<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>98873</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/04/2021 09:53</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/04/2021 09:53</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> ทบ.ยกระดับป้องโควิดพิทักษ์กำลังพลและครอบครัวหนุนรัฐบาลดูแลประชาชน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9 เม.ย.64 - พลโท สันติพงศ์ ธรรมปิยะ ผู้อำนวยการศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 กองทัพบก/โฆษกกองทัพบก เปิดเผยว่า จากสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในห้วงเดือนที่ผ่านมา พบผู้ติดเชื้อแพร่กระจายไปทั่วเป็นจำนวนมากจากกลุ่มคลัสเตอร์ใหม่ ซึ่งเชื่อมโยงกับหลายกลุ่มคนและสถานที่หลายแห่ง รัฐบาลโดยศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 จึงได้ปรับมาตรการเพื่อควบคุมการแพร่ระบาด โดยเฉพาะในช่วงเข้าสู่เทศกาลสงกรานต์ ซึ่งต้องมีการเดินทางสัญจรของผู้คนเป็นจำนวนมาก พร้อมกับมีการเฉลิมฉลองสังสรรค์ ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงในการแพร่ระบาดของโรค&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 กองทัพบก จึงได้ปรับมาตรการให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล โดยได้กำหนด &amp;ldquo;มาตรการป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ของกำลังพลหน่วยทหารและค่ายทหาร ในช่วงเทศกาลสงกรานต์&amp;rdquo; ซึ่งเน้นย้ำกำลังพลและหน่วยทหารให้ปฏิบัติตามวินัยทหารต้านโควิด-19 อย่างเคร่งครัด อาทิ การบันทึกไทม์ไลน์สถานที่เดินทาง, หลีกเลี่ยงการเข้าไปในพื้นที่เสี่ยง พื้นที่แออัด, การแสกนแอปพลิเคชันไทยชนะ/หมอชนะ ในทุกสถานที่ ที่ได้เดินทางไปตลอดห้วงเทศกาลหรือช่วงลาพักกลับภูมิลำเนา จนกระทั่งกลับเข้าทำงานตามปกติ กรณีเป็นผู้ที่พักอาศัยบ้านพักของทางราชการ จะต้องแจ้งข้อมูลการเดินทางให้หัวหน้าที่พักอาศัยทราบ รวมถึงเมื่อกลับจากการเดินทางแล้ว จะต้องตรวจคัดกรองโรคก่อนกลับเข้าพักอาศัย นอกจากนี้ได้เน้นย้ำให้กำลังพลทุกนายปฏิบัติตามมาตรการของกระทรวงสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด อาทิ เว้นระยะห่างทางสังคม, สวมหน้ากากอนามัย, หมั่นล้างมือ และใช้เจลแอลกอฮอล์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับหน่วยทหาร ให้งดจัดกิจกรรมสงกรานต์ เว้นการสรงน้ำพระ และเมื่อเปิดทำการหลังเทศกาล จะต้องตรวจคัดกรองกำลังพลทุกนายก่อนกลับเข้าปฏิบัติงาน โดยกองรักษาการณ์ของทุกหน่วยทหารจะต้องทำหน้าที่เฝ้าระวัง บันทึกข้อมูลการเข้า-ออก พร้อมคัดกรองโรคอย่างเคร่งครัด ในส่วนของการจัดตั้งจุดบริการและอำนวยความสะดวกประชาชนห้วงเทศกาลสงกรานต์ ให้เจ้าหน้าที่ทหารทุกนายปฏิบัติตามมาตรการป้องกันตนเองอย่างเข้มงวดตลอดการปฏิบัติงาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การยกระดับมาตรการช่วงสงกรานต์นี้ เป็นการพิทักษ์กำลังพลและครอบครัวให้ปลอดภัยจากโควิด พร้อมปฏิบัติงานและสนับสนุนรัฐบาลในการอำนวยความสะดวก ดูแลช่วยเหลือ และเป็นที่พึ่งของประชาชนได้อย่างเข้มแข็งต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/98873</URL_LINK>
