<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>107223</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/06/2021 15:08</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/06/2021 14:59</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กยท. MOU กอ.หนุนพัฒนาสื่องานทันตสาธารณสุขด้วยวัสดุยางในประเทศ  ผลิตโมเดลสุขภาพช่องปากกลุ่มปากแหว่งเพดานโหว่ กลุ่มเฉพาะกลุ่มพิเศษ  </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันนี้ ( 22 มิ.ย.64) การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ร่วมกับ กรมอนามัย (กอ.) ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ การพัฒนาสื่อส่งเสริมความรอบรู้เพื่อสุขภาพและสุขภาพช่องปากของผู้ป่วยปากแหว่งเพดานโหว่และกลุ่มเฉพาะกลุ่มพิเศษ นำองค์ความรู้ทันตกรรม-แปรรูปผลิตภัณฑ์ยาง ผลิตสื่อโมเดลและตุ๊กตา เพื่อพัฒนาสื่อใช้ในงานทันตสาธารณสุขด้วยวัสดุยางในประเทศ ส่งเสริมความรอบรู้สุขภาพของบุคลากรสาธารณสุขและผู้ปกครอง ณ ห้องประชุมกำธร สุวรรณกิจ อาคาร 1 ชั้น 1 กรมอนามัย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การยางแห่งประเทศไทย หรือ กยท. เป็นองค์กรกลางที่รับผิดชอบดูแลการบริหารจัดการยางพาราของประเทศทั้งระบบครบวงจร โดยมีนโยบายมุ่งเน้นสนับสนุนงานด้านวิจัยและพัฒนา ทั้งที่ดำเนินการโดยนักวิจัยของ กยท. และดำเนินงานร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อสร้างนวัตกรรม เทคโนโลยี และผลิตภัณฑ์จากยางพารา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำยางพารามาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ยาง ซึ่งนอกจากนำยางพารามาใช้ประโยชน์ด้านนวัตกรรมแล้ว ยังเป็นการสนับสนุนอาชีพการทำสวนยางพาราให้มีความยั่งยืน ซึ่ง กยท. และกรมอนามัย เห็นพ้องร่วมกันว่า จากความร่วมมือดังกล่าว เมื่อผ่านการทดสอบใช้งานและพัฒนารูปแบบได้เหมาะสม และทั้งสองฝ่ายเห็นชอบร่วมกันแล้ว จะนำผลิตภัณฑ์ยางพารา ซึ่งเป็นวัสดุที่มีความปลอดภัยในการใช้งานภายในช่องปาก(Food Grade) สำหรับงานส่งเสริมสุขภาพทางช่องปากเพื่อขยายผลและถ่ายทอดองค์ความรู้สู่สถาบันเกษตรกรในอนาคต เพื่อให้สามารถผลิตและสร้างเป็นรายได้อย่างยั่งยืนให้กับเกษตรกรต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน นายแพทย์สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า จากข้อมูลของสำนักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) พบว่า ในปี 2561 พบเด็กแรกเกิดปากแหว่งเพดานโหวในระบบบัตรทอง จำนวน 1,092 คนจากเด็กแรกเกิดทั้งหมด 516,326 คน คิดเป็นอุบัติการณ์ 2.11 คนต่อทารกมีชีพ 1,000 คน ซึ่งการลงนามบันทึกความร่วมมือการพัฒนาสื่อส่งเสริมความรอบรู้เพื่อสุขภาพและสุขภาพช่องปากของผู้ป่วยปากแหว่งเพดานโหว่ และกลุ่มเฉพาะกลุ่มพิเศษในครั้งนี้ จะก่อให้เกิดการพัฒนาสื่อส่งเสริมความรอบรู้ด้วยยางพารา สำหรับบุคลากรสาธารณสุขและผู้ปกครอง เพื่อสนับสนุนการดูแลสุขภาพช่องปากของผู้ป่วยปากแหว่งเพดานโหว่ และกลุ่มเฉพาะกลุ่มพิเศษ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ทั้งนี้ การสนับสนุนความร่วมมือพัฒนาสื่อส่งเสริมความรอบรู้ กรมอนามัยได้เตรียมข้อมูลเนื้อหาทางสุขภาพ และสุขภาพช่องปาก ออกแบบสื่อ เช่น โมเดลภาวะปากแหว่งเพดานโหว่สำหรับบุคลากรสาธารณสุข และตุ๊กตาเด็กปากแหว่งเพดานโหว่สำหรับการฝึกทักษะผู้ปกครอง พัฒนารูปแบบและให้ข้อมูลกับการยางแห่งประเทศไทยผลิตสื่อต้นแบบจากยางพารา ให้บุคลากรสาธารณสุขในเครือข่ายปฐมภูมิได้มีส่วนร่วมในการพัฒนาสื่อส่งเสริมสุขภาพโดยใช้สื่อที่ผลิตจากยางพาราไปใช้ในพื้นที่กับกลุ่มเป้าหมาย และร่วมประเมินผล เพื่อจะได้นำข้อเสนอแนะไปพัฒนาสื่อจากยางพาราให้ดียิ่งขึ้น พร้อมทั้งมีประสิทธิภาพในการเพิ่มความรอบรู้ให้แก่ผู้ดูแล ช่วยให้ผู้ป่วยปากแหว่งเพดานโหว่ และกลุ่มเฉพาะกลุ่มพิเศษมีสุขภาพที่ดี ตลอดจนพัฒนาสื่อความรอบรู้จากยางพาราในกลุ่มเฉพาะกลุ่มพิเศษอื่น ๆ เช่น กลุ่มที่มีความพิการทางสายตา ต่อไปในอนาคต&amp;quot; อธิบดีกรมอนามัย กล่าว&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/107223</URL_LINK>
