<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>116230</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/09/2021 07:43</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/09/2021 07:43</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> &#039;หมอมนูญ&#039;แนะผู้สูงอายุและผู้มีโรคประจำตัวที่ป่วยโควิด รีบใช้ยา&#039;แอนติบอดิ ค็อกเทล&#039;ช่วยชีวิต</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
10 ก.ย.64 -&amp;nbsp; นพ.มนูญ ลีเชวงวงศ์ แพทย์เฉพาะทางด้านโรคระบบการหายใจ โรงพยาบาลวิชัยยุทธ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก หมอมนูญ ลีเชวงวงศ์&amp;nbsp; มีเนื้อหาดังนี้
ผู้สูงอายุและผู้มีโรคประจำตัวที่ป่วยโควิด-19 รีบรับการรักษาด่วนภายใน 7 วัน เตรียมใช้ยาแอนติบอดี ค็อกเทล ช่วยชีวิตผู้ป่วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นพ.มนูญ ลีเชวงวงศ์ แพทย์เฉพาะทางด้านโรคระบบการหายใจ ผู้ป่วยหนัก และโรคผู้สูงอายุ โรงพยาบาลวิชัยยุทธ เตรียมใช้ยาแอนติบอดี ค็อกเทล หรือยาภูมิคุ้มกันลบล้างฤทธิ์ รักษาผู้ป่วยโควิด-19 ในกลุ่มผู้สูงอายุและผู้มีโรคประจำตัว ช่วยชีวิตผู้ป่วยเนื่องจากยอดผู้เสียชีวิตยังน่าห่วง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นพ.มนูญ กล่าวว่า &amp;ldquo;ปัจจุบันสังคมไทยอาศัยอยู่ในครอบครัวเดียวกัน และส่วนมากผู้สูงอายุที่เข้ารับการรักษามักได้รับเชื้อจากคนในครอบครัวซึ่งนำเชื้อเข้ามาและสัมผัสกับทุกคนในบ้าน ไม่ว่าจะเด็ก ผู้ใหญ่ หรือผู้สูงอายุ ถึงแม้ยอดรวมผู้ติดเชื้อในประเทศไทยมีแนวโน้มลดลง แต่ยอดรวมผู้เสียชีวิตยังคงน่าเป็นห่วง โดยเฉพาะผู้สูงอายุและผู้มีโรคประจำตัว จากสถิติ 30 วันย้อนหลังจะเห็นได้ว่าจำนวนผู้เสียชีวิตยังไม่ลดลงเท่าไหร่นัก ผู้ป่วยในกลุ่มเสี่ยงบางรายเมื่อถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลอาจมีอาการน้อยถึงปานกลาง แต่พอเข้าสัปดาห์ที่ 2 หรือวันที่ 7-8 ของการติดเชื้อ อาการกลับทรุดหนักลงจนต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ ซึ่งราวครึ่งหนึ่งของผู้ป่วยโควิด-19 ที่ใส่เครื่องช่วยหายใจมักจะเสียชีวิตในที่สุด&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ข้อสังเกตข้างต้นยังสอดคล้องกับสถิติของกระทรวงสาธารณสุข ที่จำแนกผู้ติดเชื้อโควิด-19 ตามมิติต่างๆ ซึ่งรวมถึงด้านอายุ โดยระบุว่าช่วง 30 วันที่ผ่านมาประมาณ 10% ของยอดผู้ติดเชื้อรายวันเป็นผู้สูงอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป นอกจากนี้ประมาณ 60% ของยอดผู้เสียชีวิตรายวันยังเป็นผู้สูงอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไปอีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นพ. มนูญ กล่าวเพิ่มเติมว่า &amp;ldquo;ข้อมูลจากผลการทดลองทางคลินิกและข้อมูลการใช้จริงในสหรัฐอเมริกา พบว่ายาแอนติบอดี ค็อกเทล สามารถช่วยลดระยะเวลาการเข้ารักษาในโรงพยาบาลได้ถึง 4 วัน ลดปริมาณเชื้อไวรัสในกระแสเลือดลงได้ และลดความเสี่ยงที่โรคโควิด-19 จะลุกลามไปสู่ระดับรุนแรงได้ 70% จึงถือเป็นอาวุธสำคัญที่แพทย์จะพิจารณาใช้ในกลุ่มผู้สูงอายุ และผู้มีโรคประจำตัว&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ยาแอนติบอดี ค็อกเทล (Antibody Cocktail) จัดอยู่ในกลุ่มยาภูมิคุ้มกันลบล้างฤทธิ์ (Neutralizing Monoclonal Antibodies: NmAbs) ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อ.ย.) ของประเทศไทยได้อนุมัติให้ใช้รักษาผู้ป่วยโควิด-19 แบบมีเงื่อนไขภายใต้สถานการณ์ฉุกเฉิน เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2564 ที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ยาแอนติบอดี ค็อกเทล หรือ ยาภูมิคุ้มกันลบล้างฤทธิ์ มีผลการศึกษายืนยันในผู้ป่วยโควิด-19 ที่มีอายุตั้งแต่ 12 ปีขึ้นไปที่มีอาการน้อยถึงปานกลาง หรือไม่ต้องให้ออกซิเจนเสริม และผู้ป่วยโควิด-19 ที่มีความเสี่ยงสูงที่โรคจะดำเนินไปสู่อาการรุนแรงในกลุ่มต่างๆ ต่อไปนี้
- ผู้สูงอายุ
- โรคอ้วน
- โรคหลอดเลือดหัวใจ รวมถึงภาวะความดันโลหิตสูง
- โรคปอดเรื้อรัง รวมถึงโรคหอบหืด
- โรคเบาหวานชนิดที่ 1 หรือชนิดที่ 2
