<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>95326</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/03/2021 08:35</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/03/2021 08:28</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ผู้ว่าการยาสูบ ยืนยันองค์กรยังมั่นคงแข็งแกร่ง มีกำไรต่อเนื่อง พร้อมจับมือสถาบันการศึกษา พัฒนาเศรษฐกิจใหม่ ยกระดับรายได้เกษตรกรชาวไร่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้ว่าการการยาสูบแห่งประเทศไทย ยืนยัน การยาสูบแห่งประเทศไทย (ยสท.) ยังคงเป็นองค์กรรัฐวิสาหกิจที่มีความมั่นคงแข็งแกร่ง ภายใต้การบริหารงานอย่างมืออาชีพ&amp;nbsp; มีฐานะการเงินที่มั่นคง มีทรัพยากรและสินทรัพย์ที่สามารถสร้างรายได้และผลกำไรได้อย่างต่อเนื่อง และกำลังเดินหน้าสู่ธุรกิจพืชสมุนไพร โดยร่วมมือกับสถาบันการศึกษาต่าง ๆ ในการศึกษาวิจัย พัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ต่อยอดเชิงพาณิชย์ เพื่อสร้างรายได้ที่มั่นคงยั่งยืนนอกเหนือจากการขายบุหรี่ พร้อมจับมือหน่วยงานของรัฐ ยกระดับคุณภาพชีวิตและรายได้ให้กับเกษตรกรชาวไร่ยาสูบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายภาณุพล&amp;nbsp; รัตนกาญจนภัทร ผู้ว่าการการยาสูบแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ยสท. ต้องขอบคุณกระทรวงการคลังที่ได้นำเสนอเรื่องให้คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติวงเงินกู้ระยะสั้นโดยวิธีกู้เบิกเงินเกินบัญชี (OD) เพื่อไว้ใช้จ่ายเมื่อมีความจำเป็นถึง 1,500 ล้านบาท แสดงให้เห็นว่า ยสท. เป็นองค์กรที่มีเครดิตดี เช่นเดียวกับธุรกิจชั้นนำต่าง ๆ&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผู้ว่าการการยาสูบแห่งประเทศไทย ได้ชี้แจงถึงประเด็นดังกล่าวว่า กรณีนี้ไม่ใช่การกู้เงิน แต่เป็นเพียงการดำเนินการตามแผนบริหารความเสี่ยงที่ได้รับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การอนุมัติจากคณะกรรมการการยาสูบแห่งประเทศไทย ยืนยันว่า ยสท. ยังเป็นองค์กรที่มีความมั่นคงแข็งแกร่งมาก ในช่วงปลายปีงบประมาณ 2563 ยสท. มีเงินสดคงเหลือในบัญชี 8,500 ล้านบาท โดย ยสท. มีกำไร&amp;nbsp; 593 ล้านบาท ซึ่งผลกำไรดังกล่าว ได้หักค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างสวนป่าเบญจกิติเพื่อประชาชน จำนวน 260 ล้านบาท และโครงการเกษียณอายุก่อนกำหนด (Early Retire) แล้ว&amp;nbsp; มั่นใจว่าในปีงบประมาณ 2564 ผลกำไรจะเพิ่มขึ้น และยังคาดการณ์ว่าในปีงบประมาณ 2565 อาจมีกำไรกว่า 1,000 ล้านบาท เนื่องจาก ยสท.ได้ดำเนินการยกระดับประสิทธิภาพทางการบริหาร การผลิต การตลาด การควบคุมค่าใช้จ่ายอย่างต่อเนื่อง ซึ่งโครงการที่สำคัญคือ การติดตั้งนวัตกรรมผลิตพลังงานจากแสงอาทิตย์ (Solar Rooftop) สำหรับอาคารโรงงานผลิตยาสูบ ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อช่วยประหยัดพลังงานและลดค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับไฟฟ้าในระยะยาว ซึ่งการยาสูบแห่งประเทศไทย กำลังจะมีพิธีลงนาม MOU กับ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ในวันที่ 8 มีนาคม 2564&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ยสท. ยังเดินหน้ารุกสู่ธุรกิจใหม่ ๆ เช่น การพัฒนาธุรกิจยาสูบไปต่างประเทศ การพัฒนารายได้จาก อสังหาริมทรัพย์ที่มีอยู่ทั่วประเทศ และธุรกิจที่สำคัญซึ่งจะเป็นประโยชน์แก่เกษตรกรของ ยสท. ในอนาคต คือ ธุรกิจสมุนไพร กัญชา กัญชง โดยมีโรงพยาบาลสวนเบญจกิติเฉลิมพระเกียรติ ๘๔ พรรษา ของ ยสท. เป็นแกนกลางในการขับเคลื่อนธุรกิจเพื่อสุขภาพ มีศูนย์ไตเทียม ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ ศูนย์ผิวหนังและความงาม&amp;nbsp; คลินิกชะลอวัยและฟื้นฟู และกำลังจะเริ่มโครงการคลินิกกัญชา พร้อมขยายการบริการไปยังข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ และประชาชนทั่วไป ซึ่งในเรื่องนี้ ยสท. ได้ร่วมมือกับสถาบันการศึกษาต่าง ๆ มาอย่างต่อเนื่อง&amp;nbsp; อาทิ มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยนเรศวร ฯลฯ&amp;nbsp; และในวันที่ 9 มีนาคม 2564 นี้&amp;nbsp; ยสท. จะมีการลงนาม MOU กับ ศ.ดร.