                <HASHTAG>MOU, กยท., กรมอนามัย, กลุ่มปากแหว่งเพดานโหว่, กอ., การพัฒนาสื่อส่งเสริมความรอบรู้เพื่อสุขภาพและสุขภาพช่องปากของผู้ป่วยปากแหว่งเพดานโหว่, การยางแห่งประเทศไทย, นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท, นายแพทย์สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย, ผลิตภัณฑ์จากยางพารา, ผลิตภัณฑ์ยาง, ผลิตสื่อโมเดลและตุ๊กตา, ผลิตโมเดลสุขภาพช่องปาก, ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย, ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ, สปสช., สำนักประกันสุขภาพแห่งชาติ, ส่งเสริมความรอบรู้สุขภาพของบุคลากรสาธารณสุขและผู้ปกครอง, อธิบดีกรมอนามัย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210622/image_big_60d198fd37fce.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>101060</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/04/2021 15:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/04/2021 14:53</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กยท.-นอร์ทอีส จับมือลงนามซื้อขายยางกว่า 1 แสนตันเรียบร้อยแบบโปร่งใส ผู้ว่าฯ มั่นใจไม่กระทบตลาด แถมได้ยอดซื้อยางใหม่เพิ่มอีกเท่าตัว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; กยท.-นอร์ทอีสรับเบอร์ จับมือลงนามสัญญาซื้อขายยาง 104,763.35 ตัน จากโครงการพัฒนาศักยภาพสถาบันเกษตรกรฯ และโครงการสร้างมูลภัณฑ์กันชนฯ ผู้ว่าฯมั่นใจไม่ส่งผลกระทบต่อตลาด แถมต้องซื้อยางใหม่จากสถาบันเกษตรกรฯ อีก 1 แสน คาด 31 พ.ค.ขนยางออกหมดสต๊อก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; วันนี้ (28เม.ย.64) ได้มีพิธีลงนามสัญญาซื้อขายยางตามโครงการพัฒนาศักยภาพสถาบันเกษตรกรเพื่อรักษาเสถียรภาพราคายาง และโครงการสร้างมูลภัณฑ์กันชนรักษาเสถียรภาพราคายาง ระหว่างการยางแห่งประเทศไทย ( กยท.) โดยนายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย กับ บริษัท นอร์ทอีส รับเบอร์ จำกัด ( มหาชน) โดยนายชูวิทย์ จึงธนสมบูรณ์ กรรมการผู้จัดการ และมีนายประพันธ์ บุณยเกียรติ ประธานกรรมการการยางแห่งประเทศไทย ร่วมเป็นสักขีพยาน ณ ห้องประชุมสถลสถานพิทักษ์ ชั้น 6 อาคาร 1 การยางแห่งประเทศไทย บางขุนนนท์ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า โดยการลงนามในครั้งนี้เป็นผลสืบเนื่องจากที่ กยท. ได้ประกาศเชิญชวนผู้สนใจให้เข้าร่วมประมูลยางแผ่นรมควันอัดก้อน และยางอื่นๆ จำนวน 104,763.35 ตัน ของโครงการพัฒนาศักยภาพสถาบันเกษตรกรเพื่อรักษาเสถียรภาพราคายาง และโครงการสร้างมูลภัณฑ์กันชนรักษาเสถียรภาพราคายาง ซึ่งมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2563 เห็นชอบให้ กยท. ดำเนินการระบายสต๊อกยางในโครงการดังกล่าวให้หมดไปโดยเร็ว โดยให้คำนึงถึงระยะเวลา และราคาจำหน่ายที่เหมาะสม โดยบริษัท นอร์ทอีส รับเบอร์ จำกัด (มหาชน) ได้เป็นผู้ชนะการประมูล ซึ่งกำหนดให้บริษัทที่ชนะการประมูลจะต้องซื้อยางจากสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางอีก 1 เท่าของปริมาณยางที่ประมูลได้ ถือเป็นการช่วยเพิ่มยอดสั่งซื้อยางอีกกว่า 1 แสนตันภายใน 1 ปี นับจากวันที่ลงนามในสัญญา ทั้งนี้ กำหนดรับมอบและขนย้ายยางในสต๊อกที่ประมูล โดยเริ่มในวันที่ 29 เมษายน และคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในวันที่ 31 พฤษภาคม 2564 นี้ ก่อนที่ผลผลิตใหม่จะออกสู่ตลาด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;จากการที่ กยท. ได้มีการวางแผนบริหารจัดการเป็นอย่างดี ทั้งการระบายสต๊อกยางในช่วงปิดกรีด