<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>68983</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/06/2020 17:51</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/06/2020 17:51</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กนอ.จัดโปรฯแจกแหลกดึงลงทุน“นิคมฯยางพารา” </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสาวสมจิณณ์ พิลึก ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่มีแนวโน้มว่าเริ่มคลี่คลายไปในทิศทางที่ดีขึ้น เห็นได้จากการที่รัฐบาลได้พิจารณาผ่อนคลายมาตรการในระยะที่ 4 ที่ห้ามไม่ให้ออกนอกเคหะสถานในยามวิกาล และผ่อนคลายใน 12 กิจกรรม แต่ยังให้คง พ.ร.ก.ฉุกเฉินเอาไว้ โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน 2563 นั้น นับเป็นสัญญานบวกในการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะบรรยากาศในการลงทุนที่คาดว่าในช่วงครึ่งปีหลังน่าจะมีแนวโน้มที่ดีขึ้น กนอ.เล็งเห็นถึงสถานการณ์ดังกล่าว จึงได้มีการมาตรการส่งเสริมการลงทุน (โปรโมชั่น) โดยเฉพาะพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษชายแดน (SEZ) ทั้งที่นิคมอุตสาหกรรมสระแก้ว จังหวัดสระแก้ว นิคมอุตสาหกรรมสงขลา (สะเดา) จังหวัดสงขลา และที่นิคมอุตสาหกรรมยางพารา จังหวัดสงขลา ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นิคมอุตสาหกรรมยางพารา จังหวัดสงขลา ตั้งอยู่ในตำบลฉลุง อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา พื้นที่จำนวน 1,248 ไร่ แบ่งโซนพื้นที่ออกเป็นพื้นที่อุตสาหกรรม 629 ไร่ และพื้นที่สาธารณูปโภค 619 ไร่ นับเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพตอบสนองนโยบายของรัฐบาลในการรองรับผลผลิตยางพาราพื้นที่ภาคใต้ของประเทศ ส่งผลให้เกิดการเชื่อมโยงอุตสาหกรรมยางพาราทั้งระบบ โดยคาดว่าเมื่อมีการใช้พื้นที่เต็มประสิทธิภาพแล้วจะทำให้เกิดการจ้างงานในพื้นที่ไม่น้อยกว่า 7,000 อัตรา และก่อให้เกิดมูลค่าการลงทุนกว่า 8,000 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับโปรโมชั่นส่งเสริมการขาย/เช่าที่ดินของนิคมอุตสาหกรรมยางพารา แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ 1.ส่งเสริมการขายที่ดิน จะได้รับส่วนลดร้อยละ 5 ของอัตราราคาขายที่ดิน /ยกเว้นค่าบริการบำรุงรักษาสิ่งอำนวยความสะดวก ในปีแรก นับจากวันที่ทำสัญญาจะซื้อจะขาย / สัญญาซื้อขายที่ดิน และสามารถแบ่งชำระการซื้อที่ดินในการทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินได้ภายใน 6 เดือน โดยไม่มีดอกเบี้ย แต่ต้องยื่นขออนุญาตใช้ที่ดินเพื่อประกอบกิจการต่อ กนอ. ภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2564 โอนที่ดินภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2564 และแจ้งเริ่มประกอบกิจการภายในระยะเวลา 2 ปี &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และ 2.มาตรการส่งเสริมการเช่าที่ดิน จะได้รับยกเว้นค่าเช่าที่ดินในปีแรก นับจากวันที่ทำสัญญาเช่าที่ดิน และยกเว้นค่าบริการบำรุงรักษาสิ่งอำนวยความสะดวกในปีแรก นับจากวันที่ทำสัญญาเช่าที่ดิน โดยผู้ที่ได้รับสิทธิดังกล่าวจะต้องเป็นผู้ใช้ที่ดินเพื่อประกอบอุตสาหกรรมยางพาราขั้นปลาย (Downstream Rubber Industry) และผู้ใช้ที่ดินเพื่อประกอบอุตสาหกรรมยางพาราขั้นกลาง (Midstream Rubber Industry) ทำสัญญาเช่าที่ดินภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2564 และมีระยะเวลาการเช่าไม่น้อยกว่า 20 ปี
นอกจากนี้ กนอ.ยังมีแนวทางช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs ที่เป็นผู้เช่ารายเดิมในส่วนของโรงงานมาตรฐาน โดยการปรับลดค่าเช่ารายเดือนจากเดิมที่ราคาค่าเช่าอยู่ที่ 60 บาท/ตารางเมตร/เดือน เหลือเพียง 20 บาท/ตารางเมตร/เดือน และผู้เช่ารายใหม่ที่ปัจจุบันอัตราค่าเช่าอยู่ที่ 165 บาท/ตารางเมตร/เดือน เหลือเพียง 20 บาท/ตารางเมตร/เดือน เช่นกัน โดยทั้งสองกรณีจะมีระยะเวลา 3 ปี เริ่มตั้งแต่เดือนเมษายน 2563&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ นักลงทุนที่สนใจจัดตั้งโรงงานในนิคมอุตสาหกรรมหรือขอคำปรึกษา สามารถติดต่อเข้ามาที่ กนอ. โทรศัพท์ &amp;nbsp; &amp;nbsp; 0-2253-0561 ต่อ 2123 หรือ Call Center 0-2207-2700 หรือติดต่อทาง www.ieat.go.th/golden-location/rubber-city&amp;nbsp;และ E-mail : investment.1@ieat.mail.go.th &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;นิคมอุตสาหกรรมยางพารา เป็นนิคมฯที่เน้นเพิ่มอุปสงค์การใช้ยางพาราในภาคอุตสาหกรรม สนับสนุนการใช้น้ำยางพาราจากเกษตรกรในพื้นที่และในประเทศ เพื่อรองรับอุตสาหกรรมยางพาราขั้นกลางน้ำ และปลายน้ำ เช่น ยางคอมปาวด์ ยางแท่ง อุตสาหกรรมจากยางน้ำข้น ประเภทถุงมือยาง ยางฟองน้ำ ยางรถยนต์ เป็นต้น นอกจากนี้ ยังเพิ่มมูลค่ายางพาราโดยใช้นวัตกรรมในกระบวนการผลิต เพิ่มมูลค่าการผลิตสินค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ&amp;rdquo; ผู้ว่าการ กนอ. กล่าว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/68983</URL_LINK>