สุชัชวีร์&amp;nbsp; สุวรรณสวัสดิ์ อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง&amp;nbsp; เพื่อค้นคว้าวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์พืชสมุนไพรโดยเฉพาะในกลุ่มที่มีสรรพคุณในการดูแลรักษาปอด โดยจะนำผลการวิจัยไปหารือกับองค์การเภสัชกรรม เพื่อพัฒนายาหรือผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ที่เป็นประโยชน์กับสุขภาพต่อไป&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในส่วนธุรกิจภาคการเกษตรอื่น ๆ ปัจจุบัน ยสท. ได้ดำเนินการปลูกโกโก้ซึ่งเป็นพืชเชิงพาณิชย์ตั้งแต่ปี 2562 ในพื้นที่ภาคเหนือและภาคอีสาน โดย ยสท. จะนำโครงการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักทฤษฎีใหม่ประยุกต์สู่ โคก หนอง นา โมเดล มาใช้ในการบริหารจัดการแปลงปลูก เพื่อให้ได้ผลผลิตเชิงพาณิชย์ และยังเป็นการสร้างพื้นที่เรียนรู้ชุมชนต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิต โดยได้เลือกพื้นที่แปลงทดลองของสถานีทดลองยาสูบแม่โจ้ จังหวัดเชียงใหม่ ขนาดพื้นที่ 15 ไร่ เป็นที่ตั้งของโครงการแห่งแรก ผู้ว่าการฯ กล่าวในที่สุดว่า ขณะนี้ ยสท. ได้ปรับเปลี่ยนระบบการบริหารงานให้มีความเป็นมืออาชีพมากยิ่งขี้น &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากพนักงานทุกระดับ ทุกฝ่าย จนสามารถมีกำไรอย่างต่อเนื่อง มิได้ขาดสภาพคล่องจนกระแสเงินสดติดลบ ยสท. ยังคงดำเนินกิจการด้วยความไม่ประมาท เพราะยังมีตัวแปรอีกมากมายที่จะส่งผลกระทบโดยตรงกับกิจการของ ยสท. เช่น ภาระภาษีสรรพสามิต ภาระการนำส่งเงินอุดหนุนให้แก่องค์กรต่าง ๆ ซึ่ง ยสท. ยืนยันว่า ตลอดระยะเวลากว่า 80 ปีที่ผ่านมา&amp;nbsp; การยาสูบแห่งประเทศไทย ได้ปฏิบัติภารกิจนี้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ในฐานะรัฐวิสาหกิจชั้นนำของประเทศไทย และจะทำภารกิจนี้ด้วยความเสียสละ เข้มแข็ง เพื่อให้รัฐยังคงมีรายได้นำไปใช้จ่ายในการพัฒนาคุณภาพชีวิตและสังคมให้แก่ประชาชนคนไทยต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/95326</URL_LINK>
                <HASHTAG>การยาสูบแห่งประเทศไทย, นายภาณุพล  รัตนกาญจนภัทร, ยสท.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210308/image_big_60457e306531e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>94767</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/03/2021 16:27</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/03/2021 16:27</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ครม. เคาะ 1.5 พันล้านบาทเสริมสภาพคล่องการยาสูบแห่งประเทศไทย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2 มี.ค.64 - นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า​ ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี​ (ครม.)​ มีมติเห็นชอบให้การยาสูบแห่งประเทศไทย (ยสท.) เปิดวงเงินกู้ระยะสั้น (Credit Line) โดยวิธีกู้เบิกเงินเกินบัญชี (Overdraft : OD) วงเงิน 1,500 ล้านบาท เพื่อเสริมสภาพคล่องในการดำเนินงานและรองรับค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เช่น ค่าแสตมป์ยาสูบและภาระภาษีต่าง ๆ ค่าซื้อใบยาและวัตถุดิบในการผลิตบุหรี่ เป็นต้น ซึ่งวงเงินกู้ดังกล่าวอยู่ภายใต้แผนการบริหารหนี้สาธารณะประจำปีงบประมาณ 2564 แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ กระทรวงการคลังได้เสนอให้การยาสูบแห่งประเทศไทย (ยสท.) เปิดวงเงินกู้ระยะสั้นในรูป Credit Line โดยวิธีกู้เบิกเงินเกินบัญชี (Overdraft : OD) วงเงิน 1,500 ล้านบาท เพื่อเสริมสภาพคล่อง จากกรณีที่ยอดจำหน่ายบุหรี่ในปีงบประมาณ 2564 ไม่เป็นไปตามเป้าหมาย โดยประเมิณว่า หากยอดจำหน่ายบุหรี่ลดลงร้อยละ 50 (จำหน่ายได้ 10,058 ล้านมวน) จะส่งผลให้ ยสท. มีเงินสดคงเหลือติดลบและขาดสภาพคล่องทางการเงิน&amp;nbsp;ซึ่งที่ผ่านมารายได้ของ ยสท. ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิต รวมทั้งนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการลดการบริโภคยาสูบของประชาชนในประเทศ ซึ่งผลให้ยอดจำหน่ายบุหรี่ลดลงต่อเนื่อง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/94767</URL_LINK>
                <HASHTAG>การยาสูบแห่งประเทศไทย, การยาสูบแห่งประเทศไทย (ยสท.), มติ ครม.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210302/image_big_603e04c71112c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>28257</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/02/2019 10:06</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/02/2019 10:06</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สิงห์อมควันกระอัก! &quot;ยสท.&quot; ดีเดย์ 1 ต.ค.นี้ขึ้นราคาบุหรี่อีก 33 บาท</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4 ก.พ. 2562 น.ส.