<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>115501</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/09/2021 14:37</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/09/2021 14:37</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศบค.ขยายเวลาเดินรถสาธารณะเป็น 4 ทุ่ม ลุ้นอีก2สัปดาห์ตัวเลขไม่เพิ่มได้ผ่อนคลายแน่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3 ก.ย.64 -ที่ทำเนียบรัฐบาล พญ.อภิสมัย ศรีรังสรรค์ ผู้ช่วยโฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. แถลงว่า&amp;nbsp; หลังจากประกาศข้อกำหนดฉบับที่ 32 ให้ประชาชนใช้บริการร้านอาหาร ตัดผม หรือเดินห้าง แต่พบว่าการอรถขนส่งสาธารณะมีความแออัด ขอให้กำชับมาตรการไม่ให้มีความเสี่ยงติดเชื้อ ซึ่งเราอนุญาตให้มีผู้โดยสาร 75% ถ้ามีผู้โดยสารยืนแสดงว่าเกิน 100% จึงให้กระทรวงคมนาคมเพิ่มจำนวนรถให้เพียงพอต่อจำนวนประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ กรณีร้านอาหาร ห้างสรรพสินค้า ต้องปิดในเวลา 20.00 น. แต่พนักงานยังต้องปิดร้าน ทำความสะอาด อาจกลับบ้านไม่ทัน ที่ประชุม ศบค.ชุดเล็กจึงอนุญาตขยายเวลาเดินรถได้ถึงเวลา 22.00 น. มีผลตั้งแต่วันที่ 2 ก.ย. แต่ยังไม่ใช่เป็นการผ่อนคลาย ประชาชนทั่วไปขอให้วางแผนการเดินทาง อย่าไปแออัดพร้อมกัน อย่างไรก็ตาม ถ้าเราร่วมมือกันดำเนินการมาตรการเข้มข้น ในอีก 2 สัปดาห์แล้วตัวเลขไม่เพิ่ม การผ่อนคลายก็จะเกิดขึ้นแน่นอน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115501</URL_LINK>
                <HASHTAG>การผ่อนคลายมาตรการ Lock Down, ขนส่งสาธารณะ, พญ.อภิสมัย ศรีรังสรรค์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210809/image_big_6110e3223932d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>102860</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/05/2021 07:52</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/05/2021 07:49</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศึกระลอกสามหนักมากยาวนาน&#039;หมอธีระ&#039;เชื่อผลลัพธ์ขึ้นกับปัจจัยมีความพร้อมและเข้มแข็ง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
14 พ.ค.64 - นพ.ธีระ วรธนารัตน์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก รายงานสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 ทั่วโลก 14 พฤษภาคม 2564 มีรายละเอียดดังนี้
อินเดียทะลุ 24 ล้านไปแล้ว ยังติดเพิ่มสามแสนสามหมื่นคน ตายเพิ่มอีกกว่าสามพันแปดร้อยคน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อวานทั่วโลกติดเพิ่มถึง 730,228 คน รวมแล้วตอนนี้ 161,782,551 คน ตายเพิ่มอีก 13,038 คน ยอดตายรวม 3,357,133 คน
5 อันดับแรกที่มีจำนวนติดเชื้อต่อวันสูงสุดยังคงเป็นเช่นเดิมคือ อินเดีย บราซิล อเมริกา อาร์เจนตินา และฝรั่งเศส
อเมริกา เมื่อวานติดเชิ้อเพิ่ม 34,994 คน รวม 33,621,266 คน ตายเพิ่ม 709 คน ยอดเสียชีวิตรวม 598,492 คน อัตราตาย 1.8%
อินเดีย ติดเพิ่มมากถึง 338,019 คน รวม 24,040,851 คน ตายเพิ่ม 3,888 คน ยอดเสียชีวิตรวม 262,239 คน อัตราตาย 1.1%
