<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>113052</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/08/2021 10:32</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/08/2021 10:32</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รัฐบาลเผยเงินลงทุนรัฐวิสาหกิจตามเป้า พยุงเศรษฐกิจครึ่งปีแรก1แสนล้านจากธุรกิจพลังงาน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12 &amp;nbsp;ส.ค.64- น.ส.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีได้ติดตามตัวเลขการลงทุนของภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ และเอกชน ซึ่งเป็นเครื่องยนต์สำคัญในการพยุงเศรษฐกิจให้ขับเคลื่อนต่อไป &amp;nbsp;โดยเฉพาะของรัฐวิสาหกิจที่จะต้องเป็นหลักในเวลานี้ เนื่องด้วยภาคเอกชนอาจมีการชะลอการลงทุนเหตุจากสถานการณ์โควิด-19 ซึ่งนายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้รายงานว่า ช่วงหกเดือนแรกของปี 2564 เกิดเม็ดเงินจากการลงทุนในธุรกิจพลังงานแล้วกว่า 1 แสนล้านบาท ผ่านโครงการโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานต่าง ๆ ภายใต้หน่วยงานรัฐวิสาหกิจที่กำกับดูแลประกอบไปด้วย บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศและบริษัทอื่นๆในเครือ &amp;nbsp;การลงทุนที่สำคัญ อาทิ โครงการสถานีรับจ่ายก๊าซธรรมชาติเหลวแห่งใหม่ จ.ระยอง โครงการท่อส่งก๊าซธรรมชาติ เส้นที่ 5 และโครงการขยายระบบส่งไฟฟ้า เพื่อสร้างความมั่นคงให้กับระบบไฟฟ้าทั่วประเทศ &amp;nbsp;ทั้งนี้ ตั้งเป้าการลงทุนของธุรกิจพลังงานของทั้งปี 2564 ไว้ที่ 2 แสนล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการลงทุนของรัฐวิสาหกิจ 43 แห่ง ที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลโดยตรงของสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) นางสาวรัชดา กล่าวว่า สคร.ได้รายงานการเบิกจ่ายงบลงทุนสะสม ของปีงบประมาณ 2564 ณ สิ้นเดือนมิ.ย. ในภาพรวมเป็นไปตามแผนหรือสูงกว่าแผน โดยสามารถเบิกจ่ายได้ 1.91 แสนล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 101 ของแผนการเบิกจ่ายสะสม โครงการขนาดใหญ่ที่เบิกจ่ายได้สูงกว่าแผน เช่น โครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน ระยะที่ 1 (ช่วงกรุงเทพมหานคร-นครราชสีมา) โครงการรถไฟฟ้าชานเมือง (สายสีแดง) ช่วงบางซื่อ-รังสิต และโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ของ รฟท. โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงศูนย์วัฒนธรรมฯ-มีนบุรี ของ รฟม.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ท่านนายกฯ ให้ความสำคัญกับการลงทุนของรัฐวิสาหกิจ และเข้าใจดีว่าสถานการณ์โควิด-19 ส่งผลกระทบต่อหลายโครงการ/แผนงาน เนื่องจากบุคลากรไม่สามารถเข้าพื้นที่ที่อยู่ในเขตควบคุมเข้มข้นสูงสุดเพื่อก่อสร้างหรือตรวจรับงานได้ รวมทั้งปัญหาขาดแคลนแรงงาน จึงได้สั่งการให้ส่วนราชการทุกกระทรวงทำงานร่วมกับรัฐวิสาหกิจอย่างใกล้ชิด เพื่อช่วยผลักดันโครงการลงทุนให้ดำเนินการได้ตามเป้าหมาย นำไปสู่การสร้างความเข้มแข็งของเศรษฐกิจประเทศต่อไป.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/113052</URL_LINK>
