<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>87304</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/12/2020 09:38</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/12/2020 09:38</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อีอีซีลงทุนพุ่งรวมเฉียด 400 โครงการมูลค่า 1.2 แสนล้านบาท </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19 ธ.ค.2563 นายคณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) ครั้งที่ 5/2563 ที่มี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม &amp;nbsp;เป็นประธาน เมื่อวันที่ 18 ธ.ค. ว่า ที่ประชุมรับทราบ การขอรับส่งเสริมการลงทุนในอีอีซี ช่วง 11 เดือน (ม.ค.- พ.ย. 2563) มีทั้งสิ้น 387 โครงการ มูลค่าลงทุนสูงถึง 128,000 แสนล้านบาท เทียบเท่าครึ่งหนึ่งของการลงทุนทั้งประเทศ เป็นการลงทุนจากต่างประเทศ 76,000 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ และปิโตรเคมี โดยนักลงทุนที่สนใจจะลงทุน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะนี้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(บีโอไอ) ได้ประสานกระทรวงต่างประเทศ ทดลองผ่อนผันการกักตัวผู้เดินทางเข้าประเทศ เพื่อความสะดวกและเป็นแรงจูงใจ ให้กับนักลงทุนในการเข้ามาลงทุนในอีอีซีแล้วด้วย ขณะเดียวกันที่ประชุมยังพิจารณาความก้าวหน้าการดำเนินงานในเขตอีอีซี มีรายละเอียดที่สำคัญ ดังนี้ 1. พัฒนาโครงข่าย 5G และโครงการเขตส่งเสริมอุตสาหกรรมและนวัตกรรมดิจิทัล (อีอีซีดี) โดยสร้างผู้ใช้ 5G อย่างเป็นระบบ ผลักดันให้ผู้ประกอบการภาคเอกชน และหน่วยงานภาครัฐใช้เทคโนโลยี 5G ในโรงงานทั้งหมดในพื้นที่เขตส่งเสริมอีอีซี ประมาณ 10,000 แห่ง โรงแรมทั้งหมดในอีอีซี ประมาณ 300 แห่ง หน่วยงานราชการ สถาบันการศึกษา โรงพยาบาล รวมถึงผู้ประกอบการรายย่อย กลุ่มเอสเอ็มอี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยได้จัดทำโครงการนำร่องพัฒนาระบบ 5G เพื่อยกระดับความเป็นอยู่ของชุมชน เริ่มตั้งแต่ บริเวณฐานทัพเรือสัตหีบ เสริมความมั่นคง สนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบิน เสริมโครงสร้างพื้นฐาน นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด เสริมประสิทธิภาพอุตสาหกรรม และอำเภอบ้านฉาง จังหวัดระยอง เพื่อให้ชุมชนได้เริ่มทดลองใช้ระบบ 5G รวมถึงเร่งรัดพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการบริหารจัดการข้อมูล ผลักดันให้ภาคเอกชนและภาครัฐ จัดเก็บข้อมูลบนระบบคลาวด์ ในพื้นที่ อีอีซี โดยให้อีอีซีดี เป็นจุดติดตั้งศูนย์ข้อมูล นอกจากนี้ วางแนวทางและปรับข้อกฎหมาย นำข้อมูลคลาวด์ภาครัฐ และคลาวด์ภาคเอกชน เฉพาะข้อมูลที่เปิดเผยได้มาจัดทำข้อมูลกลาง เพื่อธุรกิจในอนาคต เพื่อให้ภาคธุรกิจ และกลุ่มสตาร์ทอัพ นำข้อมูลดังกล่าวไปต่อยอดพัฒนาธุรกิจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ยังเห็นชอบการพัฒนาบุคลากรดิจิทัล ผลักดันเอกชนให้เข้ามาร่วมลงทุนการพัฒนาคน โดยเน้นผลิตบุคลากรที่มีทักษะตามความต้องการของเอกชน จำนวน 100,000 คน รวมทั้งได้ปรับแนวทางการดำเนินโครงการอีอีซีดี ให้เป็นกลไกหลักเพื่อขับเคลื่อนพัฒนาโครงข่าย 5G