ก่อนที่เกษตรกรเปิดกรีดและมีผลผลิตออกสู่ตลาด ปริมาณยางในตลาดยังมีน้อย อีกทั้งยางในสต๊อกเป็นยางเสื่อมสภาพ&amp;nbsp; จึงไม่เป็นปัจจัยกดดันในด้านราคายาง และจากที่ติดตามสถานการณ์ยางพาราในตลาดโลกพบว่า การประมูลในครั้งนี้ไม่ได้กลายเป็นปัจจัยที่ส่งผลทางด้านราคา โดยราคาการซื้อขายในตลาดโลกยังอยู่ในกรอบแคบๆเป็นปกติ ดังนั้นการซื้อขายครั้งนี้เกษตรกรชาวสวนยางจะได้รับประโยชน์ และที่สำคัญยังเป็นการช่วยลดภาระและค่าใช้จ่ายของภาครัฐอีกด้วย &amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นายชูวิทย์ จึงธนสมบูรณ์ กรรมการผู้จัดการบริษัท นอร์ทอีส รับเบอร์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การประมูลยางแผ่นรมควันอัดก้อน จำนวน 104,763.35 ตัน ในครั้งนี้มีเป้าหมายที่จะนำไปใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตยางแท่ง ซึ่งบริษัทได้กำหนดปริมาณการผลิตของปี 2564 ไว้ที่จำนวน 400,000 ตัน ดังนั้น ในการนำยางที่ประมูลได้ซึ่งเป็นยางเก่าไปใช้ประโยชน์ จึงจำเป็นต้องนำไปผ่านขบวนการฟื้นฟูสภาพเพื่อให้สามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์และมีคุณภาพดีเหมือนเดิม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นายชูวิทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะเดียวกันจากสถานการณ์การระบาดของเชื้อโควิด &amp;ndash; 19&amp;nbsp; ส่งผลให้ความต้องการใช้ถุงมือยางเพิ่มสูงขึ้นประมาณ 30 &amp;ndash; 40 เท่าจากปริมาณการใช้ในช่วงปกติ ทำให้น้ำยางสดซึ่งเป็นวัตถุดิบในการผลิตถุงมือยาง มีความต้องการใช้มากขึ้นตามไปด้วย เท่ากับเป็นการดึงยางออกจากระบบ ส่งผลทำให้ราคายางค่อนข้างมีเสถียรภาพที่ดี อีกทั้งประเทศจีนก็มีการฟื้นฟูได้อย่างรวดเร็ว อุตสาหกรรมยานยนต์จะกลับมาฟื้นฟูได้รวดเร็วเช่นกัน ดังนั้น จึงเป็นผลดีในด้านราคา ยิ่งประเทศไทยมีการวางแนวทางการบริหารจัดการยางในภาพรวมทีดีเช่นทุกวันนี้ เชื่อว่า จะทำให้ราคายางกลับมีเสถียรภาพอีกครั้งอย่างแน่นอน&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/101060</URL_LINK>
                <HASHTAG>กยท., การยางแห่งประเทศไทย, นอร์ทอีสรับเบอร์, นายชูวิทย์ จึงธนสมบูรณ์, นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท, นายประพันธ์ บุณยเกียรติ, บริษัท นอร์ทอีส รับเบอร์ จำกัด ( มหาชน), โครงการพัฒนาศักยภาพสถาบันเกษตรกรฯ, โครงการสร้างมูลภัณฑ์กันชนฯ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210428/image_big_608914e0e3309.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>43347</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/08/2019 13:59</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/08/2019 13:59</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;บิ๊กตู่&#039;สั่งรื้อ 3 บริษัทวนรับงานถนนยางพารา ลั่นหากพบทุจริตในกยท.พร้อมฟัน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13 ส.ค.62-พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงกรณีผู้ประกอบการผลิตน้ำยางพารา ผู้รับเหมาทำถนนจากยางพารา และเกษตรกรชาวสวนยางร้องเรียนข้าราชการของการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เนื่องจากนำนโยบายของรัฐบาลที่ส่งเสริมการใช้ยางพาราในหน่วยงานภาครัฐ ในโครงการก่อสร้างถนนดินซีเมนต์ปรับปรุงคุณภาพด้วยยางธรรมชาติ (พาราซอยล์ซีเมนต์) หาประโยชน์ให้ตัวเองว่า ได้ให้นโยบายไปแล้ว และให้ทบทวนในเรื่องนี้ การที่มีบริษัท 3 บริษัทในกยท.ก็ให้ไปพิจารณาดูใหม่ ว่าจะทำอย่างไรให้เกิดความเป็นธรรมทั่วถึง หาวิธีการใหม่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ไม่ต้องกังวลผมดูแลอยู่แล้ว ก็ต้องติดตามว่าอนุมัติอะไรไปแล้ว เขาทำอย่างไร มีปัญหาหรือไม่ หากมีข้อเรียนว่าเขาหาประโยชน์ให้ตัวเองก็ต้องแก้ไข และหาผู้กระทำความผิด หากมีการทุจริตจริง&amp;quot;นายกฯกล่าว.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/43347</URL_LINK>