                <HASHTAG>การลงทุนภาครัฐ, รัชดา ธนาดิเรก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210223/image_big_6034ee856b5d5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>29552</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/02/2019 14:15</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/02/2019 14:12</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ไทยออยล์ขานรับนโยบายภาครัฐเร่งผลิตน้ำมันดีเซลมาตรฐานยูโร 5 </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตามที่กระทรวงพลังงานได้มีการประชุมร่วมกับกลุ่มผู้ประกอบการโรงกลั่นและผู้ค้าน้ำมัน เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา &amp;nbsp;เพื่อหารือมาตรการลดปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM 2.5) โดยทางกระทรวงได้ขอความร่วมมือผู้ประกอบการโรงกลั่นในประเทศในการผลิตน้ำมันดีเซลคุณภาพยูโร 5 &amp;nbsp;นั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอธิคม เติบศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน ) ซึ่งเป็นผู้ประกอบการโรงกลั่นน้ำมันกำลังการผลิตสูงสุดของประเทศ ได้ให้ความเห็นในเรื่องนี้ว่า &amp;ldquo; ไทยออยล์มีแผนงานพร้อมสนับสนุนนโยบายของภาครัฐในเรื่องนี้อย่างเต็มที่ โดยการดำเนินการโครงการพลังงานสะอาด ( Clean Fuel Project หรือ CFP ) ซึ่งบริษัทฯ ได้ออกแบบให้สามารถผลิตน้ำมันดีเซลตามมาตรฐานยูโร 5 ตั้งแต่ขั้นตอนที่เริ่มพัฒนาโครงการ เนื่องจากไทยออยล์ได้ให้ความสำคัญต่อความต้องการใช้ผลิตภัณฑ์น้ำมันที่จะมุ่งไปสู่ผลิตภัณฑ์ที่สะอาดและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ซึ่งปัจจุบันโครงการฯ มีความคืบหน้าไปเป็นอย่างดีตามแผนงานที่วางไว้ โดยอยู่ในระหว่างการออกแบบรายละเอียดทางวิศวกรรม และจะเริ่มลงพื้นที่ก่อสร้างโครงการในปีนี้ซึ่งบริษัทฯ ได้ลงนามในสัญญาจัดจ้างผู้รับเหมา(Engineering Procurement and Construction หรือ EPC) แล้ว ภายหลังจากที่ผู้ถือหุ้นได้อนุมัติโครงการฯ เมื่อเดือนสิงหาคม 2561 &amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo; นอกจากนี้ไทยออยล์ยังอยู่ระหว่างการศึกษาและจัดทำแผนปรับปรุงคุณภาพน้ำมันสู่มาตรฐานยูโร 5 ให้เร็วขึ้น โดยการปรับปรุงหน่วยปรับปรุงคุณภาพน้ำมันดีเซลปัจจุบัน ซึ่งจะทำให้โรงกลั่นไทยออยล์สามารถผลิตน้ำมันดีเซลยูโร 5 บางส่วนได้ภายในปี 2565 &amp;nbsp;และเมื่อโครงการ CFP แล้วเสร็จในช่วงต้นปี 2566 ไทยออยล์ก็จะสามารถผลิตน้ำมันดีเซลมาตรฐานยูโร 5 ได้เพิ่มขึ้นอีกโดยเป็นมาตรฐานยูโร 5 ทั้งหมด &amp;rdquo; นายอธิคมฯ กล่าวเสริม&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/29552</URL_LINK>
                <HASHTAG>( Clean Fuel Project หรือ CFP ), การลงทุนภาครัฐ, ผลิตน้ำมันดีเซล, พลังงานสะอาด, อธิคม เติบศิริ, ไทยออยล์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190220/image_big_5c6cfc41d9d27.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>24041</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/12/2018 08:42</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/12/2018 08:42</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รัฐบาลลุยผลักดัน PPP Fast Track วงเงิน 4 แสนล้านบาท</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12 ธ.ค.2561 -นายประภาศ คงเอียด ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ กรรมการและเลขานุการคณะกรรมการนโยบายการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ (คณะกรรมการ PPP) เปิดเผยผลการประชุมคณะกรรมการ PPP ครั้งที่ 5/2561 เมื่อวันที่ 11 ธ.ค. 2561 โดยมีนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ซึ่งมีผลการประชุมสรุปที่สำคัญ 2 เรื่อง ให้เรื่อง PPP Fast Track วงเงินประมาณ 4 แสนล้านบาท ให้เป็นไปตามแผน

