<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>68021</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/06/2020 10:13</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/06/2020 10:13</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เพื่อไทยโชว์แผนฟื้นศก.สู้โควิดแนะลุยโครงการก่อสร้างขนาดเล็ก </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7 มิ.ย. 2563 นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ว่า มาตรการการคลังสำหรับระยะฟื้นตัวจากโควิดต้องตอบโจทย์ 3 ข้อ คือ 1. ต้องสรัางงานให้แรงงานที่ตกงานจำนวนมหาศาลในระยะสั้นได้ 2. ต้องผลักเศรษฐกิจในระยะกลางได้ 3. ต้องทำได้เร็ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คำตอบของโจทย์นี้ ไม่ใช่ภาคบริการ รวมถึงท่องเที่ยว เพราะยังไม่มีอุปทานมารองรับ ต่างชาติยังเที่ยวไม่ได้ และไม่ใช่ภาคเกษตรที่แม้รองรับคนตกงานได้มาก แต่แรงผลักต่อเศรษฐกิจมีน้อย และยังไม่ใช่การแจกเงิน เพื่อหวังเรื่องกำลังซื้อ การแจกเงินเยียวยาเป็นสิ่งจำเป็นและต้องทำ แต่จะหวังให้เป็นตัวดันกำลังซื้อตลอดการฟื้นตัว คงไม่ใช่ คำตอบต่อโจทย์นี้ คือ การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดเล็ก หรือก่อสร้างขนาดเล็ก เพราะซึมซับแรงงานตกงานได้เยอะ ทำได้เร็ว ไม่ต้องใช้ทักษะมาก ส่งผลบวกต่อ ศก. สูง และมีห่วงโซ่อุปทานกว้าง ในประเทศกำลังพัฒนา ลงทุน 1 บาท สร้างเงินได้ถึง 4 บาท สูงกว่ามาตรการทางการคลังแบบอื่นมาก นั่นคือ ระยะสั้น ระยะยาว โจทย์คืออะไร พูดกันเยอะว่าไทยพึ่งพิงโลกมากไป ทั้งท่องเที่ยว ส่งออก ส่วนใหญ่เสนอว่า ก็หันมาพึ่งกำลังซื้อในประเทศ จะได้ไม่ต้องพึ่งพึงโลกเยอะ แต่กำลังซื้ออยู่ๆมันไม่เกิดขึ้นเอง ต้องสร้างมันขึ้นมา แต่การแจกเงิน กำลังซื้อเกิดขึ้นก็แค่ชั่วคราว คำตอบสำหรับระยะยาว คือ การสร้าง งานที่สร้างผลผลิตต่อหน่วยสูง งานแบบนี้ ไม่ใช่ภาคเกษตร หรือแม้แต่ภาคบริการรวมถึงท่องเที่ยว ที่มีข้อจำกัดด้านสถานที่ สิ่งปลูกสร้าง ลองคิดภาพว่า อ้อยมีอายุเก็บเกี่ยว 10 เดือน ใช้เทคโนโลยีพัฒนายังไง อีก 20 ปี อายุเก็บเกี่ยวก็อยู่ราวๆนี้ ผลผลิตต่อหน่วยมันพัฒนาไม่ได้มาก แทบไม่มีประเทศไหนในโลก ที่ใช้ภาคบริการ และภาคเกษตร ยกระดับตัวเองจากรายได้ปานกลางไปสู่รายได้สูงได้สำเร็จ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ภาคอุตสาหกรรม สามารถทำได้ สินค้าจากที่เคยผลิต 1 เดือน สามารถพัฒนาให้ผลิตได้ใน 1 วันได้ ช่องว่างของการพัฒนามันแตกต่างกันมหาศาล&amp;nbsp; ถ้าเป้าหมายคือการยกระดับรายได้แบบก้าวกระโดด เพื่อสร้างงานรายได้สูงให้คนไทย เพื่อสร้างกำลังซื้อภายในประเทศให้ได้ อย่างที่หวัง บทบาทภาครัฐเชิงรุกต่อ ภาคอุตสาหกรรม คือ คำตอบ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/68021</URL_LINK>
