<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>30084</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/02/2019 17:06</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/02/2019 17:06</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อภ.ปลูกกัญชาล็อตแรก 140ต้น ระบบปิดรากลอย ไร้สารปนเปื้อน พื้นที่ 100 ตรม. เดือนก.ค.ได้&quot;สารสกัด&quot;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;27 ก.พ. 62- องค์การเภสัชกรรม(อภ.) เปิด &amp;ldquo;โครงการผลิตสารสกัดต้นแบบกัญชาทางการแพทย์ขององค์การเภสัชกรรม ระยะที่ 1 (การปลูกต้นกัญชาทางการแพทย์แบบ Indoor ด้วยระบบ Aeroponics)&amp;rdquo; &amp;nbsp;อันถือว่าเป็นการปลูกกัญชาทางการแพทย์ ที่ถูกต้องตามกฎหมายแห่งแรกของอาเซียน &amp;nbsp;เพื่อใช้ผลิตสารสกัดต้นแบบกัญชาทางการแพทย์ในล็อตแรก จำนวน 140 ต้น &amp;nbsp;คาดสามารถผลิตภัณฑ์ยาจากกัญชา ล็อตแรก จำนวน 2,500 ขวด ใช้ทดลองทางคลินิกในผู้ป่วยที่ร่วมโครงการวิจัย ได้ในเดือนกรกฎาคมนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) เป็นประธานในพิธี &amp;nbsp;.) เปิด &amp;ldquo;โครงการผลิตสารสกัดต้นแบบกัญชาทางการแพทย์ขององค์การเภสัชกรรม ระยะที่ 1 (การปลูกต้นกัญชาทางการแพทย์แบบ Indoor ด้วยระบบ Aeroponics)&amp;rdquo; &amp;nbsp;พร้อมกับเปิดเผยว่าหลังจากที่ประชุมคณะกรรมการยา เสพติดให้โทษที่ผ่านมา ได้อนุญาตให้อภ. ทำการปลูกกัญชาทางการแพทย์ พร้อมทั้งได้ลงนามในหนังสืออนุญาตเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เพื่อให้อภ. ได้ดำเนินการปลูกกัญชาทางแพทย์ เพื่อเป็นวัตถุดิบนำมาสกัดเป็นสารสกัดกัญชาทางการแพทย์ &amp;nbsp;เพื่อผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ยาจากกัญชา &amp;nbsp;และนำไปใช้การทดลองทางคลินิกในผู้ป่วยที่ร่วมโครงการวิจัย และเพื่อเป็นประโยชน์การวิจัยเท่านั้น &amp;nbsp;หากไม่ใช่เพื่อประประโยชน์ทางการแพทย์และการวิจัย กัญชาก็ยังเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมาย และคาดว่าจะสามารถผลิตนำมาใช้ได้ในระยะเวลา 5 ปี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ด้าน นพ. โสภณ เมฆธน ประธานบอร์ด อภ. กล่าวว่า หลังจากได้มีการนำกัญชาของกลางมาทดลองในการผลิตยา พบว่ามีการปนเปื้อนโลหะหนัก และมีปริมาณสารปนเปื้อนสูงกว่ามาตรฐาน ทำให้ไม่สามารถนำมาใช้เป็นวัตถุดิบได้ จึงทำให้มีการทำโครงการระยะสั้นปลูกกัญชาขึ้น โดยใช้งบประมาณ 10 ล้านบาท ซึ่งการปลูกทำเป็นโรงเรือนระบบปิด &amp;nbsp;สายพันธุ์ที่ปลูกเป็นกัญชาสายพันธุ์ลูกผสม &amp;nbsp;และนำไปใช้ในการศึกษาวิจัย พัฒนา ด้านต่างๆ ทั้งด้านการศึกษาวิจัยการปลูก พัฒนาสายพันธุ์ &amp;nbsp; &amp;nbsp; ซึ่งการปลูกจะใช้ระยะเวลาในการปลูกประมาณ 3-4 เดือน โดยประมาณเดือนกรฎาคม 2562 จะสามารถนำมาสกัดเป็นสารสกัดต้นแบบกัญชาทางการแพทย์ และผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ยาจากกัญชาชนิดน้ำมันหยดใต้ลิ้น (Sublingual Drop) ได้ประมาณ 2,500 ขวด ขวดละ 5 มิลลิลิตร หรือประมาณ 10,000 ขวดต่อปี
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;
ด้านนพ.วิฑูรย์ ด่านวิบูลย์ ผู้อำนวยการอภ. กล่าวว่า ใช้เงินลงทุน 10ล้านบาท ในการสร้างพื้นที่ปลูกกัญชา 100 ตารางเมตร &amp;nbsp;โดยล็อตแรก 140 ต้น การวิจัย พัฒนาสารสกัดต้นแบบกัญชาทางการแพทย์ ตามแนวทางของหลักเกณฑ์มาตรฐานสากลในการปฏิบัติที่ดีในด้านต่างๆตั้งแต่ต้นน้ำคือการเพาะปลูก จนถึงปลายน้ำคือผลิตภัณฑ์ถึงมือผู้ป่วย ซึ่งผู้ผลิตกัญชาทางแพทย์ชั้นนำของโลก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผศ.ดร.