                <HASHTAG>กองทัพบก, การป้องกันโควิด-19, พล.ท.สันติพงศ์ ธรรมปิยะ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210409/image_big_606fbebe007e6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>68757</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/06/2020 16:10</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/06/2020 16:09</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ไขปริศนาความลับ&quot;วัคซีน BCG - แสงแดด - วิตามินดี &quot; ช่วยป้องกันติดเชื้อโควิด ได้จริงหรือไม่?</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;15มิ.ย.63- เพจแพทย์ไทยไอเดียสุด ได้นำบทวิจัยที่นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลก ซึ่งตั้งข้อสงสัยค้นหาว่าวัคซีนBCG ที่ป้องกันวัณโรค มีส่วนช่วยในการป้องกันไวรัสโควิด-19 ได้จริงหรือไม่&amp;nbsp;&amp;nbsp;ดังนี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อีก 1 ความลับที่อาจจะทำให้คนไทย เด็กไทยติดเชื้อ Covid19 น้อยกว่าหลายประเทศ เพราะเรามีภูมิคุ้มกันอ้อม ๆ จากวัคซีน BCG ก็ได้ ... วิจัยล่าสุดอ่านแล้วมีเหตุผลใช้ได้ โดยทำงานศึกษาจากทีมแพทย์หลายประเทศระบุ เหตุผลทำไมประเทศที่ฉีดวัคซีน BCG ให้คนในประเทศ &amp;quot;เหมือนมีภูมิคุ้มกันทำให้ติด Covid19 ยากกว่าประเทศที่ไม่ได้ฉีดวัคซีนนี้&amp;quot; - เช่นอิตาลี สหรัฐ (ดูรูปที่ 2) &amp;hellip;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยที่น่าสนใจในโพสต์นี้ มี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. ข้อสังเกตุเพิ่มเติมของเพจนี้ 3 ข้อ ที่ว่า วัคซีนนั้นอาจจะช่วยป้องกัน Covid19 ในคนไทย เด็กไทย เพราะวิตามิน D ที่ได้จากแสงแดดมีส่วนหรือไม่ ?? ... และทำให้เด็กมีภูมิมากกว่าผู้ใหญ่ เพราะเพิ่งฉีดไม่นานหรือไม่​ ?? ​... และบางทีภูมิทำงานดีเกินไป จนมีภาวะ Kawasaki Like (PIM-C หรือ MID-C) มากกว่าผู้ใหญ่หรือไม่ ??&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. เกริ่นนำกลไกไวรัส Covid19 เข้าเซลล์มนุษย์อย่างไร !! ... อันนี้พยายามอธิบายให้คนทั่วไปเข้าใจง่ายขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. วัคซีน BCG ออกฤทธิ์ผ่านกลไกของวิตามิน D (ซึ่งแดดช่วยในการผลิตวิตามิน D ด้วย)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4. แถมที่คนไทยควรอ่านก่อนให้ลูกฉีดวัคซีน เด็กไทยควรอ่านเผื่อไว้ออกสอบ ... มีแนบท้ายความรู้วัคซีน BCG และการฉีดวัคซีน BCG (ฉีดที่แขน หรือก้น อาจจะทำให้มีแผลเป็นบริเวณที่ฉีด คล้ายการปลูกฝี .... ความรู้ &amp;hellip; น่าอ่านมาก ๆ)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5. การฉีดวัคซีนต่าง ๆ โดยเฉพาะ BCG อาจจะส่งผลต่อภูมิคุ้มกันได้อย่างไร และที่สำคัญมีผลคุ้มกันไวรัส และโรคอื่นได้มาแล้วด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6.​ วัคซีน​ BCG​ อาจจะมีผลในภาพรวมของประเทศนั้นๆ​ ในการลดจำนวนคนติดเชื้อ​ Covid19​ ได้บางส่วน​ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีใครติดเชื้อ​เลย​ ... เพราะการติดเชื้อ​ Covid19​ รายบุคคล มีปัจจัยเสี่ยงอีกมาก​ เช่น​ ถ้าไปอยู่ใกล้ชิดผู้ติดเชื้อ​ ในที่ที่มีคนมากๆ​ ใส่มาส์กผิดๆ​ ถูกๆ​ ใส่ๆ​ ถอดๆ​ จับต้องใช้ของร่วมกัน​ ก็ติดเชื้อได้เหมือนกัน​ ... ในส่วนบุคลล​ จึงแล้วแต่ความประมาทมาก​ หริอน้อยเป็นหลัก​ !!
