<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>116409</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/09/2021 07:49</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/09/2021 07:49</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ประชาชนมองการเมืองหลังอภิปรายไม่ไว้วางใจ &#039;ทุกอย่างยังคงเหมือนเดิม&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
12 ก.ย. 2564 สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นของประชาชนต่อกรณี คนไทยได้อะไร? จากการ &amp;ldquo;อภิปรายไม่ไว้วางใจ&amp;rdquo; กลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,306 คน สำรวจระหว่างวันที่ 6-9 กันยายน 2564 พบว่า ประชาชนมองว่าจุดเด่นของการอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้ คือ เป็นการเปิดโอกาสให้ฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลได้แสดงความคิดเห็น ร้อยละ 55.76 จุดด้อย คือ มีการใช้คำไม่สุภาพ โต้ตอบกันรุนแรง ร้อยละ 50.82 สิ่งที่ประชาชนได้รับ คือ ทำให้เห็นการทำหน้าที่ของ ส.ส. ในสภา ร้อยละ 45.29 หลังการอภิปรายคิดว่าการเมืองไทยน่าจะเหมือนเดิม ร้อยละ 54.67 สิ่งที่อยากฝากบอกรัฐบาล คือ เร่งแก้ปัญหาปากท้องของประชาชน ร้อยละ 74.31 และอยากให้ฝ่ายค้านตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลอย่างจริงจัง ร้อยละ 63.79&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้นับเป็นครั้งที่ 3 ของรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ ถึงแม้จะไม่มีการยุบสภาดังเช่นในอดีต แต่ก็ทำให้เห็นท่าทีทางการเมืองของทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านที่ชัดเจนมากขึ้น โดยเฉพาะ &amp;ldquo;รอยร้าว&amp;rdquo; ที่มีอยู่ทั้งสองฝ่าย ประชาชนเองก็ได้รับรู้ข้อมูลจากการอภิปรายครั้งนี้ โดยมองว่าการเมืองไทยหลังจากนี้ก็ยังคงเหมือนเดิม จึงอยากให้รัฐบาลหันมาเร่งแก้ปัญหาปากท้องและเร่งฉีดวัคซีนที่มีประสิทธิภาพให้กับประชาชนอย่างทั่วถึง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้ช่วยศาสตราจารย์ กัญญกานต์ เสถียรสุคนธ์ โรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต จากผลการสำรวจแสดงให้เห็นว่าคนไทยค่อนข้างจะชินชาต่อการคงอยู่ของรัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่ประชาชนมากกว่าครึ่งเห็นว่าการเมืองไทยน่าจะยังเหมือนเดิม ไม่มีการเปลี่ยนแปลง อีกนัยหนึ่ง คือ การสะท้อนว่าประชาชนไม่มีความเชื่อมั่นว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจจะทำให้นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีหลุดออกจากการเป็นรัฐบาลได้ เพราะอย่างไรก็ดี ท่าทีของพรรคร่วมรัฐบาลที่มีต่อนายกรัฐมนตรีก็ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงไปในทางลบมากนัก อีกทั้งในอดีตที่ผ่านมารัฐบาลที่เผชิญกับการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ต่างก็รอดพ้นจากการลงมติไม่ไว้วางใจแทบทั้งสิ้น จึงอาจกล่าว ได้ว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจของฝ่ายค้านที่ผ่านมานั้น ล้วนแล้วแต่มีวัตถุประสงค์เพื่อแสดงข้อมูลหรือตอบข้อคำถาม ที่ประชาชนสงสัย ซึ่งรัฐบาลไม่สามารถอธิบายให้คำตอบได้อย่างแจ่มชัด การนำเสนอข้อมูลในประเด็นต่าง ๆ ของฝ่ายค้าน จึงเปรียบเสมือนการฝังเมล็ดแห่งความคลางแคลงใจต่อการทำงานของรัฐบาลในใจของประชาชนเสียมากกว่า
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/116409</URL_LINK>
