<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>78757</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/09/2020 11:11</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/09/2020 11:11</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>การลงทุนตามวิถีชีวิตใหม่ (ในโลกใบเดิม)</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การระบาดของโควิด 19 เป็นทั้งวิกฤติด้านสาธารณสุขและด้านเศรษฐกิจ มีผลกระทบอย่างรุนแรงทั้งต่อชีวิตของมนุษย์ และต่อเศรษฐกิจและธุรกิจทั่วโลก Organization for Economic Co-operation and Development (OECD) &amp;nbsp;คาดว่าเศรษฐกิจโลกปีนี้จะหดตัว &amp;nbsp;4.5% ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน สภาพัฒน์ฯ คาดว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้จะหดตัวประมาณ 8% ถือได้ว่าเป็นวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจที่รุนแรงไม่น้อยไปกว่าวิกฤตการณ์ต้มยำกุ้งปี 2540 สาขาการผลิตที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือการท่องเที่ยวโดยคาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติปีนี้จะลดลงอย่างน้อย 70% ในขณะเดียวกันการส่งออกโดยรวมปีนี้ก็คาดว่าจะลดลงประมาณ 10%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภาวะการระบาดของโควิดในปัจจุบันก็ยังไม่หมดไป หนำซ้ำจะยิ่งรุนแรงกว่าในช่วงแรก ข้อมูล ณ วันที่ 20 กันยายน 2563 ชี้ว่ามีผู้ติดเชื้อโควิดทั่วโลกสะสมกว่า 30 ล้านคน เพิ่มขึ้นวันละกว่า 300,000 คน และมีคนตายด้วยโรคระบาดนี้รวมกันเกือบ 1 ล้านคนแล้ว โดยตายเพิ่มขึ้นวันละกว่า 5 พันคน &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เราพอรู้แล้วว่าแนวโน้มและพฤติกรรมใหม่ๆ ของมนุษย์ได้เกิดขึ้น ซึ่งเรียกกันว่าเป็น &amp;ldquo;วิถีชีวิตใหม่&amp;rdquo; หรือ new normal และมีท่าทีว่าจะยังคงเป็นจริงอยู่ต่อไปแม้ว่าการระบาดจะบรรเทาหรือหมดไปในที่สุด &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;new normal อันเกิดจากการ &amp;ldquo;ปิดเมือง-ปิดประเทศ&amp;rdquo; (lock down) &amp;nbsp; และการเว้นระยะห่างทางสังคม (social distancing) ประกอบด้วย การทำงานจากบ้าน (work -from home) &amp;nbsp;บริการที่หลีกเลี่ยงการสัมผัส (contact-free services) &amp;nbsp;และการเดินทางที่น้อยลง (reduced travel)&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อจำกัดพฤติกรรมของมนุษย์เพื่อระงับการแพร่เชื้อโควิด-19 เหล่านี้ มีผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจและสังคมที่จำเป็นต้องมีการเดินทางหรือการอยู่ใกล้กัน &amp;nbsp; &amp;nbsp;กิจกรรมที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือ ธุรกิจที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยว การเดินทาง (โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การบินระหว่างประเทศ) &amp;nbsp;ร้านอาหาร &amp;nbsp;การกีฬา และสถานบันเทิงต่างๆ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รัฐบาลทั่วโลกได้อัดฉีดเงินเป็นจำนวนมากเพื่อเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการ &amp;ldquo;ปิดเมือง-ปิดประเทศ&amp;rdquo; &amp;nbsp;และเพื่อฟื้นฟูธุรกิจและเศรษฐกิจ จึงก่อให้เกิดการขาดดุลงบประมาณและการก่อหนี้เพิ่มขึ้นมากเป็นประวัติการณ์ รัฐบาลไทยมีแผนที่จะใช้เงินมากถึงเกือบ 2 ล้านล้านบาทในการเยียวยาผู้เดือดร้อนและฟื้นฟูเศรษฐกิจ &amp;nbsp;การใช้จ่ายของภาครัฐเป็นจำนวนเงินมหาศาลนี้น่าจะเป็นโอกาสที่รัฐบาลจะได้ชี้นำและขับเคลื่อนให้สังคมและเศรษฐกิจปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับ new normal ได้อย่างรวดเร็วและมีต้นทุนที่ต่ำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โควิด-19 และ new normal ที่เกิดขึ้น ชี้ให้เห็นถึงโอกาสในการเติบโตของธุรกิจและกิจกรรมหลายประเภท ทั้งสำหรับโลกและประเทศไทย ซึ่งแบ่งได้เป็นสามกลุ่ม &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กลุ่มแรก เกี่ยวกับดิจิตอลเทคโนโลยีซึ่งสามารถประยุกต์ใช้กับธุรกิจที่มีความต้องการมากขึ้นในช่วงการระบาดของโควิด เช่น การซื้อขายสินค้าและบริการออนไลน์ การประชุม/สื่อสาร/การเรียนการสอนออนไลน์ นอกจากนั้น ยังมีเทคโนโลยีที่เกี่ยวกับหุ่นยนต์และปัญญาประดิษฐ์ (artificial intelligence)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กลุ่มที่สอง เป็นผลิตภัณฑ์และบริการที่เกี่ยวกับสุขภาพอนามัย เช่น ยารักษาโรค เครื่องมือทางการแพทย์ (เช่น ถุงมือยาง และเครื่องช่วยหายใจ) รวมทั้งบริการทางการแพทย์แบบออนไลน์หรือที่เรียกว่า telemedicine ซึ่งต้องใช้ปัญญาประดิษฐ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กลุ่มที่สาม เป็นผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับอาหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาหารสุขภาพ และอาหารที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ในช่วงโควิดมีความต้องการผลิตอาหารมากขึ้นเพื่อทดแทนความสามารถในการผลิตที่ลดลงอันเนื่องมาจากโรคระบาด &amp;nbsp;จึงเป็นโอกาสที่ประเทศไทยจะสามารถสนองความต้องการด้านอาหารให้กับโลกได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ช่วงโควิดระบาดชี้ให้เห็นถึงปรากฏการณ์ 2 อย่าง &amp;nbsp;หนึ่ง คือความเหลื่อมล้ำทางสังคมและเศรษฐกิจระหว่างกลุ่มชนต่าง ทั้งในแต่ละประเทศและระหว่างประเทศ เราเห็นได้ชัดเจนมากขึ้นว่าคนที่ได้รับผลกระทบทางลบมากที่สุดคือผู้มีรายได้น้อยซึ่งสูญเสียทั้งงานและรายได้ทันทีที่มีการ lock down ในขณะที่ผู้ประกอบการรายใหญ่จำนวนหนึ่งกลับมียอดขายและกำไรที่เพิ่มขึ้นมาก &amp;nbsp;สอง คือสภาพสิ่งแวดล้อม (เช่น คุณภาพของอากาศ) ที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในช่วงที่มนุษย์เดินทางน้อยลงและมีกิจกรรมทางเศรษฐกิจน้อยลง แสดงให้เห็นว่าการกระทำของมนุษย์มีผลต่อสิ่งแวดล้อมโลก รวมไปถึงภาวะโลกร้อน (global warming) และการเปลี่ยนแปลงด้านสภาพอากาศ (climate change)&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น จึงมีแนวโน้มและความเชื่อว่า ทิศทางการลงทุนของโลกในอนาคตภายใต้ new normal นี้ ควรคำนึงถึงการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมโลก การสร้างความเท่าเทียมกัน และความยุติธรรมในสังคม เพื่อความยั่งยืนทั้งของเศรษฐกิจและสังคม ทิศทางการลงทุนนี้อธิบายได้ในสองแนวทาง &amp;nbsp;แนวทางแรก