ซึ่งวิธีการพัฒนาจะเน้นความร่วมมือกับหน่วยงานที่มีประสบการณ์ จัดตั้งเขตนวัตกรรมดิจิทัลในต่างประเทศ เช่น ฮ่องกง ไต้หวัน จีน และสหภาพยุโรป โดย สกพอ. เป็นเจ้าภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;นายคณิศ กล่าวว่า ที่ประชุมยังรับทราบการพัฒนาแผนเกษตรในอีอีซี ยกระดับ ภาคการเกษตรให้มีรายได้ ใกล้เคียงภาคอุตสาหกรรมที่ประชุม กพอ. รับทราบความก้าวหน้าแผนพัฒนาการเกษตรในพื้นที่ อีอีซี โดยแผนเกษตรในอีอีซี ใช้ความต้องการตลาดนำ เน้นเชื่อมโยงอุตสาหกรรมเกษตรและอาหาร พัฒนาสินค้าตรงความต้องการ ใช้เทคโนโลยีสร้างรายได้ ให้สินค้าเกษตร มีคุณภาพดี ราคาสูง ให้ความสำคัญ 5 คลัสเตอร์ ได้แก่ ผลไม้ ประมงเพาะเลี้ยง พืชชีวภาพ พืชสมุนไพร ปศุสัตว์ เพื่อยกระดับการผลิตตรงความต้องการ เพิ่มมูลค่า สร้างรายได้เกษตรกรอย่างยั่งยืน และมอบหน่วยงานที่เกี่ยวข้องใช้แผนฯ เป็นกรอบในการขอรับงบประมาณปี 2565 เป้าหมายหลัก ต้องการยกระดับภาคเกษตร ใช้เทคโนโลยีนำการผลิต สินค้าตรงตามความต้องการของตลาด เพิ่มรายได้ภาคเกษตร ใกล้เคียงภาคอุตสาหกรรม&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/87304</URL_LINK>
                <HASHTAG>11 เดือน, การลงทุน, คณิศ แสงสุพรรณ, อีอีซี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180219/image_big_5a8af46db0be8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>63281</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/04/2020 09:28</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/04/2020 09:28</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;อมตะ&#039;ชี้โควิดป่วนลงทุน63แนะปลุกเชื่อมั่นต่างชาติ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;16 เมษายน 2563 นายวิบูลย์ กรมดิษฐ์ กรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่การตลาด บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่าจากผลกระทบของการระบาดเชื้อไวรัสโควิด-19 คาดว่าจะส่งผลให้ภาพของการลงทุนและการผลิตทั่วโลกจะเปลี่ยนไป โดยเฉพาะหลังจากที่ประเทศส่วนใหญ่สามารถควบคุมได้ จะทำให้เกิดการตัดสินใจการย้ายฐานการลงทุนที่เพิ่มมากขึ้น แต่พื้นที่ที่จะเลือกลงทุนของนักลงทุนโดยตรงจากต่างชาติ(เอฟดีไอ)จะมีแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม โดยนักลงทุนจะมองเรื่องความมีเสถียรภาพของรัฐบาลและนโยบายส่งเสริมการลงทุนที่ชัดเจนมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การเลือกพื้นที่การลงทุนของนักลงทุนต่างประเทศจะมีแนวโน้มเปลี่ยนแปลงไป ด้วยปัจจัยต่างๆ แต่ละประเทศมีความพร้อมที่จะเปิดรับการลงทุน ทั้งในด้านสิทธิประโยชน์ แรงงาน และนโยบายของรัฐบาล ที่มีความชัดเจน ในการเปิดรับนักลงทุนต่างประเทศ &amp;nbsp;ไม่ว่าจะเป็น อินโดนีเซีย เวียดนาม ลาว กัมพูชาและเมียนร์ม่า ซึ่งไทยแม้ว่าจะได้เปรียบทางด้านภูมิศาสตร์ แต่อาจจะไม่ใช่คำตอบของนักลงทุนทั้งหมด เพราะการตัดสินใจเข้ามาลงทุนในระยะต่อไปจะขึ้นอยู่กับการมีเสถียรภาพของรัฐบาลและนโยบายการส่งเสริมการลงทุนที่ชัดเจน&amp;rdquo;นายวิบูลย์กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้รัฐบาลจะต้องเร่งออกนโยบายการฟื้นฟูเศรษฐกิจประเทศ ภายหลังการควบคุมการแพร่ระบาดของไวรัสได้แล้ว โดยเริ่มต้นจากการกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศให้มากขึ้น ดังนั้นนโยบายรัฐบาลที่ได้ออกมาตรการอัดฉีดเงินเข้าระบบวงเงิน 1.9 ล้านล้านบาท เชื่อว่าจะช่วยประคองระบบเศรษฐกิจของประเทศให้สามารถเดินหน้าต่อไปได้ เพราะไทยคงไม่สามารถพึ่งพาตลาดส่งออกในระยะแรก เนื่องจากแต่ละประเทศจะต้องใช้เวลาในการควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาดที่อาจจะสำเร็จไม่พร้อมกัน
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/63281</URL_LINK>
                <HASHTAG>การลงทุน, วิบูลย์ กรมดิษฐ์, อมตะ คอร์ปอเรชัน, โควิด19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180506/image_big_5aee7b6332c7d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>45254</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/09/2019 10:54</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/09/2019 10:54</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รัฐบาล​ฟุ้งสัญญาณการค้า-การลงทุนของประเทศเริ่มฟื้น​</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8 ก.ย. 2562 น.ส.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจงถึงการทำงานของรัฐบาลในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาว่าเป็นการส่งสัญญาณถึงโอกาสทีเพิ่มขึ้นของการลงทุนจากต่างประเทศ และการขยายตลาดการค้าในระดับภูมิภาคและระหว่างภูมิภาคมีความชัดเจนมากขึ้น ดังเห็นได้จากเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา การมาเยือนของประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐเกาหลีนำไปสู่การลงนามระหว่างรัฐบาล 6 ฉบับ ประกอบด้วยความร่วมมือด้านการจัดการทรัพยากรน้ำ การลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย การขนส่งคมนาคม การพัฒนาเมืองอัจฉริยะ การคุ้มครองข้อมูลข่าวสาร และการศึกษา ตามด้วยระหว่างสัปดาห์ก็เป็นวาระของการแสดงเจตนารมณ์ร่วมกันของกลุ่มประเทศอาเซียน และระหว่างอาเซียนกับประเทศคู่เจรจา คือ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ &amp;nbsp;ซึ่งวาระหลักคือการพยายามแก้ไขข้อขัดแย้งเพื่อบรรลุข้อตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจระดับภูมิภาคหรืออาร์เซ็ปที่อาจเกิดขึ้นปลายปีนี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และในเฉพาะกลุ่มประเทศอาเซียน ได้มีการลงนามในข้อตกลงยอมรับร่วมผลการตรวจสอบและรับรองมาตรฐานความปลอดภัยของยานยนต์และชิ้นส่วนของอาเซียน รวมถึงข้อตกลงว่าด้วยกลไกระงับข้อพิพาทด้านเศรษฐกิจของอาเซียนฉบับปรับปรุง ยังมีข้อตกลงร่วมอีกหลายฉบับที่เกี่ยวข้องกับการแสดงเจตนารมย์ร่วมเช่น การอำนวยความสะดวกทางการค้าแบบไร้รอยต่อ การเป็นศูนย์กลางด้านอุตสาหกรรมยุค4.0 การปรับปรุงข้อบทว่าด้วยระเบียบวิธีปฏิบัติด้านนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า มากไปกว่านั้น ทางกระทรวงพาณิชย์ได้เตรียมไปเปิดการเจรจาการค้ากับอินเดียช่วงปลายเดือนนี้ มีเป้าหมายขยายการส่งออกสินค้าเกษตร เช่น &amp;nbsp;ข้าว ยางพารา มันสำปะหลัง มากไปกว่านั้นทางกระทรวงฯกำลังดำเนินการฟื้นฟูความตกลง FTA ไทย-สหภาพยุโรป และเตรียมเข้าร่วมการตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจเอเซียแปซิฟิก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ครม.