                <HASHTAG>การลงมติอภิปรายไม่ไว้วางใจ, นักวิจัยสวนดุสิตโพล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210912/image_big_613d4e4d9612b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>115652</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/09/2021 11:51</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/09/2021 11:51</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เอี่ยม ซัดผลคะแนนโหวต &#039;ตู่&#039; แลกด้วย &#039;อุดมกล้วย &#039;เสียความสง่างาม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5 ก.ย. 2564 นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ได้คะแนนไว้วางใจมาเป็นลำดับที่ 4 เกือบรั้งท้าย ขณะที่คะแนนโหวตไม่ไว้วางใจกลับนำโด่งมาเป็นอันดับหนึ่ง ว่า ยอดผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ทะลุล้าน ยอดผู้เสียชีวิตทะลุหมื่น ประชาชนทั้งประเทศได้รับความเดือดร้อนทั่วทุกหย่อมหญ้า ทั้งออกมาชุมนุม ทั้งร่วมลงชื่อขับไล่ พล.อ.ประยุทธ์ ลงสู่อำนาจ ประชาชนต้องการหยุดรัฐบาลโอหัง คลั่งอำนาจ หยุดความพินาศของประเทศ ถ้าเป็นรัฐบาลที่มีสปิริต ต้องแสดงความรับผิดชอบโดยการลาออกไปตั้งนานแล้ว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่รัฐบาลสืบทอดอำนาจ แม้ผู้นำรัฐบาลจะได้คะแนนไว้วางใจมาเป็นลำดับที่ 4 เกือบรั้งท้าย คะแนนโหวตไม่ไว้วางใจนำโด่งมาเป็นอันดับหนึ่ง เสียรังวัด เสียความสง่างามไปมากขนาดไหน ยังจะดันทุรังอยู่ต่อ คะแนนไว้วางใจที่ได้มา มาจากอุดมกล้วย หรือ อุดมการณ์ มาจากฝีมือ หรือวิ่งเต้นล็อบบี้เสนอผลประโยชน์ต่างตอบแทน เวลาที่เหลือพล.อ.ประยุทธ์ จะกล้าสู้หน้ารัฐมนตรีคนอื่นๆในครม.โดยเฉพาะจากพรรคร่วมรัฐบาลพรรคอื่นที่ได้คะแนนโหวตมากกว่าได้อย่างไร ที่สำคัญศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ ได้เห็นการเคลื่อนกำลังที่จะโหวตล้มนายกรัฐมนตรีกลางสภา ได้เห็นความไม่พอใจในการบริหารประเทศ ของคนแทบทุกกลุ่ม ที่ต้องการขับไล่รัฐบาลหมดแล้ว พล.อ.ประยุทธ์ จะอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบากนี้ต่อไปได้อย่างไร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;พล.อ.ประยุทธ์ ถูกขึงพืด รุมถล่ม ในความล้มเหลว ไร้ประสิทธิภาพ ตลอด 4 วันเต็มจากพรรคร่วมฝ่ายค้าน ในสภาพที่บอบช้ำยับเยินที่สุด ประชาชนทั้งประเทศจะลุกขึ้นมายกระดับขับไล่ จนรัฐบาลอยู่ไม่ได้&amp;rdquo; นายอนุสรณ์ กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115652</URL_LINK>
                <HASHTAG>การลงมติอภิปรายไม่ไว้วางใจ, ซักฟอก, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, อนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210905/image_big_61344bf0406bc.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>115480</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/09/2021 11:40</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/09/2021 11:40</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;อนุทิน&#039;ยก 61 เสียงภท.โหวตให้&#039;บิ๊กตู่&#039; เชื่อกระแสล้มนายกฯไม่เกิดขึ้น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;

3 ก.ย.64 - ที่รัฐสภา นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.)และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ให้สัมภาษณ์กระแสข่าวที่พรรคพลังประชารัฐ(พปชร.) เสียงแตกมีโหวตคว่ำพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ว่า โดยจุดยืนของพรรคภท. 61 เสียง โหวตให้นายกฯหมดแล้วเป็นอื่นไม่ได้เพราะเราเป็นพรรคร่วมรัฐบาล ทำงานด้วยกันรับผิดชอบร่วมกันและเราได้แจ้งว่าจะโหวตให้นายกฯ 61 เสียงไปตั้งนานแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่าทางภท.