                <HASHTAG>การยางแห่งประเทศไทย, ถนนยางพารา, นายกฯ, บิ๊กตู่-พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, ประชุมครม.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190813/image_big_5d525eaf02ac2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>25307</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/12/2018 16:42</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/12/2018 16:42</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ชาวสวนยางเฮ&#039;เบตง&#039;คิกออฟจ่ายเงินล็อตแรกก่อนปีใหม่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;28&amp;nbsp;ธ.ค.61- นายอุสมาน สาลัง ผู้อำนวยการการยางแห่งประเทศไทย สาขาเบตง กล่าวว่า โครงการสร้างความเข้มแข็งให้แก่เกษตรกรชาวสวนยาง พ.ศ.2561-2562 เป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2561 เห็นชอบและอนุมัติตามความเห็นของสำนักงบประมาณ มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความเข้มแข็งและเพิ่มประสิทธิภาพของการผลิตของเกษตรกรชาวสวนยาง และเพื่อช่วยเหลือค่าครองชีพคนกรีดยาง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอุสมาน กล่าวต่อว่า ผู้เข้าร่วมโครงการฯ ต้องเป็นเกษตรกรชาวสวนยาง คนกรีดยาง ที่ขึ้นทะเบียนกับการยางแห่งประเทศไทย ก่อนวันที่ 14 พฤศจิกายน 2561 และสวนยางเปิดกรีด ในพื้นที่อำเภอเบตง มีเกษตรกรชาวสวนยาง มีสิทธิเข้าร่วมโครงการ จำนวน 5,814 ราย โดยให้ความช่วยเหลือตามโครงการฯ รายได้ไม่เกิน 15 ไร่ เกษตรกรชาวสวนยาง 1,100 บาทต่อไร่ และคนกรีดยาง 700 บาทต่อไร่ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยวันนี้ ถือว่าเป็นการจ่ายเงินให้แก่เกษตรกรชาวสวนยาง และคนกรีดยาง โครงการสร้างความเข้มแข็งให้แก่เกษตรกรชาวสวนยาง และคนกรีดยาง &amp;nbsp;ชุดแรกของพื้นที่อำเภอเบตง ประกอบด้วย เกษตรกรชาวสวนยางจำนวน 126 ราย และคนกรีดยางจำนวน 39 ราย เป็นเงินทั้งสิ้น 2,478,636.50 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามการรับแจ้งเข้าร่วมโครงการฯ เกษตรกรเจ้าของสวนยาง และคนกรีดยางจะต้องมาแจ้งขอเข้าร่วมโครงการฯ ในพื้นที่ที่สวนยางตั้งอยู่ โดยการยางแห่งประเทศไทยจะกำหนดรายละเอียดสถานที่รับแจ้งเข้าร่วมโครงการในแต่ละพื้นที่ หมู่บ้าน เพื่อประกาศให้เกษตรกรทราบโดยทั่วกัน ระยะเวลารับแจ้งเข้าร่วมโครงการฯ ตั้งแต่วันที่ 13 ธันวาคม 2561 ถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2562.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/25307</URL_LINK>
                <HASHTAG>การยางแห่งประเทศไทย, จ.ยะลา, ชาวสวนยาง, เบตง, โครงการสร้างความเข้มแข็งเกษตรกรสวนยาง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181228/image_big_5c25eed776afc.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>24151</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/12/2018 16:09</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/12/2018 16:09</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ชาวสวนยางแห่ลงทะเบียนรับเงินไร่ละ 1,800 บางคนไม่มีเอกสารสิทธิ์ร้องช่วยด้วย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ชาวสวนยางจากหลายอำเภอที่ จ.บุรีรัมย์ ทั้งที่เป็นเจ้าของสวนและคนกรีดยางแห่ลงทะเบียนและตรวจสอบสิทธิ์เข้าร่วมโครงการสร้างความเข้มแข็งฯ เพื่อรับเงินช่วยเหลือจากรัฐบาลไร่ละ 1,800 บาทคึกคัก&amp;nbsp;ขณะเกษตรกรผู้ปลูกยางในพื้นที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์เรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนช่วยเหลือเช่นเดียวกัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13&amp;nbsp;ธ.