<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>76067</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/08/2020 17:11</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/08/2020 17:11</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> สธ.โชว์ความพร้อม หน้ากากอนามัย ชุดPPE เพียงพอรับมือ100 วัน ถ้าโควิดระบาดรอบสอง </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;31 ส.ค.63- ที่ศูนย์ปฏิบัติการด้านข่าวโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 กระทรวงสาธารณสุข &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;จ.นนทบุรี นพ.สุรโชค ต่างวิวัฒน์ รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) พร้อมด้วยดร.ภญ.นันทกาญจน์ สุวรรณปิฎกกุล ผู้เชี่ยวชาญพิเศษ องค์การเภสัชกรรม แถลงข่าว ความพร้อมด้านยา เวชภัณฑ์ อุปกรณ์ป้องกัน และวัคซีน รองรับโควิด 19 ว่า กระทรวงสาธารณสุข ได้สำรองอุปกรณ์ป้องกัน ชุด PPE หน้ากาก N95 และยา อย่างเพียงพอ สำรองไว้ทั้งในส่วนกลางที่องค์การเภสัชกรรมและส่วนภูมิภาคในโรงพยาบาลทั่วประเทศ โดยหน้ากากอนามัยทางการแพทย์มีจำนวนกว่า 45 ล้านชิ้น เพียงพอใช้ 100 วัน มีกำลังการผลิต 3.4 ล้านชิ้นต่อวันจาก 45 โรงงาน ชุด PPE ทั้งที่เป็นชุดคลุม/เสื้อกาวน์ กว่า 1 ล้านชุด หน้ากาก N95 จำนวน 2.3 ล้านชิ้น ยาฟาวิพิราเวียร์เพียงพอรักษาผู้ป่วย 8,900 ราย ยาเรมเดซิเวียร์สำหรับผู้ป่วย 33 ราย ส่วนด้านวัคซีนนั้น อย.พร้อมให้การสนับสนุนให้มีการขึ้นทะเบียนโดยเร็ว ทั้งวัคซีนที่วิจัยและผลิตขึ้นเองในประเทศ และวัคซีนที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ นอกจากนี้ ไทยมีการผลิตหน้ากากทางการแพทย์ ชุด PPE. และเป็นฐานการผลิตถุงมือ จึงมีอุปกรณ์ป้องกันเพียงพอการรับมือหากมีการแพร่ระบาดระลอก 2&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน ดร.ภญ.นันทกาญจน์ สุวรรณปิฎกกุล ผู้เชี่ยวชาญพิเศษ องค์การเภสัชกรรม เปิดเผยว่า องค์การเภสัชกรรมในฐานะองค์กรหลักเพื่อความมั่นคงทางยาและเวชภัณฑ์ของประเทศ ได้สำรองยาฟาวิพิราเวียร์ (Favipiravir) &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ซึ่งเป็นยาสำคัญตัวหนึ่งที่ใช้ในการรักษา จำนวน 590,200 เม็ด หน้ากาก N95 จำนวน 1,765,010 ชิ้น ชุด PPE แบบ COVERALL จำนวน 445,746 ชุด แบบ ISOLATION GOWN จำนวน 287,759 ชุด นอกจากนั้น ได้สร้างกลไกการสนับสนุน ยา อุปกรณ์ป้องกัน โควิด 19 ให้กับระบบสาธารณสุขไทยให้เป็นอย่างต่อเนื่อง มั่นคง และการพึ่งพาตนเองของประเทศ โดยได้ศึกษาพัฒนาสูตรตำรับ ยาฟาวิพิราเวียร์ สำหรับผลิตเองในประเทศ คาดว่าจะสามารถยื่นขอขึ้นทะเบียนในเดือนตุลาคม 2564 และได้ร่วมมือกับสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ทำการวิจัยพัฒนาการสังเคราะห์วัตถุดิบสารเคมีตั้งต้นยาฟาวิพิราเวียร์ ซึ่งเป็นการดำเนินงานที่ค่อนข้างยาก แต่ต้องดำเนินการเพื่อความมั่นคงด้านยาของประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.ภญ.