ตื่นตระหนกหรือไม่ที่มีกระแสข่าวว่าจะเปลี่ยนนายกฯ นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่คิดว่าจะเกิดขึ้น นายกฯทำงานเต็มที่และการทำงานก็เกื้อกูลตลอด ตรงไหนไม่เห็นด้วยกันก็มีการคุยกันและหาข้อสรุปด้วยกันทุกครั้ง ภท.ไม่มีประเด็นเรื่องไม่ไว้วางใจนายกฯร่วมทั้งรัฐมนตรี 5 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่าแกนนำพปชร.ได้มีการแจ้งมาทางภท.ถึงการโหวตนายกฯว่าจะเป็นในทิศทางใดหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่มี เรื่องแบบนี้พรรคใครพรรคมันอยู่แล้ว&amp;nbsp; เมื่อถามต่อว่า ภท.จะคุยกับพรรคอื่นเพื่อขอเสียงสนับสนุนนายกฯด้วยหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่มี พรรคใครพรรคมัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่าคิดว่าเสียงการลงมติอภิปรายไม่ไว้วางใจในรัฐมนตรีแต่ละคนจะมีความแตกต่างกันหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่ได้คิดตรงนั้น โดยเฉพาะนายกฯชี้แจงได้ดี แถมยังชี้แจงมาในเรื่องของสธ.จนไม่เหลือเรื่องที่ตัวเองจะได้ชี้แจง และตนก็ได้ชี้แจงนโยบายและการทำงานของคณะแพทย์ในสธ.ไปหมดแล้วเช่นกัน ส่วนเรื่องเทคนิค วิชาการและการพูดที่เกินเลยไม่เป็นความจริงที่เสกสรรปั้นแต่งมาของฝ่ายค้านทางแพทย์ของสธ.ก็ออกมาชี้แจงให้ประชาชนฟังตัวของเขาเอง ซึ่งเขาไม่ยอมกันเพราะมันเกี่ยวกับชีวิตและสุขภาพของประชาชน จะปล่อยให้ตื่นตระหนกตกใจกับข้อมูลที่เกินความจริงของฝ่ายค้านไม่ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่าได้รับการประสานจากแกนนำพรรคพปชร.หรือไม่ว่าจะโหวตสนับสนุนให้รัฐมนตรีของภท.ทั้งหมด นายอนุทิน กล่าวว่า ยังไม่ได้มีการแจ้งมาแต่พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพปชร. ระบุ &amp;ldquo;ขอให้เชื่อพี่คนเดียว และเราก็เชื่อป้อม ไม่เชื่อป้อมและจะเชื่อใครละ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่ามีความมั่นใจหรือไม่ที่นายกฯบอกจะไม่ยุบสภาฯและจะพาพรรคร่วมรัฐบาลอยู่จนครบเทอม นายอนุทิน กล่าวว่า เราอยู่ในวงจะไปคิดทำไมในเรื่องยุบสภาฯ เพราะไม่ใช่อำนาจของหัวหน้าพรรคภท.เราขอทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด โดยเฉพาะตัวเองและนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมก็จะพยายชี้แจงและอภิปรายให้ดีที่สุดและสุดท้ายตัวแทนของประชาชนจะเป็นคนตัดสิน ส่วนผลจะออกมาเป็นอย่างไรก็เป็นหน้าที่ของตัวแทนของประชาชน ซึ่งในการลงมติในวันที่ 4 กันยายนนี้ ทุกคนก็จะทราบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115480</URL_LINK>
                <HASHTAG>การลงมติอภิปรายไม่ไว้วางใจ, นายอนุทิน ชาญวีรกุล, บิ๊กตู่-พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, ล้มประยุทธ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210903/image_big_6131a601c8501.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>115456</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/09/2021 07:34</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/09/2021 07:23</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ซักฟอกนอกสภา!&#039;ดร.ปริญญา&#039;แฉเรื่องร้ายแรงที่สุดของ&#039;ประยุทธ์&#039;ปลุกสส.ช่วยกันปิดสวิตซ์คสช.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
3ก.ย.64-ผศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า &amp;nbsp;
#เรื่องร้ายแรงที่สุด ของพลเอกประยุทธ์