ดาวน้อย สุทธินิภาพันธ์ ผู้อำนวยการการยาสูบแห่งประเทศไทย (ยสท.) เปิดเผยว่า ในปีนี้ ยสท. มีแผนขึ้นราคาบุหรี่อีกหลายชนิด เพื่อให้สอดคล้องกับอัตราภาษีสรรพสามิตบุหรี่ใหม่ ที่จะขึ้นภาษีบุหรี่ซองราคาไม่เกิน 60 บาท จาก 20%เป็น 40% ในวันที่ 1 ต.ค. 2562 โดยเบื้องต้นจะขึ้นราคาบุหรี่ที่ขายซองละ 60 บาท ซึ่งมีอยู่ 5 ยี่ห้อ 10 ชนิด เป็นซองละ 93 บาท หรือขึ้นซองละ 33 บาท ส่วนบุหรี่ที่ขายเกินซองละ 90 บาท ก็อยู่ระหว่างการพิจารณาจะขยับราคาขึ้นไปด้วย ซึ่งอาจเป็นซองละหลักร้อยบาทก็ได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การขึ้นราคาเช่นนี้ไม่ได้เป็นเพราะ ยสท. ต้องการมีกำไรเยอะ แต่ต้องปรับ เพราะภาษีสรรพสามิตใหม่คิดคำนวณจากราคาปลีก เมื่อมีการขึ้นภาษีมากถึง 1 เท่าตัว &amp;nbsp;ยสท. ก็ต้องขยับราคาตามไม่เช่นนั้นก็จะขาดทุน โดยกำไรจากภาษีปัจจุบันตกอยู่ซองละ 10 สตางค์เศษๆ &amp;nbsp;แต่ถ้าขึ้นราคาตามภาษีใหม่กำไร ก็ใกล้เคียงกับของเดิมไม่ได้ต่างกันมากนัก อย่างไรก็ตามระหว่างนี้หากรัฐบาลมีการชะลอการขึ้นภาษีสรรพสามิตบุหรี่ 40% ออกไปก่อน ก็ยังจะขายราคาเดิมได้ไม่ต้องปรับขึ้นราคา&amp;rdquo; น.ส. ดาวน้อย กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ในปีนี้ ยสท. ยังมีแผนปรับการตลาดใหม่ เพื่อแข่งขันกับผู้ผลิตและจำหน่ายบุหรี่จากต่างประเทศมากขึ้น โดยล่าสุดเมื่อเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา ได้มีการออกบุหรี่ใหม่อีก 1 ยี่ห้อ ขายซองละ 55 บาท ซึ่งเป็นบุหรี่ที่ราคาถูกที่สุดของ ยสท. เพื่อมาตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อไม่สูง และกลุ่มผู้สูบที่ต้องการบุหรี่สูตรเย็นจัด เพื่อใช้แข่งขันทำตลาดกับบุหรี่ต่างประเทศ ซึ่งมีการลดราคาออกมาแข่งในช่วงก่อนหน้านี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกัน ยสท. ยังพิจารณาขยายตลาดยาเส้นเพิ่มเติม โดยจะมีการผลิตออกมาอีกหลายยี่ห้อ เพราะผลสำรวจพบว่านับตั้งแต่รัฐบาลปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตบุหรี่ ได้ทำให้กลุ่มคนที่มีรายได้ไม่สูง หรือกลุ่มชาวบ้านตามต่างจังหวัด เลิกสูบบุหรี่และหันไปสูบยาเส้นเพิ่ม เพราะมีราคาถูกกว่าบุหรี่มาก เช่น บุหรี่ซองละ 60 บาท แต่ยาเส้นขายเพียง 10-15 บาท &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับเป้าหมายผลดำเนินงานในปี 2562 &amp;nbsp;ยสท. คาดว่าจะผลิตและจำหน่ายได้ประมาณ 1.9 หมื่นล้านมวน ใกล้เคียงกับปีที่แล้ว และมีกำไรอยู่ที่ 400-500 ล้านบาท ลดลงจากปีนี้ที่กำไร 900 ล้านบาท ซึ่งลดลงกว่า 20 เท่าตัว เมื่อเทียบกับกำไรก่อนหน้าปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิต ซึ่งในปี 2560 ยสท. เคยมีกำไรสูงถึง 9.8 พันล้านบาท&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.ดาวน้อย กล่าวอีกว่า ถ้าเป็นไปได้อยากให้รัฐบาลช่วยทบทวนการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตบุหรี่ใหม่ เพราะที่ผ่านมาพบว่าไม่ได้ทำให้อุตสาหกรรมโดยรวมดีขึ้น เห็นได้จากการจัดเก็บรายได้ภาษีบุหรี่ของกรมสรรพสามิตไม่ได้เพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันก็ไม่ได้ทำให้คนสูบบุหรี่ลดลง แต่คนสูบหันไปสูบยาเส้นที่ภาษีต่ำกว่าแทน รวมถึงยังมีบุหรี่หนีภาษีลักลอบนำเข้าจากนอกประเทศมาขายมากขึ้น เนื่องจากราคาขายในไทยสูงกว่าต่างชาติมาก จึงมีแรงจูงใจให้เกิดการลักลอบนำเข้ามาขายเพิ่ม และที่สำคัญเมื่อการบริโภคบุหรี่ลดลงก็จะมีผลต่อการรับซื้อใบยาจากชาวไร่ยาสูบในอนาคตอีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุธี ชวชาติ ตัวแทนภาคีเครือข่ายชาวไร่ยาสูบ เปิดเผยว่า ที่ประชุมตัวแทนภาคีเครือข่ายฯ มีมติให้ยื่นหนังสือถึงรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้เลื่อนการขึ้นภาษีบุหรี่ตามมูลค่าเป็น 40% ที่จะเริ่มในวันที่ 1 ต.ค. 2562 นี้ไปก่อน ซึ่งควรจะเลื่อนการขึ้นภาษีก่อนมีการเลือกตั้งใหม่ เพื่อไม่ให้ชาวไร่ได้รับผลกระทบต่อการประกอบอาชีพ รวมถึงยังเตรียมยื่นสรุปผลการประชุมฯ ให้แก่พรรคการเมืองต่างๆ ในช่วงก่อนการเลือกตั้ง เพื่อผลักดันนโยบายเลื่อนการขึ้นภาษีออกไป สำหรับดูแลปากท้องชาวไร่ยาสูบอย่างจริงจัง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี ตัวแทนยาสูบทั่วประเทศเห็นพ้องว่า หากขึ้นภาษีบุหรี่40% อาจทำให้ชาวไร่ยาสูบต้องสูญสิ้นอาชีพสุจริตนี้ไป เพราะจากการขึ้นภาษีสรรพสามิตครั้งล่าสุดเมื่อปี 2560 ทำให้ชาวไร่ยาสูบรายได้หายไป 230 ล้านบาทในฤดูกาลปลูกปี 2561/62 เนื่องจากถูกลดโควตาการรับซื้อใบยาลงเฉลี่ย 50% แม้รัฐบาลจะช่วยแก้ปัญหาระยะสั้นด้วยการมีมติ ครม.