นันทกาญจน์กล่าวต่อว่า ด้านชุด PPE ได้ร่วมมือกับภาครัฐและภาคเอกชน ผลิตชุด PPE รุ่นเราสู้ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; จากฝีมือคนไทย ที่สามารถซักใช้ซ้ำได้ 20 ครั้ง และได้ส่งมอบไปยังสถานพยาบาลต่างๆ จำนวนกว่า 44,000 ชุด &amp;nbsp;พร้อมกันนั้น ได้สร้างสรรค์นวัตกรรมชุด PPE จากเส้นใยรีไซเคิลจากขวดพลาสติก PET ตลอดห่วงโซ่อุปทาน เป็น &amp;ldquo;PPE Innovation Platform นวัตกรรมชุด PPE ฝีมือคนไทย มาตรฐานสากล&amp;rdquo; ที่สามารถป้องกันเชื้อและการซึมผ่านของน้ำที่มีแรงดัน Level &amp;nbsp;3 ซักใช้ซ้ำได้มากกว่า 50 ครั้ง โดยถ้าสถานการณ์ที่จำเป็น Platform นี้จะถูกนำเข้าสู่กระบวนการผลิต ชุดPPE ได้ใช้อย่างทันท่วงที ขณะเดียวกันภาคเอกชนได้ผลิตชุด PPE Level 3 ออกจำหน่ายให้กับสถานพยาบาลต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง &amp;nbsp;รวมทั้งได้ประสานผู้ประกอบการภายในประเทศ ผลิต PPE Level 4 สามารถป้องกันได้ในระดับสูงขึ้น จำนวน 60,000 ชุด จะจัดส่งภายในเดือนกันยายนนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับด้านวัคซีน ได้ร่วมมือกับหลายหน่วยงานเพื่อการวิจัยพัฒนาวัคซีนต้นแบบในหลายรูปแบบ อาทิ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ชนิดวัคซีนอนุภาคเหมือนไวรัส (Virus-like particle) พัฒนาโดยคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลมหาวิทยาลัยมหิดล และชนิดวัคซีนโปรตีนซับยูนิต (Subunit vaccine) พัฒนาโดยคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยวัคซีนทั้ง 2 ชนิดนี้ ใช้เทคโนโลยีการใช้เซลล์เพาะเลี้ยง และได้ร่วมมือกับศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (BIOTEC) เพื่อวิจัยพัฒนาวัคซีนชนิดเชื้อตายจากการตัดต่อยีนของไวรัสโควิด 19 เข้าไปในยีนของไวรัสไข้หวัดใหญ่ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;เพื่อเป็นเชื้อไวรัสตั้งต้น หากสำเร็จจะนำเชื้อไวรัสตั้งต้นนี้ ไปผลิตเป็นวัคซีนโดยเทคโนโลยีการใช้ไข่ไก่ต่อไป คาดว่าการวิจัยพัฒนาวัคซีนทั้ง 3 ชนิด จะทราบผลเบื้องต้นในปลายปี 2563 การที่องค์การเภสัชกรรมมีโรงงานผลิต (วัคซีน) &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ชีววัตถุ ที่ใช้ผลิตวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ ในระดับอุตสาหกรรมอยู่แล้ว นับเป็นปัจจัยพื้นฐานที่มีศักยภาพและความพร้อมในระดับอุตสาหกรรม ที่สามารถใช้ต่อยอดประยุกต์สำหรับใช้ในการผลิตวัคซีนป้องกันโรคโควิด 19 ได้เร็วขึ้น&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/76067</URL_LINK>
                <HASHTAG>#สธ., #หน้ากากอนามัย, #โควิด-19, การระบาดระลอก 2, ชุดPPE, องค์การเภสัชกรรม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200831/image_big_5f4ccbd4299f8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>71042</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/07/2020 14:45</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/07/2020 14:45</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โพล สธ.ระบุคนไทยกว่า 50% เชื่อมั่นรัฐบาล รับมือโควิดได้แน่ ถ้ามีการระบาดระลอก 2 </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;10 ก.ค.63-นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ ให้สัมภาษณ์ว่า กระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับ องค์การอนามัยโลก สำนักงานภูมิภาคเอเชียใต้และเอเชียตะวันออก คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และสำนักงานสถิติแห่งชาติ โดยมีสำนักงานพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ (IHPP) เป็นเลขานุการทีมวิชาการจัดทำแบบสำรวจเรื่องการป้องกันการแพร่ระบาดโรคโควิด 19 ในระหว่างมาตรการผ่อนปรน เพื่อประเมินว่าคนไทยการ์ดตกหรือไม่ และนำข้อมูลไปใช้ในการเฝ้าระวังและปรับมาตรการผ่อนปรนให้เหมาะสมกับสถานการณ์ โดยทำการเก็บข้อมูลผ่าน 3 ช่องทาง คือ ออนไลน์แพลตฟอร์ม โทรศัพท์สำรวจ และกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ ได้ประสานความร่วมมือจากอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) 77 จังหวัด กระตุ้นให้ประชาชนในชุมชนร่วมตอบแบบสอบถามผ่านระบบออนไลน์ ใน 7 สัปดาห์ ระหว่างวันที่ 15 พฤษภาคม &amp;ndash; 2 กรกฎาคม 2563 รวมทั้งสิ้น 407,008 ตัวอย่าง พบว่า คนไทยยังมีความกังวลว่าจะเกิดการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด 19 ระลอก 2 ในประเทศ มากที่สุดจากกลุ่มผับ บาร์ คาราโอเกะ รองลงมาตลาดสด ศูนย์เด็กเล็ก และโรงเรียนตามลำดับ รวมถึงยังกังวลมาก หากประเทศไทยมีผู้ติดเชื้อรายใหม่ 10 รายต่อวัน อย่างไรก็ตามยังมั่นใจในมาตรการของรัฐบาลว่าจะสามารถควบคุมการแพร่ระบาดได้ โดย มั่นใจมากร้อยละ 14.8 มั่นใจร้อยละ 40.5 ไม่มั่นใจนักร้อยละ 28.6 &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ไม่มั่นใจเลยร้อยละ 10.2 ไม่ทราบ/ไม่แสดงความคิดเห็นร้อยละ 5.9&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.ธเรศ กล่าวต่อว่า ผลการสำรวจพฤติกรรมการป้องกันตนเองภาพรวมมีแนวโน้มลดลง จากร้อยละ 85.3 ในสัปดาห์ที่ 1 ลดลงเป็นร้อยละ 80.7 ในสัปดาห์ที่ 7 แบ่งเป็นพฤติกรรม 5 ด้าน ได้แก่ การใส่หน้ากากอนามัย/หน้ากากผ้าตลอดเวลา ร้อยละ 87.9, การกินอาหารร้อนช้อนตนเอง ร้อยละ 86.2, การล้างมือบ่อยๆ ร้อยละ 84.9 การระวังตัวไม่อยู่ใกล้ผู้อื่นในระยะ 2 เมตร ร้อยละ 73.4 และการระวังไม่เอามือจับหน้า จมูก ปาก ร้อยละ 72.4 นอกจากนี้ยังพบว่าประชาชนมีแนวโน้มเกิดการรวมกลุ่ม และไปต่างจังหวัดมากขึ้น ส่วนสาเหตุการไม่ลงทะเบียนเข้าออกผ่านแพลตฟอร์มไทยชนะ เนื่องจากลืม ไม่มั่นใจความปลอดภัยของข้อมูลส่วนตัว และทางร้านไม่มีคิวอาร์โค้ดหรือสมุดลงชื่อไว้ให้ นอกจากนี้ ผู้ตอบแบบสอบถาม ร้อยละ 88 สนับสนุนการรับคนไทยกลับจากต่างประเทศ และร้อยละ 80 คิดว่ามาตรการ Travel Bubble จะสามารถกระตุ้นอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของประเทศได้ แต่ร้อยละ 70 ไม่สนับสนุนการเดินทางท่องเที่ยวระหว่างประเทศไทยกับประเทศที่ยังมีการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด 19&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ กระทรวงสาธารณสุขและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะทำการสำรวจพฤติกรรมการป้องกันตนเองของประชาชนไทยอย่างต่อเนื่องทุก 2 สัปดาห์ อีก 6 ครั้ง ระหว่างวันที่ 16 กรกฎาคม &amp;ndash; 24 กันยายน 2563 เพื่อนำผลการศึกษามาใช้ในการเฝ้าระวังและปรับมาตรการผ่อนปรนให้เหมาะสมกับสถานการณ์ต่อไป
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/71042</URL_LINK>