เศรษฐกิจได้เห็นชอบแพ็กเกจเร่งรัดการลงทุนและรองรับการย้ายฐานการผลิตสืบเนื่องจาการผลกระทบสงครามการค้า(จีน-สหรัฐ) ซึ่งประกอบด้วยหลายด้าน เช่น การลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคลที่เพิ่มขึ้นสำหรับโครงการที่มีเงินลงทุนจริงอย่างน้อย 1,000ล้านบาท การแก้กฏระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย การอนุญาตให้นักลงทุนนำค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมที่เข้าข่าย Advanced Technologyไปลดหย่อนภาษีเพิ่มได้ มากไปกว่านั้น ครม.เศรษฐกิจยังให้การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เตรียมจัดหาพื้นที่รองรับการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติแต่ละประเทศโดยเฉพาะ (จีน เกาหลี ไต้หวัน) ซึ่งทั้งหมดนี้จะเสนอให้ครม.พิจารณาในวันอังคารที่10 ก.ย.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.รัชดา กล่าวอีกว่า การดำเนินการในรอบสัปดาห์เป็นความตั้งใจของรัฐบาลในการเปิดช่องทางและวางรากฐานเพื่อการขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจ &amp;nbsp;รัฐบาลได้เร่งเดินหน้าในทุกทางที่จะเพิ่มโอกาสของประเทศทั้งด้านการค้าและการลงทุน และสิ่งที่ได้ทำควบคู่กันไปคือการพัฒนากำลังคนให้มีศักยภาพสอดคล้องกับอุตสาหกรรมในยุค4.0 และส่งเสริมเอกชนให้มีความเชี่ยวชาญในการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม ผ่านการดำเนินงานของหลายกระทรวงร่วมมือกัน ประกอบด้วย กระทรวงการอุดมศึกษาฯ กระทรวงศึกษา กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงเกษตรฯ อย่างไรก็ตามอยากให้ประชาชนและเอกชนติดตามนโยบายและมาตรการต่างๆของรัฐบาลเพื่อจะได้ไม่เสียโอกาส และใช้โอกาสให้เกิดประโยชน์สูงสุด&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/45254</URL_LINK>
                <HASHTAG>การค้า, การลงทุน, น.ส.รัชดา ธนาดิเรก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190827/image_big_5d6511e00841a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>30427</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/03/2019 10:48</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/03/2019 10:46</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บริดจสโตนซื้อธุรกิจเทคโนโลยีการติดตามพิกัดตำแหน่งยานพาหนะด้วยระบบดิจิทัลของ TomTom’s </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บริดจสโตนคอร์ปอเรชั่น (บริดจสโตน) ประกาศว่า Bridgestone Middle East &amp;amp; Africa FZE (BSMEA) ได้ลงนามในข้อตกลงกับบริษัท TomTom&amp;rsquo;s ในการเข้าซื้อ TomTom&amp;rsquo;s Telematics ซึ่งเป็นธุรกิจเทคโนโลยีการติดตามพิกัดตำแหน่งยานพาหนะด้วยระบบดิจิทัลเป็นมูลค่ากว่า 910 ล้านยูโร (114 พันล้านเยน ) การเข้าซื้อกิจการดังกล่าวคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในไตรมาสที่ 2 ของปี พ.