อนุมัติงบกลางวงเงิน 159 ล้านบาท เพื่อชดเชยการสูญเสียรายได้ของชาวไร่ยาสูบที่ถูกตัดโควตา แต่ก็เป็นการช่วยเหลือสำหรับฤดูกาลปลูกเดียวเท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แหล่งข่าวจากผู้นำเข้าบุหรี่ต่างประเทศ เปิดเผยว่า ยอมรับว่าการคิดอัตราภาษีบุหรี่ตามมูลค่าที่ 40% ที่จะเริ่มใช้ในวันที่ 1 ต.ค. นี้ จะมีผลทำให้ผู้ประกอบการทั้งในและต่างประเทศทุกรายต้องขยับราคาขายปลีกบุหรี่ที่ไม่เกินซองละ 60 บาทเพิ่มขึ้นอย่างน้อยเป็น 90 บาท &amp;nbsp;เพราะหากไม่มีการขยับราคาตามภาษีที่เพิ่มขึ้น ผู้ประกอบการก็จะได้รับผลกระทบทั้งหมด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 28 ม.ค. 2562 ที่ประชุมอุตสาหกรรมยาสูบ ครั้งที่ 2 มีมติขอให้รัฐบาลมีการปรับแผนการขึ้นอัตรภาษีสรรพสามิตที่ชัดเจน เพื่อลดผลกระทบกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมยาสูบ โดยแบ่งออกเป็นแผนระยะสั้น คือ การปรับราคาจุดตัดอัตราภาษีตามมูลค่าที่ 20% จาก 60 บาท เป็น 70 บาท และยังคงอัตราภาษีบุหรี่ตามมูลค่าแบบสองอัตราที่ 20% และ 40% ต่อไป เพื่อลดการแข่งขันด้านราคาในอุตสาหกรรมบุหรี่ รวมทั้งยังขอให้รัฐบาลเลื่อนการเก็บภาษีด้านมูลค่าแบบอัตราเดียวที่ 40% ในวันที่ 1 ต.ค. 2562 ออกไปอีก เพื่อให้ชาวไร่ยาสูบ ผู้ประกอบการ และผู้ที่เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมมีระยะเวลาในการปรับตัวมากขึ้น &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนแผนระยะยาว เสนอให้มีการพิจารณาขึ้นอัตราภาษีบุหรี่ตามมูลค่า จาก 20% แบบขั้นบันได คือ เพิ่มทีละ 5% เพื่อให้อุตสาหกรรมยาสูบสามารถปรับตัวได้อย่างค่อยเป็นค่อยไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการประกาศใช้อัตราภาษีสรรพสามิต ที่คิดตามมูลค่าที่ 40% โดยจะเริ่มใช้ในวันที่ 1 ต.ค. 2562 นั้น จะมีผลทำให้ราคาบุหรี่ทั้งของในและต่างประเทศ ที่ปัจจุบันขายปลีกไม่เกินซองละ 60 บาท ต้องปรับราคาขายเพิ่มขึ้น เพื่อให้สอดคล้องกับอัตราภาษีดังกล่าว แม้ว่าก่อนหน้านี้ทั้ง ยสท. ผู้ประกอบการบุหรี่ต่างประเทศ และเกษตรกรผู้ปลูกใบยาสูบ จะออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลทบทวน โดยขยายเวลาการประกาศใช้อัตราภาษีสรรพสามิต ที่คิดตามมูลค่าที่ 40% ออกไปก่อน เนื่องจากส่งผลกระทบกับภาพรวมอุตสาหกรรมอย่างมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ก่อนหน้านี้ นายพชร อนันตศิลป์ อธิบดีกรมสรรพสามิต ระบุว่า การเก็บภาษีอัตราใหม่ยังคงเดินหน้าตามกฎหมายใหม่ไม่มีการเปลี่ยนแปลง โดยอัตราภาษีใหม่เริ่มใช้มาตั้งแต่ 16 ก.ย. 2560 โดยอัตราภาษีสำหรับบุหรี่ที่ราคาไม่เกินซองละ 60 บาท จะคิดตามปริมาณ อยู่ที่ 1.20 บาทต่อมวน และตามมูลค่า 20% ขณะที่บุหรี่ที่ราคาเกินซองละ 60 บาทขึ้นไป จะคิดภาษีตามมูลค่าที่ 40%&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ในวันที่ 1 ต.ค. 2562 การเก็บภาษีบุหรี่ทั้งที่ราคาไม่เกินซองละ 60 บาท และราคาเกินซองละ 60 บาทจะมีการคิดอัตราภาษีตามมูลค่าเป็นอัตราเดียวกันทั้งหมดที่ 40% ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงหรือขยายเวลาออกไปแต่อย่างใด&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/28257</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมสรรพสามิต, การยาสูบแห่งประเทศไทย, การเก็บภาษียาสูบ 40%, ขึ้นราคาบุหรี่ 33 บาท, ดาวน้อย สุทธินิภาพันธ์, ภาษียาสูบ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190203/image_big_5c57051d31b05.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>24496</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/12/2018 09:51</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/12/2018 09:51</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>  “ยาสูบ” โอดไม่ไหวแล้ว หวั่นรีดเงินสมทบ 2 บาททำขาดทุนกระอัก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;ldquo;ยาสูบ&amp;rdquo; หวั่นรีดเงินสมทบจากบุหรี่อีกซองละ 2 บาท ทำขาดทุนกระอัก โอดตั้งแต่ใช้ภาษีใหม่ฉุดกำไรเหลือไม่ถึงพันล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แหล่งข่าวจากการยาสูบแห่งประเทศไทย (ยสท.) เปิดเผยว่า กระทรวงสาธารณะสุขยังพยายามที่จะเสนอร่าง พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) จัดเก็บเงินสมทบเพื่อสนับสนุนการจัดบริการสาธารณสุขของหน่วยงานบริการภาครัฐในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ โดยให้มีการเก็บเงินจากการขายบุหรี่อีก 2 บาท เข้ากองทุนบัตรทอง ให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบในการประชุมสัปดาห์นี้ หากไม่ทันก็จะเสนอในครั้งหน้าก่อนที่จะสิ้นปี 2561&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ การเก็บเงินสมทบจากบุหรี่ดังกล่าว จะกระทบกับอุตสาหกรรมยาสูบอย่างรุนแรง โดยเฉพาะการดำเนินงานของ ยสท. ที่ผ่านมามีการขึ้นภาษีอัตราบุหรี่ใหม่ ก็ทำให้ยอดขายลด ซึ่งส่งผลทำให้กำไรลดลงตามไปด้วยจากเคยกำไรปีละ 9 พันล้านบาท เหลือกำไรปีล่าสุดไม่ถึงพันล้านบาท เนื่องจากภาษีที่สูงขึ้นทำให้กำไรบุหรี่จากซองละประมาณ 7 บาท เหลือไม่ถึง 1 บาท ดังนั้นหากมีการเก็บเงินเข้ากองทุนบัตรทองอีก จะทำให้ผลการดำเนินของ ยสท. ประสบผลขาดทุนอย่างแน่นอน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ในวันที่ 1 ต.ค. 2562 ภาษีบุหรี่ตามมูลค่าจะปรับขึ้นจาก 20% เป็น 40% จะทำให้กระทบกับอุตสาหกรรมยาสูบ และการดำเนินของ ยสท. เพิ่มมากขึ้นไปอีก ซึ่งที่ผ่านมาทาง ยสท. ได้ขอให้กระทรวงการคลังพิจารณาขยายเวลาการปรับขึ้นภาษีดังกล่าวออกไปไป แต่ก็ไม่ได้รับการตอบรับ ทำให้ ยสท. ต้องเตรียมตัวในกรณีที่เลวร้ายที่สุด คือ มีการเก็บเงินบุหรี่เข้ากองทุนบัตรทอง 2 บาท และไม่มีการเลื่อนการขึ้นภาษี 40% ออกไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ก่อนหน้านี้ สมาคมชาวไร่ยาสูบและตัวแทนภาคียาสูบประเทศไทย ได้เรียกร้องให้รัฐยกเลิกร่างกฎหมายเก็บภาษีบุหรี่สมทบกองทุนบัตรทอง พร้อมสนับสนุนการเลื่อนภาษียาสูบ 40% ออกไป หลังจากที่ได้รับผลกระทบ จาก ยสท. ลดโควตาซื้อใบยาสูบลง 50% ในฤดูการเพราะปลูกล่าสุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ล่าสุด ครม. ได้เห็นชอบมาตรการชดเชยเงินให้ชาวไร่ยาสูบให้ได้รายได้ 70% ของที่เคยได้ แต่เป็นมาตรการชั่วคราวช่วยเฉพาะฤดูกาลเพาะปลูกล่าสุดเท่านั่้น นอกจากนี้ ครม. ยังให้กระทรวงการคลังและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ไปศึกษาเรื่องการสนับสนุนให้มีการปลูกพืชอื่นทดแทน หรือสนับสนุนการทำอาชีพอื่นที่เหมาะสมให้กับชาวไร่ยาสูบให้เสร็จแล้วเสร็จภายในปีหน้า
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/24496</URL_LINK>
                <HASHTAG>การยาสูบแห่งประเทศไทย, กำไรหด, ขาดทุน, พ.ร.บ.จัดเก็บเงินสมทบเพื่อสนับสนุนการจัดบริการสาธารณสุข, เก็บเงิน 2บาทขายบุหรี่</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180304/image_big_5a9b7def04429.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>23039</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/11/2018 21:21</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/11/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ยสท.กับบุหรี่ซองเรียบ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากรัฐวิสาหกิจชั้นหนึ่ง ที่นำส่งรายได้เข้ารัฐเป็นกอบเป็นกำมาโดยตลอด ล่าสุดผ่านไปเพียง 1 ปี การยาสูบแห่งประเทศไทย (ยสท.) หรือ โรงงานยาสูบเดิม ก็มีแนวโน้มเปลี่ยนสภาพกลายเป็นรัฐวิสาหกิจเกรดเอ กลายเป็นรัฐวิสาหกิจที่อาจจะต้องขอเข้าสู่กระบวนการขอรับแผนฟื้นฟูจากรัฐบาลเสียแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผลกระทบก็มาจากอัตราภาษีสรรพสามิตใหม่ตั้งแต่ปลายปี 2560 ที่ผ่านมา ซึ่ง ยสท.ไม่สามารถปรับตัวได้ทัน ทำให้เสียส่วนแบ่งการตลาดไปเป็นจำนวนมาก ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ เพียงแค่จุดเริ่มต้นของอัตราภาษีใหม่ คือ เก็บตามปริมาณ 1.20 บาท/มวน และตามมูลค่า 20% สำหรับราคาบุหรี่ที่ไม่เกินซองละ 60 บาท และ 40% สำหรับบุหรี่ที่ราคาเกินซองละ 60 บาท ยังทำให้ผลการดำเนินงานของ ยสท.ย่ำแย่ กำไรลดลง 90% จากเดิมกำไรกว่าปีละ 9,000 ล้านบาท ลดลงเหลือเพียง 900 ล้านบาท ในปีงบประมาณ 2561 จนตอนนี้ไม่มีเงินเหลือพอที่จะนำเงินส่งคืนรัฐ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อันที่จริงนี่เป็นเพียงปฐมบทของสิ่งที่ ยสท.จะต้องเจอ เพราะยังมีอีกหลายอุปสรรคที่จะต้องเผชิญ และก็เห็นเค้าลางแล้วว่า คงไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ทั้งในแง่ของอัตราภาษีเอง ที่วันที่ 1 ต.ค.2562 จะเก็บภาษีตามมูลค่า 40% เท่ากันทุกราคา ที่จะทำให้ราคาบุหรี่ ปรับขึ้นเป็นมากกว่า 90 บาท ทุกยี่ห้อ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แค่ระดับ 60 บาท ยังเสียส่วนแบ่งการตลาดไปเป็นจำนวนมาก แล้วหากราคาปรับไปเป็น 90 บาท คิดว่าบุหรี่ของ ยสท.จะแข่งขันกับบุหรี่ต่างประเทศได้หรือไม่? อันนี้เป็นคำถามที่มีคำตอบค่อนข้างชัดแล้วว่า สู้ไม่ได้แน่ เพราะเดิมทีกลุ่มลูกค้าของ ยสท.