้แทนราษฎร, ชวน หลีกภีย, นพ.สุกิจ อัตโถปกรณ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210806/image_big_610ccf4dd6de7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>108915</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/07/2021 12:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/07/2021 12:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เอาแล้ว!พปชร.ถอนร่างกฎหมายกลับคืน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7 ก.ค.64 - &amp;nbsp;ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่เป็นประธานการประชุม ได้พิจารณร่างพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ในวาระที่สอง ต่อจากเมื่อวันที่ 30 มิ.ย. โดยนายชวน กล่าวว่า เรื่องนี้ค้างการพิจารณามา 2 สัปดาห์แล้ว โดยเมื่อสัปดห์ที่ผ่านมาอยู่ระหว่างการพิจารณามาตรา 6 มีการสงวนความเห็นของกรรมาธิการและอภิปรายชี้แจงจบแล้ว แต่ระหว่างการลงมติ ผู้แสดงตนไม่ครบองค์ประชุม ทำให้ประธานสภาต้องปิดประชุมไป วันนี้จึงต้องมาเริ่มการลงมติมาตรา 6 ต่อ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากนั้นนายสรวุฒิ เนื่องจำนงค์ ส.ส.ชลบุรี พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณร่าง พ.ร.บ.บัญญัติวัตถุอันตราย กล่าวว่า ขอถอนร่างกฎหมายฉบับนี้กลับไปพิจารณาใหม่ โดยนายชวน กล่าวว่า ตามข้อบังคับเมื่อที่ประชุมสภาไม่ขัดข้อง ถือว่าอนุญาตให้ถอนได้ และพ้นจากวาระการประชุมครั้งนี้
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/108915</URL_LINK>
                <HASHTAG>การประชุมสภาผู้แทนราษฎร, นายชวน หลีกภัย, ร่างพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210701/image_big_60dd908903986.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>77599</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/09/2020 11:04</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/09/2020 11:04</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ประเดิมถกงบ64สันติร่ายผลงานกมธ.วิสามัญฯ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;16 ก.ย.2564 - &amp;nbsp;ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรมีวาระพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2564 วงเงิน 3.3 ล้านล้านบาท ซึ่งในชั้นคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ได้ปรับลดแล้วเหลืองบประมาณ วงเงิน 3.28 ล้านล้านบาท โดยมีนายสันติ พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะประธาน กมธ.งบประมาณฯ เป็นผู้เสนอ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสันติ กล่าวว่า ตั้งแต่รับหลักการวาระที่ 1 ในวันที่ 3 ก.ค. 2563 และ กมธ.วิสามัญฯ เริ่มพิจารณาในวันที่ 8 ก.ค.-8 ก.ย. 2563 โดยพิจารณางบประมาณของ 721 หน่วยงาน และพิจารณาตามแผนแม่บทยุทธศาสตร์ชาติ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ &amp;nbsp;แผนการปฏิรูปประเทศ ความมั่นคงของชาติ แนวนโยบายของรัฐบาล เงื่อนไขเศรษฐกิจและผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 โดยมีข้อเสนอให้รัฐบาลได้กำหนดตัวชี้วัดด้วยต้นทุน การประเมินความคุ้มค่า และให้ความสำคัญกับการทำงบประมาณบูรณาการอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดความซ้ำซ้อนและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน และเพิ่มงบประมาณในการลงทุน เช่น การบริหารจัดการน้ำ การศึกษา การวิจัยและนวัตกรรม และสาธารณสุข&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การดำเนินงานแบ่งเป็น 8 คณะอนุกรรมาธิการ โดยปรับลดงบประมาณ 31,965,549,000 บาท จาก 1.รายการที่ไม่สอดคล้องกับสภาพในปัจจุบันหรือที่ดำเนินการไปแล้ว โดยการใช้จ่ายโอนเปลี่ยนแปลงงบประมาณ 2.รายการที่สามารถปรับลดเป้าหมายหรือปรับเปลี่ยนในประหยัด เช่น การอบรมสัมมนา การจ้างเหมาบริการ การจ้างที่ปรึกษา การประชาสัมพันธ์ การเดินทางไปราชการต่างประเทศ เป็นต้น 3.รายการที่มีการดำเนินการล่าช้าการแผนที่กำหนดและคาดว่าไม่สามารถดำเนินการในปี 2564 4.รายการที่ใช้งบประมาณจากแหล่งอื่นนอกเหนืองบประมาณรายจ่ายบประจำปีได้ เพื่อนำไปจัดสรรให้กับส่วนราชการตามที่ ครม. เสนอตามความเหมาะสมและจำเป็น 17,419 ล้านบาท จัดสรรให้หน่วยงานรัฐสภา ศาล องค์กรอิสระ และองค์กรอัยการ จำนวน 509 ล้านบาท ทำให้เหลืองบประมาณปี 2564 รวม 3.28 ล้านล้านบาท นอกจากนี้มีการเพิ่มงบประมาณให้กระทรวงสาธารณสุข เพื่อค่าใช้จ่ายสำหรับบุคคลากร, กระทรวงมหาดไทย เพื่อสงเคราะห์เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุและผู้ป่วยเอดส์ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ได้รับผลกระทบจากการเก็บภาษี, กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา, และสำนักงานศาลยุติธรรม รวม 1,792,828,700 บาท
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/77599</URL_LINK>
                <HASHTAG>3.3 ล้านล้านบาท, การประชุมสภาผู้แทนราษฎร, งบประมาณ 2564, ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200916/image_big_5f618e7ec5cfc.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>70272</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/07/2020 00:02</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/07/2020 00:02</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ชำแหละงบถล่มบิ๊กตู่ ปั้นโวหารตั้งสารพัดฉายานายกฯแจงจำเป็นใช้ฟื้นศก.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; เปิดฉากถกงบฯ ปี 64 วงเงิน 3.3 ล้านล้านบาท นายกฯ แจง 6 ยุทธศาสตร์วางโครงการไว้ในอนาคต รับ ศก.