เป็นการลงทุนในลักษณะที่ส่งเสริมสามมิติ อันได้แก่ สิ่งแวดล้อม ความยั่งยืน และธรรมาภิบาล &amp;nbsp;(environment, sustainability, governance) เรียกว่า การลงทุนแบบ ESG &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แนวทางที่สอง เป็นการลงทุนที่มุ่งส่งเสริม เศรษฐกิจชีวภาพ (bio economy) เศรษฐกิจหมุนเวียน (circular economy) และเศรษฐกิจสีเขียว (green economy) เรียกว่า การลงทุนแบบ BCG&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จุดเน้นของทั้งสองแนวทางคือการลงทุนที่ทำให้สิ่งแวดล้อมของโลกดีขึ้น มีการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกน้อยลง เป็นการบรรเทาปัญหาโลกร้อนอันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ เป็นการลดปริมาณขยะและมลภาวะ มีการใช้พลังงานหมุนเวียนที่สะอาดเพื่อทดแทนพลังงานฟอสซิล มีการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าทดแทนที่ใช้น้ำมัน &amp;nbsp;มีการใช้วัสดุชีวภาพแทนผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมหรือพลาสติก มีการรีไซเคิลและการนำวัสดุต่างๆ มาใช้ซ้ำมากขึ้น รวมไปถึงอุตสาหกรรมสีเขียวต่างๆ ที่ไม่ก่อให้เกิดมลภาวะ การทำเกษตรแบบแม่นยำและชาญฉลาด &amp;nbsp;และการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อีกมิติหนึ่งของการลงทุนคือการคำนึงถึงสังคม เช่น ความพอใจของลูกค้า มาตรฐานแรงงาน สิทธิมนุษยชน และความสัมพันธ์กับชุมชน &amp;nbsp;ส่วนมิติในด้านธรรมาภิบาลจะเกี่ยวกับการป้องกันคอรัปชั่น ความโปร่งใสในการดำเนินกิจการ และความรับผิดชอบต่อผู้ถือหุ้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนั้น ยังมีการพูดถึง sharing economy &amp;nbsp;ซึ่งหมายถึงเศรษฐกิจและธุรกิจที่มีการแบ่งปันกันใช้ &amp;nbsp;อันนำไปสู่ประสิทธิภาพ การประหยัดทรัพยากร และความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น การใช้ยานพาหนะ/สถานที่ร่วมกันโดยทุกคนไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าของรถยนต์/สถานที่ (ตัวอย่างเช่น บริการ UBER Grab และ AirBnB) การผลิตไฟฟ้าจากโซล่าเซลล์บนหลังคาบ้านเพื่อใช้เองและขายไฟที่เหลือให้กับเพื่อนบ้าน &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทิศทางการลงทุนอีกแนวหนึ่งที่น่าสนใจสำหรับประเทศไทยที่กำลังกลายเป็นสังคมผู้สูงอายุ คือ silver economy ซึ่งเป็นธุรกิจที่ตอบสนองต่อความต้องการของผู้สูงอายุ ทั้งในด้านที่อยู่อาศัย &amp;nbsp;การดูแลรักษาพยาบาล และการท่องเที่ยว
ใครที่สนใจอยากให้โลกสะอาดขึ้น เท่าเทียมกันมากขึ้น และยั่งยืนมากขึ้น ช่วยออกมาเชียร์ให้รัฐบาลไทยหันมาส่งเสริมการลงทุนตามวิถีชีวิตใหม่ให้มากขึ้นกันเถอะครับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บทความเวทีพิจารณ์นโยบายสาธารณะ&amp;nbsp;
ดร พรายพล คุ้มทรัพย์
กลุ่มนโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมภิบาล&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/78757</URL_LINK>
                <HASHTAG>การลงทุนตามวิถีชีวิตใหม่, พรายพล คุ้มทรัพย์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180614/image_big_5b21ca007ba8a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