คือกลุ่มระดับกลาง-ล่าง ซึ่งบุหรี่ที่มีราคาเกิน 90 บาท น่าจะไม่ใช่เป้าหมายในการซื้อเพื่อบริโภค และเดาว่าคนกลุ่มนี้ก็อาจจะหันไปซื้อบุหรี่เถื่อนที่ขาย 20 บาท/ซอง หรือยาเส้นที่ราคา 10-20 เพิ่มขึ้นแทน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ไม่เท่านั้นยังมีวิกฤติเด้งที่สอง ที่น่าจับตาอย่างมาก นั่นก็คือ เรื่องของการผลักดันประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขเกี่ยวกับหีบห่อผลิตภัณฑ์ยาสูบ และผลิตภัณฑ์ยาสูบประเภทบุหรี่ซิกาแรต พ.ศ.2561 หรือประกาศซองบุหรี่แบบเรียบ ซึ่งเรื่องนี ถือเป็นเรื่องที่มีความสำคัญ และบรรดานักลงทุนต่างประเทศก็ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เนื่องจากตัวกฎหมายค่อนข้างมีผลกระทบกับผู้ประกอบการบุหรี่เป็นวงกว้าง ไม่ใช่เฉพาะแค่บุหรี่ต่างประเทศเท่านั้น แต่บุหรี่ของ ยสท.ก็ได้รับผลกระทบไปเต็มๆ เนื่องจากสาระสำคัญของประกาศกระทรวงสาธารณสุขตัวนี้ก็คือ การบังคับให้ซองบุหรี่ห้ามแสดงเครื่องหมายทางการค้า รวมถึงการกำหนดรูปแบบ ขนาด สีของตัวอักษร และสีของซองบุหรี่ และตัวกล่องจะต้องมีภาพคำเตือนตามที่ สธ.ประกาศเท่านั้น ซึ่งก็หมายความว่า ซองบุหรี่จะมีแต่ภาพคำเตือน และชื่อแบรนด์สินค้าที่เป็นฟรอนต์มาตรฐานเท่านั้น ไม่ใช่โลโก้สินค้าเหมือนอย่างในปัจจุบัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยในมุมของสาธารณสุขบอกว่า การทำซองบุหรี่แบบเรียบนั้นจะช่วยลดการบริโภคบุหรี่ลง แต่มันก็ไม่สามารถยืนยันได้ว่า มันได้ผลจริงหรือไม่ ซึ่งทาง สธ.เองต้องการให้ประเทศไทยเป็นประเทศแรกในทวีปเอเชียและประเทศที่ 11 ของโลก ที่บังคับใช้กฎหมายนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประเด็นข้อกฎหมายเรื่องนี้ทำให้เกิดแรงกระเพื่อมไปยังผู้ประกอบธุรกิจยาสูบเป็นอย่างมาก และจะกระทบไปยังเกษตรกรผู้ปลูกใบยาด้วย รวมถึงยังอาจกระทบต่อการตัดสินใจเข้ามาลงทุนของต่างประเทศด้วย โดยสิ่งที่หลายคนในวงการเป็นห่วง โดยเฉพาะตัว ยสท.เอง ซึ่งมีแบรนด์บุหรี่ที่คนจดจำได้มายาวนาน แต่พอเป็นบุหรี่ซองเรียบแล้ว แบรนด์ที่มีคนรู้จักก็จะหายไป ยิ่งทำให้กระทบต่อยอดขายบุหรี่ของ ยสท.เข้าไปอีก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แม้จะเข้าใจว่า สธ.ต้องการจะคุมนักบริโภคหน้าใหม่ ไม่ให้เข้ามายุ่งกับของที่ทำลายสุขภาพ แต่ยังมีอีกหลายแนวทางที่จะรณรงค์ให้คนลด ละ เลิก บุหรี่ แต่การเลือกใช้แนวทางนี้ ซึ่งยังไม่มีข้อแน่ชัดว่า การทำซองเรียบแล้ว จำนวน ผู้สูบจะลดลงหรือไม่ ขณะเดียวกันก็เสี่ยงที่จะมีคดีความฟ้องร้องระหว่างรัฐและเอกชน ทั้งไทยและต่างชาติ นำไปสู่การกระทบความเชื่อมั่นในการลงทุน และที่สำคัญที่สุด มันจะกลายเป็นการเปิดช่องให้มิจฉาชีพทำการปลอมแปลงสินค้าได้ง่ายขึ้น และทำให้มีบุหรี่เถื่อน บุหรี่ปลอมทะลักเข้ามาในประเทศไทยอีกมหาศาล ดังนั้นต้องตัดสินใจให้รอบคอบ ก่อนที่จะผลักดัน กม.ออกมา.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ลลิตเทพ ทรัพย์เมือง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/23039</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระจกไร้เงา, การยาสูบแห่งประเทศไทย, ลลิตเทพ ทรัพย์เมือง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180114/5a5b68b2a156d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>19211</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/10/2018 09:49</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/10/2018 09:49</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อลหม่านรีดเงินสมทบบุหรี่ 2 บาท/ซอง รัฐยันจำเป็น เอกชนเต้นอยู่ไม่ได้!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อีโคโฟกัส&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กลายเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจอีกครั้ง หลังมีข่าวว่ารัฐบาลจะเก็บเงินสมทบจากบุหรี่อีกซองละ 2 บาท ซึ่งแน่นอนว่าเงินสมทบที่ถูกเก็บเพิ่มขึ้นนี้ ต้องมีผลต่อราคาขายปลีกบุหรี่ในท้องตลาดแน่นอน นั่นเพราะผู้ประกอบการไม่สามารถทนแบกรับภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้นนี้ได้ จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ &amp;ldquo;ผู้บริโภค&amp;rdquo; จะถูกผลักภาระให้แบกจำนวนเงินที่ถูกเรียกเก็บเพิ่มนี้ไว้เอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ประชาชนก็ต่างออกมาแสดงความคิดเห็นในมุมที่แตกต่างกันออกไป แต่ส่วนใหญ่เห็นด้วยกับการเก็บเงินสมทบจากบุหรี่เพิ่มอีกซองละ 2 บาท เพื่อนำไปใช้รองรับในกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ โดยมองว่าเป็นเรื่องที่เหมาะสม ที่จะเก็บเงินจากผลิตภัณฑ์ที่ทำลายสุขภาพ เพื่อไปใช้ในการดูแลสุขภาพในรูปแบบต่าง ๆ กันออกไป ขณะที่บางกลุ่มก็มองว่าเป็นการซ้ำเติมผู้บริโภค โดยเฉพาะกลุ่มที่มีรายได้จำกัด และมุมมองต่าง ๆ อีกมากมาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต้องบอกว่า ขณะนี้กฎหมายดังกล่าวยังไม่ได้ออกมาเป็นรูปเป็นร่าง แต่ก็แว่วว่าฝ่ายที่เกี่ยวข้องเตรียมเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาเห็นชอบกฎหมายนี้เรียบร้อยแล้ว พร้อมทั้งยังมีการประเมินกันอีกว่า คงจะใช้เวลาไม่นานนักที่กฎหมายนี้จะมีผลบังคับใช้ในที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ย้อนกลับมาจุดเริ่มต้นของประเด็นนี้ เมื่อกระทรวงการคลังได้เห็นชอบร่าง พ.ร.บ. จัดเก็บเงินสมทบเพื่อสนับสนุนการจัดบริการสาธารณสุขของหน่วยงานบริการภาครัฐในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งสาระสำคัญคือ การให้เก็บเงินจากบุหรี่อีกซองละ 2 บาท ให้กับกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งคิดเป็นเงินปีละประมาณ 3 พันล้านบาท ด้วยเหตุผลที่ว่า กองทุนฯ ดังกล่าว ได้รับเงินสนับสนุนจากงบประมาณปีละกว่า 1 แสนล้านบาท ซึ่งไม่เพียงพอ จึงต้องหาแหล่งเงินเพิ่มเติม จนกลายเป็นเหตุผลที่ว่ากระทรวงการคลัง และกระทรวงสาธารณสุข ได้ทำการยกร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าวขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไม่เพียงเท่านี้ ที่ผ่านมากระทรวงสาธารณสุขยังได้มีการทำประชาพิจารณ์ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้เรียบร้อยแล้ว และแน่นอนว่า เสียงตอบรับมีทั้งแง่บวก และแง่ลบ แต่ส่วนใหญ่จะเอนเอียงไปในทางไม่เห็นด้วยเสียมากกว่า นั่นเพราะมีการตั้งข้อสังเกตที่น่าสนใจว่า &amp;ldquo;อะไรเป็นเกณฑ์ที่ใช้พิจารณาว่าต้องเก็บเงินสมทบจากสินค้าบาป คือ บุหรี่ เพียงสินค้าเดียว ไม่รวมสินค้าบาปชนิดอื่น ๆ อาทิ สุรา เบียร์ และยาเส้น เหมือนกับการเก็บเงินภาษีเข้ากองทุนอื่น ๆ ที่มีการตั้งขึ้นมาก่อนหน้านี้&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ทางฟากฝั่งกระทรวงสาธารณสุข ได้ยืนยันว่า ประเด็นการเก็บเงินสมทบจากสินค้าประเภทบุหรี่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น เพราะเป็นเรื่องที่กระทรวงการคลังเห็นชอบ!&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในมุมของผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมบุหรี่นั้น แน่นอนว่า ไม่มีใครเห็นด้วยกับเรื่องนี้อยู่แล้ว ส่วนหนึ่งให้เหตุผลว่า จากผลกระทบภายหลังการประกาศใช้ พ.ร.บ. ภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 ตั้งแต่วันที่ 16 ก.ย. 2560 ซึ่งมีการปรับอัตราภาษียาสูบใหม่ โดยจัดเก็บด้านปริมาณ อยู่ที่ 1.20 บาทต่อมวล ขณะที่ด้านมูลค่าสำหรับบุหรี่ที่ราคาไม่เกิน 60 บาทนั้น จะอยู่ที่ 20% ส่วนบุหรี่ที่ราคาสูงกว่า 60 บาท จะอยู่ที่ 40% และภายในเดือน ต.ค. 2562 จะมีการปรับภาษีในส่วนมูลค่าขึ้นเป็น 40% เท่ากันหมดทุกชนิดราคาบุหรี่ ตรงนี้ส่งผลกระทบกับผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ &amp;ldquo;การยาสูบแห่งประเทศไทย (ยสท.) ทำให้ยอดขายหายวูบไปจาก 80% เหลือ 60% เท่านั้น และจากที่เคยมีกำไรซองละ 7 บาท ก็เหลือกำไรซองละไม่ถึง 1 บาทด้วยซ้ำ นั่นสะท้อนชัดเจนว่า หากรัฐบาลไฟเขียวเก็บเงินสมทบเพิ่มจากบุหรี่อีกซองละ 2 บาท จะทำให้ผู้ประกอบการประสบปัญหาขาดทุนยับเยิน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แม้ว่าเรื่องนี้จะยังไม่ผ่านความเห็นชอบของ ครม. แต่ล่าสุด &amp;ldquo;พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา&amp;rdquo; นายกรัฐมนตรี ก็ออกมาชี้แจงแล้วว่า &amp;ldquo;กำลังพิจารณาอยู่&amp;rdquo; &amp;nbsp;ขณะที่กระทรวงสาธารณสุข ได้ระบุถึงประเด็นดังกล่าวว่า เป็นเรื่องที่สามารถทำได้ เพราะไม่ได้ต่างไปจาก พ.ร.บ. กำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542 ที่กำหนดให้ อปท. รวมทั้งกรุงเทพมหานครจัดเก็บภาษีการค้าปลีกบุหรี่มวนละ 10 สตางค์ ซึ่งไม่ต่างกับกฎหมายที่กำลังดำเนินการอยู่ โดยเงินที่จัดเก็บเพิ่มก็นำมาช่วยกองทุนสุขภาพ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่เกิดประโยชน์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน &amp;ldquo;อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์&amp;rdquo; รมว.