- โรคไตเรื้อรัง รวมถึงผู้ป่วยที่อยู่ระหว่างรับการฟอกไต
- โรคตับเรื้อรัง
- มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องหรือภูมิคุ้มกันถูกกด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
คาดว่ายาแอนติบอดี ค็อกเทล หรือ ยาภูมิคุ้มกันลบล้างฤทธิ์ จะเริ่มใช้ในโรงพยาบาลเอกชนต่างๆ และโรงพยาบาลรัฐบาลบางแห่ง ภายในกลางเดือนกันยายนนี้ สำหรับผู้ป่วยโควิด-19 ที่ชำระค่ารักษาเอง เนื่องจากยาดังกล่าวยังไม่ได้เป็นยาที่อยู่ในสิทธิการรักษาในระบบสุขภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;ldquo;สำหรับประเทศไทย กลุ่มผู้สูงอายุและผู้ที่มีความเสี่ยงยังได้รับวัคซีนไม่ถึง 50% อีกทั้งผู้ที่มีความเสี่ยงบางรายยังไม่ประสงค์จะฉีดวัคซีน ดังนั้นการรักษาด้วยยาแอนติบอดี ค็อกเทล จะสามารถช่วยชีวิตผู้ป่วยโควิด-19 กลุ่มนี้ได้ หากรีบเข้ารับการรักษาให้เร็วที่สุดภายใน 7 วันแรกหลังจากรับเชื้อ และจะยิ่งดีกว่าถ้าได้รับการรักษาใน 3-4 วันแรก&amp;rdquo; นพ.มนูญ กล่าวทิ้งท้าย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/116230</URL_LINK>
                <HASHTAG>กลุ่มเสี่ยงโควิด-19, การรักษาผู้ป่วยโควิด-19, นพ. มนูญ ลีเชวงวงศ์, ยาแอนติบอดิสูตรค็อกเทล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210722/image_big_60f8ce9b40bdb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>109152</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/07/2021 14:46</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/07/2021 14:46</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;สมศักดิ์&#039;พลิกวิกฤติเป็นโอกาสเปลี่ยนเรือนจำเป็นคลังสมุนไพรสำรองแบบพึ่งพาตนเอง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;09 ก.ค.64 - นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า เป็นพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯพระราชทาน ยาฟ้าทะลายโจรให้แก่กรุงเทพมหานคร เพื่อนำไปแจกจ่ายแก่สถานพยาบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อใช้ในการดูแลผู้ป่วยโควิด-19 ทำให้ประชาชนและสังคมตื่นตัวกับการใช้สมุนไพรฟ้าทะลายโจรและพืชสมุนไพรชนิดต่าง ๆ&amp;nbsp; กระทรวงยุติธรรมได้เล็งเห็นศักยภาพจึงได้ตั้งคณะทำงานส่งเสริมการปลูกพืชสมุนไพรในเรือนจำและทัณฑสถาน&amp;nbsp; เพื่อเปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส&amp;nbsp; เนื่องจากเรือนจำทั่วประเทศ ยังมีพื้นที่เหลือใช้ควรนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ ประกอบกับเป็นการส่งเสริมพัฒนาผู้ต้องขังทั่วประเทศได้ฝึกอาชีพ และสามารถนำความรู้ในการปลูกพืชสมุนไพรไปต่อยอดเป็นอาชีพหลังได้รับการปล่อยตัว ซึ่งถือเป็นหนึ่งในโครงการคืนคนดีสู่สังคม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสมศักดิ์ กล่าวอีกว่า เวลานี้ ฟ้าทลายโจร รวมถึงสมุนไพร ต่าง ๆ ถือเป็นพืชทางเศรษฐกิจ ที่ไทยและต่างประเทศให้ความสนใจ ตนจึงผลักดันและเร่งปลูกให้มีผลผลิตไม่ขาดตลาด เพื่อเป็นเศรษฐกิจแบบพึ่งพาตนเอง ทดแทนการนำเข้า ลดค่าใช้จ่าย และส่งเสริมเรือนจำหรือ&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทัณฑสถานเป็นคลังสมุนไพรสำรอง ตามโครงการศาสตร์พระราชาสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน และยังสามารถใช้ได้ในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว โดยประสานกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชน เพื่อพิจารณาแผนรองรับด้านการตลาดอย่างสมบูรณ์ต่อไป รวมถึงเป็นแหล่งเรียนรู้การปลูกพืชสมุนไพร ซึ่งเป็นประโยชน์กับสังคมภายนอกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ฟ้าทะลายโจร เป็นยาสมุนไพร ประจำบ้าน แก้หวัด แก้เจ็บคอ ผมได้ฟังจากกรมการแพทย์แผนไทยว่าสามารถป้องกันโควิด-19 ได้ และรายงานต่อที่ประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัส โควิด-19 (ศบค.) ว่าได้แต่งตั้งคณะกรรมการเรียบร้อยแล้ว โดยท่านนายกรัฐมนตรีรับทราบและให้ดำเนินการอย่างเร่งด่วน เรือนจำที่มีความพร้อมได้เตรียมหน้าดินสำหรับเพาะปลูกแล้ว อีกไม่นานจะลงเมล็ดได้ โดยเฉพาะสมุนไพรฟ้าทะลายโจร ที่สำคัญสำหรับสถานการณ์โควิด คาดว่าอีกประมาณ 3 เดือน ราชทัณฑ์จะเป็นคลังสำรองของสมุนไพรได้&amp;quot; นายสมศักดิ์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสมศักดิ์ กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม ภายหลังจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ประกาศไม่รับเงินเดือน 3 เดือน ซึ่งมีรัฐมนตรีอีกหลายท่านประกาศไม่รับเงินเดือนด้วย ซึ่งตนก็เป็นอีกหนึ่งคนที่ไม่ขอรับเงินเดือนด้วยเช่นกัน เพื่อนำเงินในส่วนนี้ไปช่วยเหลือประเทศให้ผ่านพ้นวิกฤตต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/109152</URL_LINK>
                <HASHTAG>การรักษาผู้ป่วยโควิด-19, ทัณฑสถาน, นายสมศักดิ์ เทพสุทิน, ฟ้าทะลายโจร, ศาสตร์พระราชา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210709/image_big_60e7fdd8b6581.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>105235</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/06/2021 11:57</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/06/2021 11:57</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รพ.หนองคายส่งนักรบชุดขาว 9 คน ไปดูแลผู้ป่วยโควิดที่รพ.สนามบุษราคัม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
4 มิ.ย.64 -&amp;nbsp; ที่หน้าโรงพยาบาลหนองคาย นายแพทย์ชัชวาลย์ ฤทธิ์ฐิติ นายแพทย์สาธารณสุข จ.หนองคาย, นายแพทย์วิเชียร รุ่งธิติธรรม ผู้อำนวยการโรงพยาบาลหนองคาย ได้ร่วมกันจัดพิธีส่งนักรบชุดขาวสู้ภัยโควิด 19 จากหนองคายสู่โรงพยาบาลสนามบุษราคัม กรุงเทพฯ โดยได้มีการสวดมนต์ไหว้พระหลวงพ่อพระใส พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองหนองคาย มีการผูกข้อมือ มอบเงินขวัญถุง คล้องพวงมาลับ มอบกระเช้าของขวัญ และมอบดอกกุหลาบให้กัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โรงพยาบาลหนองคายได้จัดทีมบุคลากรด้านการแพทย์ ร่วมปฏิบัติงานที่โรงพยาบาลสนามบุษราคัม จำนวน 9 คน ประกอบด้วย แพทย์ 1 คน เภสัชกร 1 คน พยาบาลวิชาชีพ 5 คน และนักรังสีการแพทย์ 2 คน โดยทุกคนมีความรู้ ความสามารถ เสียสละ และมีจิตอาสาเพื่อแผ่นดิน จะเดินทางไปเป็นทีมสนับสนุนและผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนให้กับทีมบุคลากรทางการแพทย์ที่กำลังปฏิบัติหน้าที่ในกรุงเทพฯ โดยทั้งหมดจะเดินทางไปปฏิบัติหน้าที่ระหว่างวันที่ 8-22 มิ.ย.64 และหลังจากปฏิบัติหน้าที่ครบกำหนดเวลา บุคลากรทางการแพทย์ทุกคนจะถูกกักตัวในพื้นที่พิเศษ เป็นเวลา 5 วัน พร้อมตรวจหาเชื้อโควิด 19 ถ้าตรวจไม่พบสารพันธุกรรมโควิด 19 จึงจะกลับมาปฏิบัติหน้าที่ตามปกติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โรงพยาบาลสนามบุษราคัม เมืองทองธานี จะรองรับผู้ป่วยที่มีอาการปานกลางกลุ่มสีเหลือง จากพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล โดยจัดตั้งโรงพยาบาลสนามขนาด 3,000-5,000 เตียง ณ อาคารชาเลนเจอร์ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมเมืองทองธานี สำหรับใช้ในการดูแลรักษาผู้ป่วยดังกล่าว.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/105235</URL_LINK>
                <HASHTAG>การรักษาผู้ป่วยโควิด-19, รพ.สนาม, ศูนย์บุษราคัม, โรงพยาบาลหนองคาย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210604/image_big_60b9b231c8838.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>102088</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/05/2021 14:02</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/05/2021 13:59</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กทม.-ปริมณฑลยังติดเชื้อสูง ต้องการเตียงพุ่งขึ้น เล็งสร้างศูนย์บุษราคัมรักษาผู้ป่วยระดับสีเหลือง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
