<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>74246</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/08/2020 19:48</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/08/2020 19:48</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เครือข่ายปชช.ลุ่มน้ำโขงอีสาน จวกยับเพื่อไทยลืมบทบาทฝ่ายค้านหนุนเผด็จการดันโครงการผันน้ำโขง-เลย-ชี-มูล เฉยเลย!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12 ส.ค. 63 - &amp;nbsp;เครือข่ายประชาชนลุ่มน้ำโขงอีสาน ซึ่งเป็นองค์กรภาคประชาชนที่ติดตามสถานการณ์การผลักดันโครงการจัดการน้ำขนาดใหญ่ในภาคอีสาน เปิดเผยว่า ทางเครือข่ายฯ อยากเรียกร้องให้พรรคเพื่อไทยทบทวนบทบาท และจุดยืนต่อโครงการผันน้ำ โขง-เลย-ชี-มูล และโครงการจัดการน้ำต่างๆ ตามลุ่มน้ำสาขาในภาคอีสาน เนื่องจากจะส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อมในลุ่มน้ำอีสานทั้งระบบ นอกจากนี้ยังเสนอให้พรรคเพื่อไทย ได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาศึกษาปัญหาและผลกระทบ ความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์และนิเวศ ที่เกิดขึ้นจากแนวนโยบายการจัดการน้ำในภาคอีสานทั้งหมด ก่อนที่จะเดินหน้าผลักดันโครงการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยนายสุวิทย์ &amp;nbsp;กุหลาบวงษ์ &amp;nbsp;ผู้ประสานงานเครือข่ายประชาชนลุ่มน้ำโขงอีสาน ให้ข้อมูลว่า ภาคอีสานนับเป็นพื้นที่ที่มีนโยบายการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่และระบบชลประทานเป็นจำนวนมากนับตั้งแต่มีแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเป็นต้นมา ยกตัวอย่างเช่น โครงการอีสานเขียว โครงการโขงชีมูล โครงการชลประทานระบบท่อ โครงการฟื้นฟูแหล่งน้ำขนาดเล็ก เป็นต้น โครงการพัฒนาแหล่งน้ำเหล่านี้ มีการใช้งบประมาณจำนวนมหาศาล เพื่อเพิ่มพื้นที่ชลประทานมากกว่า 1.2 ล้านไร่ แต่ผลของโครงการกลับไม่เป็นไปตามเป้าหมาย เนื่องจากผลกระทบจากน้ำเค็ม ค่าสูบน้ำที่มีราคาสูง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;กรณีโครงการโขงชีมูล ที่เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2536 &amp;nbsp;มีการสร้างเขื่อนบนแม่น้ำสายหลักในภาคอีสาน เขื่อนเหล่านั้นได้ทำให้พื้นที่ป่าบุ่ง ป่าทาม ที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดของภาคอีสานกลายเป็นอ่างเก็บน้ำ และส่งผลกระทบให้เกิดภาวะดินเค็มแพร่กระจายในพื้นที่ นอกจากนี้ยังมีปัญหาชาวบ้านต้องลุกขึ้นมาเรียกร้องสิทธิ์จากที่ดินทำกินเป็นจำนวนมาก รัฐบาลต้องใช้งบประมาณมหาศาลมากกว่า 2,000 ล้านบาท เพื่อมาแก้ไข ซึ่งมากกว่าค่าการก่อสร้างเสียอีก จะเห็นได้ว่าบทเรียนเกี่ยวกับความล้มเหลวด้านแผนการจัดการน้ำขนาดใหญ่ เป็นที่ประจักษ์ต่อสังคมมานาน ดังนั้น เครือข่ายประชาชนลุ่มน้ำโขงอีสาน จึงขอเรียกร้องให้พรรคเพื่อไทยทบทวนบทบาท และจุดยืนต่อโครงการผันน้ำโขง-เลย-ชี-มูล และโครงการจัดการน้ำต่างๆ ตามลุ่มน้ำสาขาในภาคอีสานทั้งระบบ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้ประสานงานเครือข่ายประชาชนลุ่มน้ำโขงอีสาน ยังกล่าวต่อว่า พรรคเพื่อไทย ควรผลักดันให้มีการศึกษาและนำเสนอความคุ้มค่าที่แท้จริงของโครงการผันน้ำ โขง-เลย-ชี-มูล บนพื้นฐานของการคำนึงถึงคุณค่าของระบบนิเวศ สิ่งแวดล้อม สังคม และวัฒนธรรม พร้อมกับความคุ้มค่าในทางเศรษฐศาสตร์ ภายใต้สถานการณ์ความเสี่ยงเรื่องแผ่นดินไหวกับน้ำท่วมฉับพลันในภาคอีสาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;พรรคเพื่อไทย เป็นพรรคการเมืองฝ่ายค้าน ควรมุ่งตรวจสอบการผลักดันโครงการผันน้ำโขง-เลย-ชี-มูล ของนักการเมืองฝ่ายเผด็จการในขณะนี้ มิใช่ส่งเสียงสนับสนุนโครงการที่ขาดหลักธรรมาภิบาล และขาดการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน ซึ่งพรรคเพื่อไทยควรมีบทบาทในการสร้างพื้นที่การมีส่วนร่วมจากประชาชนให้รอบด้านตามหลักการประชาธิปไตย&amp;rdquo; นายสุวิทย์กล่าวทิ้งท้าย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/74246</URL_LINK>
                <HASHTAG>การมีส่วนร่วมของประชาชน, ชุมชน, ผลกระทบสิ่งแวดล้อม, เครือข่ายประชาชนลุ่มน้ำโขงอีสาน, เพื่อไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200812/image_big_5f33e2e36c4ae.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>69132</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/06/2020 12:22</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/06/2020 12:22</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> โพลฉีกหน้า’new normal’เผยปชช.ไม่มีส่วนร่วมในการจัดทำโครงการขอใช้เงินกู้เพื่อฟื้นฟูสี่แสนล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19 มิ.ย.63 &amp;ndash; ​ &amp;nbsp;นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ ร่วมกับ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล (SUPER POLL) เสนอผลสำรวจภาคสนาม เรื่อง เสียงเกษตรกร ต่อเงินกู้งบฟื้นฟูสี่แสนล้านบาท กรณีศึกษาตัวอย่างเกษตรกรทั่วประเทศ โดยดำเนินการเก็บข้อมูลแบบผสมผสาน (Mixed Method) ทั้งการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ การลงพื้นที่และการเก็บข้อมูลในโลกโซเชียลทั้งการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) และการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) จำนวน 1,484 ตัวอย่าง ดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 15 &amp;ndash; 18 มิ.ย.ที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามถึงความต้องการของเกษตรกรต่อรัฐบาลในการใช้เงินกู้เพื่อฟื้นฟูสี่แสนล้านบาท เพื่อประโยชน์ต่อเกษตรกร พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 97.2 ต้องการให้อุดหนุนเกษตรกรรายย่อย ผู้ผลิตเกษตรปลอดภัยและเกษตรอินทรีย์ รองลงมาคือร้อยละ 96.9 ต้องการให้จัดตั้งกองทุนสร้างเกษตรรุ่นลูกหลานและแรงงานคืนถิ่น ร้อยละ 96.1 ต้องการใช้งบฟื้นฟูฯ ทำเกษตรผสมผสาน ตามทฤษฎีใหม่ ป่าสามอย่างประโยชน์สี่อย่าง ร้อยละ 95.8 ต้องการกระจายงบฟื้นฟูฯ ให้ทั่วถึง ไม่ลงกลุ่มเดิม ๆ ร้อยละ 95.3 ต้องการโครงสร้างพื้นฐานเช่น ระบบสูบน้ำด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ ร้อยละ 94.6 ต้องการส่งเสริมการแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรเป็นเกษตรอุตสาหกรรม ร้อยละ 92.6 ต้องการ ส่งเสริมช่องทางขายสินค้าเกษตรออนไลน์แบบถ้วนหน้า และร้อยละ 90.8 ต้องการ สนับสนุน ชุมชนเป็นเจ้าของโรงงานแปรรูปผลผลิตเกษตรและพลังงานชีวมวล เกษตร โรงไฟฟ้าชุมชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่น่าพิจารณาคือ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 81.2 