ไทยปีนี้ลบ 6 แต่เชื่อปีหน้าโต 4-5 เปอร์เซ็นต์ &amp;ldquo;ผู้นำฝ่ายค้าน&amp;rdquo; ติงไร้แผนรองรับวิกฤติ ร้ายยิ่งกว่าต้มยำกุ้ง อัดแจกเงินแค่หาคะแนนนิยม&amp;nbsp; &amp;quot;อนุดิษฐ์&amp;quot; ให้ฉายา &amp;quot;บิดาแห่งความเหลื่อมล้ำ ผู้นำแห่งการก่อหนี้&amp;quot; เสี่ยงล้มละลาย หลายโครงการส่อทุจริต &amp;quot;ก้าวไกล&amp;quot; จวก &amp;quot;ยุคมหาประยุทธภัย&amp;quot; ใช้งบมากที่สุด แต่ ศก.ไม่โต ฉะกองทัพ &amp;quot;งบ ลวง พราง&amp;quot; จี้ชะลอโครงการซื้ออาวุธ-ลดหนี้ผูกพันเอามาฟื้น ศก. ส.ส.พท.ตั้งฉายา &amp;quot;นายกเรือดำน้ำจีน&amp;quot; ด้าน &amp;ldquo;บิ๊กช้าง-บิ๊กตู่&amp;rdquo; ยันจำเป็นจัดซื้อยุทโธปกรณ์เตรียมความพร้อม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่รัฐสภา เวลา 10.00 น. วันที่ 1 กรกฎาคม มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2564 วงเงินไม่เกิน 3.3 ล้านล้านบาท ในวันแรก ที่มีนายชวน หลีกภัย ประธานสภาฯ ทำหน้าที่ประธานการประชุม &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม นำเสนอร่าง พ.ร.บ.งบฯ ปี 64 ว่า เศรษฐกิจไทยในปี 2563 คาดว่าจะปรับตัวลดลงในช่วงร้อยละ ติดลบ 6 ถึงติดลบ 5 โดยมีสาเหตุหลักมาจากสงครามทางการค้าและจากผลกระทบของการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ รวมทั้งการดำเนินมาตรการควบคุมและจำกัดการเดินทางของประเทศต่างๆ ทำให้เศรษฐกิจโลก ปริมาณการค้าโลก และจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติปรับตัวลดลงรุนแรง ซึ่งส่งผลให้แรงขับเคลื่อนทั้งจากอุปสงค์ต่างประเทศและในประเทศปรับตัวลดลง แนวโน้มการลดลงของระดับความรุนแรงของการระบาดภายในประเทศคาดว่าจะทำให้ภาครัฐสามารถผ่อนคลายมาตรการควบคุมต่างๆ ได้ถึงระดับใกล้เคียงภาวะปกติภายในไตรมาสที่สอง และจะทำให้รัฐบาลประเทศต่างๆ สามารถผ่อนคลายมาตรการจนถึงระดับใกล้เคียงกับภาวะปกติได้ภายในไตรมาสที่สาม ในขณะที่มาตรการควบคุมด้านการท่องเที่ยวคาดว่าจะมีการผ่อนคลายภายในไตรมาสที่สี่ ภายใต้แนวโน้มดังกล่าวคาดว่าจะทำให้เศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งหลังของปีปรับตัวลดลงในอัตราที่ช้าลง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า เศรษกิจไทยในปี 2564 คาดว่าจะขยายตัวในช่วงร้อยละ 4.0-5.0 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศเทียบกับปี 2563 อย่างไรก็ตาม การขยายตัวของเศรษฐกิจไทยยังมีความไม่แน่นอนสูง และมีความเสี่ยงที่จะต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้หากสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 มีความยืดเยื้อและมาตรการควบคุมของประเทศต่างๆ ขยายระยะเวลาออกไป หรือปัญหาในภาคการผลิตลุกลามไปสู่วิกฤตการณ์ทางการเงินการคลังในต่างประเทศ รวมทั้งในกรณีที่มาตรการกีดกันทางการค้าทวีความรุนแรงมากขึ้น ในขณะเดียวกัน มีความเป็นไปได้ที่เศรษฐกิจจะขยายตัวได้ดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ในกรณีที่การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 สามารถยุติลงได้อย่างสิ้นเชิงภายในไตรมาสแรกของปี 2564
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกฯ กล่าวอีกว่า สำหรับงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2564 จำนวน 3.3 ล้านบาท เป็นการดำเนินนโยบายงบประมาณแบบขาดดุลโดยกำหนดรายได้สุทธิจำนวน 2.6 ล้านล้านบาท และเงินกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณ จำนวน 6.2 แสนล้านบาท สำหรับหนี้สาธารณะคงค้าง ณ วันที่ 31 มีนาคม 2563 มีจำนวน 7 ล้านล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 41.7 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ ซึ่งอยู่ภายใต้กรอบการบริหารหนี้สาธารณะตามกฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินการคลังของรัฐ ที่กำหนดไว้ที่ร้อยละ 60&amp;nbsp; ฐานะเงินคงคลัง ณ วันที่ 30 กันยายน 2562 มีจำนวนทั้งสิ้น 5.1 แสนล้านบาท โดยรัฐบาลจะบริหารเงินคงคลังให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม และบริหารรายรับและรายจ่ายของรัฐให้มีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงกรอบโครงสร้างยุทธศาสตร์การจัดสรรงบประมาณฯ มีรายละเอียดการดำเนินงานที่สำคัญสรุปได้ดังนี้ ยุทธศาสตร์ที่ 1 ด้านความมั่นคง จัดสรรงบประมาณรายจ่ายไว้เป็นจำนวนทั้งสิ้น 4.1 แสนล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 12.6 ของวงเงินงบประมาณ, ยุทธศาสตร์ที่ 2 ด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน 4 แสนล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 12.2,&amp;nbsp;&amp;nbsp; ยุทธศาสตร์ที่ 3 ด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์&amp;nbsp; 5.7 แสนล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 17.5, ยุทธศาสตร์ที่ 4 ด้านการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม 7.9 แสนล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 24.1, ยุทธศาสตร์ที่ 5 ด้านการสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม 1.1 แสนล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 3.6, ยุทธศาสตร์ที่ 6 ด้านการปรับสมดุลและพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐ&amp;nbsp; 5.5 แสนล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 16.9