7 พ.ค.64 - ที่ทำเนียบรัฐบาล พญ.พรรณประภา ยงค์ตระกูล ผู้ช่วยโฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. แถลงสถานการณ์ประจำวัน ว่า มีผู้ติดเชื้อรายใหม่&amp;nbsp; 2,044 ราย เป็นการติดเชื้อในประเทศ 2,040 ราย มาจากระบบเฝ้าระวังและระบบบริการ 1,820 ราย&amp;nbsp; มาจากการค้นหาเชิงรุก 220 ราย เป็นผู้เดินทางมาจากต่างประเทศ&amp;nbsp; 4 ราย ทำให้มียอดผู้ติดเชื้อสะสม 78,855 ราย หายป่วยสะสม 49,172 ราย เฉพาะวันนี้หายป่วย 2,377 ราย อยู่ระหว่างรักษา 29,320 ราย อาการหนัก 1,170 ราย ใส่ท่อช่วยหายใจ 367 ราย มีรายงานผู้เสียชีวิตเพิ่มเติม 27 ราย อยู่ใน กทม. 18 ราย นนทบุรี สมุทรปราการ จังหวัดละ 2 ราย ปทุมธานี ชัยภูมิ ฉะเชิงเทรา ระนอง ระยอง จังหวัดละ 1 ราย เป็นชาย 15 ราย หญิง 12 ราย ส่วนใหญ่มีโรคประจำตัว ความดันโลหิตสูง เบาหวาน โรคหัวใจ ไขมันเลือดสูง โรคอ้วน สาเหตุการการติดเชื้อมาจากใกล้ชิดกับสมาชิกในครอบครัวที่ติดเชื้อมาก่อนหน้า สัมผัสผู้ติดป่วยยืนยันก่อนหน้านี้ อาศัยอยู่ในพื้นที่เสี่ยงชุมชน ทำให้มียอดผู้เสียชีวิตสะสม 363 ราย ขณะที่สถานการณ์โลก มีผู้ติดเชื้อสะสม 156,681,524 ราย เสียชีวิตสะสม 3,269,340 ราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;จากนั้น นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษก ศบค. แถลงว่า สำหรับ 5 จังหวัดที่มีผู้ติดเชื้อมากที่สุดในวันที่ 7 พ.ค. ได้แก่ กทม. 869 ราย นนทบุรี 201 สมุทรปราการ 165 ราย ชลบุรี 89 ราย สมุทรสาคร 69 ราย และถ้าดูตัวเลข กทม.และปริมณฑล มีถึง 1,372 ราย เฉพาะ กทม.มีผู้ติดเชื้อเกิน 500 รายมาตั้งแต่ต้นเดือน พ.ค. เมื่อดูจำนวนผู้ป่วยอาการหนักจะเห็นว่า กทม. นนทบุรี นครปฐม มีผู้ป่วยอาการหนักเพิ่มขึ้นทุกวัน จึงจำเป็นต้องจัดหาเตียงดูแลผู้ป่วยอาการหนัก ดังนั้น การหาเตียงผู้ป่วยหนักของ กทม.ปริมณฑลมาเฉลี่ยกัน ซึ่งในที่ประชุมอีโอซีกระทรวงสาธารณสุขจึงพูดถึงการจัดหาเตียงผู้ป่วยหนักว่ามีความต้องการไปถึงกลางเดือน พ.ค. หรือสัปดาห์ที่ 2 และ 3 ของเดือน พ.ค. เพราะมีแนวโน้มความต้องการเตียงพุ่งขึ้น นอกจากนี้ ยังมีการพูดถึงการสร้างเตียงนอกโรงพยาบาลสำหรับผู้ป่วยระดับสีเหลือง ซึ่งแสดงอาการแต่ไม่หนักมาก โดยมองไว้ที่ศูนย์การประชุมแห่งหนึ่งย่านแจ้งวัฒนะ โดยโรงพยาบาลลักษณะนี้เรียกชื่ออย่างไม่เป็นทางการว่า เหลืองบุษราคัม &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;นพ.ทวีศิลป์ กล่าวว่า ผอ.เขตบางแครายงานสถานการณ์ในเขตว่า มียอดผู้ติดเชื้อระลอกล่าสุด 191 ราย ทั้งจากชุมชน ห้างสรรพสินค้า และหมู่บ้าน ซึ่งมีรายงานว่า มีแรงงานต่างด้าวติดเชื้อจากห้างสรรพสินค้าและไปแพร่กระจายในชุมชนด้วย ตอนนี้จึงมีการทำงานเชิงรุกลงไปถึงในแต่ละพื้นที่ทั้งห้างสรรพสินค้าและซอยเพชรเกษม 84 เมื่อเจอคนติดเชื้อก็แยกเข้าสู่โรงพยาบาล โดยเฉลี่ยมีผู้สัมผัสเสี่ยงสูง 6 ราย โดยให้อยู่ที่บ้านหรือพื้นที่ที่ กทม.จัดให&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/102088</URL_LINK>
                <HASHTAG>การรักษาผู้ป่วยโควิด-19, น.พ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน, ผู้ป่วยระดับสีเหลือง, ศูนย์บุษราคัม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210429/image_big_608a78d526e4c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>101301</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/04/2021 15:53</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/04/2021 15:53</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กรณีศึกษาการเสียชีวิตของ &#039;น้าค่อม&#039; เมื่อติดเชื้อโควิดแล้วต้องปฏิบัติตัวอย่างไรเพื่อลดความเสี่ยง </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากการเสียชีวิตของนายอาคม ปรีดากุล หรือ &amp;#39;ค่อม ชวนชื่น&amp;#39; ศิลปินตลกระดับตำนานของประเทศไทย ซึ่งกลายเป็นบุคคลสาธารณะคนแรกของประเทศไทย ที่ต้องพ่ายแพ้ให้กับเชื้อโรคร้ายโควิด-19&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แน่นอนกรณีของ &amp;#39;น้าค่อม ชวนชื่น&amp;#39; จะเป็นบทเรียนที่สำคัญ ที่จะทำให้ทุกคนตระหนักรู้ และระมัดระวังตัวเองมากขึ้น เพราะถึงแม้ว่า เชื้อโควิด-19 &amp;nbsp;จะไม่นับเป็นเชื้อโรคที่มีความรุนแรงที่สุด &amp;nbsp;แต่เพราะมันเป็น เชื้อที่ติดง่าย และในบางคนที่ไม่แข็งแรงเพียงพอ ก็ไม่อาจจะรับมือกับมันได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ก่อนอื่นต้องทราบลักษณะอาการของโรคโควิด-19 กันก่อน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากข้อมูลขององค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า &amp;nbsp;เชื้อโควิด-19 จะส่งผลต่อผู้คนป่วยในรูปแบบที่แตกต่างกันไป ผู้ที่ติดเชื้อส่วนใหญ่จะมีอาการเล็กน้อยถึงปานกลาง และหายจากโรคได้เองโดยไม่ต้องเข้ารักษาในโรงพยาบาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อาการทั่วไปมีดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มีไข้