เรื่องที่ 1. คณะกรรมการ PPP รับทราบความคืบหน้าโครงการตามมาตรการ PPP Fast Track และมอบหมายให้กระทรวงคมนาคมและหน่วยงานเจ้าของโครงการเร่งรัดขับเคลื่อนโครงการภายใต้มาตรการ PPP Fast Track ให้เป็นไปตามกรอบระยะเวลา โดยโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงเตาปูน - วงแหวนกาญจนาภิเษก มูลค่า 1.28 แสนล้านบาท และโครงการระบบขนส่งมวลชนจังหวัดภูเก็ต มูลค่า 3.94 หมื่นล้านบาท คาดว่าจะสามารถนำเสนอคณะกรรมการ PPP ได้ภายในต้นปี 2562

นอกจากนี้ยังได้ยังสั่้งให้ติดตามโครงการระบบขนส่งมวลชนจังหวัดเชียงใหม่ และจังหวัดนครราชสีมา ให้เป็นไปตามนโยบายรัฐบาลในการกระจายการลงทุนและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานไปสู่ภูมิภาค และบรรเทาปัญหาการจราจรหนาแน่นของหัวเมืองหลัก

เรื่องที่ 2. คณะกรรมการ PPP ได้พิจารณาโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงบางขุนนนท์ - มีนบุรี (สุวินทวงศ์)&amp;nbsp; ของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.)&amp;nbsp; มูลค่าเงินลงทุน 2.35 แสนล้านบาท ภายใต้มาตรการ PPP Fast Track ซึ่งคาดว่า จะเปิดให้บริการในส่วนตะวันออกได้ในปี 2566 และทั้งเส้นภายในปี 2568

ทั้งนี้ ได้มอบหมายให้ รฟม. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหารือเกี่ยวกับรูปแบบการลงทุนและแหล่งเงินที่เหมาะสมและเสนอกลับมายังคณะกรรมการ PPP โดยเร็ว โดยโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มจะช่วยเชื่อมโยงการเดินทางของผู้โดยสารที่อยู่อาศัยในเขตชานเมืองกรุงเทพมหานครฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตก ทำให้ประชาชนสามารถเดินทางเข้าสู่บริเวณศูนย์กลางเมืองได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว รวมทั้งช่วยเติมเต็มโครงข่ายการเดินทางด้วยระบบขนส่งมวลชนทางรางในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลให้สมบูรณ์ตามแผนแม่บท M-MAP และบรรเทาปัญหาการจราจรแออัดภายในเมือง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/24041</URL_LINK>
                <HASHTAG>การลงทุนภาครัฐ, คณกรรมการPPP, เร่งก่อสร้างรถไฟฟ้า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180208/image_big_5a7bf5274b723.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>21434</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/11/2018 10:44</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/11/2018 10:44</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สคร. ปลื้มรัฐวิสาหกิจตะลุยเบิกจ่ายกระฉูด 3.1 แสนล.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สคร. ปลื้มรัฐวิสาหกิจตะลุยเบิกจ่ายกระฉูด 3.1 แสนล้านบาท ขยายตัว 45% จากปีก่อน อานิสงส์ลงทุนโครงการใหญ่คืบต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายประภาศ คงเอียด ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เปิดเผยว่า ผลการเบิกจ่ายงบลงทุนสะสมของรัฐวิสาหกิจ 45 แห่ง ที่ สคร. กำกับดูแลโดยตรงตั้งแต่เดือนม.ค. &amp;ndash; ก.ย 2561 มีจำนวน 3.1 แสนล้านบาท ขยายตัวสูงถึง 45% เมื่อเทียบกับผลเบิกจ่ายงบลงทุนสะสมในช่วงเดียวกันของปีก่อน และคิดเป็น 87% ของแผนการเบิกจ่ายงบลงทุนสะสม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ แบ่งเป็นรัฐวิสาหกิจ แบบปีงบประมาณเบิกจ่ายงบลงทุนสะสม ตั้งแต่เดือนต.ค. 2560 &amp;ndash; ก.ย.2561 จำนวน 1.01 แสนล้านบาท หรือคิดเป็น 70% ของแผนการเบิกจ่ายงบลงทุนสะสม และรัฐวิสาหกิจปีปฏิทินเบิกจ่ายงบลงทุนสะสม ตั้งแต่เดือนม.ค. &amp;ndash; ก.