                <HASHTAG>#โควิด-19, การระบาดระลอก 2, รัฐบาลลุงตู่, โพล สธ.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200710/image_big_5f081c0a50cd5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>70996</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/07/2020 08:25</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/07/2020 08:25</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เตรียมรับมือ!&#039;หมอธีระ&#039;ชี้สถิติผู้ติดเชื้อแต่ละวันไต่ขึ้นเรื่อยๆโลกกำลังเข้าสู่การระบาดระลอกสองที่รุนแรง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 ก.ค.63 - รศ.นพ.ธีระ วรธนารัตน์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ความข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Thira Woratanarat มีเนื้อหาดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ตั้งแต่เริ่มกรกฎาคมที่ผ่านมา...ดูแนวโน้มไม่ดีครับ ล่าสุดเมื่อวานติดเชื้อทำลายสถิติถึง 230,643 คน
ยอดรวมตอนนี้ 12,360,540 คน ตายไปแล้ว 556,287 คน
อเมริกา เพิ่มขึ้น 64,949 คน รวม 3,212,816 คน
บราซิล เพิ่มอีก 42,619 คน รวม 1,755,779 คน คาดว่าอีกไม่ถึงสัปดาห์จะแตะสองล้านคน
อินเดีย ติดเพิ่ม 25,803 คน รวม 794,855 คน อีกไม่ถึงสองสัปดาห์จะแตะหนึ่งล้านคน
รัสเซีย เพิ่ม 6,509 คน รวม 707,301 คน แนวโน้มจำนวนคนติดเชื้อเพิ่มต่อวันของรัสเซียนั้นคงเดิมมาตลอด ไม่ลดลงเลย
ในขณะที่ทวีปยุโรป แอฟริกา ออสเตรเลีย โดยรวมมีคนติดเชื้อเพิ่มขึ้น
อิหร่าน ปากีสถาน อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ หลักพัน
สิงคโปร์ ญี่ปุ่น...หลักร้อย&amp;nbsp;&amp;nbsp; เกาหลีใต้...ครึ่งร้อย
มาเลเซียยังหลักหน่วย
ภาพรวมทั่วโลกมีจำนวนผู้ติดเชื้อสูงขึ้นเร็วกว่าเดิม ความชันเริ่มไต่ขึ้นไปคล้ายช่วงต้นมีนาคม
ระบาดระลอกแรกเห็นความรุนแรงตั้งแต่มีนาคม และใช้เวลา 3 เดือนในการควบคุมให้ลดลง
หากจำนวนเคสที่เพิ่มขึ้นแต่ละวันไต่ขึ้นเรื่อยๆ เช่นนี้ โลกน่าจะกำลังเข้าสู่การระบาดระลอกสองที่รุนแรง และยากในการรับมือกว่าระลอกแรกครับ
ดังนั้น...ไทย...คงต้องเตรียมรับมือ
#คนไทย...ใส่หน้ากากเสมอ ล้างมือบ่อยๆ อยู่ห่างคนอื่นหนึ่งเมตร พูดน้อยลง พบปะคนน้อยลงสั้นลง เลี่ยงที่แออัด หมั่นสังเกตอาการตนเองและครอบครัว ถ้าผิดปกติควรรีบไปตรวจรักษาเพื่อตัดวงจรระบาด
#รัฐไทย...ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
#ท่านนายกรัฐมนตรี...โปรดดูแลนโยบาย&amp;quot;สุขภาพ...ท่องเที่ยว...และเดินทาง&amp;quot;ด้วยตนเอง ถัดจากนี้ไปอีกหลายปี นี่คือกล่องดวงใจของประเทศ ต้องคุมด้วยคนดี มีสติ ปัญญา ยึดมั่นในหลักคุณธรรม จริยธรรม ศีลธรรม และปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ประเทศจึงจะอยู่รอดครับ
เราควรเรียนรู้ และจำไว้ว่า วิกฤติระลอกแรกนั้นเกิดขึ้นจนทุกคนประสบความยากลำบากมากมายเพราะอะไร
เราต้องทำทุกทางไม่ให้เกิดเหตุการณ์เชียร์แข่งรถในช่วงโรคระบาด หน้ากากล่องหน หวัดธรรมดา หักหัวคิวโรงแรม การ์ดตกแบบว่าแต่เขา...ตัวเราเป็นซะเอง และยาเสพติดรักษาสารพัดโรคขึ้นอีกในอนาคต เพราะเราอาจไม่มีแรงพอจะรับมือกับวิกฤติครั้งถัดไป
สู้กับโรค...ยังพอไหว
แต่สู้กับน้ำมือคนแบบซ้ำแล้วซ้ำเล่านั้น...ไม่โอเคครับ
ด้วยรักต่อทุกคน...