7 ปีผ่านไป ประเทศไทยได้ระบบที่ #นายกรัฐมนตรีไม่ถูกตรวจสอบบัญชีทรัพย์สิน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีครั้งนี้ พลเอกประยุทธ์ จันท์โอชา โดนข้อกล่าวหามากมายอย่างที่แทบไม่เคยมีนายกรัฐมนตรีคนไหนเคยเจอมาก่อน แต่เรื่องที่ผมเห็นว่าน่าจะร้ายแรงที่สุด แล้วอาจจะยังไม่ได้มีการพูดถึงมากนักในการอภิปรายครั้งนี้ คือเรื่อง #การทำลายหลักการตรวจสอบถ่วงดุล และ #ความโปร่งใสของระบบการเมืองของประเทศ ครับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่ชัดเจนที่สุดคือ การที่ ปปช.ไม่เปิดเผยบัญชีทรัพย์สินของพลเอกประยุทธ์ตอนที่มาเป็นนายกรัฐมนตรีในครั้งที่สองหลังการเลือกตั้งในปี 2562 โดยประธาน ปปช. ชี้แจงว่า เพราะกฎหมาย ปปช. ฉบับใหม่ไม่ได้ให้อำนาจ ปปช.ไปตรวจสอบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทีแรกผมสงสัยว่าพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ปปช. พ.ศ.2561 ที่ร่างโดยคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ และให้ความเห็นชอบโดย สนช. ที่เลือกมาโดยพลเอกประยุทธ์ จะเขียนชัดเขียนไว้ชัดเจนอย่างนั้นเชียวหรือ เพราะดูจะน่าเกลียดเกินไป ผมจึงไปเปิดดูแล้วก็พบว่า เขียนไว้ให้ ปปช.ไปตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินของพลเอกประยุทธ์ไม่ได้จริงๆ ครับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยมาตรา 105 วรรคสี่ กำหนดว่า ถ้าผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองคนใดพ้นตำแหน่ง แต่ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรง &amp;ldquo;ตำแหน่งเดิม&amp;rdquo; หรือ &amp;ldquo;ตำแหน่งใหม่&amp;rdquo; ภายในหนี่งเดือน ผู้นั้นไม่ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สิน โดยมีประโยคปิดท้ายว่า &amp;ldquo;แต่ไม่ต้องห้ามที่ผู้นั้นจะยื่นเพื่อเป็นหลักฐาน&amp;rdquo; คือไม่บังคับให้ยื่น แต่ถ้าอยากยื่นก็ยื่นได้ ว่าง่ายๆ คือขึ้นอยู่กับอำเภอใจของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองผู้นั้นว่าอยากจะยื่นหรือไม่ ซึ่งเป็นการเขียนกฎหมายที่ดูจะเอาใจผู้มีอำนาจจนน่าเกลียด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นี่เองทำให้ ปปช.ไปตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินพลเอกประยุทธ์ตอนที่มาเป็นนายกรัฐมนตรีครั้งที่สอง รวมถึงรัฐมนตรีอีกบางคน และ ส.ว.จำนวนมากที่เป็น สนช. ไม่ได้ครับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยหลักความโปร่งใส และหลักการที่ผู้บริหารบ้านเมืองจะต้องถูกตรวจสอบได้นั้น ใครยิ่งอยู่นาน ยิ่งเป็นหลายสมัย ยิ่งต้องเปิดเผยบัญชีทรัพย์สิน แต่ภายใต้กฎหมาย ปปช. ฉบับใหม่กลับตรงกันข้าม เพราะยิ่งเป็นต่อ ยิ่งเป็นหลายสมัยยิ่งตรวจสอบไม่ได้ นี่จึงทำให้ผมใช้คำว่าน่าประหลาด เพราะนอกจากจะตรงข้ามกับหลักการ แล้วยังเขียนไว้ตรงๆ แบบไม่ค่อยเกรงใจประชาชนเลย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่แม้ว่าจะไม่ได้บังคับให้ยื่นบัญชีทรัพย์ แต่ถ้าจะยื่นเพื่อเป็นหลักฐานก็ยื่นได้ ซึ่งเท่าที่เราทราบกันคือพลเอกประยุทธ์ก็ได้ยื่นให้ ปปช.แล้ว และก็มีคนไปขอคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารให้สั่ง ปปช.ให้เปิดเผยบัญชีทรัพย์สินพลเอกประยุทธ์ ซึ่งคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารเห็นว่าเป็นข้อมูลสาธารณะ เมื่อสมัครใจยื่นมาแล้ว มีคนขอดูก็ควรเปิดให้ดูได้ แต่ ปปช. ก็ไม่ยอมเปิดเผยโดยประธาน ปปช.อ้างว่าไม่มีอำนาจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งอันนี้ก็ไม่น่าประหลาดใจ เพราะองค์กรอิสระทั้งหลายที่รัฐธรรมนูญ 2540 สถาปนาขึ้นมาให้มาตรวจสอบรัฐบาล ตอนนี้ก็กลายเป็นองค์กรที่ไม่ค่อยมีใครเชื่อว่าเป็นอิสระ เพราะล้วนแต่มีที่มาที่ยึดโยงกับพลเอกประยุทธ์ คือมาจาก สนช. และ ส.ว.