.
วิจัยฉบับก่อนตีพิมม์ ก่อนรีวิวฉบับนี้ พยายามอธิบายลงลึกมาก ๆ ถ้าได้อ่านฉบับเต็มซึ่งอ่านยากมาก ศัพท์เฉพาะด้านมากมาย แต่พอค่อย ๆ อ่านไปบางส่วนพบว่าน่าสนใจ ตรงที่สรุปว่า วัคซีน BCG นั้นกระตุ้นภุมิคุ้มกันเพื่อป้องกันการติดเชื้อนอกจากวัณโรคแล้ว ยังเผื่อแผ่ภูมิคุ้มกันไปลดการติดเชื้อไวรัสได้อีกหลายตัว จึงมีนักวิจัยนำมาตั้งเป็นข้อสังเกตุร่วมว่า มีผลในการป้องกันการติดเชื้อ Covid19 ได้หรือไม่ ?? เพราะดูจากประเทศที่เชื้อกระจายง่ายกว่า และยากกว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;* ประเทศสีเขียวเข้ม คือ ไม่ได้มีนโยบายให้ฉีดวัคซีนนี้ในตอนเด็ก (ฉีดแค่บางคนที่มีเหตุผล)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;* ประเทศสีม่วง คือ เคยใช้นโยบายฉีดวัคซีนให้ทุกคนในอดีต
* ประเทศสีฟ้้าอ่อนนั้น ยังใช้นโยบายฉีดให้เด็กทุกคน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
การศึกษาก่อนหน้านี้พบว่า ประเทศที่มีนโยบายฉีดวัคซีน BCG ในเด็กทุกคนมีแนวโน้มที่จะมีอัตราการเจ็บป่วย และเสียชีวิตจาก Covid 19 น้อยลง เมื่อเทียบกับประเทศที่ไม่มีนโยบายฉีดทุกคน และยังมีวิจัยอื่น ๆ ตามมาจากอีกหลายประเทศที่ทำขึ้นมาเพื่อยืนยันทฤษฎี เช่น Australia Netherlands United States และ Egypt&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มีการนำ &amp;ldquo;ชุดข้อมูลการแสดงออกของยีนจากเซลล์ของผู้ติดเชื้อ Covid19&amp;rdquo; มาเปรียบเทียบกับ &amp;ldquo;ชุดข้อมูลการแสดงออกของยีนของผู้ที่ได้รับการฉีดวัคซีน BCG&amp;rdquo; โดยดูที่การแสดงออกที่เกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกันเป็นหลัก และมีการเปรียบเทียบกับกลุ่ม Control Group เพื่อเปรียบเทียบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยวิจัยได้พบว่าวัคซีนที่ฉีดเข้าไป มีผลต่อกลไกสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อร่างกายมนุษย์ ซ้อนกับของ Covid19 ถึง 86.5%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ปล. แอบมีข้อสังเกตุ​เพิ่มเติมว่า วัคซีน BCG นี้ที่ฉีดตั้งแต่เด็กนั้น ...&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. อาจจะทำให้เด็กติด Covid19 น้อยกว่า ยากกว่าผู้ใหญ่ เพราะภูมิยังเยอะอยู่หรือไม่ จากข้อมูลแนบท้ายพบว่าวัคซีน BCG ออกฤทธิ์ดีประมาณ 10 กว่าปี หลังฉีดจึงทำให้เด็กยังมีภูมิคุ้มกันบางอย่างดีกว่าผู้ใหญ่ได้หรือไม่ ??&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. วัคซีนออกฤทธิ์ผ่านกลไกของ Vitamin D ที่มีผลต่อภูมิคุ้มกัน ประเทศที่คนโดนแดดมาก ๆ กทำให้มีการสังเคราะห์วิตามิน D มากกว่า &amp;hellip; อาจจะทำให้มีผลต่อภูมิคุ้มกันร่วมกับวัคซีน BCG เพื่อลดความเสี่ยงต่อการต่อเชื้อ Covid19 ด้วยหรือไม่ ???&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. เด็กที่เคยฉีดวัคซีนต่าง ๆ หรือติดเชื้อไวรัสต่าง ๆ มาก่อน ทำให้เด็กมีอาจจะมีภูมิคุ้มกันบางอย่างที่กระตุ้น ให้หลังจากติดเชื้อ Covid19 แล้วทำให้มีภาวะกลุ่มอาการภูมิทำงานดีเกินไป เยอะเกินไป แบบ Kawasaki Like ได้มากกว่าผู้ใหญ่หรือไม่ ??