วิกฤติกว่าต้มยำกุ้งเสี่ยงหายนะ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้นเวลา 11.00 น. นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ ผู้นำฝ่ายค้าน&amp;nbsp; อภิปรายว่า งบประมาณรายจ่ายประจำปีเป็นเรื่องที่มีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับการบริหารประเทศที่ต้องดำเนินการให้สอดคล้องกับสภาวะของประเทศ เวลานี้ประเทศอยู่ในภาวะโควิด-19 แต่นายกฯ ไม่ได้ระบุถึงวิธีการแก้ไขอย่างใด การทำงบประมาณครั้งนี้ต้องพิเศษกว่าทุกครั้ง คือต้องรองรับวิกฤติเศรษฐกิจ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;แม้ไทยได้รับผลกระทบจากการระบาดน้อย แต่ผลกระทบด้านเศรษฐกิจจะสูงเป็นสิ่งที่น่ากังวล ซึ่งมาตรการของรัฐบาลใช้ต้นทุนสูงเกินความจำเป็น และอาจเสียหายเกิน 2 ล้านล้าน เป็นวิกฤติที่ลงลึกกว่าต้มยำกุ้งด้วยซ้ำ การฟื้นตัวขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ได้แก่ การรักษาการจ้างงาน การรักษาธุรกิจไม่ให้ล้ม และป้องกันไม่ให้ลามไปถึงระบบการเงินของประเทศ แต่เวลานี้ธุรกิจค่อยๆ ล้มและเกิดการเลิกจ้างพนักงานจำนวนมาก ปัญหาจะลามไปถึงสถาบันการเงิน โดยเฉพาะหนี้เสียที่ธนาคารปล่อยกู้เงินไปนั้นจะเกิดขึ้นสูงและรวดเร็วมาก&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสมพงษ์กล่าวอีกว่า งบประมาณปี 2564 จัดสรรแบบเก่า เน้นการก่อสร้างและการอบรมสัมมนา เสมือนทำไปวันๆ เหมือนทุกปีตามที่ส่วนราชการเสนอมา รัฐบาลไม่ได้มองไปที่ภาพใหญ่ว่าประเทศไทยจะก้าวไปทิศทางไหน จะรับรองธุรกิจที่เกิดขึ้นใหม่อย่างไร เราจะเอาประเทศของเราไปอยู่ส่วนไหนของห่วงโซ่อุปทานใหม่ของโลก นโยบายการแจกเงินนั้นเป็นเพียงการหาคะแนนความนิยม หากดำเนินการไม่ถูกต้อง จะเป็นอันตรายต่อประเทศมาก หากรัฐบาลชี้แจงไม่ได้ ก็คงจะสนับสนุนงบประมาณนี้ให้ผ่านไปไม่ได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมา น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ เลขาธิการพรรคเพื่อไทย อภิปรายว่า ตนได้พิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณมาหลายครั้ง&amp;nbsp; แต่ไม่มีครั้งไหนที่น่าห่วงใยและกังวลมากเท่าครั้งนี้ เนื่องจากโครงสร้างของงบประมาณที่รายจ่ายไว้เป็นจำนวนไม่เกิน 3.3 ล้านล้านบาท ซึ่งรวมแล้วเป็นเงินจำนวน 2.625 ล้านล้านบาท ในขณะที่รายได้ที่มาจากการจัดเก็บภาษีประมาณไว้ 2.677 ล้านบาท หากการจัดเก็บภาษีได้ต่ำกว่าประมาณการ ไม่มีเงินเหลือที่จะพัฒนาปรับปรุงหรือลงทุนเพื่อเพิ่มรายได้ ยกเว้นจะต้องไปกู้มาเพิ่ม ซึ่งเชื่อว่าไม่สามารถเก็บได้ตามเป้า ขณะที่รายจ่ายประจำสูงขึ้นเรื่อยๆ ปีนี้ขึ้นเป็น 2.526 ล้านล้านบาท เฉลี่ยโตขึ้น 2.22 เท่า ในขณะที่รายจ่ายลงทุนปี 6.74 แสนล้านบาท หรือโตขึ้นแค่ 1.8 เท่า เพราะรัฐบาลที่มาจากการยึดอำนาจสร้างรัฐราชการ จึงทำให้มีรายจ่ายประจำสูงขึ้นเรื่อยๆ กองทัพไทยมีหน่วยงานที่ซ้ำซ้อน การที่มีกำลังพลมากเกินความจำเป็นจึงภาระกับงบประมาณของประเทศ และยังเป็นอันตรายต่อระบอบประชาธิปไตย รัฐบาลจะต้องทำคือการลดจำนวนข้าราชการลง แต่ตรงกันข้าม กลับให้วันเวลาทวีคูณกับทหารตำรวจตำแหน่งนายพลทั่วประเทศ หรือการให้สองขั้นกับพวกที่มาช่วยงาน คสช. งบประมาณเกือบแสนล้านบาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.อ.อนุดิษฐ์กล่าวต่อว่า ไทยกำลังจะเสียฐานภาษีสำคัญ ก่อนหน้านี้ประเทศได้มีกฎหมายและโครงสร้างพื้นฐานเพื่อจูงใจให้มีการลงทุนในประเทศ มูลค่าการส่งออกโดยเฉพาะรถยนต์ รวมเครื่องใช้ไฟฟ้าอีก รวมเป็นร้อยละ 15 ของจีดีพีของประเทศ แต่เมื่อสองเดือนที่ผ่านมา หลายบริษัทกำลังจะปิดตัวในไทย และย้ายฐานการผลิตไปประเทศเพื่อนบ้าน หากยังไม่เตรียมฐานการผลิตภาษีใหม่มาแทน ปีหน้าจะกลายเป็นหายนะอีกเช่นกัน ฐานะทางการคลังของรัฐบาลมีความเปราะบางและสุ่มเสี่ยงต่อการล้มละลาย รัฐบาลกู้เองโดยตรงและหนี้ที่รัฐบาลค้ำประกันทั้งสิ้น 6.98 ล้านล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 43.8 ของจีดีพี หากรวมหนี้ที่กู้มาชดเชยการขาดดุลงบประมาณรวม 2.791 ล้านล้านบาท จะต้องใช้เวลาชำระคืนถึง 64 ปี ยังไม่นับรวมหนี้เงินกู้ตาม พ.ร.ก.กู้เงิน 1.1 ล้านล้านบาท หรือหนี้ที่จะต้องกู้ในปีงบประมาณ 2565 ซึ่งอาจต้องใช้เวลาเกือบ 100 ปีจึงจะชำระหมด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;วันนี้นายกฯ จึงกลายเป็นผู้นำของไทยที่กลายเป็นบิดาแห่งความเหลื่อมล้ำ ผู้นำแห่งการก่อหนี้ หากอนาคตหนี้เต็มเพดานและรัฐบาลก่อหนี้ไม่ได้อีก จะเป็นปัญหากับการพัฒนาประเทศ ตอนนี้ประชาชนไม่มีรายได้แต่หนี้สูง โจทย์คือรัฐบาลจะเพิ่มกำลังซื้อในประเทศได้อย่างไร การเยียวยาที่จะจบในเดือนนี้ก็ยิ่งจะทำให้สถานการณ์แย่ลงอีก ตัวเลขคนตกงานจะพุ่งนี้เป็น 7-10 ล้านคน รัฐบาลได้เตรียมอะไรไว้แล้วบ้างนอกจากการขยาย พ.ร.ก.ฉุกเฉิน แถมยังมีข้อมูลหลายส่วนที่ส่อไปในทางทุจริต ฮั้วประมูล ล็อกสเปก รัฐบาลกลายเป็นพ่อค้าหาบเร่ขายงบประมาณให้กลุ่มทุน&amp;rdquo; น.อ.อนุดิษฐ์กล่าว
วางโครงการเพื่ออนาคต
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้น พล.อ.ประยุทธ์ชี้แจงว่า การจัดงบประมาณเป็นการวางโครงการไว้ในอนาคต เพราะโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ เช่น ถนน ยังไม่เพียงพอ และเตรียมสำหรับการลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษในอนาคต ตนพูดแล้วก็ทำ ไม่เหมือนหลายรัฐบาลที่ผ่านมาที่ไม่เคยทำแบบนี้ได้ เห็นว่าทุกคนมีผลกระทบ อาจจะมีการลดค่าแรงไปบ้าง แต่ข้อสำคัญคือภาคเอกชนจ้างงานต่อ ส่วนการจัดเก็บงบประมาณไม่พอเพียง เนื่องจากบางปีมีการประมูลของ กสทช. หรือบางปีประชาชนเดือดร้อน ก็จะเก็บไม่ได้เท่าที่ตั้งไว้ แต่ตอนนี้กำลังใช้ระบบออนไลน์มาตรวจสอบการจัดเก็บภาษีเพื่อชัดเจนมากขึ้น ช่วงนี้เป็นช่วงของการพื้นฟูและการส่งต่อ แต่ต้องใช้เวลา การแจกเงินก็ไม่ใช่แจกเพื่อการเมือง คือหว่านให้ทุกคน แต่ต้องเลือกกลุ่มให้ถึงคนที่เดือดร้อนจริงๆ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.ประยุทธ์กล่าวอีกว่า สำหรับการใช้หนี้สาธารณะหลายประเทศมีหนี้จำนวนมาก แต่มีหน่วยงานสำหรับการใช้หนี้อยู่แล้ว ส่วนการย้ายฐานการผลิต ตนไปตรวจสอบเป็นเพียงฐานการผลิตชิ้นเล็กๆ น้อยๆ ส่วนของไทยจะเพิ่มการผลิตสินค้าใหม่ๆ ขึ้นมาก ซึ่งตนสอบถามมานานแล้ว ทหารไทยกับทหารต่างประเทศมีภารกิจต่างกัน ทหารไทยต้องดูแลประเทศ ดูแลชายแดน อยากให้ดูกฎหมายทุกตัว ไม่ใช่ดูแค่ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน แล้วถ้าไม่ทำอย่างนั้นมาแล้ววันนี้จะมานั่งประชุมสบายๆ แบบนี้ได้ไหม ส่วนฉายาที่ฝ่ายค้านให้ นายกรัฐมนตรีหัวเราะแล้วตอบกลับว่า &amp;quot;ไม่อยากไปให้ฉายาท่านกลับเหมือนกัน&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หลังจากนั้น นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล อภิปรายว่า ปี 2564 นอกจากจะเป็นปีที่ประชาชนทุกข์แสนสาหัสแล้วยังต้องถูกจารึกในประวัติศาสตร์ด้วยว่าเป็นปีที่ พล.