ศ. 2562 ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขการปิดการซื้อขายตามระเบียบ เช่น การอนุมัติจากหน่วยงานที่กำกับดูแล&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 0pt;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 0pt;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เทคโนโลยีการติดตามพิกัดตำแหน่งยานพาหนะด้วยระบบดิจิทัลของ TomTom&amp;rsquo;s นำเสนอแพลตฟอร์มข้อมูล ด้วยการเชื่อมต่อยานพาหนะที่มีการเชื่อมต่อด้วยระบบดิจิทัล เพื่อการขับขี่ที่ปลอดภัยมากยิ่งขึ้น, การปรับปรุงประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์ และการเพิ่มประสิทธิภาพความพร้อมใช้งานของยานพาหนะสำหรับบุคคลหรือการพาณิชย์ การนำเทคโนโลยีการติดตามพิกัดตำแหน่งยานพาหนะด้วยระบบดิจิทัลของ Tom Tom&amp;rsquo;s ผสานกับความเชี่ยวชาญด้านยางรถยนต์และการให้บริการในระดับสากลของบริดจสโตน สร้างโอกาสในการเพิ่มขีดความสามารถของ Tom Tom&amp;rsquo;s ให้กลายเป็นพันธมิตรหลักของการให้บริการด้ารการขนส่ง (หรือ MaaS) ผ่านการนำเสนอผลิตภัณฑ์ยางรถยนต์, การให้บริการ และการนำเสนอโซลูชั่นต่างๆ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 0pt;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 0pt;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;TomTom&amp;rsquo;s เป็นบริษัทผู้ให้บริการชั้นนำอันดับหนึ่งด้านเทคโนโลยีการติดตามพิกัดตำแหน่งยานพาหนะ ด้วยระบบดิจิทัลในยุโรป ซึ่งเป็นตลาดที่มีความหลากหลายอย่างมากในด้านข้อกำหนดทางกฎหมาย ทางการค้าและวัฒนธรรม ธุรกิจดังกล่าวของบริษัทประสบความสำเร็จในการดำเนินงานตามความต้องการของตลาด นอกจากนี้ทางบริษัทฯยังคงเสริมสร้างศักยภาพอย่างต่อเนื่องเพื่อขยายธุรกิจสู่สากล&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 0pt;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การเข้าซื้อกิจการดังกล่าวของบริดจสโตนในครั้งนี้สอดคล้องกับกลยุทธ์ของบริษัทฯในการเสริมความเป็นผู้นำนวัตกรรมด้านการออกแบบและการให้บริการบำรุงรักษายางรถยนต์ เทคโนโลยีดังกล่าวช่วยให้บริดจสโตนได้รับข้อมูลเชิงลึกสภาพการใช้งานยานพาหนะและยางรถยนต์ อีกทั้งยังสามารถยกระดับฐานผู้ใช้งานยานพาหนะ 860,000 คันที่ติดตั้งระบบซึ่งจะสื่อสารข้อมูล 200 ล้านจุดต่อวัน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 0pt;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้บริดจสโตนยังได้เพิ่มกลยุทธ์การพัฒนาโซลูชั่นให้กับผลิตภัณฑ์ยางรถยนต์และผลิตภัณฑ์อื่นๆที่เกี่ยวเนื่อง (Bridgestone T&amp;amp;DPaaS) ซึ่งเป็นกลยุทธ์ในการกำหนดรูปแบบของธุรกิจและตอกย้ำความมุ่งมั่นในการมุ่งมั่นพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการที่มีคุณภาพต่อผู้บริโภคและสังคม&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/30427</URL_LINK>