ไอแห้ง
อ่อนเพลีย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
อาการที่พบไม่บ่อยนักมีดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ปวดเมื่อยเนื้อตัว
เจ็บคอ
ท้องเสีย
ตาแดง
ปวดศีรษะ
สูญเสียความสามารถในการดมกลิ่นและรับรส
มีผื่นบนผิวหนัง หรือนิ้วมือนิ้วเท้าเปลี่ยนสี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
อาการรุนแรงมีดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
หายใจลำบากหรือหายใจถี่
เจ็บหน้าอกหรือแน่นหน้าอก
สูญเสียความสามารถในการพูดและเคลื่อนไหว
โดยเฉลี่ยแล้วผู้ที่ติดเชื้อไวรัสจะแสดงอาการป่วยใน 5-6 วัน อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยอาจใช้เวลานานถึง 14 วันจึงจะแสดงอาการ
ในกรณีที่ได้รับเชื้อโควิด-19 แล้วจะต้องปฏิบัติตัวอย่างไร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อันดับแรกเมื่อทรายว่า คุณกลายเป็นผู้ป่วยโควิด-19 &amp;nbsp;สถานะของคุณ จะกลายเป็นผู้ป่วยฉุกเฉิน และ &amp;quot;มีเจ้าหน้าที่ขับรถมารับผู้ป่วยที่บ้านเพื่อนำผู้ป่วยไปรักษาที่โรงพยาบาล&amp;quot; โดยโรงพยาบาลที่รองรับผู้ป่วยติดเชื้อโควิด-19 จะมีทั้งโรงพยาบาลรัฐหรือเอกชน หากเลือกเข้ารักษากับโรงพยาบาลรัฐ จะถูกส่งตัวไปรักษาตามที่ทางรัฐกำหนดให้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยการเลือกเข้ารักษาในโรงพยาบาลนั้น &amp;quot;ควรเลือกโรงพยาบาลที่ผู้ป่วยสามารถใช้สิทธิการรักษาของตนเองก่อน หากพบว่ากรณีที่เตียงไม่พอ &amp;nbsp;สายด่วน 1330 โดย สปสช.ช่วยทำหน้าที่ประสานจัดหาเตียงรองรับผู้ติดเชื้อโควิด-19 ร่วมกับกรมการแพทย์ และ สพฉ. ร่วมจัดหาเตียง&amp;nbsp;&amp;nbsp; สายด่วนกรมการแพทย์ 1668 กรณีโรงพยาบาลตรวจพบติดเชื้อโควิด-19 แล้วไม่มีเตียงรองรับ พร้อมรถ สพฉ.ช่วยรับส่งผู้ติดเชื้อ &amp;nbsp;หรือถ้าติดต่อไม่ได้ ยังมีสายด่วน 191 ของตำรวจที่จะเป็นอีกช่องทางในการประสายเพื่อรับส่งตัว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แนวทางการรักษา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในการเข้ารับการรักษาของโรงพยาบาล ทางศบค. ได้จำแนกกลุ่มผู้ป่วยออกเป็น 3 กลุ่ม คือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สีเขียว &amp;nbsp;กลุ่มไม่มีอาการ หรือ มีอาการเล็กน้อย เช่น ไอ น้ำมูก ตาแดง ผื่นขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สีเหลือง &amp;nbsp;ผู้ป่วยที่มีอาการไม่รุนแรง แต่มีอาการเหนื่อยหอบ หายใจเร็ว หรือ &amp;nbsp;เป็นกลุ่มคนที่มีความเสี่ยง / มีโรคร่วมที่สำคัญ คือ &amp;nbsp;1. อายุมากกว่า 60 ปี 2. เป็นโรคปอด 3. โรคไตเรื้อรัง 4. โรคหัวใจและหลอดเลือด &amp;nbsp;5. โรคหลอดเลือดในสมอง 6. เบาหวานคุมไม่ได้ 7. อ้วน (น้ำหนักเกิน 90 KG) 8. ตับแข็ง 9. ภูมิคุ้มกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สีแดง &amp;nbsp;หอบเหนื่อย หายใจลำบาก &amp;nbsp;X-ray พบปอดอักเสยรุนแรง &amp;nbsp;มีภาวะปอดบวม (ความอิ่มตัวของเลือด น้อยกว่า 96% &amp;nbsp;หรือ ความอิ่มตัวของเลือดลดลง มากกว่า 3% หลังออกแรง (Exercise-induced Hypoxemia)
ทั้งนี้เมื่อรู้ว่าป่วยในระดับใด แพทย์ก็จะส่ผู้ป่วยไปพักในห้องแยกโรคเดี่ยวหรือห้องเฉพาะผู้ป่วยที่มีการติดเชื้อโควิด-19 พร้อมประเมินอาการ และรักษาตามอาการเช่นเดียวกับโรคไข้หวัดทั่วไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากนั้นจะเข้าสู่กระบวนการรักษา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1.ผู้ป่วยจะได้รับยาต้านไวรัสในปริมาณที่เหมาะสมกับของแต่ละคน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.ถ้าผู้ป่วยมีอาการหนักขึ้น จะถูกย้ายไปที่ห้องแยกผู้ป่วยแพร่เชื้อทางอากาศ (AIIR) และมีแพทย์คอยดูแล เฝ้าระวัง ติดตามอาการ และรักษาตามอาการที่ผู้ป่วยเป็น