อ.ประยุทธ์ใช้งบประมาณแผ่นดินครบ 20 ล้านล้านบาท ตั้งแต่บริหารประเทศยึดอำนาจมาตั้งแต่ปี 2557 จนถึงปัจจุบัน ท่านเป็นนายกฯ ที่ใช้งบบริหารแผ่นดินมากที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติไทย แต่น่าแปลกใจที่เงิน 20 ล้านล้านบาทขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยได้น้อยมาก โตเพียง 3 ล้านล้านบาทเท่านั้น จาก 13 ล้านล้านบาทในปี 2557 ที่ท่านยึดอำนาจมาเป็น 16 ล้านล้านบาทในปี 2562 การแก้ปัญหาที่ผ่านมาอาจกล่าวได้ว่าเศรษฐกิจไทยดื้อยาขนาดหนัก นี่คือมหาประยุทธภัย ที่ยิ่งเพิ่มงบประมาณ ความเชื่อมั่นยิ่งลดลงสวนทางกัน แม้ว่าจะถมงบประมาณลงไปเศรษฐกิจก็ไม่กระเตื้อง ถ้าจะเดินกันแบบเดิมๆ งบประมาณแบบเดิมๆ จะคาดหวังว่าจะได้รับผลลัพธ์แบบใหม่ๆ ก็คงไปไม่ได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายพิธากล่าวว่า เดือน มิ.ย.เป็นเดือนสุดท้ายที่ผู้ลงทะเบียนรับเงินเยียวยา 5,000 บาท โดยที่รัฐบาลยังไม่ได้ประกาศมาตรการรองรับใดๆ เดือน ก.ค.ก็จะเป็นเดือนสุดท้ายที่พี่น้องเกษตรกรกว่า 7 ล้านครัวเรือน รับเงิน 5,000 บาท ส่วนกลุ่มคนเปราะบาง ไม่ว่าจะเป็นเด็ก ผู้สูงอายุ คนพิการ กว่า 6.7 ล้านคน จะได้รับเงินเยียวยา 1,000 บาทเป็นเดือนสุดท้ายเช่นเดียวกัน ปัญหาของกลุ่มแรงงานนอกระบบที่ใช้ชีวิตกันอย่างไม่มีหลักประกันและได้รับผลกระทบจากการปิดเมืองในช่วงที่ผ่านมา ขอแสดงความเสียใจกับพี่น้องด้วย ที่งบประมาณของกระทรวงแรงงานถูกลดลง 3,000 ล้านบาท และไม่มีแผนโครงการที่จะช่วยนำพี่น้องเข้าสู่ระบบ สำหรับพี่น้องที่กำลังจะตกงานและต้องหางานใหม่กว่า 8 ล้านคนทั่วประเทศ ประเทศเผชิญมหาวิกฤติรุมเร้า แต่รัฐบาลยังคงจัดกระเป๋าไปตามปกติ จึงไม่สามารถเห็นชอบกับร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ ปี 64 ในวาระ 1 ได้
ก้าวไกลถล่ม กห.&amp;quot;งบ ลวง พราง&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้นในช่วงบ่าย ส.ส.ที่อภิปรายน่าสนใจคือ นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล กล่าวว่า ตอนนี้ประเทศกำลังเจอกับภัยคุกคามทางโรคระบาด ไม่ใช่ภัยคุกคามทางทหาร รัฐบาลจำเป็นต้องปรับความคิดเรื่องความมั่นคงจากทางทหารเป็นความมั่นคงในชีวิตของพี่น้องประชาชน การจัดทำงบประมาณต้องปรับงบกองทัพลง และเพื่อให้มีงบประมาณรองรับปัญหาเศรษฐกิจ สาธารณสุข และเยียวยาประชาชนมากขึ้น และเมื่อมาดูงบประมาณกระทรวงกลาโหม ขอเรียกว่า &amp;#39;งบ ลวง พราง&amp;#39; ซึ่งมีข้อสังเกต 3 ข้อ คือ 1.ลวงว่าลด แต่ไม่ได้ลด จากงบประมาณของกระทรวง 2.23 แสนล้านบาท เหมือนกับสัดส่วนของปีก่อนๆ แต่เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่ปี 2557 แม้ว่าปีนี้จะดูเหมือนว่าลดลงไป 8,200 ล้านบาท เมื่อไปดูที่การโอนงบประมาณจากปี 2563 จำนวน 17,700 ล้านบาท เหลืองบประมาณของกระทรวงกลาโหมเดิมเหลือ 2.13 แสนล้านบาท เมื่อเทียบกับงบประมาณปี 2564 ก็จะเห็นว่าได้เพิ่มขึ้นจากงบประมาณที่ใช้ไปเมื่อปีที่แล้วหลักหมื่นล้านบาท ขณะเดียวกันงบเรือดำน้ำ ซื้อเครื่องบินของกองทัพอากาศก็ยังมีอยู่ 2.การตัดงบอำพราง กระทรวงกลาโหมก่อหนี้ผูกพันข้ามปีถึง 173,144 ล้าน หรือ 77.46% ของงบฯ ขณะที่ทั้งรัฐบาลมีหนี้ผูกพัน 1,199,000 ล้าน หรือเพียง 36.33% ซึ่งน้อยกว่าเท่าตัว หมายความว่ารัฐบาลไหนเข้ามาก็ต้องใช้หนี้ส่วนนี้
3.เงินนอกงบประมาณที่ไม่ได้ รายงานจากรายได้ที่เป็นธุรกิจของกองทัพ เช่น ปั๊มน้ำมัน, สนามม้า, สนามมวย ฯลฯ ทั้งที่เคยบอกว่าจะปฏิรูปกองทัพ แต่ไม่น้ำเงินจำนวนนี้ขึ้นมาบนโต๊ะ ทำธุรกิจโดยไม่เปิดเผย หรือว่าเป็นธุรกิจผิดกฎหมาย มีการจัดสรรแบ่งปันกัน เหมือนกันในการชั้นกรรมาธิการเมื่อปี 2563 ตนเคยถามนายกรัฐมนตรีในกระทู้ถามสดเมื่อเดือนธันวาคม รมช.กลาโหมก็ตอบเพียงว่าอยู่ในกระบวนการรวบรวมข้อมูล แต่วันนี้ผ่านมา 202 วันแล้วก็ยังไม่ได้คำตอบ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;จาก 3 ข้อสังเกตในเบื้องต้น นำมาสู่ 3 ข้อเสนอ คือ 1.ตัดลดงบประมาณ 11,840 ล้านบาท จากการชะลอ 6 โครงการผูกพันใหม่ 22 โครงการ ซื้ออาวุธใหม่ และ 2 โครงการซ่อมบำรุงอากาศยาน 2.ลดหนี้ผูกพันให้เหลือไม่เกิน 30% ของงบประมาณประจำปี 3.เปิดเผยผลการดำเนินงานธุรกิจทุกอย่างของกองทัพ เพื่อให้รายได้กลับมาสมทบคลัง เพื่อไปใช้จ่ายในด้านที่จำเป็น แล้วค่อยทำโครงการขอมาหากมีโครงการที่จำเป็นเหมือนกระทรวงอื่นๆ&amp;quot; นายพิจารณ์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หลังจากนั้น พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล รชม.กลาโหม ชี้แจงถึงงบกระทรวงกลาโหมว่า บทบาทหน้าที่ของกระทรวงกลาโหมเป็น หน่วยงานที่รับผิดชอบด้านความมั่นคงทางด้านกองทัพ มีภารกิจหลัก 2 ประการ คือการเตรียมกำลังกองทัพ และการใช้กำลังกองทัพสำหรับการเตรียมกองทัพต้องทำให้พร้อมในยามปกติทั้งในกำลังพลศึกษาและกำลังพล ความพร้อมด้านยุทโธปกรณ์ที่จะต้องเพียงพอต่อการปฏิบัติภารกิจ ประเทศไทยอยู่ในประเทศที่ติดต่อกับประเทศเพื่อนบ้านที่มีปัญหาในความไม่ชัดเจนทั้งทางบกและทางทะเล จึงมีความจำเป็นที่จะต้องจัดเตรียมกำลังส่วนหนึ่งเพื่อปกป้องผลประโยชน์สำคัญของชาติมีความจำเป็นที่กองทัพต้องเตรียมกำลังในลักษณะที่จะต้องพร้อมและคล่องแคล่วในการเคลื่อนที่สามารถแก้ไขวิกฤตการณ์ได้อย่างรวดเร็ว ถ้าเราไม่มีกำลังที่พร้อม เราก็ไม่สามารถที่จะควบคุมสถานการณ์และอาจเพลี่ยงพล้ำในการดำเนินการได้
งบกองทัพเพื่อเตรียมความพร้อม