                <HASHTAG>TomTom’s, TomTom’s Telematics, การลงทุน, ข่าวรถ, ทดลองขับ, บริดจสโตน, บริดจสโตนคอร์ปอเรชั่น, ยานยนต์ไทยโพสต์, รีวิว, ไทยโพสต์ยานยนต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190304/image_big_5c7c9f6294e8f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>29864</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/02/2019 08:54</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/02/2019 08:54</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กทพ.เร่งแผนลงทุนโค้งสุดท้ายก่อนเลือกตั้ง จ่อประมูลทางด่วน 6 หมื่นล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25 ก.พ. 2562 นายสุชาติ ชลศักดิ์พิพัฒน์ ผู้ว่าการ การทางพิเศษแห่งประเทศไทย(กทพ.)เปิดเผยว่าที่ประชุมคณะกรรมการ(บอร์ด) กทพ.ได้สั่งการให้เร่งรัดภาระงานในช่วงโค้งสุดท้ายของรัฐบาลก่อนเปลี่ยนผ่านไปสู่การเลือกตั้งให้เป็นไปตามเป้าหมายที่กระทรวงคมนาคมวางไว้ เริ่มจากการเร่งเบิกจ่ายเงินงบประมาณของกทพ.ซึ่งผ่านมาสองไตรมาสแต่พบว่ายังช้ากว่าช่วงที่ผ่านมาควบคู่ไปกับเรื่องข้อพิพาททางการเงินเรื่องค่าชดเชย 4.3 พันล้านบาทที่ต้องเร่งหาบทสรุปต่อไป

สำหรับแผนลงทุนทางด่วนที่จะเร่งเข้าสู่การเสนอขออนุมัติและเปิดประมูลรวมมูลค่า 6 หมื่นล้านบาทนั้นเริ่มจากโครงการทางด่วน จ.ภูเก็ต ช่วงกะทู้-ป่าตอง วงเงินมากกว่า 1.3 หมื่นล้านบาทนั้นขณะนี้ได้ส่งโครงการไปยังคณะกรรมการนโยบายการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ (บอร์ดพีพีพี) พิจารณาก่อนเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)ต่อไปเพื่อเปิดประมูลภายในปีนี้ ขณะที่โครงการทางด่วนพระราม 3-ดาวคะนอง วงเงิน 3 หมื่นล้านบาทนั้นจะเข้าสู่ขั้นตอนการเปิดให้เอกชนประกวดราคาในเดือนหน้า รวม 5 สัญญาก่อนลงนามภายในไตรมาสที่สองของปีนี้

อย่างไรก็ตามส่วนโครงการทางด่วนสายเหนือ ตอน N2 ช่วงวงแหวนตะวันออก-แยกเกษตร ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของทางด่วนในโครงการระดมทุนไทยแลนด์ฟิวเจอร์ฟันด์(TFF) นั้นจะมีการผลักดันให้เห็นความชัดเจนในปีนี้ทั้งเรื่องผลรายงานสิ่งแวดล้อม(EIA) การเสนอครม. ก่อนเปิดประมูลและก่อสร้างพร้อมไปกับโครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำตาลช่วงแคราย - ลำสาลี (บึงกุ่ม) ระยะทาง 22.1 กม.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/29864</URL_LINK>
                <HASHTAG>กทพ., การลงทุน, ก่อสร้างทางด่วน, เปิดประมูล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190225/image_big_5c734a5d8c12f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>20800</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/10/2018 09:09</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/10/2018 09:07</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ชง ครม.รื้อกม.กนอ.เปิดช่องลงทุน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;อุตตม&amp;rdquo; แจงเตรียมชง ครม. ยกเครื่องกฎหมาย กนอ. เปิดช่องลงทุนได้เอง ลุ้นมีผลบังคับใช้ปีหน้า พร้อมจี้บอร์ดตั้งนิคมอุตสาหกรรมหมุนเวียนทรัพยากรใน 6 ภูมิภาค จ่อขายซองประมูลโครงการท่าเรือมาบตาพุดเฟส 3 ต้น พ.ย. นี้