                <HASHTAG>-นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล, การรับมือโควิด, แผนฟื้นฟูเศรษฐกิจ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190202/image_big_5c5522723d17f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>65971</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/05/2020 22:34</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/05/2020 22:34</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>MBK ประกาศงดเก็บค่าเช้าร้านค้าในเดือนพ.ค. พร้อมให้ส่วนลด 30-50% ในช่วง1 มิ.ย.-31 ส.ค.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;
14 พ.ค. 63- นายสมพล ตรีภพนารถ กรรมการผู้จัดการธุรกิจศูนย์การค้า บริษัท เอ็ม บี เค จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารศูนย์การค้าเอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ พาราไดซ์ เพลส เดอะไนน์ เซ็นเตอร์ พระราม 9 เปิดเผยว่า เอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ มีมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการร้านค้าที่เตรียมจะกลับมาเปิดให้บริการพร้อมศูนย์ฯอีกครั้ง หากรัฐบาลประกาศให้เปิดได้ในวันที่ 17 พฤษภาคม 2563 ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. งดเก็บค่าเช่าร้านค้าที่เปิดให้บริการตั้งแต่วันที่ 17 พฤษภาคม-31 พฤษภาคม 2563&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. ส่วนลดค่าเช่าเป็นสัดส่วน 30-50 % โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน &amp;ndash; 31 สิงหาคม 2563 รวมระยะเวลา 3 เดือน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. เปิดพื้นที่ลานโปรโมชันฟรี 3 เดือน ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน &amp;ndash; 31 สิงหาคม 2563 ให้ร้านค้าในศูนย์การค้าฯ สลับกันนำสินค้ามาจำหน่ายในราคาพิเศษ เพื่อสร้างบรรยากาศคึกคักในการจับจ่าย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับพฤติกรรมของผู้บริโภคยุค New Normal ให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพและความปลอดภัยมากขึ้น ศูนย์การค้าเอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ จึงร่วมกับ ผู้ประกอบการร้านค้า จัดกิจกรรมฺ Big cleaning ทำความสะอาดพื้นที่ทั่วทั้งศูนย์ฯ เพื่อสร้างความมั่นใจให้ลูกค้าที่จะกลับมาใช้บริการอีกครั้ง หากรัฐบาลประกาศให้เปิดได้ในวันที่ 17 พฤษภาคม หรือจนกว่าจะมีการประกาศอย่างเป็นทางการจากภาครัฐ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ กิจกรรม Big cleaning &amp;nbsp;ศูนย์การค้าในเครือเอ็ม บี เค วางแผนจะร่วมกับผู้ประกอบการร้านค้าดำเนินการทำความสะอาดทั่วทั้งศูนย์เป็นประจำในทุกสัปดาห์ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อโควิด-19 จากที่เตรียมไว้ทั้งหมด 129 ข้อปฏิบัติ ภายใต้ 3 แนวคิดหลักของศูนย์การค้า &amp;nbsp;คือ คัดกรอง ป้องกัน ปลอดภัย &amp;nbsp;อาทิ การจำกัดจำนวนคนเข้าศูนย์การค้าตามอัตราส่วนพื้นที่ใช้สอย 5 ตารางเมตรต่อผู้ใช้บริการ 1 คนเพื่อลดความหนาแน่นของผู้ใช้บริการ โดยใช้วิธีการนับจำนวนผู้ใช้บริการแบบเรียลไทม์ ผ่านระบบตรวจจับผ่านกล้อง Artificial Intelligence &amp;nbsp;( AI CCTV) ที่ติดตั้งไว้ที่ประตูทางเข้าศูนย์การค้า โดยจะควบคุมจำนวนผู้ใช้บริการภายในศูนย์ไม่ให้เกิน 28,000 คนจากพื้นที่ 140,000 ตารางเมตรทั้งหมดในศูนย์การค้า&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/65971</URL_LINK>