ย. 2561 จำนวน 2.27 แสนล้านบาท หรือคิดเป็น 98% ของแผนการเบิกจ่ายลงทุนสะสม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับ ผลการเบิกจ่ายงบลงทุนส่วนใหญ่มาจากรัฐวิสาหกิจที่มีโครงการลงทุนขนาดใหญ่ อาทิ โครงการทดแทนโรงไฟฟ้าพระนครใต้ ระยะที่ 1 และโครงการขยายระบบไฟฟ้า ระยะที่ 12 &amp;nbsp;ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงศูนย์วัฒนธรรม - มีนบุรี และโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว ช่วงหมอชิต &amp;ndash; สะพานใหม่ - คูคต ของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) โครงการพัฒนาระบบสายส่งจำหน่ายระยะที่ 1 และโครงการพัฒนาระบบสายส่งและสถานีไฟฟ้าระยะที่ 9 ส่วนที่ 1 ของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค แผนปรับปรุงและขยายระบบจำหน่ายพลังไฟฟ้า ฉบับที่ 12 ปี 2560 &amp;ndash; 2564 ของการไฟฟ้านครหลวง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ คาดว่ารัฐวิสาหกิจปีปฏิทินจะสามารถช่วยสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจในภาพรวม โดยประมาณการว่าจะสามารถเบิกจ่ายงบลงทุนส่วนที่เหลือได้สูงสุดถึง 90% ของแผนการเบิกจ่ายงบลงทุนทั้งปี ภายสิ้นเดือนธ.ค. 2561&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การลงทุนของรัฐวิสาหกิจยังคงเป็นเครื่องมือที่สำคัญของรัฐบาลในการขับเคลื่อนนโยบายสร้างการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปี 2561 ให้ขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง ดังนั้น สคร. จึงยังคงให้ความสำคัญกับการดำเนินการลงทุนและเร่งเบิกจ่ายงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจในไตรมาส 4/2561 โดยได้เร่งรัดรัฐวิสาหกิจให้เบิกจ่ายงบลงทุนไม่น้อยกว่า 95% ของกรอบงบลงทุนที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) กำหนด&amp;rdquo; นายประภาศ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ยังให้คณะกรรมการรัฐวิสาหกิจกำกับดูแลการเบิกจ่ายงบลงทุนให้เป็นไปตามเป้าหมาย รวมทั้งกำชับให้รัฐวิสาหกิจที่มีงบลงทุนขนาดใหญ่เร่งรัดการเบิกจ่ายงบลงทุนในระยะเวลาที่เหลือของปี 2561 ที่เหลืออีก 3 เดือน ให้เป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ด้วย เพื่อช่วยสร้างความเชื่อมั่นและสนับสนุนให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้อย่างต่อเนื่องต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/21434</URL_LINK>
                <HASHTAG>การลงทุนภาครัฐ, การเบิกจ่าย, ประภาศ คงเอียด, รัฐวิสาหกิจ, เมกะโปรเจ็กต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180907/image_big_5b9274261ed4c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>13173</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/07/2018 22:38</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/07/2018 07:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ผ่านแล้วเก็บภาษีลาภลอยที่ดิน-ห้องชุดที่ได้รับประโยชน์จากเมกะโปรเจ็กต์รัฐ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ครม. เคาะกฎหมายรีดภาษีจากผู้ได้รับประโยชน์จากการพัฒนาระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่ง บี้ห้องชุด-ที่ดินมูลค่าเกิน 50 ล้านบาท ได้อานิสงส์เมกะโปรเจ็กต์ดันกำไรพุ่ง ในรอบรัศมีโครงการก่อสร้าง 5 กิโลเมตร เสียภาษีไม่เกิน 5% คาดบังคับใช้ได้ปี 2562&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติอนุมัติร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ภาษีการได้รับประโยชน์จากการพัฒนาระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของรัฐ พ.