นายอุตตม สาวนายน รมว.อุตสาหกรรม เปิดเผยภายหลังเข้าตรวจเยี่ยมและมอบนโยบายการดำเนินงานแก่คณะกรรมการการนิคมอุตสาหกรรรมแห่งประเทศ (บอร์ด กนอ.) ว่า กนอ. อยู่ระหว่างหารือกับคณะกรรมการกฤษฎีกาเกี่ยวกับการแก้ไขร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) กนอ. ที่เป็นประโยชน์ต่อการขับเคลื่อนแผนงานและภารกิจของ กนอ. ให้มีความคล่องตัวมากขึ้น โดยจะให้สามารถลงทุนได้ด้วยตัวเองภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ คาดจะแล้วเสร็จและเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ก่อนเสนอให้ที่ประชุมสภานิติบัญญัติ (สนช.) พิจารณาเห็นชอบ ให้มีผลบังตับใช้ได้ช่วงต้นปีหน้า

ทั้งนี้ ยังให้เร่งรัดแนวคิดจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมหมุนเวียนทรัพยากร (รีซอร์ส รีโคฟเวอรี่ ปาร์ค) พื้นที่ 1 พันไร่ ซึ่งกำลังศึกษารูปแบบจัดตั้งอยู่ใน 6ภูมิภาค เพื่อดูแลการใช้ทรัพยากรที่ใช้แล้วนำกลับมาใช้ใหม่ โดยต้องมีความชัดเจนภายในปี 2562 ว่าจะพัฒนาในจุดใดก่อน

นางสาวสมจิณณ์ พิลึก ผู้ว่าการ กนอ. กล่าวว่า ได้รายงานความคืบหน้าโครงการต่างๆ โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) โดยให้เร่งรัดโครงการท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุดเฟส 3 ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างจัดทำร่างเชิญชวนภาคเอกชนเข้าร่วมลงทุน (ทีโออาร์) คาดจะเสนอให้ ครม. พิจารณาได้ในวันที่ 30 ต.ค.นี้ และสามารถประกาศให้ภาคเอกชนเข้าซื้อซองประมูลได้ช่วงประมาณต้นเดือนพ.ย.นี้&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/20800</URL_LINK>
                <HASHTAG>กนอ., การลงทุน, นายอุตตม สาวนายน, สมจิณณ์ พิลึก, แก้ไขกฎหมาย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180830/image_big_5b87f49ff23a3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>16391</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/08/2018 08:15</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/08/2018 08:15</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ครม.สั่งปรับเก็บภาษีกองทุนรวมเป็น 15%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ครม.สั่งปรับการเก็บภาษีจากการลงทุนในกองทุนรวมเป็น 15% ชี้ลดความเหลื่อมล้ำจากผู้ลงทุนในตราสารหนี้โดยตรง ด้านคลังจะคาดรายได้รัฐเพิ่ม 2.5 พันล้านบาท/ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พ.อ.อธิสิทธิ์ ไชยนุวัติ ผู้ช่วยโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยผลการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) ว่าที่ประชุมมีมติให้ลดความเหลื่อมล้ำและความและไม่เป็นธรรมในด้านการจัดเก็บภาษีตามประมวลรัษฎากรในส่วนของการลงทุนในตราสารหนี้โดยตรง และการลงทุนในตราสารหนี้ผ่านกองทุนรวม เนื่องจากปัจจุบันบุคคลธรรมดาที่ลงทุนในตราสารหนี้โดยตรงจะต้องเสียภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย 15% ขณะที่บุคคลธรรมดาที่ลงทุนผ่านกองทุนรวม จะเสียภาษีเพียง 10%&amp;nbsp;