ค.61 -&amp;nbsp;เกษตรกรชาวสวนยางพาราจากหลายอำเภอที่จังหวัดบุรีรัมย์ทั้งที่เป็นเจ้าของสวนและคนรับจ้างกรีดยาง ได้นำเอกสารหลักฐานมาขอลงทะเบียนและตรวจสอบสิทธิ์เข้าร่วมโครงการสร้างความเข้มแข็งให้แก่เกษตรกรยาง พ.ศ. 2561-2562&amp;nbsp;ที่สำนักงานการยางแห่งประเทศไทยจังหวัดบุรีรัมย์อย่างคึกคัก หลังจาก ครม.อนุมัติเงินช่วยเหลือชาวสวนยางไร่ละ&amp;nbsp;1,800&amp;nbsp;บาท รายละไม่เกิน&amp;nbsp;15&amp;nbsp;ไร่&amp;nbsp;เพื่อเป็นการช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนเกษตรกรชาวสวนยางที่ประสบปัญหาราคายางตกต่ำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ยังมีเกษตรกรผู้ปลูกยางพาราในพื้นที่ที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์&amp;nbsp;แต่เคยแจ้งชื่อเป็นเกษตรกรผู้ปลูกยางพาราไว้จำนวนหลายราย&amp;nbsp;มาสอบถามรายละเอียดเพื่อจะขอรับสิทธิ์การช่วยเหลือในโครงการดังกล่าวเช่นเดียวกัน&amp;nbsp;แต่ก็ต้องผิดหวังเพราะไม่สามารถดำเนินการได้ เนื่องจากคุณสมบัติไม่ตรงตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในโครงการฯ โดยคุณสมบัติของเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการฯต้องเป็นเกษตรกรที่มีสวนยางในพื้นที่มีเอกสารสิทธิ และเปิดกรีดแล้วไม่น้อยกว่า&amp;nbsp;3&amp;nbsp;เดือน &amp;nbsp;และจะต้องขึ้นทะเบียนไว้กับ กยท. ก่อนวันที่&amp;nbsp;14&amp;nbsp;พ.ย.&amp;nbsp;2561&amp;nbsp;จากข้อมูลพบว่า จ.บุรีรัมย์ มีผู้ปลูกยางพาราในพื้นที่ที่มีเอกสารสิทธิ์กว่า&amp;nbsp;10,000&amp;nbsp;ราย &amp;nbsp;แต่ที่เปิดกรีดและคุณสมบัติตรงตามหลักเกณฑ์ประมาณ&amp;nbsp;5,051&amp;nbsp;ราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางพิล&amp;nbsp;พรบุญ&amp;nbsp;อายุ&amp;nbsp;59&amp;nbsp;ปี เกษตรกรผู้ปลูกยางพื้นที่ที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ อ.แคนดง&amp;nbsp;จ.บุรีรัมย์ กล่าวว่า&amp;nbsp;อยากเรียกร้องให้รัฐบาลพิจารณาทบทวนมาตรการช่วยเหลือชาวสวนยางที่ปลูกในพื้นที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ด้วยเช่นกัน&amp;nbsp;เพื่อเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนเพราะถือว่าเป็นเกษตรกรที่ประสบปัญหาราคายางตกต่ำเหมือนกันแต่กลับไม่ได้รับสิทธิ์ก็อยากให้รัฐบาลเห็นใจหาแนวทางช่วยเหลือด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายดิษฐเดช&amp;nbsp;วัฒนาพร&amp;nbsp;ผู้ช่วยผู้อำนวยการเขต ด้านแผนและวิชาการ การยางแห่งประเทศไทย เขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง&amp;nbsp;กล่าวว่าสำหรับขั้นตอนการดำเนินการก็จะติดประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์เข้าร่วมโครงการฯ ณ ที่ทำการกำนัน หรือผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่ที่สวนยางตั้งอยู่ และเปิดรับเข้าร่วมโครงการ&amp;nbsp;โดยจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 6 ธ.ค. 61 - 28 ก.พ. 62 จากนั้นคณะกรรมการบริหารโครงการฯ จะดำเนินการตรวจสอบและรับรองสิทธิ์ หากคุณสมบัติผ่านตามหลักเกณฑ์ จะส่งบัญชีรายชื่อให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จ่ายเงินผ่านบัญชีของชาวสวนยาง โดยคาดว่าจะเริ่มจ่ายเงินได้ภายในสิ้นเดือนธ.ค.นี้&amp;nbsp;ขณะนี้ทาง กยท.ได้จัดเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่รับสมัครเกษตรกรผู้มีสิทธิ์เข้าร่วมโครงการในพื้นที่เพื่ออำนวยความสะดวกและลดภาระให้กับเกษตรกรด้วย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/24151</URL_LINK>