ศ... &amp;nbsp;โดยกำหนดให้มีการจัดเก็บภาษีจากบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล ซึ่งเป็นเจ้าของหรือครองครองที่ดินอันเป็นทรัพย์สินของรัฐ หรือเป็นเจ้าของห้องชุดที่มีมูลค่าเกิน 50 ล้านบาท และใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นเจ้าของห้องชุดรอการขายซึ่งอยู่รอบพื้นที่ที่มีโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ของรัฐ ทั้ง โครงการรถไฟความเร็วสูง โครงการรถไฟทางคู่ โครงการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน โครงการท่าเรือ โครงการทางด่วนพิเศษ หรือโครงการอื่น ๆ ซึ่งได้มีการกำหนดขอบเขตพื้นที่ของการเก็บภาษีดังกล่าวไว้ไม่เกินรัศมี 5 กิโลเมตรรอบพื้นที่โครงการก่อสร้าง โดยมีเพดานภาษีไม่เกิน 5%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;กฎหมายฉบับนี้ จัดทำขึ้นเพื่อต้องการสร้างความเป็นธรรมให้กับทุกส่วนที่ได้รับประโยชน์จากการลงทุนของภาครัฐ นั่นคือ เอกชนได้รับประโยชน์จากราคาที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ที่เพิ่มขึ้น ขณะที่ภาครัฐเป็นผู้ลงทุนโครงการนั่นเอง โดยการจัดเก็บภาษีในส่วนนี้ ไม่เพียงจะทำให้รัฐมีรายได้เพิ่มขึ้น แต่ยังสามารถนำเม็ดเงินดังกล่าวไปลงทุนในโครงการต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์กับประเทศเพิ่มได้ โดยผู้เสียภาษีคือเจ้าของที่ดินและอาคารภาษีที่มีมูลค่าเกิน 50 ล้านบาทขึ้นไป ซึ่งอยู่ดี ๆ ก็ได้ประโยชน์จากราคาขายที่จะเพิ่มมากขึ้นโดยไม่ต้องลงทุนอะไรเลย&amp;rdquo; นายณัฐพร กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ กรมที่ดินจะทำหน้าที่เป็นผู้จัดเก็บภาษีในช่วงที่โครงการก่อสร้างยังไม่แล้วเสร็จ ส่วนกรณีโครงการก่อสร้างต่าง ๆ เสร็จเรียบร้อยแล้ว จะให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ทำหน้าที่เป็นผู้จัดเก็บภาษี โดยจะมีการจัดเก็บภาษีเพียงครั้งเดียว ส่วนรายละเอียดเกี่ยวกับภาษีจะต้องมีการพิจารณาอีกครั้ง
โดยสำนักงบประมาณ ได้มีความเห็นเกี่ยวกับกฎหมายดังกล่าวว่า กระทรวงการคลังคลังพิจารณาผลกระทบกรณีผู้เสียภาษีจากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน หรือการผลักภาระภาษีของผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ควรสร้างความเข้าใจและเตรียมความพร้อมของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการจัดเก็บภาษีให้มีความเป็นธรรมและไม่ซ้ำซ้อน ตลอดจนกำหนดให้มีการติดตามและรายงานผลการดำเนินงานตามร่างกฎหมายดังกล่าวต่อ ครม. เป็นระยะ ๆ ถึงผลกระทบต่อรายได้ของรัฐบาล และ อปท. และความเป็นธรรมระหว่างผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจากการได้รับประโยชน์จากการพัฒนาระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของรัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพรชัย ฐีระเวช ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจการเงิน สำนักงานเศรษฐกิจการคลังกระทรวงการคลัง (สศค.) และรองโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ขั้นตอนหลังจากนี้ จะมีการนำเสนอร่างกฎหมายดังกล่าวให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณารายละเอียด ก่อนส่งกลับเข้า ครม.