&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;Covid19 เข้าเซลล์มนุษย์ผ่านกลไกของ human angiotensin converting enzyme 2 (hACE2) โดยเป็นคล้ายแผนกต้อนรับของเซลล์มนุษย์ที่มีตัวอ่านสัญญานเพื่อให้ไวรัสเดินผ่านเข้าเซลล์ของอวัยวะ หรือระบบต่าง ๆ ได้ โดยไวรัส Covid19 ใช้บัตรผ่านพิเศษที่มีเฉพาะตัว ชื่อว่า Glycoprotein spike (S) of SARS-CoV2 (หนามแหลมแบบในรูปไวรัสตัวนี้ที่เห็นกันบ่อย ๆ) เมื่อใช้บัตรผ่านนี้ เสียบเข้าเครื่องอ่านสัญญานพอดีพอเหมาะ ก็สามารถเข้าไปในเซลล์มนุษย์ได้คล้ายๆ กับรุ่นพี่ของมัน คือ SARS&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วิจัยอีกฉบับบ่งบอกว่า มีการวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงของการแสดงออกของยีนที่ควบคุมภูมิคุ้มกันในผู้ติดเชื้อ Covid19 พบว่ามีเพิ่มขึ้นของการตอบสนองต่อเชื้อไวรัสโดยการอักเสบผ่านการกระตุ้นเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิด T Cell และการหลั่งสารกระตุ้นการอักเสบต่าง ๆ ซึ่งสามารถใช้การตรวจหาสารเหล่านี้จะบ่งชี้ความรุนแรงของโรค Covid19 ได้ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มีรายงานการเพิ่มขึ้นของ IL-6 และ Tumor Necrosis Factor (TNF-&amp;alpha;) มีความสำคัญต่อการที่เชื้อ Covid19 กระตุ้นปอดอักเสบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มีรายงานว่าวัคซีน BCG มีผลต่อภูมิคุ้มกันในแง่ลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ Covid19 ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยกลไกเกือบทั้งหมดจะซ้ำซ้อนในการกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน และการหลั่งสารอักเสบต่างๆ ผ่านกลไกต่างๆ ที่ซ้ำซ้อนกับกลไกที่เกิดในผู้ติดเชื้อ Covid19 หลายกลไก ตามที่วิจัยลงมาอย่างละเอียดมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยสารที่กระตุ้นกลไกการทำงานของภูมิคุ้มกัน การอักเสบ อาการต่างๆ ของร่างกาย ตัวที่เด่น ๆ มี 4 กลไกหลัก คือ IL-17, TNF, NOD-like receptors, and NF-&amp;kappa;B signaling pathways&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;BCG vaccination ฉีดเข้าไปเพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกันป้องกันการติดเชื้อวัณโรค แต่ในการศึกษาก่อนหน้านี้พบว่า สามารถช่วยในการป้องกันการติดเชื้อไวรัสได้หลายตัว ที่มีวิจัยมา เช่น Influenza A and respiratory syncytial virus (RSV) โดยวัคซีน BCG สามารถป้องกันการติดเชื้อโดยกลไกของการแสดงออกทางกรรมพันธ์ และการควบคุมทางด้านภูมิคุ้มกันโดยผ่านการหลั่งสารกระตุ้นการอักเสบต่าง ๆ (Pro-inflammatory Cytokines เช่น TNF &amp;alpha;, IL-6, and IFN&amp;gamma;) รวมถึงกลไกผ่านทาง วิตามิน D ได้ด้วย (the Role of Vitamin D)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยกลไกหลักในการได้ผลป้องกันการติดเชื้อของวัคซีน BCG ขึ้นอยู่กับบทบาทของ Vitamin D ซึ่งมีผลต่อเซลล์ด้านภูมิคุ้มกัน และเซลล์ของปอด โดย Vitamin D สามารถกระตุ้นการทำงานของ T Cell และสารกระตุ้นการอักเสบหลายตัว เช่น IFN-gamma
.ในเพจ ยังตอบผู้มาคอมเม้นท์ว่า ในวิจัย​บอกว่า มี 4ประเทศ กำลังทดลอง ทำวิจัยเพิ่มเติมเรื่อง​ BCG​ กับ​ Covid19​&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ผู้ที่สนใจสามารถตามอ่านการศึกษาฉบับก่อนตีพิมพ์ได้ที่
.