                <HASHTAG>การรับมือโควิด, ลดค่าเช่า, สมพล ตรีภพนารถ, เปิดห้าง, เอ็ม บี เค</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200514/image_big_5ebd64d674db5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>60599</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/03/2020 09:51</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/03/2020 09:51</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เศรษฐศาสตร์ว่าด้วยทางเลือกของผู้นำในการรับมือ COVID-19</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;
กระแสความเห็นของผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ในเรื่องวิธีการรับมือกับ COVID-19 สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ขั้วความคิดใหญ่ที่แตกต่างกันดังนี้ ขั้วความคิดที่หนึ่งมีความเชื่อตามหลักการ &amp;ldquo;Herd Immunity&amp;rdquo; ว่า วิธีการรับมือที่ดีที่สุดคือการปล่อยให้คนติดเชื้อไวรัสเข้าไปในจำนวนน้อย ในท้ายที่สุดคนส่วนใหญ่ที่ได้รับเชื้อก็จะสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นได้เองตามธรรมชาติ ขั้วความคิดที่สองมีความเชื่อในวิธีการลดการกระจายของเชื้ออย่างค่อยเป็นค่อยไป (mitigation) ด้วยวิธีเฝ้าระวัง กักกันตนเองและโรคจากผู้อื่น &amp;nbsp;(social distancing) &amp;nbsp;เพื่อให้คนส่วนใหญ่ค่อย ๆ สร้าง Herd Immunity ขึ้นมา ซึ่งจะใช้เวลานานและยืดเยื้อกว่าวิธีแรก และขั้วความคิดที่สาม มีความเชื่อในเรื่องการปิดเมืองปิดประเทศอย่างเข้มงวด (Lockdown) เพื่อควบคุมไม่ให้มีการแพร่ระบาดอย่างหนัก เพราะเราไม่มี ยา-หมอ-เตียง ที่เพียงพอสำหรับผู้ป่วยจำนวนมากหากเกิดการระบาด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัญหาสำคัญที่ผู้นำของประเทศกำลังเผชิญอยู่ในเวลานี้ จึงเป็นเรื่องของการเลือกว่า ตนเองควรจะเชื่อความคิดเห็นทางการแพทย์ของขั้วความคิดไหนดี ที่จะนำไปสู่การกำหนดนโยบายที่ถูกต้องและเกิดประโยชน์สุทธิสูงสุดต่อประเทศชาติโดยรวม ปัญหาดังกล่าวนี้จึงเป็นปัญหาเชิง &amp;ldquo;เศรษฐศาสตร์&amp;rdquo; โดยแท้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้เขียนขออนุญาตนำเสนอกรอบแนวคิดการวิเคราะห์ทางเศรษฐศาสตร์ที่จะสามารถผนวกแนวคิดของขั้วความคิดที่สองและสามเข้าด้วยกันเพื่อเพิ่มโอกาสในการสร้าง Herd immunity และขณะเดียวกันก็สอดคล้องกับข้อจำกัดในเรื่องของการไม่มี ยา-หมอ-เตียงที่เพียงพอจะรับมือกับการระบาดใหญ่ ทั้งนี้ก็เพื่อช่วยในการพิจารณากำหนดนโยบายให้มีความรอบคอบและถูกต้องเหมาะสมมากขึ้น โดยมีขั้นตอนดังต่อไปนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขั้นตอนแรก