บราซิล ติดเพิ่ม 72,303 คน รวม 15,433,989 คน ตายเพิ่มถึง 2,161 คน ยอดเสียชีวิตรวม 430,417 คน อัตราตาย 2.8%
ฝรั่งเศส ติดเพิ่ม 19,461 คน ยอดรวม 5,841,129 คน ตายเพิ่ม 131 คน ยอดเสียชีวิตรวม 107,250 คน อัตราตาย 1.8%
ตุรกี ติดเพิ่ม 11,534 คน รวม 5,083,996 คน ตายเพิ่ม 238 คน ยอดเสียชีวิตรวม 44,059 คน อัตราตาย 0.9%
อันดับ 6-10 เป็น รัสเซีย สหราชอาณาจักร อิตาลี สเปน และเยอรมัน ส่วนใหญ่ติดกันหลักพันถึงหลักหมื่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แถบอเมริกาใต้ ยุโรป เอเชีย อย่างโคลอมเบีย เนเธอร์แลนด์ โปแลนด์ ยูเครน แคนาดา รวมถึงบังคลาเทศ ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย เนปาล ญี่ปุ่น และมาเลเซีย ยังติดกันเพิ่มหลักพันถึงหลักหมื่น
มาเลเซียตอนนี้ระลอกสามยังระบาดหนักมากขึ้น ติดเพิ่มถึง 4,855 คน ยอดติดเชื้อรวม 458,077 คน เคยติดเชื้อสูงสุด ณ วันที่ 30 มกราคม 2564 ถึง 5,728 คนต่อวัน
ส่วนญี่ปุ่น ล่าสุดติดเพิ่มถึง 7,058 คนในวันเดียว ตายเพิ่มกว่าร้อยคน ระลอกที่สี่นี้ยังทวีความรุนแรงต่อเนื่อง เค้าเคยติดเชื้อสูงสุด 7,855 คน ณ วันที่ 9 มกราคม 2564
แถบสแกนดิเนเวีย บอลติก และยูเรเชีย ก็มีการติดเชื้อเพิ่มอย่างต่อเนื่อง อยู่ระดับหลักร้อยถึงพันกว่า หลายประเทศกดลงมาอยู่หลักร้อย ยกเว้นลิธัวเนีย คาซักสถาน ยูเครน ที่ยังหลักพัน
แถบตะวันออกกลาง ประเทศส่วนใหญ่ยังติดเพิ่มหลักพันถึงหลักหมื่นอย่างต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เกาหลีใต้ติดเพิ่มหลักร้อย ส่วนเวียดนาม และสิงคโปร์ ติดเพิ่มหลักสิบ ในขณะที่จีน ฮ่องกง ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ติดเพิ่มต่ำกว่าสิบ
...กัมพูชายังไม่มีรายงานใหม่ การระบาดของเค้าเกินร้อยต่อวันมาถึง 5 สัปดาห์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;...สำหรับไทยเรานั้น เมื่อวานติดเชื้อเพิ่มถึง 4,887 คน ทำให้เรามียอดติดเชื้อรวมแซงถึง 4 ประเทศในวันเดียวคือ กาน่า แซมเบีย จีน และฟินแลนด์ ตอนนี้จึงขึ้นมาเป็นอันดับที่ 94 (จาก Worldometer เช้านี้)
ตามหลังอุซเบกิสถานอยู่ประมาณสองพัน คาดว่าจะแซงในวันสองวันนี้ เพราะทางอุซเบกิสถานติดเชื้อเพิ่มวันละสามร้อยกว่าคน
ลองเข้าไปดูใน Ourworldindata เรื่องระดับความเข้มข้นของนโยบาย กับการระบาดแต่ละระลอกของไทยเรา เห็นได้ชัดเจนตามกราฟคือ ยิ่งผ่อนคลายมาก (ตัวเลขยิ่งน้อย) ก็จะตามมาด้วยการระบาดหนัก ทั้งระลอกสอง และระลอกสาม ก็เกิดตามมาทั้งสองครั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังที่เคยบอกไว้หลายครั้งว่า ระบบการตรวจคัดกรองต้องมีศักยภาพมากกว่าที่เคยมี, อาวุธต้องมีประสิทธิภาพ ปลอดภัย หลากหลาย และเพียงพอ, การป้องกันตัวของประชาชนต้องมีความเข้มแข็ง, นโยบายและมาตรการต่างๆ ควรเน้นเรื่องสวัสดิภาพและความปลอดภัยในชีวิตของประชาชน ลดความเสี่ยง, และรูปแบบการดำเนินธุรกิจอุตสาหกรรมต่างๆ ทั้งบันเทิง ท่องเที่ยว เดินทาง ค้าขาย จำเป็นต้องมีการวางแผนปรับให้เน้นความปลอดภัยในระยะยาว ลดจำนวนคน ลดจำนวนการสัมผัสหรือพบปะ ลดเวลาในการสัมผัสหรือพบปะ เพิ่มระยะห่างระหว่างกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขอให้มองไประยะยาว เพราะสถานการณ์ที่กำลังเผชิญอยู่นี้ หลายประเทศทั่วโลกได้แสดงบทเรียนให้ได้เห็นว่า ศึกระลอกสามนี้หนักมาก ยาวนาน และผลลัพธ์ที่จะตามมานั้นขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ ข้างต้นที่ได้กล่าวมาว่ามีความพร้อมและเข้มแข็งเพียงใด