&amp;hellip;&amp;hellip;&amp;hellip;&amp;hellip;&amp;hellip;&amp;hellip;&amp;hellip;&amp;hellip;&amp;hellip;&amp;hellip;&amp;hellip;&amp;hellip;&amp;hellip;&amp;hellip;&amp;hellip;&amp;hellip;&amp;hellip;..
.
Hidden in plain sight: The effects of BCG vaccination in COVID-19 pandemic
https://www.biorxiv.org/content/10.1101/2020.06.09.142760v1
ฉบับเต็มมีรายละเอียดเยอะ เป็นแบบไฟล์ PDF อ่านได้ที่
https://www.biorxiv.org/&amp;hellip;/10.1101/2020.06.09.142760v1.full.&amp;hellip;
ในเพจ ยังระบุอีกว่าเท่าที่ดูในวิจัย​ มี 4ประเทศ กำลังทดลอง ทำวิจัยเพิ่มเติมเรื่อง​ BCG​ กับ​ Covid19​&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/68757</URL_LINK>
                <HASHTAG>การป้องกันโควิด-19, วัคซีนBCG, วิตามินดี, เพจแพทย์ไทยไอเดียสุด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200615/image_big_5ee73a1826520.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>66117</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/05/2020 07:50</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/05/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คนไทยการ์ดตกเริ่มเดินสาย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; กระทรวงสาธารณสุข สำนักงานสถิติ สำรวจการป้องกันโควิด-19 ของคนไทย พบการ์ดตก! เล็กน้อย พฤติกรรมป้องกันโดยรวมจาก 77.6% ลดลงเหลือ 72.5% เดินทางออกนอกจังหวัดมากขึ้น แต่ส่วนใหญ่ยังเชื่อมั่นมาตรการของรัฐบาล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำนักงานพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ร่วมกับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.), สำนักงานสถิติแห่งชาติ, คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล และคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ได้สำรวจการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในระหว่างมาตรการผ่อนปรนระหว่างวันที่ 8-14 พ.ค.2563 จากผู้ตอบแบบสอบถาม 19,378 คน ผ่าน h ttps://thaifightcovid19.com/ แบ่งเป็นเพศหญิง 73% ชาย 26% อายุเฉลี่ย 48 ปี การศึกษาระดับปริญญาตรีขึ้นไป 86%, อาชีพข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ 27%, &amp;nbsp;พนักงานลูกจ้างเอกชน 24% และประกอบธุรกิจส่วนตัว ค้าขาย อาชีพอิสระอีก 19%
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผลสรุปการสำรวจพบว่า ในช่วงมาตรการผ่อนปรน กลุ่มตัวอย่าง 48% มีรายได้ลดลง และอีก 53% มีรายจ่ายเพิ่มขึ้น โดยพบว่ารายจ่ายที่เพิ่มขึ้นของประชาชนส่วนใหญ่ 88% มาจากค่าอุปกรณ์ป้องกันการติดเชื้อ เช่น แอลกอฮอล์ หน้ากากอนามัย เฟซชิลด์ รองลงมาได้แก่ ค่าน้ำ ค่าไฟ 76% และค่าอาหาร 56%