และเสนอให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณาต่อ โดยคาดมีผลบังคับใช้ปี 2562 โดยสาเหตุที่ต้องทำกฎหมายฉบับนี้ เนื่องจากปัจจุบันรัฐบาลมีการลงทุนโครงการพัฒนาระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของรัฐจำนวนมาก ซึ่งเมื่อโครงการฯ แล้วเสร็จจะส่งผลให้ที่ดินและห้องชุดคอนโดมิเนียม บริเวณรอบโครงการฯ มีมูลค่าเพิ่มขึ้น ดังนั้น เพื่อสร้างความเป็นธรรมในระบบภาษีจากผู้ที่ได้รับประโยชน์ &amp;nbsp;จึงเห็นควรให้จัดเก็บภาษีจากเจ้าของที่ดินหรือห้องชุดที่ได้รับประโยชน์เพิ่มเติม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ยืนยันว่าการทำกฎหมายฉบับนี้จะไม่กระทบต่อประชาชนส่วนใหญ่ เพราะระหว่างที่มีโครงสร้างพื้นฐานตัดผ่าน หากไม่มีการขายเปลี่ยนมือก็จะไม่เสียภาษีส่วนนี้ ขณะเดียวกันเมื่อโครงการสร้างเสร็จแล้ว ผู้เสียภาษีก็จะเป็นผู้ที่มีที่ดินหรือคอนโดฯเชิงพาณิชย์เกิน 50 ล้านบาทเท่านั้น หากมูลค่าไม่ถึง หรือมีมูลค่าไม่เพิ่มขึ้นก็ไม่เสียภาษี ที่สำคัญโครงการฯ จัดเก็บภาษี คือโครงการฯ ที่ยังก่อสร้างอยู่ในวันที่พระราชบัญญัติมีผลบังคับใช้ หรือโครงการฯ ที่จะก่อสร้างภายหลังจากวันที่พ.ร.บ.มีผลบังคับใช้ จะไม่มีผลบังคับย้อนหลัง&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพรชัยกล่าวว่า สาระสำคัญของร่างพ.ร.บ. สรุปได้ดังนี้ &amp;nbsp;การจัดเก็บภาษีแบ่งเป็น 2 กรณี กรณีแรกระหว่างการดำเนินการจัดทำโครงการฯ จะจัดเก็บภาษีจากการขายหรือโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินหรือห้องชุดซึ่งตั้งอยู่รอบพื้นที่โครงการฯ ในรัศมีที่กำหนดทุกกรณีไม่ว่าจะมีมูลค่าเท่าไร กรณีสองเมื่อก่อสร้างโครงการฯ แล้วเสร็จ จะจัดเก็บภาษีเพียงครั้งเดียวจากที่ดินหรือห้องชุดเฉพาะส่วนที่ใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ที่มีมูลค่าเกิน 50 ล้านบาท ยกเว้นภาษีให้แก่ที่ดินหรือห้องชุดที่ใช้เพื่อพักอาศัยและที่ดินที่ใช้ประกอบเกษตรกรรม ขณะที่ห้องชุดของผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่รอจำหน่าย ซึ่งอยู่รอบพื้นที่ที่มีโครงการฯก็จะต้องเสียด้วย อย่างไรก็ตามในกรณีที่มีการขาย ที่ดินหรือห้องชุดหลังโครงการก่อสร้างแล้วเสร็จ จะไม่ต้องเสียภาษีเพิ่มจากส่วนต่างที่เพิ่มขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนพื้นที่จัดเก็บภาษีกำหนดเพดานขอบเขตไว้ไม่เกินรัศมี 5 กม.รอบพื้นที่โครงการโครงสร้างพื้นฐานที่รัฐเข้าไปพัฒนา ไม่ว่าจะเป็นโครงการรถไฟความเร็วสูง รถไฟทางคู่ รถไฟฟ้าขนส่งมวลชนท่าเรือ สนามบิน โครงการทางด่วนพิเศษ และโครงการอื่น ๆ ที่กระทรวงกำหนด &amp;nbsp;สำหรับหน่วยงานจัดเก็บภาษี เป็นกรมที่ดินและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีโครงการฯตั้งอยู่ &amp;nbsp;โดย กำหนดเพดานภาษีสูงสุดไม่เกิน 5% &amp;nbsp;แต่อัตราการเก็บจริงจะมีการประกาศในพระราชกฤษฎีกาอีกครั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ฐานภาษีเพื่อการคำนวณภาษี ให้คำนวณจากส่วนต่างของมูลค่าที่ดินหรือห้องชุดที่เพิ่มขึ้นระหว่างวันที่รัฐเริ่มก่อสร้างโครงการฯ และมูลค่าในวันที่การก่อสร้างโครงการฯ แล้วเสร็จ สำหรับโครงการฯ ที่ยังก่อสร้างอยู่ในวันที่พ.ร.บ.มีผลบังคับใช้ ให้ใช้วันที่พระราชบัญญัติมีผลบังคับใช้เป็นวันเริ่มต้นในการคำนวณฐานภาษี &amp;nbsp;ทั้งนี้การคำนวณมูลค่าที่ดินและห้องชุด ให้ใช้ราคาประเมินทุนทรัพย์ที่ดินและราคาประเมินทุนทรัพย์ห้องชุดเพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมตามประมวลกฎหมายที่ดินที่คณะกรรมการกำหนดราคาประเมินทุนทรัพย์กำหนดเป็นเกณฑ์ในการคำนวณ ในกรณีห้องชุดไม่สามารถคำนวณส่วนต่างของมูลค่าห้องชุดได้ เนื่องจากไม่มีราคาประเมินห้องชุดให้คำนวณส่วนต่างดังกล่าวเท่ากับ 20% ของมูลค่าห้องชุด&amp;rdquo; นายพรชัย กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/13173</URL_LINK>
                <HASHTAG>การลงทุนภาครัฐ, ที่ิดิน, ภาษีลาภลอย, ห้องชุด, เมกะโปรเจ็กต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180227/image_big_5a955389c8dd8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