การคลัง ยอมรับว่า หากมีการเก็บเงินจากบุหรี่เพิ่มอีกซองละ 2 บาท จะกระทบกับอุตสาหกรรมบุหรี่ทั้งระบบ ไม่ได้กระทบเฉพาะ ยสท. แห่งเดียวเท่านั้น แต่ก็ต้องเข้าใจด้วยว่ากระทรวงสาธารณสุขเองก็มีความจำเป็น เพราะเงินจากกองทุนฯ มีไม่พอใช้ ก็มีความจำเป็นจะต้องหาแหล่งเงินที่มีความมั่นคง และการเก็บเงินสมทบเพิ่มจากบุหรี่ ก็เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ จึงน่าจะทำได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับข้อสังเกตที่ว่าง พ.ร.บ. จัดเก็บเงินสมทบฯ จะขัดกับ พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลัง หรือไม่นั้น มีจุดที่ต้องพิจารณาคือ มาตรา 25 และมาตรา 26 หากเป็นเรื่องการเก็บภาษีกระทรวงสาธารณสุขจะต้องเสนอมาให้กระทรวงการคลังพิจารณา แต่ถ้าไม่ใช่การเก็บภาษี กระทรวงสาธารณสุขก็ไม่จำเป็นต้องส่งกฎหมายมาหารือ กับอีกประเด็นที่เป็นข้อข้องใจ ว่าเหตุใดจึงเก็บเงินสมทบจากบุหรี่เพียงสินค้าเดียว แต่ไม่เก็บจากสินค้าบาปชนิดอื่น ๆ รมว.การคลัง ชี้แจงว่า ยังไม่เห็นรายละเอียดว่ากระทรวงสาธารณสุขมีวัตถุประสงค์อะไรจึงเก็บเฉพาะบุหรี่เท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เรื่องเงินสมทบจากบุหรี่ยังไม่จบดี ก็มีประเด็นให้ตามต่ออีกว่า กรมสรรพสามิตอยู่ระหว่างทบทวนโครงสร้างภาษียาสูบในภาพรวม โดยเฉพาะภาษียาเส้น ที่ยอมรับว่าปัจจุบันมีการจัดเก็บภาษีในอัตราต่ำมาก แม้ว่าจะมีการปรับอัตราใหม่ เมื่อวันที่ 16 ก.ย. 2560 ก็ตาม แต่ราคายาเส้นก็ยังต่ำกว่าราคาบุหรี่ซองอย่างมาก จึงเป็นอีกเหตุผลที่ทำให้ผู้บริโภคหันไปบริโภคยาเส้นมากขึ้น แม้จะทราบดีว่ายาเส้น &amp;ldquo;ทำลายสุขภาพมากกว่า&amp;rdquo; เพราะคุณภาพผลิตภัณฑ์ที่มีความแตกต่างกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภาษียาเส้นเคยมีการปรับอัตรามาแล้ว ซึ่งตอนนั้นมีการคิดแบบ 2 เทียร์ แต่โครงสร้างใหม่เหลือแค่เทียร์เดียว เช่น ยาเส้นปรุง เก็บ 10% ของมูลค่าและกรัมละ 1.20 บาท ซึ่งต่ำกว่าการเก็บภาษีบุหรี่ที่ 20-40% ตามมูลค่าและมวนละ 1.20 บาท ทำให้คนหันไปบริโภคยาเส้นมากขึ้น โดยกรมฯ ยอมรับว่าการปรับปรุงภาษียาเส้นจะต้องคิดให้รอบคอบ เพราะเป็นผลิตภัณฑ์ชุมชน อาจกระทบกับอาชีพของชาวบ้านได้&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/19211</URL_LINK>
                <HASHTAG>การยาสูบแห่งประเทศไทย, นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์, ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ, ราคาขายปลีกบุหรี่, รีดเงินสมทบบุหรี่ 2 บาท, อีโคโฟกัส</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180922/image_big_5ba5a837d4dbd.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>16235</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/08/2018 11:48</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/08/2018 11:48</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ยสท.หนุนชาวไร่ปลูกกัญชงแทนยาสูบ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ยาสูบหนุนชาวไร่ปลูกต้นกัญชงและกัญชา หากกฎหมายอนุมัติ แก้ปัญหาปริมาณใบยาสูบล้นตลาด

น.ส.ดาวน้อย สุทธินิภาพันธ์ ผู้ว่าการการยาสูบแห่งประเทศไทย (ยสท.) เปิดเผยว่า ยสท.เตรียมขยายธุรกิจมากขึ้นเพื่อชดเชยรายจากการขายยาสูบที่หายไปจากโครงสร้างภาษีสรรพสามิตใหม่ รวมทั้งช่วยเหลือชาวไร่ใบยาที่ได้รับกระทบ โดยส่งเสริมให้ปลูกพืชอื่นทดแทนใบยาสูบ เบื้องต้นคาดว่าจะสนับสนุนให้เกษตรกรปลูกกัญชงและกัญชา หากพืชทั้ง 2 ชนิดนี้ ได้รับการปลดออกจากพืชควบคุมตามกฎหมาย

&amp;nbsp;&amp;ldquo;ในเบื้องต้นคาดว่ากัญชงจะถูกถอดออกจากพืชควบคุมก่อน ซึ่งขณะนี้ ยสท.ได้หารือกับหลายประเทศที่มีการทำอุตสาหกรรมต่อยอดจากต้นกัญชง ซึ่งหาก ยสท.ต้องมาทำธุรกิจดังกล่าว ก็ต้องสร้างความมั่นใจให้กับเกษตรกรผู้ปลูกใบยาว่ามีผู้รับซื้อแน่นอน&amp;rdquo; น.ส.ดาวน้อย กล่าว

ทั้งนี้ ต้นและใบกัญชง สามารถนำมาใช้ในอุตสาหกรรมหลากหลายประเภท ทั้ง เคมีภัณฑ์ อุปกรณ์ทางการแพทย์ ยานยนต์ สิ่งทอ และพลังงาน ซึ่ง ยสท.อยู่ระหว่างการศึกษาทั้งระบบอุตสาหกรรม และในเดือน ก.ย. เตรียมไปหารือกับบริษัทที่พัฒนาผลิตภัณฑ์จากกัญชง ซึ่งสามารถแปรรูปทำได้ถึง 27 ผลิตภัณฑ์ โดยเฉพาะ ผลิตภัณฑ์ อาหารเสริม คอลลาเจน ว่ามีความเป็นไปได้ที่จะรับซื้อกัญชงจาก ยสท.หรือไม่&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/16235</URL_LINK>
                <HASHTAG>กัญชา, การยาสูบแห่งประเทศไทย, ดาวน้อย สุทธินิภาพันธ์, ยสท., เกษตรกรผู้ปลูกใบยาสูบ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180304/image_big_5a9b7ea58c346.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