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;การดำเนินการทั้งหมดเข้าใจดีในข้อจำกัดด้านงบประมาณ ในการจัดเตรียมกำลังนั้น กองทัพได้จัดลำดับตามความจำเป็นเร่งด่วนเรื่องจัดซื้อยุทโธปกรณ์มีความจำเป็น เพราะเวลาผลิตจนถึงเวลาส่งมอบใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 3 ปี อุปกรณ์บางอย่างใช้เวลา 5-6 ปี เพราะต้องเรียนรู้การใช้อุปกรณ์และการถ่ายทอดเทคโนโลยีด้วย&amp;nbsp; สำหรับการปฏิรูปกระทรวงกลาโหมนั้น กระทรวงกลาโหมมีแผน ปรับโครงสร้างองค์กร กองทัพมีแผนปรับระบบบริหารกองทัพมาโดยตลอดอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันกระทรวงพยายามปรับระบบกําลังพล โดยจะรับกำลังพลสำรองเข้ามาทำงานในยามปกติ ส่วนนี้จะทำให้งบประมาณด้านกำลังพลลดลงแทน&amp;quot; พล.อ.ชัยชาญ กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมาเวลา 16.15 น. พล.อ.ประยุทธ์กล่าวชี้แจงว่า งบประมาณผูกพันข้ามปีเกี่ยวกับการจัดซื้อยุทโธปกรณ์ที่สะสมกันมา เพราะที่ผ่านมาการจัดซื้อต้องใช้ระยะเวลาในการผลิต และทำสำเร็จวางขายไว้หน้าร้าน การผ่อนชำระ และมีราคาแพง ซึ่งวันนี้เราจำเป็นต้องมีการปรับปรุงยุทโธปกรณ์ ซึ่งที่ผ่านมาไม่ได้รับการ&amp;nbsp; สนับสนุนยุทโธปกรณ์ใหม่ๆ และวันนี้มีของเก่าร้อยละ 70-80 ส่วนที่จัดหาใหม่เพื่อ ป้องกันการซ่อมบำรุง เพื่อนำยุทโธปกรณ์เหล่านี้ไปป้องกันอธิปไตยตามชายแดนซึ่งจะเกิดขึ้น หรือไม่เกิดก็ได้ แต่เราต้องมีการเตรียมความพร้อม และที่สำคัญวันนี้เทคโนโลยีก้าวไกล อะไรที่ไม่ทันสมัยอาจจะมีปัญหา ส่วนการบรรจุข้าราชการทหารจัดหาเพียงหนึ่งในสาม ถือว่าตรงตามหลักการ เนื่องจากเราคำนึงถึงเรื่องงบประมาณ และได้จัดเตรียมกำลังคนหลายหมื่นคนไว้ในแต่ละวัน ก็จะสามารถแก้ไขปัญหาแนวชายแดนได้ ไม่ว่าจะภัยคุกคามใหม่ๆ ใดๆ ก็ตาม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ในฐานะ รมว.กลาโหม จะพยายามทำให้ดีที่สุด โดยขอความเข้าใจ เพราะถ้าเราไม่มียุทโธปกรณ์ที่ทันสมัยและป้องกันตนเอง ในขณะที่อาวุธต่างๆ มีความร้ายแรงขึ้นก็อาจจะทำให้เกิดความสูญเสียแก่ลูกหลานได้&amp;quot; พล.อ.ประยุทธ์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายครูมานิตย์ สังข์พุ่ม ส.ส.สุรินทร์ พรรคเพื่อไทย อภิปรายว่า ตนไม่สบายใจที่นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ เสนอให้ยุบสภาเพื่อแก้เศรษฐกิจจากปัญหาโควิด เพราะการเลือกตั้งกว่าจะเข้ามาได้ ทุกคนก็ทราบว่าต้องไปยืนยกมือไหว้ไม่รู้เท่าไหร่ เฮียกวงไม่เคยเลือกตั้ง จะไปยุนายกฯ ได้อย่างไร พล.อ.&amp;nbsp; ประยุทธ์อยากอยู่นานๆ เพราะเข้มแข็งอยู่ พวกตนจะนั่งดูอย่าไปยุตามเฮียกวง เพราะเฮียกวงจะไปก่อนก็ปล่อยแกไป ส.ส.ทำงานได้ไม่เกิน 2 ปี จะไปยุบเสียแล้ว นายสมคิดจะน้อยใจอะไรก็เป็นเรื่องของแก แต่จะมายุให้นายกฯ ยุบสภา ไม่ใช่พรรคเพื่อไทยตกงาน แต่พรรคพลังประชารัฐ พรรคก้าวไกล ตกงานกันหมด ประธานสภาฯ ก็ตกงาน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ช่วงค่ำ นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย อภิปรายว่า งบฯ ปี 64 ไม่ตอบสนองเศรษฐกิจของประเทศ เพราะจีดีพีที่เกิดจากการลงทุนการบริโภค การส่งออก ไม่เกิด เหลือเพียงเครื่องมือเดียวคือการใช้จ่ายของภาครัฐ แต่แทนที่งบส่วนนี้จะไปกระตุ้นเศรษฐกิจช่วยเหลือประชาชน แต่กลับซื้อเรือดำน้ำ ไม่ช่วยเหลือเศรษฐกิจ ให้เอกชนช่วยเหลือตัวเอง และไม่สามารถแข่งขันกับต่างชาติได้ ตรงข้ามกับประเทศสิงคโปร์ ช่วยเหลือเอกชนอย่างเต็มที่ แต่นายกฯ ของสิงคโปร์ก็ยังรับผิดชอบด้วยการลาออก แต่ทำไมนายกฯ ไทยไม่แสดงความรับผิดชอบ งบการซื้อเรือดำน้ำยังสามารถตัดได้ แต่ไม่ตัด เพราะอ้างว่าเป็นโครงการที่ผูกพันตามสัญญากว่า 4 หมื่นล้าน คาดว่างบประมาณ 2.2 หมื่นล้านของเรือดำน้ำน่าจะซ่อนอยู่ในนี้ จึงถามว่าจะเอาไปรบกับใคร เพราะว่ารบกับโควิดยังไม่ชนะเลย ดังนั้นจึงถามนายกรัฐมนตรีว่าจะซื้อเรือดำน้ำไปทำอะไร&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;quot;ในการประชุม ครม.ที่จะถึง ถ้ายังมีการต่อสัญญาโครงการ รถไฟฟ้าสีเขียว ผมจะยื่นฟ้อง ป.ป.ช.เอาผิด ครม. ขอตั้งฉายานายกฯ ประยุทธ์ ว่าเป็นนายกเรือดำน้ำจีน ไม่ใช่นายกของคนไทย&amp;quot; นายยุทธพงศ์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล ชี้แจงอีกว่า ความมั่นคงทางทะเลเป็นเรื่องที่ทุกประเทศให้ความสำคัญ ไทยและสหรัฐอเมริกาเป็นผู้กำหนดแนวทาง ความมั่นคงทางทะเล การขนส่งกว่า 95% เป็นการขนส่งทางทะเล อำนาจดุลในทะเล ประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ต่างมีเรือดำน้ำประจำการไปแล้ว 4 ประเทศ สิงคโปร์ เวียดนาม อินโดนีเซีย และมาเลเซีย การรักษาเส้นทางการเดินเรือถือเป็นยุทธศาสตร์สำคัญของกองทัพเรือ ซึ่งการจัดหานี้กว่าจะเข้าประจำการได้ในปี 2566-2569 และจะตามหลังประเทศเพื่อนบ้านไป 8-10 ปี และถ้าเทียบกับพื้นที่ทางทะเล การปฏิบัติการเรือดำน้ำ 3 ลำ ถือเป็นอัตราที่ต่ำที่สุด การดำเนินการนี้เป็นแบบจีทูจีที่โปร่งใส เรือดำน้ำถือเป็นความมั่นคงทางทะเลของประเทศอย่างแท้จริง การดำเนินการสามารถตรวจสอบได้.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/70272</URL_LINK>
                <HASHTAG>การประชุมสภาผู้แทนราษฎร, งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2564, ชำแหละงบ, สภาผู้แทนราษฎร, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, ไร้แผนรองรับวิกฤติ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200701/image_big_5efc9e9295019.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>69066</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/06/2020 16:02</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/06/2020 15:52</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ชวน&#039; เห็นใจสมาชิกเข้าประชุมไม่ทัน หลัง ส.ส.ภูมิใจไทยเสนอให้ลงชื่อระบุเวลาเพื่อดัดนิสัย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18 มิ.ย.63 - ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่รัฐสภามีการนัดหมายประชุมเวลา 09.30 น. แต่เมื่อใกล้ถึงเวลาปรากฎว่ามี ส.