หากพินิจพิจารณาอย่างถ่องแท้ เราคงทราบและพอคาดการณ์ได้เอง
คำแนะนำที่จะให้กับเราทุกคนตอนนี้คือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หนึ่ง ใส่หน้ากากสองชั้น ชั้นในเป็นหน้ากากอนามัย ชั้นนอกเป็นหน้ากากผ้า
สอง&amp;nbsp; ควรตัดสินใจร่วมกันหยุดความเคลื่อนไหวระดับภาค ซึ่งรวมกลุ่มจังหวัดที่ระบาดหนัก มีเคสรายวันตั้งแต่สองหลักขึ้นไป เงื่อนเวลาที่ควรทำคือทำโดยเร็วเท่าที่จะทำได้ เตรียมความพร้อม ทำความเข้าใจกัน เพื่อช่วยกันตัดวงจรการระบาดให้ได้
สาม หมั่นตรวจเช็คอาการตนเองและสมาชิกในครอบครัวหรือคนใกล้ชิด หากไม่สบาย ให้แยกห่างกัน และรีบไปตรวจรักษา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สี่ ตอนนี้เราเห็นปัญหาความขาดแคลนทั้งคนเงินของมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งในสถานพยาบาลและประชาชนทั่วไป ดังนั้นคงต้องช่วยกันประคับประคองให้อยู่รอดไปด้วยกัน ช่วยเหลือแบ่งปันคนตกทุกข์ได้ยากในพื้นที่ที่เราอาศัยอยู่ ตามกำลังที่พอมี
ส่วนเรื่องอื่นๆ เกี่ยวกับการป้องกันตัวส่วนบุคคลนั้น ต้องทำอย่างสม่ำเสมอและเคร่งครัด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้วยรักและห่วงใย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/102860</URL_LINK>
                <HASHTAG>การผ่อนคลายมาตรการ Lock Down, ธีระ วรธนารัตน์, สถานการณ์ไวรัสโควิด-19 ทั่วโลก, ไทยติดเชื้อแซงจีน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/mid/20210427/image_mid_60876f1f83695.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>68255</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/06/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/06/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> โรคประจำตัว Lock Down ไม่ได้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในสภาวะวิกฤติของโรคระบาดโควิด-19 ส่งผลให้ประชาชนส่วนใหญ่ต้องกักตัวอยู่บ้าน หลายๆ จังหวัดมีการ Lock Down เกิดขึ้น เพื่อลดจำนวนผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 และเพื่อความปลอดภัยของทุกคน แต่สำหรับผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัวคงใช้ชีวิตในสถานการณ์นี้อย่างยากลำบาก หลายคนมีความกังวลที่จะต้องเดินทางมาโรงพยาบาล เพื่อรักษาโรคประจำตัวอย่างต่อเนื่องตามแพทย์สั่ง แต่ในความเป็นจริงแล้ว &amp;nbsp;หากหยุดการรักษาอย่างต่อเนื่อง อาจมีผลเสียต่อสุขภาพและมีความเสี่ยงมากกว่า&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.