ระบุไม่มีส่วนร่วมในการจัดทำโครงการขอใช้เงินกู้เพื่อฟื้นฟูสี่แสนล้านบาทเลย ในขณะที่เพียงร้อยละ 18.8 เท่านั้น ระบุมีส่วนร่วม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่น่าสนใจคือ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 72.9 ต้องการค่อนข้างมากถึงมากที่สุดในการมีส่วนร่วมในการตรวจสอบการใช้เงินกู้งบฟื้นฟูสี่แสนล้านบาท ในขณะที่ร้อยละ 27.1 ต้องการค่อนข้างน้อยถึงไม่ต้องการเลย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่น่าเป็นห่วงคือ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 81.8 กังวลค่อนข้างมากถึงมากที่สุดอาจจะเกิดการทุจริตคอร์รัปชันในการใช้เงินกู้งบฟื้นฟูสี่แสนล้านบาท ในขณะที่ ร้อยละ 18.2 กังวลค่อนข้างน้อยถึงไม่กังวลเลย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ กล่าวว่า สภาเกษตรกรแห่งชาติขอมีส่วนร่วมในการสนับสนุนรัฐบาลและสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติขับเคลื่อนการใช้งบฟื้นฟูเศรษฐกิจสี่แสนล้านบาทให้มีประสิทธิภาพก่อประโยชน์สูงสุดกับเกษตรกรในระดับฐานราก และในทิศทางข้างหน้าสภาเกษตรกรแห่งชาติจะได้ร่วมกับสำนักวิจัยซูเปอร์โพล (SUPER POLL) ทำการสำรวจ วิจัย ติดตาม ความพึงพอใจของเกษตรกรอย่างต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผอ.ซูเปอร์โพล กล่าวว่า ผลโพลชิ้นนี้ชี้ชัดว่า เกษตรกรส่วนใหญ่ส่งเสียงในผลโพลว่า ไม่ได้มีส่วนร่วมในการจัดทำโครงการขอใช้เงินกู้งบฟื้นฟูสี่แสนล้านบาทและส่งผลทำให้เกิดความกังวลต่อปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันในการใช้เงินกู้งบฟื้นฟูนี้ ที่มีการเร่งรัดในการจัดทำโครงการต่าง ๆ ที่อาจจะทำให้เม็ดเงินตกไม่ถึงมือเกษตรกรอย่างแท้จริง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/69132</URL_LINK>
                <HASHTAG>การมีส่วนร่วมของประชาชน, งบฟื้นฟู4แสนล้าน, ซูเปอร์โพล, ดร.นพดล กรรณิกา, ประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200619/image_big_5eec4a9bc9572.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>16869</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/09/2018 11:28</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/09/2018 11:28</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ครป.ขวางมาตรา 44 ล้มระบบไพรมารีโหวต</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5 ก.ย.61 - คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.)ออกแถลงการณ์เรื่อง&amp;quot;กรณีรัฐบาลประกาศผ่อนคลายกฎเกณฑ์ให้พรรคการเมืองด้วยการล้มระบบไพรมารีโหวต&amp;quot; ระบุว่า ตามที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ได้ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนประกาศผ่อนคลายให้พรรคการเมืองสามารถดำเนินการต่างๆ โดยเฉพาะการจะใช้อำนาจตามมาตรา 44 ของหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ไม่บังคับใช้ระบบไพรมารีโหวต (Primary Vote) ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2560 นั้น คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) ขอแสดงท่าทีและข้อเรียกร้องดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. เราขอคัดค้านการจะใช้อำนาจตามมาตรา 44 ของหัวหน้า คสช. เพื่อผ่อนคลายให้พรรคการเมืองไม่ต้องดำเนินการตามหลักไพรมารีโหวต (Primary