                <HASHTAG>การพัฒนานิคมอุตสาหกรรมยางพารา, สมจิณณ์ พิลึก, เชื้อไวรัสโควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200617/image_big_5ee9f57fd98fa.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>20576</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/10/2018 09:49</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/10/2018 09:49</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กนอ.โวทุนต่างชาติแห่จองรับเบอร์ซิตี้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กนอ. เผยนักลงทุนจีน ญี่ปุ่น ไต้หวัน มาเลเซีย พาเหรด จ่อจองพื้นที่รับเบอร์ซิตี้ จ.สงขลา 500 ไร่ ขณะที่แผนการพัฒนาพื้นที่นิคมฯใกล้สมบูรณ์ 100% มั่นใจพร้อมเปิดรับนักลงทุนไทย-เทศ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสาวสมจิณณ์ พิลึก ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เปิดเผยว่าปัจจุบันการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมยางพารา(รับเบอร์ชิตี้) ในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมภาคใต้ จังหวัดสงขลา ใกล้เสร็จสมบูรณ์100% แล้ว พร้อมรองรับนักลงทุนที่สนใจทั้งในและต่างประเทศเข้าใช้พื้นที่เพื่อประกอบการได้ทันที ทั้งนี้ภายหลังจากที่การพัฒนาพื้นที่มีความชัดเจน ทั้งทางด้านระบบสาธารณูปโภค และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ส่งผลให้มีกลุ่มนักลงทุนจากประเทศมาเลเซีย ไต้หวัน จีน และญี่ปุ่น ตัดสินใจที่จะใช้พื้นที่ดังกล่าวเพื่อการลงทุน โดยล่าสุดได้แจ้งความประสงค์จองพื้นที่เพื่อประกอบกิจการแล้ว ประมาณ 500 ไร่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการในกลุ่มอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ไม้และกลุ่มอุตสาหกรรมโรงไฟฟ้า อุตสาหกรรมการแพทย์ และ อุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง ขณะเดียวกันยังมีพื้นที่ที่ผู้ประกอบการให้ความสนใจอยู่ระหว่างการตัดสินใจเข้ามาลงทุนอีก จำนวน 179 ไร่ เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพไม่ว่าจะเป็นระบบโลจิสติกส์แบบครบวงจร ทั้งทางบก ทางน้ำ และ ทางอากาศที่สามารถเชื่อมโยงกับตลาดต่างๆทั้งในกลุ่มสามเหลี่ยมเศรษฐกิจ (IMT &amp;ndash; GT) &amp;nbsp;ประกอบด้วย มาเลเซีย อินโดนีเซีย และไทย รวมถึงการส่งออกไปยังประเทศอื่นๆทั่วโลก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ในพื้นที่ดังกล่าว ยังมีความได้เปรียบทางด้านแรงงาน และวัตถุดิบยางพารา โดยกนอ.คาดว่าหากมีการใช้พื้นที่เต็มโครงการทั้งหมด จะมีความต้องการใช้ยางพาราเพิ่มขึ้น ประมาณ 9,000 ตันต่อปี โดยมีสัดส่วนเป็น น้ำยางข้น ประมาณ 60% หรือ 5,400 ตันต่อปี และยางแผ่นรมควัน ประมาณ 40 % หรือ 3,600 ตันต่อปี &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ซึ่งจะก่อให้เกิดรายได้แก่กลุ่มเกษตรกรชาวสวนยางประมาณ 450 ล้านบาทต่อปี และเมื่อนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ยางพาราแล้วจะสามารถเพิ่มมูลค่าได้ถึง 10 เท่า หรือ คิดเป็นเม็ดเงินประมาณ 4,500 ล้านบาท&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การพัฒนาดังกล่าวเป็นไปตามที่รัฐบาลมีนโยบายการเพิ่มมูลค่าของสินค้าเกษตรในกลุ่มอุตสาหกรรมยางพารา ตามยุทธศาสตร์พลังประชารัฐ ที่จะส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาอุตสาหกรรมยางพาราครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำไปถึงปลายน้ำ ที่มีการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านการผลิต เพื่อยกระดับราคายางพาราภายในประเทศให้มีเสถียรภาพมากขึ้น&amp;quot;นางสาวสมจิณณ์ กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/20576</URL_LINK>
                <HASHTAG>กนอ., การนิคมอุตสาหกรรมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย, การพัฒนานิคมอุตสาหกรรมยางพารา, นักลงทุนต่างชาติ, รับเบอร์ชิตี้, สมจิณณ์ พิลึก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181007/image_big_5bb96369d650b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