ศิรพัชร์ พูนวุฒิกุล อายุรแพทย์โรคหัวใจ ประจำศูนย์หัวใจโรงพยาบาลนครธน กล่าวว่า &amp;ldquo;ผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง หากไม่ได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่อง อาจมีอัตราความเสี่ยงในการเสียชีวิตมากกว่าปกติ ดังนั้นผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัวควรมีการตรวจและติดตามอาการอย่างต่อเนื่องเป็นประจำ โดยเฉพาะผู้ที่เป็นโรคหัวใจ โรคเบาหวาน โรคไตโรคตับ โรคปอด ซึ่งโรคเหล่านี้เป็นโรคเรื้อรังที่มีอาการค่อนข้างชัดเจน จำเป็นต้องมีการเฝ้าระวังอาการ รวมถึงระวังภาวะแทรกซ้อนของโรคอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งภาวะแทรกซ้อนของโรคอาจจะยังไม่เห็นชัดในตอนนี้ แต่จะส่งผลใน 1 ปี หรือ 4-5 ปีข้างหน้า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โรคหัวใจเป็นอีกหนึ่งโรคประจำตัวที่ควรได้รับการรักษาและดูแลอาการอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากผู้ป่วยอาจมีอาการเปลี่ยนแปลงได้ทุกวัน จำเป็นต้องปรับตัวยาเพื่อการรักษาอย่างเหมาะสม เช่น การปรับยาค่าแข็งตัวของเลือด ในคนไข้ที่เป็นหัวใจเต้นผิดจังหวะ มีโอกาสเกิดลิ่มเลือดขึ้นมาในหัวใจได้ อาจทำให้ไปอุดตันที่สมองหรือส่วนอื่นๆ ซึ่งในเมื่อก่อนแพทย์จะให้กินยาวาฟาริน (Warfarin) คือยาต้านการแข็งตัวของเลือดหรือที่เรียกกันว่ายาละลายลิ่มเลือด ใช้เพื่อช่วยลดการแข็งตัวของเลือด ซึ่งการใช้ยาวาฟารินจำเป็นต้องได้รับการวัดระดับค่าแข็งตัวของเลือดเป็นประจำ นอกจากนี้วาฟารินยังอาจตีกับยาตัวอื่น หรือแม้แต่อาหารที่รับประทานได้ค่อนข้างบ่อย เพราะฉะนั้นควรต้องมีการติดตามอย่างใกล้ชิด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 นี้ อาจทำให้ผู้ป่วยมีความกังวลในการเดินทางมารักษา โรงพยาบาลนครธนจึงมีการใช้ระบบ Telemedicine เป็นบริการพบแพทย์ตามนัด รักษาต่อเนื่องผ่านวิดีโอคอล และสำหรับผู้ป่วยที่ต้องมีการเดินทางมาเจาะเลือด โรงพยาบาลจะมีบริการเจาะเลือด ณ จุดตรวจพิเศษเฉพาะบุคคล และสามารถรอรับผลเลือดได้ที่บ้าน &amp;nbsp;นอกจากนี้ยังมีบริการจัดส่งยาถึงบ้านในกรณีที่แพทย์มีการสั่งยา เพื่อลดเวลาการอยู่ในพื้นที่สาธารณะ ลดความเสี่ยงการรับหรือแพร่เชื้อ และหนึ่งในวิธีการเว้นระยะห่างทางสังคม (Social Distancing) ซึ่งบริการนี้จะช่วยตอบโจทย์เรื่องการรักษาโรคหัวใจให้กับผู้ป่วยในช่วงสถานการณ์โรคโควิด-19 เป็นอย่างดี &amp;nbsp;แต่ถึงอย่างไรยังคงแนะนำให้ผู้ป่วยเดินทางมารักษาที่โรงพยาบาลดีที่สุด โดยเฉพาะผู้ป่วยที่มีอาการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน เช่น เหนื่อย วูบใจสั่น หน้ามืด เจ็บหน้าอก นอนราบไม่ได้ เป็นต้น ซึ่งผู้ป่วยควรมาพบแพทย์ทันที เพราะอาการเหล่านี้มีความเสี่ยงที่ทำให้ถึงแก่ชีวิตได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้ป่วยโรคหัวใจ มีโอกาสติดโรคโควิด-19 เหมือนคนทั่วไป &amp;nbsp;แต่อาจส่งผลรุนแรง และอาจมีอัตราความเสี่ยงการเสียชีวิตสูงกว่าคนปกติ ดังนั้นผู้ป่วยต้องดูแลตนเองทั้งในโรคประจำตัวและโรคโควิด-19 โดยปกติแพทย์จะมีคำแนะนำให้ผู้ป่วยดูแลตนเองเมื่ออยู่บ้าน ทั้งในเรื่องการลดอาหารหวาน มัน เค็ม และออกกำลังกายตามความเหมาะสม ในส่วนของการป้องกันส่วนอื่น เช่น การฉีดวัคซีนในผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัว แพทย์จะแนะนำวัคซีนป้องกันไว้ก่อนอยู่แล้ว โดยวัคซีนควรฉีดเกือบทุกคนที่มีโรคประจำตัว คือ วัคซีนไข้หวัดใหญ่ ซึ่งควรฉีดเป็นประจำทุกปี เพราะสายพันธุ์ของไข้หวัดใหญ่เปลี่ยนไปทุกปี และถ้าเป็นผู้ป่วยที่มีภาวะจำเพาะ เช่น สูงอายุมาก ไม่เคยมีเรื่องของงูสวัดเลย อาจจะแนะนำให้ฉีดป้องกันงูสวัด หรือวัคซีนในเรื่องของ IPD ที่ป้องกันการเป็นปอดบวมแบบขั้นรุนแรง&amp;rdquo;.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/68255</URL_LINK>
                <HASHTAG>การผ่อนคลายมาตรการ Lock Down, คุณภาพชีวิต, โลกวัยเกษียณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200609/image_big_5edf77331761b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>65500</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/05/2020 08:14</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/05/2020 08:11</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;นิด้าโพล&#039;เผยประชาชนเห็นด้วยคลายล็อคดาวน์แต่ห่วงการระบาดรอบ 2</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 พ.ค.2563 ศูนย์สำรวจความคิดเห็น &amp;ldquo;นิด้าโพล&amp;rdquo; สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลสำรวจของประชาชน เรื่อง &amp;ldquo;การผ่อนคลายมาตรการ Lock Down&amp;rdquo; ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 4 &amp;ndash; 7 พฤษภาคม 2563 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษาและอาชีพทั่วประเทศ รวมทั้งสิ้น จำนวน 1,259 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับการผ่อนคลายมาตรการในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ &amp;ldquo;นิด้าโพล&amp;rdquo; สุ่มตัวอย่าง ด้วยวิธีแบบง่าย (Simple Random Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์โดยกำหนดค่าความเชื่อมั่นที่ร้อยละ 95.0&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากการสำรวจเมื่อถามถึงความคิดเห็นของประชาชนต่อการผ่อนคลายมาตรการในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 พบว่า ร้อยละ 34.39 ระบุว่า เห็นด้วยมาก เพราะ จำนวนผู้ติดเชื้อน้อยลงมาก ช่วงเวลาที่ผ่านมาประชาชนให้ความร่วมมือในการปฏิบัติตามคำเเนะนำของสาธารณสุขได้เป็นอย่างดี และกลับมาประกอบอาชีพได้หลังจากบางอาชีพสั่งปิดทำการชั่วคราว ร้อยละ 49.56 ระบุว่า ค่อนข้างเห็นด้วย เพราะ ผู้ติดเชื้อน้อยลง ประชาชนได้ผ่อนคลายบ้าง มีการรับมือทางการแพทย์ที่ดี ประชาชนให้ความร่วมมือค่อนข้างดี ประชาชนดำรงชีวิตสะดวกมากขึ้น และประกอบอาชีพหารายได้ได้เหมือนเดิม ร้อยละ 9.93 ระบุว่า ไม่ค่อยเห็นด้วย เพราะ การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ยังไม่พ้นวิกฤต หากมีการกลับมารวมตัวกันของประชาชนมากขึ้น เกรงว่าจะกลับมาเเพร่ระบาดรอบ 2 ร้อยละ 6.04 ระบุว่า ไม่เห็นด้วยเลย เพราะ อยากให้การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 หมดไป 