3.หากผู้ป่วยอาการดีขึ้น จะมีการตรวจหาเชื้อโควิด-19 อีกครั้งหลังเข้ารับการรักษาแล้วมีอาการดีขึ้น หากผลตรวจออกมาเป็นลบ (ไม่พบเชื้อไวรัสโควิด-19) และตรวจเพื่อยืนยันผลเป็นครั้งที่ 2 (ระยะห่างจากการตรวจแต่ละครั้งไม่น้อยกว่า 48 ชั่วโมง) ก็สามารถออกจากโรงพยาบาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขั้นตอนการรักษาโรคโควิด-19&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตามปกติจะเป็นการรักษาตามอาการที่เป็น แต่ในกรณีที่เป็นผู้ป่วยมีอาการหนัก และมีปริมาณไวรัสจำนวนมาก แพทย์ก็จะใช้ยา Favilavir ในการรักษา COVID-19 &amp;nbsp;เพื่อลดปริมาณไวรัส &amp;nbsp; นอกจากนี้มีรายงานการใช้ยาหลายขนาน เช่น ยาต้านไวรัสเอดส์ (lopinavir ร่วมกับ Ritonavir) ใช้ร่วมกับยาต้านไข้หวัดใหญ่, ยาต้านไข้มาลาเรีย (คลอโรควิน), สำหรับยา Remdesivir &amp;nbsp;ซึ่งทั้งหมดต้องอยู่บนพื้นฐานของการวินิจฉัยของแพทย์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ความเสี่ยงและการเสียชีวิต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากข้อมูลการศึกษาพบว่า กว่า 80% ของผู้ป่วยโควิดจะหายเอง โดยภูมิป้องกันจะเป็นคนกำจัดเชื้อให้ จะมีเพียง 20% ที่มีอาการหนัก และในจำนวนดังกล่าว มีราวๆ 5% ที่อาจจะเสียชีวิต&amp;nbsp; ในกรณีของผู้เสียชีวิตที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มผู้สูงอายุ หรือ กลุ่มที่มีโรคประจำตัวที่เกี่ยวข้องกับ ระบบเลือดและทางเดินหายใจ &amp;nbsp;แต่ที่พบในกลุ่มอายุน้อย สาเหตุจะมาจากโรคอ้วน หรือ การไม่ได้เข้ารับการรักษาที่ทันท่วงที&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างกรณีของ &amp;#39;น้าค่อม&amp;#39; แม้จะเข้ารับการรักษาทันทีตั้งแต่ยังไม่มีอาการ แต่เนื่องจาก น้าค่อมเป็นกลุ่มเสี่ยงที่มีอายุเกิน 60 ปี และยังมีโรคประจำตัว คือ โรคเบาหวาน ความดัน และเส้นเลือดในสมองตีบ ซึ่งทุกโรคเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ การติดเชื้อโควิดมีความรุนแรงมากขึ้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้จากการให้สัมภาษณ์ของ&amp;nbsp; นพ.ทวี โชติพิทยสุนนท์ ที่ปรึกษากรมการแพทย์และกรมควบคุมโรค &amp;nbsp;ได้ให้สัมภาษณ์ว่า &amp;nbsp;เชื้อโควิดเมื่อเข้าสู่ร่างกายแล้ว จะต้องจับตาดูในระยะ 7 วัน ถ้า 7 วันทุกอย่างดีขึ้น เชื้อโรคจะหายไปเอง แต่หากผ่านหลัง 7 วันอาการทรุดนั้นก็คือ แสดงว่า ร่างกายไม่สามารถรับมือกับเชื้อโรคได้&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อีกปัจจัย คือ อายุ และโรคประจำตัว จากสถิติที่มีผู้เสียชีวิตจาก COVID 19 พบว่า หลายคนมักจะมีโรคประจำตัวอยู่แล้ว ซึ่งถือเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้การเสียชีวิตจากโควิด 19 มีมากขึ้น เช่น โรคเบาหวาน, ความดันโลหิต, ไขมันในเลือด รวมถึงคนอ้วนที่มีน้ำหนักมากล้วนเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงทั้งสิ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างอาการน้าค่อมนั้น สาเหตุที่ทรุดส่วนหนึ่งน่าจะมาจากโรคประจำตัว และเชื้อโควิดได้ลงปอด ส่งผลให้เกิดภาวะไตวายตามหลัง จากนั้นอาการก็แย่ลงเรื่อย ๆ อวัยวะหลายอย่างเริ่มไม่ทำงาน และเสียชีวิตในเวลาต่อมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โรคนี้ต้องระวังเชื้อลงปอด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อาการโควิด 19 ในระยะที่สำคัญที่สุด ก็คือ การเฝ้าระวังเชื้อลงปอด เพราะเมื่อลงปอดแล้วไปทำลายการทำงานของปอดโดยรวม &amp;nbsp;ซึ่งสิ่งที่อาจจะช่วยได้เบื้องต้น สำหรับคนที่ติดเชื้อแล้ว การฆ่าเชื้อด้วยตัวเองที่ช่องปากและลำคอง่ายๆ ก็เป็นเรื่องที่สมควรกระทำมีการแนะนำให้มีการกลั้วคอ ด้วย โพวิโดน ไอโอดีน ซึ่งมีส่วนช่วยลดจำนวนเชื้อในลำคอ และช่องปากได้ แต่ไม่ได้เป็นการรักษา แต่ก็เป็นการป้องกัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถึงมือหมอเร็ว