ซึ่งในด้านพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)ที่เสนอต่อที่ประชุม มีการกำหนดเพิ่มเติมให้กองทุนรวมที่ตั้งขึ้นตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ เป็นหน่วยภาษีเงินได้นิติบุคคล แต่ให้เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับดอกเบี้ยส่วนลดและเงินได้ที่มีลักษณะทำนองเดียวกันกับดอกเบี้ยเท่านั้น โดยให้หักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตรา 15% ของเงินได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้จะมีการยกเลิกบทบัญญัติเกี่ยวกับกองทุนรวมที่ตั้งขึ้นตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 58 ด้วย ซึ่งหน่วยงานต่าง ๆ มีการเห็นชอบตามข้อเสนอดังกล่าว อย่างไรก็ตามกระทรวงการคลังได้คาดการณ์ว่ารายได้ของรัฐจากการเก็บภาษีนิติบุคคลตามร่าง พรบ.ในเรื่องนี้จะเพิ่มขึ้น 1,600-2,500 ล้านบาทต่อปี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางแพตริเซีย มงคลวนิช ที่ปรึกษายุทธศาสตร์การจัดเก็บภาษี กรมสรรพากร ในฐานะรองโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติอนุมัติหลักการร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ซึ่งเป็นการปรับปรุงการจัดเก็บภาษีเงินได้จากการลงทุนในตราสารหนี้ผ่านกองทุนรวม เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมของการลงทุน เนื่องจากในปัจจุบัน ดอกเบี้ยที่ได้รับจากการฝากเงินหรือผลตอบแทนที่ได้รับจากการลงทุนโดยตรงในตราสารหนี้มีภาระภาษีที่ต้องเสีย 15% ขณะที่การลงทุนผ่านกองทุนรวมไม่เสียภาษีดังกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ร่างกฎหมายจะกำหนดให้กองทุนรวมมีหน้าที่เสียภาษีเงินได้นิติบุคคล เฉพาะในส่วนของรายได้ประเภทดอกเบี้ย ส่วนลด (Discount) และเงินได้ที่มีลักษณะเดียวกันกับดอกเบี้ย ในอัตรา 15% โดยกำหนดให้ผู้จ่ายเป็นผู้หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย โดยกองทุนรวมไม่ต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีอีก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับผู้ถือหน่วยลงทุนของกองทุนรวมที่ลงทุนตราสารหนี้ 100% เมื่อกองทุนจ่ายเงินปันผลให้ผู้ถือหน่วยลงทุนไม่ต้องเสียภาษีเงินปันผล 10% เพื่อไม่ให้เกิดความซ้ำซ้อนกับการเสียภาษีที่กองทุนเสียไปแล้ว 15% อย่างไรก็ตามสำหรับผู้ถือหน่วยลงทุนกองทุนรวม ทีลงทุนผสมทั้งตราสารหนี้และหุ้น เมื่อผู้ถือหน่วยได้รับเงินปันผลยังต้องเสียภาษีเงินปันผล 10% ไม่ได้รับการยกเว้น โดยกรมสรรพากรคาดว่าจะเก็บภาษีได้เพิ่มขึ้นปีละ 1,500-2,600 ล้านบาท จากฐานตราสารหนี้ภาครัฐที่ปัจจุบันมีจำนวน 5 แสนล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ร่าง พ.ร.บ. ที่ออกมา จะยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลให้แก่กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) สำหรับรายได้ทั้งหมด เพื่อเป็นการส่งเสริมการออมเพื่อการเกษียณอายุ นอกจากนี้ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลให้แก่กองทุนรวมสำหรับการฝากเงินหรือการลงทุนในตราสารหนี้ที่เกิดขึ้นก่อนกฎหมายมีผลใช้บังคับ รวมถึงดอกเบี้ยและส่วนลดของตราสารหนี้ที่เกิดขึ้นก่อนกฎหมายมีผลใช้บังคับด้วย&amp;quot; นางแพตริเซีย กล่าว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/16391</URL_LINK>
                <HASHTAG>การลงทุน, ขึ้นภาษีกองทุนรวม, ครม., พ.อ.อธิสิทธิ์ ไชยนุวัติ, ภาษีกองทุนรวม15%, แพตริเซีย มงคลวนิช</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180501/image_big_5ae823b523e4f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