ส.เดินทางมาจำนวนน้อย ระหว่างที่รอสมาชิกเดินทางมาถึง นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฏร ซึ่งทำหน้าที่ประธานที่ประชุม ได้ให้สมาชิกหารือ ซึ่งส.ส.จากพรรคภูมิใจไทย ได้ลุกขึ้นเสนอว่า ในการลงเวลามาประชุมของสมาชิก หากสมาชิกท่าน ใดมาหลังเวลา 09.30 น. ควรให้ประกาศชื่อพร้อมระบุเวลาที่มาถึงด้วย เพราะต้องเป็นตัวอย่างให้กับประชาชนด้วย เพราะการตรงต่อเวลาเป็นสิ่งสำคัญมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่นายชวน กล่าวว่า ตนเห็นด้วยว่าเวลาเป็นของมีค่า แต่ก็เห็นใจเพราะ ความไม่สะดวกในเรื่องที่จอดรถ และการจราจรก็ยังเป็นปัญหาอยู่ &amp;nbsp;ซึ่งตนได้ศึกษาเรื่องนี้อย่างละเอียดเพราะอยากทำให้สภาเป็นสภาที่มีคุณภาพ แต่ก็ไม่ตำหนิใครเพราะเห็นใจ &amp;nbsp;ยังมีปัญหาหลายเรื่องอยู่ขณะนี้ ต้องใช้เวลาปรับ แม้แต่สภาก็ยังสร้างไม่เสร็จ ซึ่งอาจจะต้องขอให้สมาชิกมาให้เร็วขึ้น แต่ในช่วงนี้ ยังให้โอกาสเพราะรู้ว่าหลายคนบ่นเรื่องสถานที่จอดรถ และความไม่สะดวก เส้นทางการไปมาติดขัดสับสน ตนได้เรียนนายสรศักดิ์ เพียรเวช เลขาธิการสภาผู้แทนราษฏรไปแล้วว่าช่วงแรกสามารถปรับอะไรได้ก็รีบปรับ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนความไม่พร้อมในเรื่องสถานที่ก็ยังมีอยู่ เพราะการก่อสร้างยังไม่เสร็จห้องที่ตนทำงานก็ชั่วคราวเมื่อเสร็จแล้วต้องย้ายต่อไปอีก ก็ไม่ตำหนิใครเพราะทุกคนก็มีความพยายาม โดยผู้ก่อสร้างเอง และสภาก็พยายามร่วมมือกันพูดคุยกันอย่างดี แม้กระทั่ง การต่อสัญญาก็กำชับว่า ถ้าขืนต่อสัญญาอีกเลขาธิการสภาจะลำบาก เพราะเป็นเรื่องของฝ่ายประจำไม่ได้เกี่ยวกับประธานสภา ตนเป็นฝ่ายการเมืองมีหน้าที่ดูแลเท่านั้น ไม่เกี่ยวข้องกับข้อตกลงสัญญาใดๆ ซึ่งก็ได้รับความร่วมมือด้วยดี มีการติดตามและเพิ่มคนงานขึ้นมา ตนก็ไปดูเกือบทุกสัปดาห์แม้กระทั่งต้นไม้ ก็มีการซักถามว่าเอาต้นไม้ที่แก่แล้วมาปลูก หากตายแล้วจะทำอย่างไร และได้ศึกษาผู้เชี่ยวชาญวนศาสตร์ เช่นเอาไม้ที่ยังอ่อนมาปลุกเสริมได้หรือไม่ ถ้าต้นไม้ใหญ่เป็นอะไรไปต้นเล็กจะได้โตขึ้นมาแทน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ตอนนี้หลายคนคอมเม้นท์ว่าอยากให้ทำอย่างนั้นอย่างนี้ ผมเรียนว่าเรายังไปแตะต้องอะไรไม่ได้เพราะจะมีปัญหาตามมา เพราะเป็นเรื่องกรณีคู่สัญญากัน แต่เมื่อเสร็จแล้วค่อยมาทบทวนกันว่ามีอะไรที่บกพร่องเพื่อสภานี้จะได้เป็นหลักต่อไป เราจะทำให้สภาสีเขียว หรือGreen Parliament ทำให้สภาพแวดล้อมดี ที่นี่จะทำเป็นแหล่งท่องเที่ยวรายใหญ่ของประเทศ ผมได้เรียนเลขาธิการวุฒิและเลขาธิการสภา ให้หารือดูว่าควรจะวางระบบการใช้สภาอย่างไร เพื่อไม่ให้มีปัญหา เช่นนักท่องเที่ยวเข้ามา วันก่อนมีแขกต่างประเทศมาก็บอกว่าบ้านเขามีหน่วยงานเกี่ยวกับการการท่องเที่ยวดูแลเป็นพิเศษ เราก็ควรจะมีแบบนั้น&amp;rdquo;นายชวนกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายธาดา ไทยเศรษฐ์ &amp;nbsp;ส.ส.อุทัยธานี &amp;nbsp;พรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า ตนเห็นด้วยกรณีที่ควรจะมีแผนกเฉพาะมาดูแล เพราะตนก็รู้สึกอึดอัด เพราะสถานที่ยังก่อสร้างไม่เสร็จ แต่ก็พยายามทำใจว่าถูกใจบ้างไม่ถูกใจบ้าง อย่างไรก็เป็นบ้านของเราก็ต้องช่วยกัน การจะทำให้เป็นสภาสีเขียวก็เป็นเรื่องดี และตนเห็นด้วยว่าต่อไปควรจะเป็นจุดท่องเที่ยวของกทม. และของประเทศ &amp;nbsp;เพราะถือว่าใช้งบก่อสร้างมากมายจะได้สร้างประโยชน์ในหลายๆด้าน อย่างน้อยคนที่มาดูงาน หรือมาท่องเที่ยวสถานที่นี้ ก็ควรจะมีแผนกท่องเที่ยวสภา และแผนกต้อนรับที่ชัดเจนก็จะเกิดความเป็นระเบียบเรียบร้อยและดูงดงาม&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/69066</URL_LINK>
                <HASHTAG>การประชุมสภาผู้แทนราษฎร, ชวน หลีกภัย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200618/image_big_5eeb285e1e969.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>45103</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/09/2019 00:05</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/09/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บิ๊กตู่ลั่นไปแจงสภาแน่ ซัดวิญญูชนต้องรู้อะไรควรพูด/‘ชวน’ย้ำ18ก.ย.วันเดียวจบ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;ldquo;ประยุทธ์&amp;rdquo; ฉุนฝ่ายค้านยึกยัก ลั่นไม่เบี้ยวประชุมสภา 18 ก.ย.แน่ ส่วนที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยส่งทีมกฎหมายไป ซัดเป็นวิญญูชนควรรู้อะไรควรพูด-ไม่พูด ไม่ใช่จะพ่นน้ำลาย 3-4 วันแค่เรื่องเดียว &amp;ldquo;เพื่อไทย&amp;rdquo; ดักคอหวั่น &amp;ldquo;ลุงตู่&amp;rdquo; โดดร่ม เพราะมีทั้งข่าวไอโอแล้วยังมีวันตัดสินคดี รี่ถก &amp;ldquo;ประธานชวน&amp;rdquo; เลื่อนเร็วขึ้น ก่อนสุดท้ายต้องยึดตามกำหนดเดิม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันพฤหัสบดี ยังคงมีความต่อเนื่องในกรณีการประชุมสภาผู้แทนราษฎรในวันที่ 18 ก.ย. เพื่ออภิปรายโดยไม่ลงมติตามรัฐธรรมนูญมาตรา 152 ในเรื่องการถวายสัตย์ปฏิญาณ และการแถลงนโยบายของรัฐบาลที่ไม่บอกแหล่งที่มาของงบประมาณ โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีอาจลำบากใจในการชี้แจงในวันที่ 18 ก.ย. หากต้องพูดถึงสถาบันฯ ว่า ไม่รู้สึกลำบากใจ แต่ต้องไปพูดคุยกันก่อนว่าจะสามารถพูดได้แค่ไหนอย่างไร หากพูดแล้วมีผลกระทบ