Vote) ที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2560 โดยอ้างเรื่องระยะเวลาหาเสียงนั้น ทั้งนี้ เพราะระบบไพรมารี่โหวต หรือ &amp;ldquo;ระบบการเลือกตั้งขั้นต้น&amp;rdquo; คือ การปฏิรูปการเมืองขั้นพื้นฐานที่จะพัฒนาให้พรรคการเมืองเป็นประชาธิปไตย โดยให้ประชาชนเป็นเจ้าของและมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประการสำคัญ ระบบไพรมารี่โหวต จะทำให้ประชาชนผู้เป็นสมาชิกพรรคนั้นๆ มีสิทธิและหน้าที่ในการเลือกผู้สมัครส.ส. ทั้งยังสามารถนำเสนอและพัฒนานโยบายพรรค พร้อมรับฟังวิสัยทัศน์ของผู้สมัครรับเลือกตั้งของพรรคทุกระดับ รวมทั้งรับทราบสถานะทางการเงินของพรรคการเมืองนั้นๆ ด้วย ดังนั้น ระบบไพรมารีโหวต จึงเป็นการปฏิรูปการเมืองขั้นต้นที่ทำจะให้ประชาชนได้ใกล้ชิดกับผู้นำบริหารพรรคและนักการเมืองมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังสะท้อนถึงเจตนารมณ์ทางการเมืองของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม ไพรมารีโหวต จึงเป็นมาตรการป้องกันไม่ให้กลุ่มทุนและนักเลือกตั้งเข้ามาครอบงำพรรค แก้ปัญหาการเมืองไทยไม่ให้เกิดขึ้นวิกฤติความรุนแรงเหมือนที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. เราเห็นว่า หากมีการผ่อนคลายให้พรรคการเมืองไม่ต้องทำระบบไพรมารีโหวต โดยการออกคำสั่งตามมาตรา 44 ของ คสช.นั้น จะเป็นการทำลายหลักปฏิรูปประเทศ ทำลายเจตนารมณ์การปฏิรูปการเมืองของ คสช.ที่ประกาศไว้ตอนเข้ามายึดอำนาจอย่างยิ่ง อีกทั้งหากไม่มีการดำเนินการตามระบบไพรมารี่โหวตก็อาจเสี่ยงต่อการกระทำที่ขัดกฎหมายรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้การอ้างว่าพรรคการเมืองไม่มีเวลาในการดำเนินการตามระบบไพรมารี่โหวตดังกล่าวหรือหาสมาชิกพรรคไม่ทันก็ย่อมฟังไม่ขึ้น เพราะกฎหมายได้ผ่อนคลายการทำไพรมารี่โหวตพอสมควร แค่พรรคการเมืองหาสมาชิกพรรคในแต่ละจังหวัดครบ 100 คนก็สามารถคัดเลือกและส่งผู้สมัครได้ครบทุกเขตในจังหวัดนั้นๆ อยู่แล้ว หากพรรคใดไม่สามารถดำเนินการเช่นนี้ได้ พรรคการเมืองนั้นก็ไม่ควรส่งผู้สมัครลงเลือกตั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. เราขอเรียกร้องต่อรัฐบาล ได้ทบทวนท่าทีดังกล่าวโดยเร่งด่วน เพื่อป้องกันข้อสงสัยของสาธารณชนที่ว่า น่าจะมีการดูดนักการเมืองจำนวนหนึ่งมาตั้งพรรคเพื่อสนับสนุนการอยู่ในอำนาจต่อไปของรัฐบาลปัจจุบัน ด้วยการผ่อนคลายหลักเกณฑ์บางอย่างให้เอื้อต่อการได้มาซึ่งจำนวน ส.ส.ที่จะสนับสนุนการอยู่ในอำนาจของตน และหากมีการดำเนินการเช่นนั้นจริง ย่อมเป็นภัยอันตรายต่อการพัฒนาประเทศและการปกครองในระบอบประชาธิปไตย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ท้ายที่สุด ครป.เห็นว่า การผ่อนคลายให้พรรคการเมืองสามารถดำเนินกิจการต่างๆ ได้เป็นเรื่องที่เหมาะสมและสอดคล้องต่อการคืนอำนาจให้ประชาชนได้ในสถานการณ์ปัจจุบัน แต่ไม่ควรทำลายหลักการปฏิรูปประเทศ ด้วยการเอื้อประโยชน์ให้กับนักการเมืองบางกลุ่มเพื่อประโยชน์ของตน อันจะทำให้บ้านเมืองเกิดวิกฤติเช่นที่ผ่านมา&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/16869</URL_LINK>
                <HASHTAG>การมีส่วนร่วมของประชาชน, ครป., พรรคการเมือง, วิษณุ เครืองาม, เลือกตั้ง, ไพรมารีโหวต</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180530/image_big_5b0e2bcf36dba.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