วิเชียร กีรตินิจกาล ผู้เชี่ยวชาญด้านการเพาะปลูกและปรับปรุงพันธุ์พืช กล่าวว่า ในส่วนของการใช้กัญชาที่ไม่ได้ใช้สายพันธุ์ไทย เพราะยังไม่ได้มาตรฐาน ของ THC และ CBD จึงได้มีการซื้อเมล็ดพันธุ์กัญชาที่ใช้ปลูก ที่เป็นสายพันธุ์ลูกผสม &amp;nbsp;คัดมาแล้วจากต่างประเทศ &amp;nbsp;โดยสารพันธุ์ที่คัดมานั้น จะต้องมีสาร THC และ CBD ที่ได้สัดส่วน ตรงตามโรค 4 โรค ที่ได้ประกาศ คือ กลุ่มสายพันธุ์ที่มี THC สูง กลุ่มที่มี CBD ต่ำ และ กลุ่มที่มี ทั้ง THC และ CBD เท่าๆกัน ซึ่งมีคุณภาพเมล็ดพันธุ์สูง ปลูกในอาคาร (Indoor) ด้วยระบบปิด ด้วยเทคโนโลยีระบบรากลอย (Aeroponics) ซึ่งเป็นระบบหนึ่งในระบบการปลูกกัญชาเกรดมาตรฐานทางการแพทย์ หรือ Medical Grade &amp;nbsp;และใน 1 ปี สามารถเก็บผลผลิตได้ 4 รอบ &amp;nbsp;มีระยะการเติบโตและออกดอก หลังจากนี้ 4 เดือน ก็จะสามารถเก็บดอกกัญชาแห้ง เข้าสู่กระบวนการสกัดในขั้นต่อไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน นพ.วิฑูรย์ ผอ.อภ.กล่าวเสิรมในประเด็นนี้ว่า ประโยชน์ของสารสกัดจากกัญชาเพื่อใช้ทางการแพทย์นั้น THC มีฤทธิ์ต่อจิตประสาท แก้ปวด ต้านการอาเจียน และลดการอักเสบ CBD &amp;nbsp;ระงับอาการวิตกกังวลและมีฤทธิ์ต้านการชัก โดยนำมาใช้ทางการแพทย์และการวิจัย ในกลุ่มที่ใช้เพื่อการรักษาโรค ได้แก่ ภาวะคลื่นไส้อาเจียนจากเคมีบำบัด โรคลมชักรักษายากในเด็กและโรคลมชักที่ดื้อต่อยารักษา ภาวะกล้ามเนื้อหดเกร็งในผู้ป่วยปลอกประสาทเสื่อมแข็ง อาการปวดประสาทที่รักษาด้วยวิธีต่างๆไม่ได้ผล กลุ่มที่น่าจะใช้เพื่อควบคุมอาการ ได้แก่ โรคพาร์กินสัน โรคอัลไซเมอร์ โรคปลอกประสาทอักเสบ โรควิตกกังวล ผู้ป่วยที่ดูแลแบบประคับประคอง ผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้าย &amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;สำหรับการปลูกเพื่อให้ได้กัญชาในระดับ Medical Grade ใช้ทางการแพทย์นั้น ต้องมีการควบคุมการเพาะปลูกให้เป็นไปตามมาตรฐานทุกขั้นตอน ตั้งแต่การคัดเลือกสายพันธุ์ เทคโนโลยีการปลูก &amp;nbsp;การเก็บเกี่ยวเป็นวัตถุดิบกัญชาแห้ง การรักษาความปลอดภัย ซึ่งการปลูกสามารถปลูกได้หลายวิธีแต่ต้องมีการความคุมทุกขั้นตอน &amp;nbsp;การปลูกด้วยระบบนี้จะทำให้สามารถควบคุมสารอาหารให้เป็นไปตามมาตรฐานและได้ปริมาณสารสำคัญตามสัดส่วนและปริมาณ THC และ CBD ที่เหมาะสมสำหรับมาใช้ทางการแพทย์ และที่สำคัญจะไม่มีการปนเปื้อน โลหะหนักและยาปราบศัตรูพืช ซึ่งหากปลูกกัญชาบนดินทั่วๆไปแล้วธรรมชาติของกัญชาจะมีคุณสมบัติพิเศษที่ดูดซึมสารพิษเหล่านั้นได้ดีกว่าพืชชนิดอื่น จึงเชื่อมั่นได้ว่าการปลูกด้วยระบบนี้จะทำให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ ปลอดภัยและเหมาะสมกับผู้บริโภค ตลอดจนมีมาตรการควบคุมความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด เพื่อไม่ให้มีการนำไปใช้ในทางที่ผิดกฎหมาย&amp;rdquo; นพ. วิฑูรย์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ องค์การเภสัชกรรมยังได้มีโครงการการปลูกกัญชาทางการแพทย์ในระดับกึ่งอุตสาหกรรม (Pilot Phase) โดยในระยะที่ 2 ใช้งบประมาณ 164.04 ล้านบาท ที่อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี บนพื้นที่ 1,000 ตารางเมตร มีทั้งปลูกในอาคาร indoor และโรงเรือนปลูกพืช (greenhouse) ส่วนระยะที่ 3 การผลิตสารสกัดกัญชาทางการแพทย์ในระดับอุตสาหกรรม (Industrial Phase) โดยเริ่มการปลูกและผลิตสารสกัดระดับอุตสาหกรรมแบบครบวงจรภายในเดือนมกราคม 2564 ที่พื้นที่อ.หนองใหญ่ &amp;nbsp;จ.ชลบุรี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/30084</URL_LINK>
                <HASHTAG>การปลูกกัญชาระบบปิด, สารสกัดกัญชา, อภ., โรงเรือนปลูกกัญชา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190227/image_big_5c76609bbefcc.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