เราต้องตระหนักถึงความจริงที่ว่า เงื่อนไขสำคัญของความสำเร็จของขั้วความคิดที่สองและสามก็คือเรื่องของการควบคุมจำนวนผู้ติดเชื้อไม่ให้มีจำนวนที่มากเกินไปในเวลาสั้น เพื่อให้ผู้ติดเชื้อได้อยู่ห่างจากกัน (Social Distancing) และใช้เวลาในการค่อย ๆ สร้าง Herd Immunity ในขณะที่สังคมก็มีเวลาและความหวังในการสร้างความพร้อมเรื่องยาและวัคซีนที่จะมีการค้นพบในอนาคตอันใกล้&amp;nbsp;
จากข้อมูลล่าสุดตามข่าวที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้ประชุมร่วมกับคณะแพทย์เมื่อวันที่ 19 มีนาคมที่ผ่านมาว่า หากรัฐยังดำเนินการในอีก 30 วันข้างหน้าเหมือนที่ผ่านมาแล้ว ก็คาดว่าจำนวนผู้ป่วยจะเพิ่มสูงเป็น 3.5 แสนราย และมียอดผู้เสียชีวิตราว 7 พันราย แต่หากเพิ่มมาตรการให้ประชาชนอยู่บ้าน (lockdown) ก็จะมีจำนวนผู้ป่วยราว 2.4 หมื่นราย และมีผู้เสียชีวิตราว 485 ราย คำถามสำคัญก็คือว่า รัฐบาลจะตัดสินใจใช้ทางเลือกที่มีอยู่ให้เหมาะสมได้อย่างไร ผู้เขียนขอนำเสนอรายละเอียดของประเด็นเหล่านี้ในขั้นตอนถัดไปดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขั้นตอนที่สอง เรามีข้อจำกัดเร่งด่วนในเรื่องของกรอบเวลาในการเลือกใช้ทางเลือกเรื่องการปิดประเทศ (lockdown) แบบมีการบริหารจัดการ เพราะทางเลือก (option) ในการปิดประเทศแบบมีการบริหารจัดการนี้จะหมดไปในทันทีที่เชื้อโรคนี้เกิดแพร่ระบาดอย่างรุนแรงแล้ว การปิดประเทศแบบมีการบริหารจัดการหมายถึง การให้คนสูงอายุและกลุ่มเสี่ยงที่ไม่ติดเชื้อได้กักตนเองจากผู้อื่น การมีศูนย์คัดกรอง แยกคนป่วยที่อาการไม่หนักให้ไปพักกักตัวเองที่บ้านหรือในสถานที่อื่นเช่น โรงแรมเฉพาะแห่ง ที่มีคนร่วมมือกันยกให้เป็นสถานที่พักดูอาการโดยมีบุคลากรทางการแพทย์มาช่วยดูแลรักษา การจัดตั้งโรงพยาบาลเฉพาะกิจ เช่น โรงพยาบาลสนามเหมือนที่รัฐบาลเริ่มคิดทำเมื่อไม่กี่วันก่อน เพื่อรับส่งต่อผู้ป่วยที่ติดเชื้อและมีอาการหนัก โดยมีการจัดทีมผู้เชี่ยวชาญไปดูแลเป็นการเฉพาะ การขอความช่วยเหลือกับแพทย์ทหารของกองทัพให้มาช่วยงาน เพราะแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญด้านโรคติดต่อนั้นมีจำนวนน้อย ซึ่งจะเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างความร่วมมือกับแพทย์จากโรงพยาบาลอื่น ๆ ด้วย ภาครัฐควรให้การลดหย่อนภาษีแก่ภาคเอกชนที่เข้ามาช่วยสนับสนุนเรื่องโรงพยาบาลเฉพาะกิจ และพิจารณาให้ความช่วยเหลือด้านการเงินแก่กลุ่มคนหาเช้ากินค่ำที่ต้องสูญเสียรายได้รายวันในช่วงดังกล่าวโดยผ่านมาตรการของโครงการประชารัฐที่เคยออกแบบไว้สำหรับคนจน เป็นต้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น ปัญหาของผู้นำประเทศจึงเปรียบเสมือนปัญหาของการลงทุนเพื่อป้องกันภัยพิบัติจาก COVID-19 แต่ในกรณีนี้หากผู้นำได้ตัดสินใจเลือกทางเลือกในการลงทุนที่ผิดพลาดแล้ว ท่านก็จะเสียโอกาสในการย้อนกลับไปแก้ไขได้อีก (Irreversible Investment) &amp;nbsp;ผู้นำประเทศมีเวลาที่ค่อนข้างจำกัดในการตัดสินใจว่าจะเลือกใช้ทางเลือก (option) ในการปิดประเทศแบบมีการบริหารจัดการหรือไม่&amp;nbsp;