เมื่อถามว่า ในวันเดียวกันศาลรัฐธรรมนูญได้นัดอ่านคำวินิจฉัยกรณีความเป็นรัฐมนตรีของ พล.อ.ประยุทธ์สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามมาตรา 170 วรรค 1 (4) ประกอบมาตรา 160 (6) และมาตรา 98 (15) หรือไม่ด้วย พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า ก็ว่ากันไป ถือเป็นเรื่องของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งต้องแยกแยะให้ออก โดยได้ส่งฝ่ายกฎหมายไป ส่วนที่ฝ่ายค้านแสดงความกังวลว่านายกฯ อาจหยิบมาเป็นประเด็นจะไม่เดินทางเข้ามาที่ประชุมรัฐสภาในวันดังกล่าว คงไม่เกี่ยวกัน ถ้าไปได้ก็ไป ซึ่งทุกวันนี้ก็มีงาน 4-5 งาน ทั้งช่วงบ่ายและช่วงเย็น ทุกๆ วันจะเป็นอย่างนี้ ขอให้เห็นใจบ้าง ซึ่งทุกคนก็รู้อยู่แล้วว่าอะไรคืออะไร แต่ก็ยังมีความพยายามทำให้เกิดความสับสน ซึ่งก็ต้องหาข้อยุติให้ได้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ในวันที่ 18 ก.ย. ผมก็มีงานที่ต้องทำอยู่เหมือนกัน แต่ผมยืนยันว่าจะเข้าไปฟัง แต่หากมีภารกิจผมก็ต้องออกมาบ้าง แล้วจะกลับไปฟังใหม่ คงต้องเป็นแบบนี้ จะไม่ให้ผมทำงานอย่างอื่นเลยหรือ&amp;rdquo; พล.อ.ประยุทธ์กล่าว และตอบข้อถามว่านายกฯ ไม่ได้เคลียร์งานเอาไว้ใช่หรือไม่ ว่าจะเคลียร์ได้อย่างไร&amp;nbsp;
เมื่อถามย้ำว่า ฝ่ายค้านบอกว่าเวลามีอยู่อย่างจำกัด พล.อ.ประยุทธ์สวนว่า &amp;ldquo;จะพูดกันนานแค่ไหน 3-5 วันเลยหรืออย่างไรกับเรื่องการถวายสัตย์ฯ ซึ่งก็มีอยู่เรื่องเดียว ผมก็รู้อยู่แล้วว่าเขาก็พูดเหมือนเดิม&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่า ควรอภิปรายเพียงแค่ครึ่งวันใช่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ไม่รู้เหมือนกัน แล้วแต่วิปรัฐบาล ส่วนที่ฝ่ายค้านจะบอกว่าจะลากเวลาถึงเวลา 24.00 น. มองว่าเท่าไหร่ก็เท่านั้น ก็แล้วแต่ ซึ่งคำชี้แจงต่างๆ อยู่ในหัวหมดแล้ว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถามว่าจำเป็นต้องมีองครักษ์พิทักษ์หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ย้อนว่า องครักษ์เป็นใคร หากเป็น ส.ส.ของพรรคพลังประชารัฐก็เป็นเรื่องของ ส.ส. ถ้าพูดนอกประเด็นเขาก็มีสิทธิ์ เช่นเดียวกับที่ฝ่ายรัฐบาลพูดอะไรไปฝ่ายค้านก็มีสิทธิ์ที่จะพูด นี่คือสิทธิเสรีภาพที่เท่าเทียมกัน จะไปบังคับใครได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สอบถามกรณีที่นายกฯ ไปพูดระหว่างลงพื้นที่ จ.พิษณุโลก เมื่อวันที่ 4 ก.ย. ว่าเรื่องนี้ได้มีการลงพระปรมาภิไธยไปแล้ว ถือว่าจบแล้วใช่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ก็แล้วแต่จะคิด และควรรู้ว่าอะไรเป็นอะไร เพราะเป็นวิญญูชน และการอภิปรายครั้งนี้ก็ไม่ได้ลงมติ ซึ่งจะชี้แจงเท่าที่ชี้แจงได้ และทำอย่างไรไม่ให้ก้าวล่วงไปถึงสถาบันฯ ซึ่งก็เห็นบทบัญญัติอยู่แล้ว แต่ก็เป็นประเด็น แต่ถ้าบอกว่าเคารพรัฐธรรมนูญ แล้วที่ผ่านมาที่ว่าเคารพและธรรมนูญมันเกิดอะไรขึ้นมาบ้าง
40 ปีสัมพันธ์ป้อม-ป๊อก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ (วปอ.) พล.อ.ประยุทธ์กล่าวตอนหนึ่งว่า ฟังประชาชนเสียงส่วนใหญ่ เราต้องทำเพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และประชาชน จำคำพูดไว้ มีแค่นี้ในชีวิต ทุกคนที่นั่งอยู่ตรงนี้ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชน 4 อย่าง นี่คือมอตโต้ที่ใช้มาตั้งแต่เป็นผู้บัญชาการทหารบก ทหารทุกคนใช้คำนี้หมด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;สถานการณ์วันนี้อยากให้ทุกคนช่วยลดความขัดแย้งทางสังคมให้ได้ อะไรที่โพสต์มาไม่น่าสนใจอย่าไปโพสต์ต่อ ใครจะด่านายกฯ จะชมนายกฯ ผมก็ไม่สนใจ ทางพระสอนไว้แล้วว่าอย่าไปดีใจเมื่อมีคนรัก อย่าไปเสียใจเมื่อคนไม่ชอบ คนรักเท่าผืนหนัง คนชังเท่าผืนเสื่อ สาธุ ผมปลงทุกวัน บางทีก็อึดอัดอกจะแตก ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร แต่ต้องมีความสุขกับการทำงาน ส่วนความทุกข์ก็อีกส่วนหนึ่ง&amp;rdquo; พล.อ.ประยุทธ์ระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.ประยุทธ์ยังกล่าวถึง พล.อ.ประวิตร ว่ามีวันนี้ได้เพราะท่านสอนมา ไม่มีใครเข้าใจหรอก ถ้าเราไม่ร่วมเป็นร่วมตายกันมาแบบตนเองกับท่าน อยู่ชายแดนมาด้วยกัน ตนเองก็หนุ่ม ท่านก็หนุ่ม มีความห่วงใยที่ดีให้กัน มีความผูกพันและร่วมชะตากรรมกันมา คนที่ 2 คือพี่ป๊อก พล.อ.อนุพงษ์ถึงมายืนจุดนี้ ก็พิสูจน์ตัวกันมานาน ท่านก็ไว้ใจตนเอง นอนบ้านเดียวกันมาทั้งหมด ความสัมพันธ์นี้มากกว่า 40 ปี ไม่ใช่เรื่องของผลประโยชน์หรือตอบแทนอะไรกันทั้งสิ้น
&amp;ldquo;หลักการของผม ถ้าทำดีก็ได้ดี ถ้าไม่ทำดีต่อให้รักแค่ไหนก็ตาม ผมก็ไม่ให้ พี่เขาก็ไม่ให้ ถ้าตอนเกเรเขาก็ไล่ผมเตลิดออกจากบ้านไปนานแล้ว นี่คือสิ่งสำคัญ ส่วนเรื่องอื่นก็ไปว่ากันมา ทุกคนรู้บทบาทและหน้าที่ของตัวเอง และต้องหนักแน่นในการทำงาน ผมอาจเป็นนายกฯ ที่ไม่เหมือนคนอื่น แต่ผมมาพูดกับพี่กับน้อง ข้างนอกบางทีผมก็หลุดบ้าง แต่ในนี้ถือว่าเป็นพี่กับน้อง คงให้อภัยผมบ้าง วันหน้าจะหัดเดินโก้ๆ เก๋ๆ เดินขวาทีซ้ายทีเท่ดี แต่กลัวสะดุดขาตัวเองเท่านั้น เพราะแก่แล้ว&amp;rdquo; นายกฯ กล่าว
ด้าน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และในฐานะประธานยุทธศาสตร์พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) กล่าวถึงการอภิปรายในวันที่ 18 ก.ย. ว่าเป็นเรื่องของคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) ที่จะดำเนินการ ส่วนตัวคงไม่ลงไปในรายละเอียด ปล่อยให้วิปรัฐบาลเขาทำงานบ้าง และไม่จำเป็นต้องซักซ้อม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะเดียวกัน ที่รัฐสภา ตัวแทน 7 พรรคฝ่ายค้านนำโดยนายสุทิน คลังแสง ประธานวิปฝ่ายค้าน และนพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน พรรคเพื่อไทย (พท.) ได้ร่วมแถลงกรณีศาลรัฐธรรมนูญนัดอ่านคำวินิจฉัยคุณสมบัตินายกฯ ตรงกับวันอภิปรายแบบไม่ลงมติ โดย นพ.ชลน่านระบุว่า เราเกรงว่า พล.อ.ประยุทธ์จะใช้เรื่องนี้เป็นข้ออ้างไม่มาตอบคำถามในสภา จึงอยากแจ้งสื่อไว้ล่วงหน้าว่าการอ่านคำวินิจฉัยจะเริ่มช่วงเวลา 14.00 น. โดยคาดว่าใช้เวลา 2 ชั่วโมงเท่านั้น ขณะที่เราเริ่มประชุมกันตั้งแต่ช่วงเช้าถึงเที่ยงคืน และคาดว่า พล.อ.ประยุทธ์จะมาตอบคำถามในช่วงค่ำ ซึ่งไม่เกี่ยวกับเวลาที่ศาลนัดอ่านคำวินิจฉัย ดังนั้นหาก พล.อ.ประยุทธ์ไม่มา ก็เท่ากับหนีสภา เพราะ พล.อ.ประยุทธ์ไม่จำเป็นต้องไปฟังคำวินิจฉันด้วยตัวเอง แต่กลับทำท่าทีเหมือนจะไปฟังเอง
ไอโอทำลายฝ่ายค้าน!