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนภาพรวมการเดินทางออกนอกจังหวัดในสัปดาห์ที่ผ่านมา พบประชาชน 26% เดินทางออกนอกจังหวัด โดยเหตุผลที่เดินทางออกนอกจังหวัดเพราะจำเป็นต้องไปทำงาน 61% และเดินทางไปธุระจำเป็น เช่น ติดต่อหน่วยงานราชการ 21% และเดินทางไปเยี่ยมครอบครัว ญาติ เพื่อนฝูง 21% นอกจากนี้ยังพบว่าในสัปดาห์ที่ผ่านมา มีประชาชนประมาณ 11% ไปร่วมการรวมกลุ่มกิจกรรมทางสังคม เช่น งานบวช งานแต่งงาน งานสังสรรค์ งานประชุม การเรียนการสอนต่อหน้า
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับพฤติกรรมการป้องกันตนเองในช่วงผ่อนปรนมาตรการระหว่างวันที่ 8-14 พ.ค. พบว่า ประชาชนมีพฤติกรรมการป้องกันตนเองลดลงในทุกพฤติกรรม เมื่อเทียบกับข้อมูลก่อนการผ่อนปรนมาตรการสัปดาห์สุดท้ายของเดือนเมษายน โดยพฤติกรรมป้องกันโดยรวมจาก 77.6% ลดลงเหลือ 72.5%, &amp;nbsp;สวมหน้ากากทุกครั้ง 91.2% ลดลงเหลือ 91%, ล้างมือทุกครั้งจาก 87.2% ลดเหลือ 83.4%, กินร้อน ช้อนกลางตนเอง 86.1% ลดเหลือ 82.3%, ระวังไม่อยู่ใกล้คนอื่นในระยะน้อยกว่า 2 เมตร จาก 65.3% เหลือ 60.7% และไม่เอามือจับหน้า จมูก ปาก จาก 62.9% เหลือ 52.9%
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะเดียวกัน เมื่อสอบถามถึงความเชื่อมั่นของประชาชนต่อรัฐบาลไทยในการออกมาตรการต่างๆ เพื่อควบคุมการแพร่เชื้อโควิด-19 พบว่า 65% เชื่อมั่น ขณะที่ 21% ไม่แน่ใจ/ไม่ทราบ และ 14% ไม่เชื่อมั่น อย่างไรก็ตาม ได้เตรียมนำผลที่ได้ไปพัฒนาแนวปฏิบัติที่มีประสิทธิภาพในการลดการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ให้มากขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; นพ.ธนรักษ์ ผลิพัฒน์ รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวถึงสถานการณ์โรคระบาดในช่วงฤดูฝนที่กำลังจะมาถึง ซึ่งมีความจำเป็นในการป้องกัน โดยเฉพาะโรคไข้เลือดออก โรคไข้หวัดใหญ่ เพื่อไม่ให้เกิดความสับสนกับโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.ธนรักษ์กล่าวว่า โรคที่มักจะมากับฤดูฝน ได้แก่ 1.โรคไข้เลือดออก ทำให้หลายคนอาจจะสับสนกับโรคโควิด-19 แต่สามารถแยกได้จากลักษณะที่ชัดเจนง่ายที่สุด คือ โรคไข้เลือดออกจะมีอาการไข้เป็นหลัก ในขณะที่โควิด-19 จะมีอาการทั้งไข้และอาการของโรคระบบทางเดินหายใจ เช่น ไอ เจ็บคอ มีน้ำมูก แต่ที่สำคัญที่สุดคือการป้องกันโรคไข้เลือดออก เพื่อไม่ให้มีจำนวนผู้ป่วยที่จำเป็นจะต้องเข้าโรงพยาบาล (รพ.) เพิ่มมากขึ้น ดังนั้น สธ.ขอเรียกร้องไปยังประชาชนช่วยกันป้องกันโรคไข้เลือดออกเต็มที่ เช่น การทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย การป้องกันยุงกัด ด้วยมาตรการต่างๆ ที่เหมาะสม ก็จะช่วยให้มีจำนวนผู้ป่วยโรคไข้เลือดออกต่ำที่สุด