ประเทศไทยต้องทำได้...&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/70996</URL_LINK>
                <HASHTAG>การระบาดของเชื้อโควิด -19, การระบาดระลอก 2, ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง, ผศ.นพ.ธีระ วรธนารัตน์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200708/image_big_5f05230a5ece1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>69470</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/06/2020 13:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/06/2020 12:58</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;หมอประสิทธิ์&quot;วิเคราะห์ไทยอาจหนีไม่พ้นต้องเจอระบาดระลอก 2 แต่ถ้าการ์ดไม่ตก ก็จะเป็นแค่คลื่นเล็กๆ เศรษฐกิจยังเคลื่อนต่อได้  </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
23 มิ.ย.63-ศ. นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา คณบดีคณะแพทย์ศาสตร์ ศิริราชและพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ออกบทวิเคราะห์ที่เป็นความเห็นส่วนตัวผ่านทางไลฟ์สด &amp;nbsp;mahidil channel วา เมื่อวันศุกร์ที่แล้ว องค์การอนามัยโลก (WHO )ได้ออกมาประกาศเตือนการเข้าสู่เวลาใหม่และอันตราย &amp;nbsp;ระลอกใหม่ของการระบาดโควิด-19 &amp;nbsp;องค์การอนามัยโลก ชี้ว่าจากสถิติตัวเลขที่เพิ่มขึ้นในแต่ละวันของประเทศในแถบยุโรป แทบทุกทวีป พบว่ามีการกลับมามีผู้ติดเชื้อรายใหม่ และการเสียชีวิตที่เพิ่มขึ้นในประเทศที่เคยควบคุมได้ดี หรือค่อนข้างดี เห็นได้จาก &amp;nbsp;กรุงปักกิ่ง &amp;nbsp;กรุงโซล เกิดการระบาดใหม่ มีผู้ติดเชื้อในแต่ละวันเพิ่มขึ้น &amp;nbsp;ส่วนในอเมริกา ขยายไปทางตะวันตก และตอนใต้ &amp;nbsp;มีการวิคราะห์ เป็นระยะอันตรายใหม่( New Dangerous Phase )เพราะเกิดการระบาดใหม่ ในรัฐที่มีการผ่อนคลายเร็วกว่าที่ควรจะเป็น &amp;nbsp; นอกจากนี้ เมื่อมองจากทั้งโลกพบว่าในช่วง 2สัปดาห์ที่ผ่านมามี &amp;nbsp;81 ประเทศ มีอุบัติการณ์ผู้ติดเชื้อรายใหม่ และมี 30ประเทศที่ผู้ติดเชื้อลดลง &amp;nbsp;ภาพทั้งโลก ข้อมูลสิ้นสุดเมื่อวันอาทิตย์ที่ &amp;nbsp;21 มิ.ย. พบว่ามีผู้ป่วยรายใหม่เพิ่มขึ้น 1.3 แสนรายต่อวัน ส่วนสัปดาห์ก่อนหน้านี้ &amp;nbsp;1.7-1.8 เพิ่มขึ้นต่อวัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