การเข้ารับการรักษาที่รวดเร็วโดยทีมแพทย์จะมีส่วนช่วยในการลดอาการลงได้ หากคนป่วยไม่มีภาวะความเสี่ยงทางด้านอื่นๆ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/101301</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรณีศึกษา, การรักษาผู้ป่วยโควิด-19, ค่อม ชวนชื่น, ลดความเสี่ยงหลังจากติดเชื้อโควิด, อาคม ปรีดากุล, เสียชีวิต โควิด, แนวทางปฏิบัติเมื่อติดเชื้อโควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210430/image_big_608ba25a98a37.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>101032</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/04/2021 12:05</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/04/2021 12:05</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>PRINC เปิดตัว Hospitel รองรับผู้ป่วยโควิดเพิ่ม </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;28 เมษายน 2564 นายธานี มณีนุตร์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการด้านงานพัฒนาธุรกิจ บริษัท พริ้นซิเพิล แคปิตอล จำกัด (มหาชน) (PRINC) ผู้ดำเนินธุรกิจโรงพยาบาลและธุรกิจเพื่อสุขภาพ ภายใต้การดำเนินงานของ บริษัท พริ้นซิเพิล เฮลท์แคร์ จำกัด กล่าวว่า ในปัจจุบันโรงพยาบาลพริ้นซ์ สุวรรณภูมิ ได้ขยายศักยภาพของการรองรับผู้ป่วยโควิด-19 ภายในพื้นที่ของโรงพยาบาลเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 100-120 เตียง นับตั้งแต่การระบาดระลอกเดือนเมษายน และร่วมมือกับโรงแรมจัดตั้งหอผู้ป่วยเฉพาะกิจโควิด-19 หรือ Hospitel ขึ้น โดยผู้ป่วยสามารถใช้สิทธิประกันสุขภาพหรือสิทธิ UCEP แล้วแต่กรณี เพื่อเป็นทางเลือกให้แก่ผู้ป่วยอีก 70 เตียง ที่โรงแรม เกต 43 แอร์พอร์ท (Gate43 Airport Hotel) ถือเป็น Hospitel แห่งแรกในจังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งเพิ่งเริ่มเปิดให้บริการในช่วงปลายปีที่ผ่านมา ตั้งอยู่ใกล้สนามบินสุวรรณภูมิ และยังใกล้โรงพยาบาลพริ้นซ์ สุวรรณภูมิอีกด้วย ทำให้มั่นใจได้ว่าการส่งต่อผู้ป่วยมารักษายังโรงพยาบาลสามารถทำได้อย่างรวดเร็วและทันท่วงที

นอกจากนี้ยังอยู่ระหว่างการจัดหา Hospitel เพิ่มเติมเพื่อรองรับผู้ป่วยโควิด-19 เพิ่มเติมอีกไม่ต่ำกว่า 100 เตียง สำหรับผู้ติดเชื้อ COVID-19 ที่ไม่มีอาการหรือมีอาการไม่รุนแรง ไม่มีโรคแทรกซ้อน มีทางเลือกที่จะสามารถเข้าพักรักษาตัวใน Hospitel โดยสามารถใช้สิทธิประกันสุขภาพหรือสิทธิ UCEP ได้แล้วแต่กรณี โดยมีทีมบุคลากรทางการแพทย์ประจำเพื่อดูแลคนไข้ และใช้การสื่อสารผ่านระบบ Telemedicine บน PRINC HEALTH App เพื่อความปลอดภัย คนไข้จะได้รับบริการอาหารและยา รวมทั้งการติดตามและประเมินอาการจากบุคลากรการแพทย์อย่างใกล้ชิด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกันได้เพิ่มศักยภาพของห้องปฏิบัติการตั้งแต่เกิดการระบาดระลอกเมษายน ทำให้ปัจจุบันสามารถรองรับการตรวจคัดกรองโควิด-19 แบบ Drive Thru ได้เพิ่มขึ้น จากวันละ 400-500 เคสต่อวัน ขยับเป็น 800-900 เคสต่อวัน สามารถเข้ารับบริการได้ตั้งแต่เวลา 08:00 น. ถึง 16:00 น. ของทุกวัน และรายงานผลการตรวจทาง SMS, Email, PRINC HEALTH App&amp;nbsp; ประมาณ 24 ชั่วโมง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ที่เพิ่มขึ้นในระดับ 2,000 คนต่อวัน นอกจากจำเป็นต้องเตรียมการขยายพื้นที่รักษาเพิ่มเติมแล้ว ปัจจุบันมีการระดมบุคลากรทางการแพทย์จากเครือโรงพยาบาลพริ้นซ์ฯ และกลุ่มโรงพยาบาลเอกชนพันธมิตรอีกหลายสิบชีวิต และล่าสุดประกาศเปิดรับบุคลากรทางการแพทย์ ทั้งแพทย์ และพยาบาลที่เกษียณแล้ว ร่วมทีมเพื่อเตรียมดำเนินการตรวจคัดกรองโควิด-19 เชิงรุก และเตรียมพร้อมรองรับกรณีรัฐขอความร่วมมือเอกชนระดมฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ให้ได้ตามเป้าหมายในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้ด้วย

อย่างไรก็ตามเชื่อว่า Hospitel จะสามารถช่วยแก้ไขปัญหาการขาดแคลนที่พักรักษาและช่วยรองรับผู้ป่วยในช่วงการแพร่ระบาดรวดเร็วในปัจจุบันได้ ทั้งนี้เครือโรงพยาบาลพริ้นซ์ฯ พร้อมแบ่งเบาภาระด้านสาธารณสุข และยืนหยัดอยู่เคียงข้างคนไทยในสถานการณ์การระบาดที่เกิดขึ้น
-.