100% ก่อน หรือเลื่อนระยะเวลาออกไปอีก 1 เดือน และเกรงว่าจะกลับมาเเพร่ระบาดรอบ 2 และร้อยละ 0.08 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ/ไม่สนใจ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านความเชื่อของประชาชนต่อผู้ใช้บริการและร้านค้าว่าจะสามารถปฏิบัติตามคำแนะนำด้านสาธารณสุข เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 หลังจากมีการผ่อนปรนให้เปิดกิจการร้านค้าได้ พบว่า ร้อยละ 18.19 ระบุว่า เชื่อมาก เพราะ ประชาชนส่วนใหญ่ให้ความร่วมมือในการทำตามคำเเนะนำด้านสาธารณสุขเป็นอย่างดี และผู้ประกอบการก็พยายามทำตามมาตรการเพื่อป้องกันการสั่งปิดทำการชั่วคราวอีก &amp;nbsp;ร้อยละ 48.77 ระบุว่า ค่อนข้างเชื่อ เพราะ ผู้ประกอบการทำตามคำสั่งด้านสาธารณสุขเป็นอย่างดี และประชาชนส่วนใหญ่มีการดูแลและรับผิดชอบตัวเองมากขึ้น ร้อยละ 26.13 ระบุว่า ไม่ค่อยเชื่อ เพราะ ประชาชนบางกลุ่มยังไม่ให้ความร่วมมือ ไม่ค่อยมีระเบียบวินัย ไม่ทำตามกฎกติกา และกิจการขนาดเล็กอาจจะปฏิบัติตามได้ไม่เต็มที่เนื่องจากข้อจำกัดทางงบประมาณ ร้อยละ 6.43 ระบุว่า ไม่เชื่อเลย เพราะ ประชาชนและผู้ประกอบการมีความตระหนักในการป้องกันไม่เท่ากัน อาจทำให้เกิดการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 รอบ 2 ขึ้น และร้อยละ 0.48 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ/ไม่สนใจ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงความกังวลของประชาชนว่าจะเกิดการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในรอบที่ 2 หลังจากมีการผ่อนคลายมาตรการ ในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 พบว่า ร้อยละ 15.33 ระบุว่า กังวลมาก เพราะ การกลับมาเดินทางและการรวมตัวของประชาชนเพิ่มมากขึ้นทำให้ละเลยในการเว้นระยะห่างทางสังคม อาจทำให้เกิดการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในรอบที่ 2 ร้อยละ 47.58 ระบุว่า ค่อนข้างกังวล เพราะ คนที่เดินทางข้ามจังหวัดอาจจะไปในพื้นที่เสี่ยงแล้วกลับมาในพื้นที่ที่ไม่มีการแพร่ระบาด ทำให้เกิดการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 &amp;nbsp;ในรอบที่ 2 ได้ ร้อยละ 25.73 ระบุว่า ไม่ค่อยกังวล เพราะ ประชาชนส่วนใหญ่ป้องกันตัวเองมากขึ้น จากจำนวนผู้ติดเชื้อที่ลดลงมาก และมั่นใจในการทำงานของรัฐบาลเเละบุคลากรทางการเเพทย์ ไม่น่าจะเกิดการเเพร่ระบาดรอบ 2 ร้อยละ 11.12 ระบุว่า ไม่กังวลเลย เพราะ ภาครัฐมีมาตรการควบคุมป้องกันที่ดี ประชาชนและผู้ประกอบการให้ความร่วมมือกับภาครัฐในการปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด และการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 จะหมดไปแน่นอน และร้อยละ 0.24 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ/ไม่สนใจ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/65500</URL_LINK>
                <HASHTAG>การผ่อนคลายมาตรการ Lock Down, นิด้าโพล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200510/image_big_5eb754696f85a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