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสุทินกล่าวว่า มีข้อสังเกตอยู่ 2 ประเด็น ประเด็นแรกคือว่าวันนี้รัฐบาลมีการสร้างข่าวไอโอ ลดน้ำหนักเรื่องการอภิปรายตามมาตรา 152 กล่าวว่าหาว่าฝ่ายค้านละเลยปัญหาน้ำท่วม สนใจแต่เรื่องการถวายสัตย์ฯ ซึ่งขอชี้แจงว่าไม่ได้ละเลยปัญหาน้ำท่วม ส.ส.ฝ่ายค้านได้ลงพื้นที่ช่วยเหลือและประจำอยู่ในพื้นที่ที่เกิดน้ำท่วม ตรงกันข้ามรัฐบาลซึ่งมีศักยภาพทั้งงบประมาณและกลไกในการช่วยเหลือประชาชนกลับไม่เห็นรัฐบาลใช้ประสิทธิภาพเหล่านี้ช่วยเหลือประชาชนอย่างทันท่วงที ซึ่งเรารู้ทันว่านายกฯ ที่จะเอาปัญหาน้ำท่วมมาทำลายน้ำหนักของเรา และประเด็นที่สอง รู้สึกไม่สบายใจในประเด็นที่นายกฯ ให้สัมภาษณ์ที่บอกว่าการถวายสัตย์ฯ จบแล้ว สมบูรณ์แล้ว ไปดูสิว่าใครลงพระปรมาภิไธย พระบรมราชโองการว่าอย่างไร&amp;nbsp;
&amp;ldquo;การให้สัมภาษณ์อย่างนี้ทำให้ไม่สบายใจ 2 ประเด็น คือนายกฯ ใช้ถ้อยคำที่ไม่ค่อยเหมาะสม อยากให้นายกฯ ระมัดระวังและทบทวน ถ้าคิดว่าคำนี้ไม่เหมาะสม พลาดพลั้งไปก็ขอให้แก้ไข เพราะถ้าเป็นเราจะไม่ใช้คำพูดนี้ ส่วนอีกมุมหนึ่งมองได้ว่าวันนี้ฝ่ายรัฐบาลกำลังลากฝ่ายค้านไปพูดเรื่องนี้ด้วย แต่การอภิปรายตามมาตรา 152 นั้น ไม่เกี่ยวกับสถาบันฯ แต่รัฐบาลพยายามพูดหลายครั้งเพื่อลากเราเข้าไปใกล้ เข้าไป นัวเนียกับเบื้องบน ดังนั้นขอเตือนว่าเรารู้ทัน เราจะไม่พูด และรัฐบาลอย่าทำแบบนี้เพื่อหวังว่าจะได้ประชุมลับหรือไม่ หรือปัดความผิดว่าไม่ได้อยู่ที่ตัวนายกฯ ดังนั้นจึงขอให้หยุด เพราะเรารู้ทัน และเราจะไม่มีการอภิปรายไปถึงสถาบันฯ แน่นอน&amp;rdquo; นายสุทินย้ำ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสุทินกล่าวต่อว่า จะขอหารือนายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อขอขยับวันอภิปรายขึ้นมาเป็นวันที่ &amp;nbsp;17 ก.ย.แทน เพราะเราเชื่อว่านายชวนยังไม่ทราบว่าศาลรัฐธรรมนูญนัดอ่านคำวินิจฉัยดังกล่าวในวันที่ 18 ก.ย. และเชื่อว่าประธานสภาฯ จะไปหารือกับรัฐบาลได้ เพื่อให้นายกฯ ยกเลิกภารกิจอื่นๆ เพื่อมาชี้แจงในเรื่องนี้แทน ยืนยันเราไม่ได้มากเรื่อง แต่อยากให้ประธานสภาฯ ทบทวน ทั้งนี้ การบริหารบ้านเมืองต้องบริหารทุกเรื่องไปพร้อมๆ หากนายกฯ ทำทีละเรื่องบ้านเมืองแย่แน่นอน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมา นพ.สุกิจ อัตโถปกรณ์ ที่ปรึกษาประธานสภาฯ กล่าวถึงกรณีที่ฝ่ายค้านขอหารือเลื่อนวันอภิปรายทั่วไปแบบไม่ลงมติ ตามมาตรา 152 ว่านายชวนติดภารกิจ จึงได้มอบหมายให้ตนเองไปหารือกับนายสุทิน และได้ข้อสรุปว่าจะยังคงมีการอภิปรายในวันที่ 18 ก.ย.ตามเดิม เนื่องจากนายกฯ ได้ทำหนังสือแจ้งมาว่ามีความพร้อมในวันดังกล่าว ก่อนที่ศาลรัฐธรรมนูญจะแจ้งว่าอ่านคำวินิจฉัยกรณีคุณสมบัติความเป็นรัฐมนตรีของ พล.อ.ประยุทธ์สิ้นสุดลงเฉพาะตัวหรือไม่ ซึ่งวิปฝ่ายค้านไม่ได้ติดใจในข้อสรุปดังกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ในการประชุมสภา นายวิรัตน์ วรศสิริน ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเสรีรวมไทย ได้ขอหารือถึงกรณี พล.อ.ประยุทธ์นำ ครม.ถวายสัตย์ฯ ไม่ครบตามรัฐธรรมนูญว่า เรื่องนี้ยังไม่จบ พล.อ.ประยุทธ์ไม่แสดงความรับผิดชอบ และยังพูดให้ประชาชนสับสนเข้าใจผิด จึงขอหารือต่อประชุมเป็นครั้งที่ 4 เพราะประชาชนฝากถาม พล.อ.ประยุทธ์ในฐานะผู้มีประสบการณ์ว่า คำถวายสัตย์ฯ ที่ขาดหายไป หากใครไม่ถือปฏิบัติถือว่าเป็นกบฏฉีกรัฐธรรมนูญใช่หรือไม่ และกรณี พล.อ.ประยุทธ์และ ครม. 35 คนกระทำผิดรัฐธรรมนูญ และเมื่อทราบก็ยังไม่แสดงความรับผิดชอบ ย่อมแสดงให้เห็นว่า ครม.รู้เห็นเป็นใจร่วมกันกระทำผิดรัฐธรรมนูญใช่หรือไม่
ลั่นยังอยู่ 7 พรรค
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน นายมนูญ สิวาภิรมย์รัตน์ หัวหน้าพรรคเศรษฐกิจใหม่ (ศม.) พร้อมกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ ได้แถลงข่าวยืนยันว่า การคัดเลือกหัวหน้าพรรคและ กก.บห.เมื่อวันที่ 31 ส.ค.ถูกต้อง และยืนยันว่าพรรคยังเป็น 1 ใน 7 พรรคร่วมฝ่ายค้านเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง ส่วนที่มีการร้องเรียน กก.บห.พรรคชุดใหม่นั้น เชื่อว่าไม่มีปัญหา และกำลังให้ฝ่ายกฎหมายศึกษาอยู่ว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะเดียวกัน ทีมกฎหมายพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) ได้นำเอกสารคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหากรณีล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขหรือไม่ จำนวน 3 กล่อง มาส่งยังสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญแล้ว โดยถือเป็นวันสุดท้ายของกรอบเวลา 30 วันที่พรรค อนค.ได้ขอขยายเวลา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนนายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ส.บัญชีรายชื่อ และอดีตหัวหน้าพรรคประชาชนปฏิรูป กล่าวถึงกรณีนายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทยยื่นเรื่องไปยังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้ตรวจสอบการยกเลิกพรรคประชาชนปฏิรูป ว่ามี 2 ประเด็นที่นายศรีสุวรรณทำผิดกฎหมาย โดยประเด็นแรกคือการให้สัมภาษณ์ที่เข้าข่ายหมิ่นประมาท ซึ่งจะยื่นฟ้องต่อศาลอาญาให้เร็วที่สุด และประเด็นที่สองที่ระบุว่าได้ทำความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ซึ่งถือเป็นการแจ้งความเท็จ โดยจะยื่นเรื่องให้ กกต.ตรวจสอบอย่างเร็วที่สุด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ผมเคยเปรียบเทียบตัวเองเป็นซามูไรทางด้านกฎหมาย จึงขอยืนยันจะรักษาหลักกฎหมายเพื่อทำให้บ้านเมืองเกิดความสงบ และให้ความรู้ประชาชนที่ถูกต้อง โดยยืนยันว่าการฟ้องร้องต่างๆ นั้นจะไม่มีการดำเนินคดีกับสื่ออย่างแน่นอน&amp;rdquo; นายไพบูลย์กล่าว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/45103</URL_LINK>
                <HASHTAG>การประชุมสภาผู้แทนราษฎร, ถวายสัตย์ปฏิญาณ, ปมถวายสัตย์, ประชุมสภา, พล.อ.ประยุทธ์ จันทรโอชา, ยึดตามกำหนดเดิม, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190905/image_big_5d711eecf2b98.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