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ปีนี้เป็นปีที่จะต้องช่วยกันคนละไม้คนละมือจริงๆ ถ้าเกิดมีอาการโรคไข้เลือดออก ผู้ป่วยบางคนก็จะมีอาการช็อก มักจะเกิดขึ้นในวันที่เริ่มมีอาการไข้ลง โดยจะมีไข้สูงประมาณวันที่ 2-7 วันแรก และช่วงที่มีอาการไข้ลดผู้ป่วยอาจจะมีอาการช็อก หรือว่ามีน้ำไหลออกจากหลอดเลือด ซึ่งโดยทั่วไปถ้าได้รับการรักษาอย่างดี ประคับประคองดี ก็มักจะหายได้แล้วก็กลับมามีสุขภาพที่ดี&amp;rdquo; นพ.ธนรักษ์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.ธนรักษ์กล่าวต่อว่า โรคไข้หวัดใหญ่ ที่มีอาการป่วยคล้ายคลึงกันนั้น จึงอยากเชิญชวนให้กลุ่มที่สามารถได้รับวัคซีนฟรี รีบไปรับวัคซีนโดยด่วน ได้แก่ 1.หญิงมีครรภ์ อายุครรภ์ 4 เดือนขึ้นไป 2.เด็กอายุ 6 เดือนถึง 2 ปี 3.ผู้มีโรคเรื้อรัง ได้แก่ ปอดอุดกั้นเรื้อรัง หัวใจ หอบหืด ไตวาย หลอดเลือดสมอง ผู้ป่วยมะเร็ง ที่อยู่ระหว่างการให้เคมีบำบัดและเบาหวาน 4.ผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไป 5.ผู้พิการทางสมอง ช่วยเหลือตนเองไม่ได้ 6.ผู้ที่ป่วยโรคธาลัสซีเมียและผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง (รวมผู้ติดเชื้อ HIV ที่มีอาการ) และ 7.ผู้มีน้ำหนักตั้งแต่ 100 กิโลกรัม หรือดัชนีมวลกายตั้งแต่ 35 กิโลกรัมต่อตารางเมตร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;การให้วัคซีนของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช.) จะอยู่บนพื้นฐานของใครมาก่อนได้รับวัคซีนก่อน หมดแล้วก็หมดเลย เพราะว่าเราสามารถจัดหาวัคซีนได้เพียงประมาณ 4 ล้านเข็ม สำหรับคนประมาณ 4 ล้านคน อยากจะเชิญชวนให้กลุ่มผู้ที่สามารถมีสิทธิได้รับวัคซีนฟรีไปรับวัคซีน และอีกกลุ่มที่สามารถรับวัคซีนได้ฟรี คือกลุ่มบุคลากรทางการแพทย์ โดยวัคซีนเริ่มที่จะส่งไปตามโรงพยาบาลต่างๆ การได้รับวัคซีนไข้หวัดใหญ่ ป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ และไม่ได้ป้องกันโรคโควิด-19 แต่การป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่จะทำให้ระบบบริการสาธารณสุขสามารถที่จะดำเนินการอย่างราบรื่นต่อไป แล้วก็ไม่สับสนในเรื่องของกลุ่มเสี่ยงบางกลุ่มที่เกิดมีอาการของไข้หวัดใหญ่ขึ้นมาแล้วจะต้องทุ่มเททรัพยากรไปตรงนั้น&amp;rdquo; นพ.ธนรักษ์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.ธนรักษ์กล่าวต่อว่า มีข่าวลือว่าการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่จะทำให้มีโอกาสติดเชื้อโควิด-19 มากขึ้น ขอชี้แจงว่าไม่เป็นความจริง สามารถรับวัคซีนไข้หวัดใหญ่ได้เพื่อป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ และป้องกันความรุนแรงของโรคที่อาจจะเกิดขึ้นได้.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/66117</URL_LINK>
                <HASHTAG>COVID-19, การป้องกันโควิด-19, สาธารณสุข, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เชื่อมั่นมาตรการของรัฐ, โควิด 19, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200516/image_big_5ebff837aae50.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