ขั้นตอนสุดท้าย สมมติว่าผู้นำประเทศเลือกวิธีที่จะปิดประเทศแบบมีการบริหารจัดการทันทีในเวลานี้ ผลดีที่ได้ก็คือ เราจะสามารถควบคุมจำนวนผู้ติดเชื้อใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และสอดคล้องกับข้อจำกัดในเรื่องจำนวนยา-หมอ-เตียง ที่เราไม่มีเพียงพอที่จะใช้รักษาผู้ป่วยจำนวนมาก นอกจากนี้ วิธีนี้ยังช่วยให้เรามีเวลามากขึ้นในการสร้าง Herd Immunity อย่างช้า ๆ และมีความหวังในการรอคอยวัคซีนที่จะมีการค้นพบใหม่ในอนาคต ข้อเสียของการปิดประเทศคงหนีไม่พ้นเรื่องของความเสียหายทางเศรษฐกิจ แต่รัฐบาลก็น่าจะสามารถหาวิธีผ่อนหนักให้เป็นเบาได้ เพราะมีความคุ้นเคยในการรับมือกับปัญหาเศรษฐกิจมาก่อนแล้วด้วยวิธีการต่าง ๆ เช่น การให้ความช่วยเหลือเรื่องเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำหรือการพักชำระหนี้กับผู้ประกอบการ SMEs ทั้งหลาย ซึ่งจะได้รับผลกระทบอย่างหนักจนอาจมีผลต่อเนื่องไปถึงความสามารถของผู้ประกอบการอื่นจำนวนมากในการจ้างงานทั้งในและนอกระบบตลาดแรงงาน เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่หากสมมติว่า ผู้นำประเทศเลือกที่จะโยนทางเลือกในการปิดประเทศแบบมีการบริหารจัดการทิ้งไปแล้ว ก็อาจปรากฏในภายหลังว่า การระบาดของเชื้อไวรัสอย่างหนักจะทำให้แม้แต่วิธี Herd Immunity เองก็เอาไม่อยู่ในเวลาสั้น ๆ และเกิดความสูญเสียมาก แม้แต่ประเทศอังกฤษเองก็ยังต้องรีบละทิ้งแนวทางแบบ Herd Immunity ไปเมื่อไม่กี่วันก่อน เพื่อหันไปใช้วิธีปิดประเทศแบบมีการบริหารจัดการแทน คำถามสำคัญก็คือว่า ความเสียหายที่จะมีต่อชีวิตผู้คนและเศรษฐกิจโดยรวมนั้น จะคิดเป็นมูลค่าที่สูงกว่าในกรณีที่เราได้เลือกใช้วิธีการปิดประเทศแบบมีการบริหารจัดการตั้งแต่ต้นหรือไม่ อย่างไร
กรอบวิธีวิเคราะห์ทางเศรษฐศาสตร์ข้างต้นนี้ จึงเป็นแนวทางหนึ่งที่จะช่วยให้ผู้นำของประเทศได้ตระหนักถึงประโยชน์ที่แท้จริงของแต่ละทางเลือกที่มีอยู่ในเวลานี้ เพื่อจะได้ตัดสินใจเลือกทางเลือกที่จะให้ผลประโยชน์สูงสุดแก่สังคมในระยะยาว โดยที่รัฐบาลได้ใช้โอกาสที่มีอยู่นี้ ทำความเข้าใจและสื่อสารกับประชาชนอย่างตรงไปตรงมาถึงผลกระทบของแต่ละทางเลือกที่มีอยู่นี้ รวมถึงระยะเวลาที่ชัดเจนที่พวกเราทั้งหลายจะต้องอดทนและต่อสู้ไปด้วยกัน ทั้งนี้รัฐบาลควรได้เตรียมมาตรการให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ที่จะได้รับผลกระทบจากทางเลือกเหล่านี้ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและสังคมมีความหวังในการต้านภัยครั้งนี้ร่วมกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศ.ดร. อารยะ &amp;nbsp;ปรีชาเมตตา
กนิษฐา หลิน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/60599</URL_LINK>
                <HASHTAG>COVID-19, กนิษฐา หลิน, การรับมือโควิด, อารยะ  ปรีชาเมตตา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200303/image_big_5e5e1f9280366.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