เมื่อดูสถานการณ์ในสหรัฐอเมริกา เพิ่้มขึ้นวันละ 3หมื่นรายต่อวัน &amp;nbsp;การเสียชีวิตเหมือนจะดีขึ้น แต่จำนวนผู้ติดเชื้อ อายุ20-30 ปีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เป็นผลจากการออกไปสังคม การเสียชีวิตคนกลุ่มนี้แม้จะน้อย แต่ถ้ามีการเสียชีวิตก็จะกระทบกับเศรษฐกิจ ส่วนบราซิล &amp;nbsp;ติดเชื้อ3-5หมื่นราย/วัน เกินศักยภาพระบบสุขภาพประเทศที่จะดูแลได้ ทำให้มีการเสียชีวิตเพิ่มมากขึ้น วันละมากกว่า 1พันราย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ทางด้านอิหร่าน เมื่อ 2-3 เดือนที่แล้ว ที่เราเฝ้าติดตาม แต่ตอนนี้ตัวเลขเริ่มลดลง แสดงว่าควบคุมได้ &amp;nbsp;ประเทศอิตาลี ตัวเลขเริ่มลดลง แต่ไม่ลงสนิท เพราะขึ้นบ้างบางครั้งคราว เป็นคลื่นเล็กๆ แต่ไม่น้อย เพราะคูณด้วยจำนวนหลักพัน ผู้ป่วยรายใหม่ยังเพิ่มประมาณ &amp;nbsp; 300 ราย/วัน &amp;nbsp;มีการปรับตัวทำให้การเสียชีวิตไม่สูงเหมือนช่วงแรก ประมาณ 50ราย /วัน &amp;nbsp;ทางประเทศฝรั่งเศส เหมือนจะดีขึ้น แต่มีคลื่นเตี้ยๆ การติดเชื้อเพิ่มขึ้นเป็นบางครั้งคราว &amp;nbsp;จำนวน.500-600 รายต่อวัน การเสียชีวิตลดลง เป็นตัวเลขสองหลัก กลุ่มเสี่ยงผู้สูงอายุได้รับการคุ้มครองระดับหนึ่ง &amp;nbsp;เทียบกับการระบาดช่วงแรกๆ &amp;nbsp; จะมีคลื่้นเล็กๆ ครั้งคราว อยู่ในระดับสุขภาพรับได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ทางด้านเอเชีย ประเทศสิงคโปร์ เคยได้รับคำชื่นชมเรื่องการควบคุมการระบาด แต่พอค้นพบการระบาดในกลุ่มแรงงานต่างด้าว ทำให้ผู้ติดเชื้อก็เพิ่มขึ้น จากเดิมมี 509 ราย แต่ปัจจุบันเพิ่มเป็น 45,000ราย และตัวเลขเริ่มดีขึ้นตอนนี้ติดเชื้่อประมาณวันละ 200 กว่าราย แสดงให้เห็นว่าเริ่มเข้าที่เข้าทาง แต่อัตราการเสียฃีวิตของสิงคโปร์ต่ำมาก เนื่องจาก คนติดเชื้อเป็นกลุ่มแรงงาน สุขภาพแข็งแรงมาก่อน และรัฐบาลลงไปติดตามหาผู้ติดเชื้อ จำกัด บริเวณ และควบคุมการกระจายเชื้อได้ดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ประเทศญี่ปุ่น พอผู้ติดเชื้อลดลง ถึงกลับมาเปิดประเทศ ก็พบว่ามีคลื่นเล็กๆ ไม่สูงมาก อัตราติดเชื้อแต่ละวัน &amp;nbsp;40-50 ราย/ว้น และตอนนี้ รัฐบาลญี่ปุ่นกำลังออกมาตรการเข้มข้น เพราะการติดเชื้อวันละ40-50 ราย จะทำให้เกิดการสะสมคนไข้จะมากขึ้นเรื่อยๆ&amp;nbsp;
ทางเกาหลีใต้ เป็นประเทศที่เคยเกิด ซูเปอสเปรดเดอร์ แต่กาหลีใต้ได้นำกลไก การเรียนรู้เมื่อครั้งเกิดการระบาดโรคเมอร์ส มาใช้กับโควิด-19 &amp;nbsp;ทำให้ตั้งแต่ปลายเดือนเม.ย. ถึง พ.ค.คนติดเชื้อลดลงเหลือน้อยมาก แต่พอหลังๆปลายพ.ค.-มิ.ย.กลับมีผู้ติดเชื้อใหม่ สถ่านการณ์ไม่เหมือนปลายเดือนเม.ย.เพราะมีคนงานบริษัทจัดส่งสินค้าเกิดการติดเชื้อ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