&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/101032</URL_LINK>
                <HASHTAG>hospitel, การรักษาผู้ป่วยโควิด-19, บริษัท พริ้นซิเพิล แคปิตอล จำกัด (มหาชน) (PRINC)</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210428/image_big_6088ec8776f52.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>99182</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/04/2021 17:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/04/2021 17:47</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ผบ.ทร.ส่งกำลังใจเจ้าหน้าที่ดูแลรักษาผู้ป่วยโควิด-19 โรงพยาบาลสนาม สอ.รฝ.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
เมื่อวันที่ 11 เม.ย.64 พลเรือเอกชาติชาย ศรีวรขาน ผู้บัญชาการทหารเรือ (ผบ.ทร.) มอบหมายให้ พลเรือตรี อุทัย ชีวะสุทธิ ผู้บัญชาการ หน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง (ผบ.สอ.รฝ.) เป็นผู้แทน เดินทางตรวจเยี่ยม สร้างขวัญกำลังใจ ให้กับกำลังพลชุดรักษาความปลอดภัย และบุคลากรทางการแพทย์ จากกระทรวงสาธารณสุข กรมแพทย์ทหารเรือ และกรมวิทยาศาสตร์ทหารเรือ ที่ปฏิบัติภารกิจในการดูแลผู้ป่วยโควิด-19 จำนวนกว่า 300 ราย ณ โรงพยาบาลสนาม ศูนย์การฝึก หน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง (เกล็ดแก้ว) อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พลเรือตรี อุทัย ชีวะสุทธิ กล่าวว่า ผู้บัญชาการทหารเรือ ได้มีความห่วงใยผู้ป่วยที่เข้าพักรักษาตัว และผู้ปฏิบัติงาน ที่กล้าหาญเสียสละเพื่อประเทศชาติ ไม่ทอดทิ้งพี่น้องคนไทยด้วยกัน และไม่ย่อท้อต่อความเหน็ดเหนื่อย ท่ามกลางสภาวะฉุกเฉิน ของการแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโควิด-19 ระลอก 3 ที่ไม่ต่างอะไรกับสงครามในสนามรบ ด้วยความเสียสละอันยิ่งใหญ่นี้ กองทัพเรือ ขอขอบคุณบุคลากรทุกชีวิตด้วยใจจริง และขอให้ทุกคนปฏิบัติหน้าที่ด้วยความปลอดภัย ก้าวฝ่าต่อสู้กับวิกฤตครั้งนี้ให้ผ่านพ้นไปด้วยกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โรงพยาบาลสนามแห่งนี้ มีอาคารผู้ป่วย 4 อาคาร สามารถรองรับได้จำนวน 320 เตียง ตั้งอยู่ในพื้นที่ห่างไกลชุมชนหลาย 10 กม. มีภูมิทัศน์โดยรอบเป็นภูเขาและป่า มีระบบสาธารณูปโภคครบครัน อาหารถูกสุขหลักอนามัย และมีระบบคัดแยกขยะ ตลอดจน มีระบบป้องกันด้านความปลอดภัยสูง มีรั้วรอบขอบชิดป้องกันการหลบหนี มีกล้องวงจรปิดทั่วพื้นที่ และมีกำลังทหาร ให้การดูแลด้านความปลอดภัย ตลอด 24 ชม. ทำให้พื้นที่แห่งนี้ บุคคลภายนอกไม่สามารถเข้า-ออก ได้ จึงขอให้ประชาชนได้เชื่อมั่น ด้านความปลอดภัย ที่อยู่ภายใต้การควบคุมของ สาธารณสุขจังหวัดชลบุรี กรมแพทย์ทหารเรือ และกรมวิทยาศาสตร์ทหารเรือ &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/99182</URL_LINK>
                <HASHTAG>การรักษาผู้ป่วยโควิด-19, พลเรือเอก ชาติชาย ศรีวรขาน, โรงพยาบาลสนาม ศูนย์การฝึก หน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง (เกล็ดแก้ว)</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210411/image_big_6072d374af01f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