                <HASHTAG>การยางแห่งประเทศไทย, จังหวัดบุรีรัมย์, รัฐบาลช่วยเหลือชาวสวนยาง, สำนักงานการยางแห่งประเทศไทยจังหวัดบุรีรัมย์, แก้ปัญหาราคายางตกต่ำ, โครงการสร้างความเข้มแข็งให้แก่เกษตรกรยาง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181213/image_big_5c12206cacce6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>15390</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/08/2018 18:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/08/2018 18:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ชาวสวนยางปลูกพืชผสมผสานขายในช่วงราคายางตกต่ำ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;14 ส.ค.61 -&amp;nbsp;นายวรรณชัย&amp;nbsp;พาพานต์ อายุ 37 ปี เกษตรกรบ้านสวายสอ หมู่&amp;nbsp;15 ตำบลตูมใหญ่ อำเภอคูเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งเป็นหนึ่งในเกษตรกรผู้ปลูกยางพาราที่เข้าร่วมโครงการส่งเสริมพัฒนาอาชีพเกษตรกรชาวสวนยาง ตามนโยบายรัฐบาลในการลดพื้นที่ปลูกยางได้หันมาปลูกพืชผสมผสานขายเป็นรายได้เสริม&amp;nbsp;ควบคู่กับการทำสวนยางพารา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยนายวรรณชัยได้รับเงินสนับสนุนจากการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เป็นทุนในการทำอาชีพเสริมตามโครงการฯเพื่อนำไปซื้อปุ๋ยและปัจจัยการผลิตจำนวน 5,000 บาท โดยขณะนี้ได้ปลูกข่าเหลือง ตะไคร้และถั่วลิสง เนื้อที่ประมาณ 3 ไร่ สามารถเก็บผลผลิตหมุนเวียนขายได้ตลอดทั้งปี ทำให้มีรายได้จากการปลูกพืชดังกล่าวเฉลี่ยเดือนละ 6,000-7,000&amp;nbsp;บาท &amp;nbsp;ส่วนรายได้จากการขายยางก้อนถ้วยประมาณเดือนละ 10,000 บาท รวมจะมีรายได้เฉลี่ยเดือนละเกือบ 20,000 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวรรณชัย&amp;nbsp;บอกว่าปกติครอบครัวมีอาชีพทำนา หลังจากมีการส่งเสริมให้ปลูกพืชทางเลือกครอบครัวจึงตัดสินใจลงทุนปลูกยางพารา ปัจจุบันมีพื้นที่ปลูกยางจำนวน 16 ไร่ เปิดกรีดไปแล้ว 8 ไร่&amp;nbsp;แต่ปัจจุบันราคายางค่อนข้างตกต่ำโดยเฉพาะยางก้อนถ้วยเหลือเพียงกิโลกรัมละ 18-20 บาทเท่านั้นทำให้รายได้จากการขายยางก้อนถ้วยลดลงเกือบเท่าตัว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลังจากทาง กยท.มีโครงการให้เกษตรกรทำอาชีพเสริมควบคู่กับการปลูกยาง จึงได้สมัครเข้าร่วมโครงการ&amp;nbsp;จากนั้นก็มีเจ้าหน้าที่มาให้ความรู้พร้อมทั้งให้เงินสนับสนุนหรือเงินขวัญถุงในการซื้อปัจจัยการผลิตด้วย ซึ่งถือว่าเป็นโครงการที่ดีที่สามารถช่วยเหลือเกษตรกรในช่วงภาวะราคายางตกต่ำได้ ทำให้ปัจจุบันนอกจากจะมีรายได้จากการทำสวนยางแล้วยังมีรายได้เสริมจากการปลูกพืชผสมผสมอีกเดือนละ 6-7 พันบาทด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายธนพันธ์&amp;nbsp;ชำนาญธนา&amp;nbsp;ผู้อำนวยการการยางแห่งประเทศไทย จ.บุรีรัมย์&amp;nbsp;กล่าวว่า&amp;nbsp;ในช่วงที่ราคายางพาราตกต่ำ กยท.มีนโยบายส่งเสริมให้เกษตรกรผู้ปลูกยางทำอาชีพเสริม อาทิ การปลูกพืชผสมผสาน หรือเลี้ยงสัตว์ โดยจะมีเจ้าหน้าที่ไปให้ความรู้แก่เกษตรกรที่สนใจเข้าร่วมโครงการ พร้อมกันนี้ยังมีเงินสนับสนุนให้กับเกษตรกรที่ต้องการทำอาชีพเสริมรายละ 5,000 บาท เพื่อซื้อปัจจัยการผลิตด้วย นอกจากนั้นทาง กยท.ยังมีนโยบายส่งเสริมให้เกษตรกรทำยางก้อนถ้วยคุณภาพดี เพื่อให้สามารถขายได้ราคาสูงด้วย ซึ่งจะทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ จากข้อมูลพบว่า จ.บุรีรัมย์ มีเกษตรกรปลูกยางพารากว่า 18,000 ราย พื้นที่ปลูกกว่า 235,000 ไร่ เปิดกรีดแล้วประมาณ 200,000 ไร่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/15390</URL_LINK>
                <HASHTAG>กยท., การยางแห่งประเทศไทย, การยางแห่งประเทศไทยสาขาบุรีรัมย์, ชาวสวนยางปรับตัว, ปลูกพืชผสมผสาน, ปลูกพืชในสวนยาง, ราคายางตกต่ำ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180814/image_big_5b72b3da32f50.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>10610</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/06/2018 22:10</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/06/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เกษตรกรฮึ่ม!จี้ประยุทธ์ ปลดบอร์ด&#039;กยท.&#039;ยกชุด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ชาวสวนยางสุดทน! เตรียมร่อนหนังสือถึง &amp;ldquo;บิ๊กตู่&amp;rdquo; ปลดบอร์ด กยท.ยกชุด อัดแทนที่จะยกชีวิตเกษตรกรกลับทำร้ายและซ้ำเติม ผลงานก็สุดบู่ ทำขาดทุน แต่กลับละเลงงบประมาณพะเรอเกวียน