สำหรับประเทศไทย ตัวเลขวันนี้ เราชื่นชมยินดี ว่าเรามีผู้ป่วยรายใหม่น้อย หรือบางวันไม่มี ผู้ป่วยรวม 3พันกว่า อัตราเสียชีวิตอย่างมากแค่วันละ 1 ราย &amp;nbsp;ทั้งหมดที่กล่าว เพื่อชี้ให้เห็นว่ากลุ่มประเทศที่เปิด ผ่อนคลายเร็ว จะมีการกลับมาระบาดใหม่ อย่างในเอเชีย เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น &amp;nbsp;ทั้งนี้ ชี้ให้เห็นว่าประเทศไทย ต้องการจุดสมดุล ระหว่างสุขภาพ เศรษฐกิจ สังคม ต้องเกิดการประสาน รัฐบาล &amp;nbsp;ผู้ประกอบการ ประชาชน &amp;nbsp;จนเราผ่อนคลาย มาตรการ 4 ระยะ ที่ผ่านมาพบว่า ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ให้ความร่วมมืออย่างดี ในช่วงต้นๆ แต่ระยะหลังๆ เริ่มมีการผ่อนคลายมากขึ้น บางร้านเริ่มหย่อน &amp;nbsp;การติดตามผู้เสี่ยง หรือติดเชื้อช่วง 3-4เดือนที่ผ่านมา คนไทยทำดีมาก รักษาระยะห่าง ล้างมือ ใส่หน้ากาก แต่ช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมา หลายคนเริ่มวางใจ ไม่ใส่หน้ากาก ใม่ล้างมือ ไม่เว้นระยะห่างระหว่างบุคคล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ศ.นพ.ประสิทธิ์ กล่าวอีกว่า อย่างที่ตนเคยกล่าวไปแล้วว่า ประเทศไทยน่าจะมีการะบาดระลอกใหม่อีก แต่ถ้ากลับมาใหม่เป็นการระบาดเล็กๆ จำนวนไม่มาก ก็ไม่น่ากังวล &amp;nbsp; ซึ่งการใช้ แอพลิเคชั่น&amp;quot; ไทยชนะ&amp;quot; จะเป็นประโยชน์ในการควบคุมโรคมาก แต่แอพฯนี้ ยังมีการใช้น้อย หรือมีการใช้อย่างไม่ถูกต้อง เพราะถ้าเราไม่เช็คเอาท์ แม้ออกจากร้านไปแล้ว แต่ถ้ามีคนที่ไปร้านมีผู้ติดเชื้อเข้ามา &amp;nbsp;กระบวนการสืบสวน ก็ต้องวิ่งมาหาตัวเรา &amp;nbsp;ทั้งที่เราไม่ได้อยู่ในพื้นที่ และในเวลาดียวกับคนติดเชื้ออยู่ &amp;nbsp;แต่ถ้าหากมีการเช็คเอาท์ ก็จะทำให้การสืบสวน &amp;nbsp;การตรวจ การหาคนกลุ่มเสี่ยงทำได้ง่ายขึ้น &amp;nbsp;เพราะเมื่อเจอกลุ่มเสี่ยงแล้ว ไม่ได้มีแต่เราเท่านั้น ที่ต้องถูกเฝ้่าระวัง ยังมีคนในครอบครัวด้วย &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;quot;ถ้าทุกคนช่วยกัน แม้การระบาดจะกลับมาใหม่ แต่ก็เป็นคลื่นเล็ก ๆ ก็ไม่น่ากังวล หากจำนวนไม่มาก เราติดตามตัวได้ แยกกิจกรรมต่างๆได้ &amp;nbsp;การดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจ &amp;nbsp;และครัวเรือนยังดำเนินต่อได้ ไม่กระทบ แต่หากมีคนติดเชื้อมาก เศรษฐกิจก็จะขับเคลื่อนไม่ได้ &amp;nbsp; ดังนั้น &amp;nbsp;เมื่อรัฐบาล นำไทยชนะออกมาแล้ว ต้องช่วยกันใช้ หากมีการติดเชื้อใหม่ การค้นหาจะทำได้เร็ว &amp;nbsp;เราก็เห็นแล้วว่า หลายประเทศ กลับมาติดเชื้ออีก &amp;nbsp;แต่ถ้ามีคนติดเชื้อไม่มาก กิจกรรมเศรษฐกิจทุกอย่างดำเนินนได้ แต่ถ้าติดเชื้อมาก เศรษฐกิจจะแย่ เคลื่อนไม่ได้ เพราะคนกลัวการติดเชื้อ&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศ.นพ.ประสิทธิ์ ย้ำอีกว่า ในช่วงเกือบเดือน ที่เรามีคนติดเชื้อที่มาจากต่างประเทศ วันละ 4-5 ราย และยังไม่มีคนติดเชื้อในประเทศ &amp;nbsp;แต่อย่าคิดว่าจะปลอดภัย เช่น เกาหลีใต้ เยอรมัน จีน &amp;nbsp;เองก็กลับมาเจอผู้ติดเชื้อรายใหม่ &amp;nbsp;ซึ่งประเทศไทยเองยังไม่มีการสำรวจวัดหาภูมิต้านทานโควิด-19 ในคนไทย แต่เชื่อว่าคนไทยมีน้อย ถึงน้อยมาก เพราะเรามีคนติดเชื้อสะสมรวมแค่ 3พันกว่า &amp;nbsp;ซึ่งศิริราชเองเคยศึกษาภูมิคุ้มกัน ตรวจนักศึกษาแพทย์ พบว่าไม่มีภูมิคุ้มกันโควิดเลย ทางด้านรพ.รามาธิบดีเอง ก็นำบุคคลากรมาหาภูมิคุ้มกัน พบว่ามีภูมิแค่ &amp;nbsp;3% &amp;nbsp;ดังนั้น การที่เรามีผู้ติดเเชื้อ แค่ 3พันกว่าคน ถ้ามีการหลุดขึ้นมา เชื้อมาจากข้างนอก &amp;nbsp;หรือไม่รู้มาจากไหน เราก็จำเป็นต้องป้องกันตัวเองไว้ก่อน &amp;nbsp;จนกว่าจะมีวัคซีนขึ้นมา &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;quot; การติดเชื้อแค่พลาดวันเดียว หรืออาทิตย์เดียว ก็จะทำให้สิ่งที่เราพยายามทำมาดีแล้วเสียไปทั้งหมด ดังนั้น แอพฯไทยชนะจะทำให้รัฐบาลสะดวก ในการติดตาม ยิ่งใช้เยอะ จะยิ่งติดตาม ช่วยคนหา ผู้เสี่ยงและพื้นที่เสี่ยง ได้ ง่ายขึ้่น และผมขอย้ำว่า แต่ต้องใช้ให้ถูก เช็คอิน แล้วต้องเช็คเอาท์ และเราต้องทำการป้องกันพื้นฐาน ใส่หน้ากาก ล้างมือ &amp;nbsp;เพื่อให้ทุกคนปลอดภัย ประเทศไทย จะชนะโควิดหรือไม่ ปัจจัย สำคัญที่สุดคือคน เราผ่านเรื่องดีๆ และเราผ่อนคลาย ผมเชื่อว่าเราไม่อยากไปถูกควบคุมเหมือนเดิม เราต้องช่วยกัน &amp;nbsp;แอพ ติดตาม มีแล้วต้องใช้ &amp;quot;ศ.นพ.ประสิทธิ์กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/69470</URL_LINK>
                <HASHTAG>#โควิด-19, การระบาดระลอก 2, ศ. นพ.ประสิทธิ์ วัีฒนาภา, ไทยชนะ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200623/image_big_5ef196918abb9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