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันอาทิตย์ นายศิวะ ศรีชาย แกนนำเกษตรกรชาวสวนยางจังหวัดพัทลุง ให้สัมภาษณ์ถึงการบริหารงานของการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ว่า นับตั้งแต่มีพระราชบัญญัติการยางแห่งประเทศไทย พ.ศ.2558 &amp;nbsp;กยท.ไม่ประสบความสำเร็จการบริหารงานเลย โดยมีปัญหาขาดทุนอย่างต่อเนื่อง ที่สำคัญไม่ได้ช่วยยกระดับความเป็นอยู่เกษตรกร ทำให้ในสัปดาห์นี้เครือข่ายเกษตรกรชาวสวนยางจะยื่นหนังสือจดหมายเปิดผนึกถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และนายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ ให้ปลด พล.อ.ฉัตรเฉลิม เฉลิมสุข ประธานบอร์ด รวมทั้งบอร์ด กยท.ออกไป และเร่งจัดหาคนที่มีความรู้ความสามารถเรื่องยางมาทำหน้าที่ดูแลโดยเร็ว
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เกษตรกรชาวสวนยางเดือดร้อนราคายางตกต่ำมาหลายปี และยังไม่มีทิศทางดีขึ้น เราทนไม่ได้ ปัญหาสะสมมา ไม่มีใครแก้ไขให้ได้ แทนที่ กยท.เป็นหน่วยงานใหม่จะเข้ามาแก้ไข แต่กลับเป็นหน่วยงานสร้างปัญหาซ้ำเติมเกษตรกรให้เลวร้ายขึ้นไปอีก มาตรการแก้ไขจากรัฐบาลไปไม่ถึงเกษตรกร แม้แต่งบช่วยน้ำท่วม และเห็นชัดเจนเรื่องปุ๋ย ผ่านมา 2 ปี เกษตรกรเข้าโครงการปลูกทดแทนยางยังไม่ได้รับปุ๋ยและเงินส่งเสริม เพราะการจัดหาปุ๋ยมีความล่าช้า ได้ปุ๋ยไม่เต็มสูตร และยังมีราคาแพงกว่าท้องตลาดกิโลกรัมละ 3 บาท&amp;rdquo; นายศิวะกล่าว
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายศิวะยังระบุว่า การแทรกแซงราคายางตั้งบริษัทร่วมกับ 5 เสือ ก็สร้างความเสียหาย จึงขอเรียกร้องให้มีคนมีความรู้เข้าใจการตลาด เข้าใจหัวอกเกษตรกรสวนยาง รู้กระบวนการผลิตยางดีกว่านี้ ถ้าปล่อยแบบนี้ชาวสวนยางแย่ทั้งประเทศ ตอนนี้รายได้หายไปครึ่งต่อครึ่ง ขณะที่สินค้าอื่นๆ สูงขึ้น ดังนั้นภายในสัปดาห์นี้ ม็อบยางยกระดับทั่วประเทศ ขับไล่ประธานบอร์ดและผู้ว่าฯ กยท.
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวุฒิ รักษ์ทอง แกนนำเกษตรกรชาวสวนยางพาราใน จ.สุราษฎร์ธานี กล่าวว่า ได้เร่งทำความเข้าใจกับพี่น้องเกษตรกรชาวสวนยาง และอธิบายเหตุผลความจำเป็นในการยื่นหนังสือเปิดผนึกถึง พล.อ.ประยุทธ์ที่ให้เลิก กยท.ชุดปัจจุบัน โดยเป้าหมายหลักการเคลื่อนไหวครั้งนี้ ต้องการให้ปลดคณะบอร์ด กยท.ทั้งหมด เนื่องจากที่ผ่านมาได้บริหารงานล้มเหลวถึง 2 เรื่องใหญ่&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับเรื่องแรกคือ การเปิดให้เอกชนเข้ามาเก็บเงินค่าธรรมเนียมส่งออกยางพารา (เงินเซส) ที่เป็นการเอื้อประโยชน์ให้บริษัทเข้ามากินหัวคิวแต่ละปีมูลค่ามากกว่า 50 ล้านบาท ทั้งที่ในความเป็นจริง แม้ไม่มีบริษัทนี้ ทางผู้ส่งออกยางต้องมีหน้าที่นำส่งค่าธรรมเนียมให้ กยท.อยู่แล้ว และเรื่องที่ 2 การที่ กยท.ไปร่วมทุนกับบริษัทเอกชนในนามบริษัท ร่วมทุนยางไทย จำกัด โดยวาดฝันให้บริษัทร่วมทุนซื้อยางในราคานำตลาด เพื่อแก้ไขปัญหาราคายางตกต่ำ แต่โครงการนี้กลับล้มเหลวโดยสิ้นเชิง
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ที่ผ่านมาผู้เกี่ยวข้องโดยเฉพาะสถาบันการเกษตรได้พยายามทักท้วงแล้ว แต่ไม่เป็นผล จนล่าสุดขาดทุนไปกว่า 600 ล้านบาท ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการชำระบัญชี เนื่องจากได้ปิดบริษัทไปแล้ว ถือว่าทำความเสียหายให้กับราชการและสูญเสียเงินแผ่นดินไปแล้ว จึงขอให้ดำเนินคดีอาญากับคณะบอร์ด กยท.ทั้งหมดด้วย&amp;rdquo; นายวุฒิกล่าว
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวุฒิยืนยันว่า การทำงานของบอร์ด กยท.มีความผิดพลาดมาโดยตลอด คล้ายกับให้คนไม่มีความรู้เรื่องยางพารามาออกนโยบายเพื่อประโยชน์บริษัทเอกชน แต่ไม่ได้ทำเพื่อเกษตรกรชาวสวนยางอย่างแท้จริง จนถึงวันนี้เราเลิกเรียกร้องเรื่องราคายางพารา เลิกพูดถึงเรื่องตลาดโลก แต่จะพูดถึงเรื่องการบริหารงานของ กยท.เท่านั้น และถึงเวลาแล้วที่ต้องเลิกเอาผู้ที่ไม่มีความรู้ความสามารถ ไม่เข้าใจการทำงานมากุมชะตาพี่น้องชาวสวนยางอีกต่อไป
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายอุทัย สอนหลักทรัพย์ ประธานเครือข่ายสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางแห่งประเทศไทย &amp;nbsp;(สยยท.) กล่าวว่า กองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) กำลังตรวจสอบเรื่องการจัดประมูลปุ๋ย 6 หมื่นตันของ กยท.ที่ราคาแพงกว่าเกษตรกรซื้อเองถึง 3 บาทต่อ กก. ซึ่งการบริหารงานขาดทุนของ กยท. 800 ล้านบาทต่อปี ส่วนหนึ่งมาจากไม่ยอมรัดเข็มขัด มาจากค่าเช่ารถประจำตำแหน่งผู้บริหาร 65,000 บาทต่อเดือน ค่ารักษาพยาบาลใช้โรงพยาบาลเอกชนเกือบ 300 ล้านบาทต่อปี ทำให้นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯเคยแถลงว่า ถ้า กยท.ขาดทุนมากๆ ก็ยุบทิ้ง
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เรื่องนี้ตรงใจเกษตรกรสวนยาง ที่อยากให้ยุบ กยท. เพราะบริหารไม่เป็น ถ้างดเก็บเงินเซส &amp;nbsp;เกษตรกรก็จะได้เพิ่มขึ้น 2 บาทต่อกิโลกรัม ให้เกษตรกรพึ่งตนเองจะดีกว่าที่มีคนไม่รู้เรื่องมากำกับดูแล ถ้าอย่างนี้รัฐปล่อยเหมือนปาล์มน้ำมัน ข้าว และผลไม้จะดีกว่า&amp;quot; นายอุทัยกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ก่อนหน้านี้ พล.อ.ประยุทธ์ได้ใช้อำนาจตามมาตรา 44 ที่ 4/2561 ลงวันที่ 20 มี.ค.2561 เรื่องให้เจ้าหน้าที่ในหน่วยงานอื่นของรัฐไปปฏิบัติหน้าที่ในสำนักนายกรัฐมนตรี โดยมีคำสั่งให้นายธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าฯ กยท. ไปปฏิบัติหน้าที่ประจำสำนักนายกฯ เป็นการชั่วคราวเป็นกรณีพิเศษแล้ว โดยปัจจุบันมีนายเยี่ยม ถาวโรฤทธิ์ กรรมการและเลขานุการ กยท. ทำหน้าที่รักษาการผู้ว่าฯ กยท.อยู่
วันเดียวกัน เว็บไซต์ thaigov.go.th ได้เผยแพร่ข่าวระบุว่า พล.อ.ประยุทธ์ยินดีที่กระทรวงอุตสาหกรรมเริ่มเดินหน้าการพัฒนาศูนย์ทดสอบยานยนต์และยางล้อแห่งชาติอย่างเป็นรูปธรรม โดยได้วางศิลาฤกษ์ก่อสร้างศูนย์ดังกล่าว ถือเป็นแห่งแรกของเอเชีย เพื่อดึงดูดการลงทุนสู่พื้นที่ EEC คาดว่าจะแล้วเสร็จสมบูรณ์ทั้งโครงการ และเปิดให้บริการแบบครบวงจรได้ในปี 2563&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;นายกฯ ย้ำว่าอุตสาหกรรมยานยนต์เป็นหนึ่งในนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ไทยมีความเข้มแข็ง จึงหวังให้ศูนย์ทดสอบยานยนต์และยางล้อแห่งชาติเป็นแหล่งแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่ภาคธุรกิจ ช่วยให้ผู้ประกอบการชิ้นส่วนยานยนต์ไม่ต้องส่งผลิตภัณฑ์ออกไปทดสอบและขอใบรับรองจากต่างประเทศ และยังจะช่วยดึงดูดให้นักลงทุนเข้ามาลงทุนในอุตสาหกรรมแปรรูปยางพาราในไทยมากขึ้น&amp;rdquo;.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/10610</URL_LINK>
                <HASHTAG>กองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ, การยางแห่งประเทศไทย, คณะรักษาความสงบแห่งชาติ, ชีวิตเกษตรกร, พล.อ.ฉัตรเฉลิม เฉลิมสุข, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, วุฒิ รักษ์ทอง, สถาบันเกษตรกรชาวสวนยางแห่งประเทศไทย, สวนยาง, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อุทัย สอนหลักทรัพย์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180603/image_big_5b13f3a85f0ab.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