ที่พลเอกประยุทธ์เลือกไว้ทั้งสิ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไม่ต้องพูดถึงกระบวนการยุติธรรมที่ต้นทางคือตำรวจ ซึ่งเป็นผู้ปราบปราม จับกุม และตั้งข้อหา ที่อยู่ใต้อำนาจนายกรัฐมนตรีตาม พรบ.ตำรวจแห่งชาติ โดย 7 ปีที่ผ่านมานายกรัฐมนตรีไม่ยอมแก้ไขหรือปฏิรูปอะไรเลย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่เมื่อ 7 ปีที่แล้วพูดกันว่าจะต้อง &amp;ldquo;ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง&amp;rdquo; จนทำให้พลเอกประยุทธ์ยึดอำนาจได้ และมีอำนาจมาจนทุกวันนี้ น่าจะสรุปกันได้เสียทีแล้วว่าเหลว แล้วยิ่งจะอยู่นานไปทั้งการเมืองและบ้านเมืองดูท่าจะยิ่งแย่ไปกันใหญ่
&amp;nbsp;7 ที่แล้วมีการพูดว่า ชัตดาวน์กรุงเทพเพื่อจะรีสตาร์ทประเทศไทย ผมว่าตอนนี้ถ้าจะรีสตาร์ทประเทศไทยที่เสียหายมา 7 ปีแล้ว จะยืมคำ 7 ปีที่แล้วมาใช้ว่า ต้องชัตดาวน์พลเอกประยุทธ์ ก็ดูก็จะแรงเกินไป จึงขอใช้คำว่า ชัตดาวน์ คสช. คือปิดสวิทช์ คสช.ให้จบไป ทั้งนี้ในวิถีทางแห่งรัฐธรรมนูญนะครับ ประเทศไทยและประชาธิปไตยจะได้ฟื้นตัวเสียที&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในการลงมติหลังการอภิปรายครั้งนี้ ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฏรไม่ว่าจะสังกัดพรรคไหนก็สามารถช่วยกันปิดสวิตช์ คสช.ได้ หรือจะเรียกว่าเป็นการก้าวข้ามพลเอกประยุทธ์ก็ได้ เพื่อประเทศไทยจะได้มีโอกาสเริ่มต้นใหม่ครับ
#อภิปรายไม่ไว้วางใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115456</URL_LINK>
                <HASHTAG>การลงมติอภิปรายไม่ไว้วางใจ, ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล, ปิดสวิตซ์คสช., พล.อ.ประยุทธ์ จันทรโอชา, เปิดเผยบัญชีทรัพย์สิน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210903/image_big_613169e28892d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>115132</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/08/2021 11:51</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/08/2021 11:51</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ธนกร&#039;ดักคอฝ่ายค้านรับผิดชอบด้วย หากนำข้อมูลเท็จกล่าวหาในสภาลอยๆ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;31 ส.ค.64- นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน พรรคเพื่อไทย ระบุว่า การอภิปรายไม่ไว้วางใจ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม รวมถึงรัฐมนตรีร่วมรัฐบาลครั้งนี้ พรรคฝ่ายค้านได้รับข้อมูลจากหลายฝ่าย อาจส่งผลให้รัฐมนตรีหลายคนหลุดจากตำแหน่งได้ว่า การอภิปรายไม่ไว้วางใจเป็นหน้าที่ของฝ่ายค้านในการตรวจสอบรัฐบาล หากมีข้อมูล ข้อเท็จจริงใดๆ ก็สามารถนำมาแสดงต่อที่ประชุมสภาฯ ได้ รัฐบาลพร้อมที่จะชี้แจงอยู่แล้ว เพราะไม่มีการทุจริตใดๆ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสาธารณสุข แต่หากข้อมูลที่นำมาอภิปรายไร้น้ำหนัก ข้อเท็จจริงฟังไม่ขึ้น เป็นเพียงแค่ข้อกล่าวหาลอยๆ นั้น ฝ่ายค้านก็ต้องแสดงความรับผิดชอบด้วย ยืนยันว่า รัฐบาลไม่เคยใช้กลไกของรัฐในการปกปิดความผิดหรือลอยตัวเหนือปัญหา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายธนกร กล่าวอีกว่า ส่วนกรณีที่อ้างว่า มีภาคเอกชนเอ่ยปากว่า ทุกโครงการของรัฐนั้นต้องหักร้อยละ 35 เก็บไปให้ใคร ผู้มีอำนาจคนไหนรับผลประโยชน์จากโครงการรัฐนั้น ขอให้ฝ่ายค้านนำหลักฐานมาแสดงได้เลย อย่าพูดลอยๆ จนสร้างความสับสนให้กับประชาชน และผู้ที่ถูกกล่าวหาจะได้ชี้แจงและทำความเข้าใจ โดยรัฐบาลจะใช้โอกาสนี้ในการชี้แจงข้อเท็จจริงเพื่อให้ประชาชนได้รับทราบด้วย ยืนยันว่า นายกรัฐมนตรีจะไม่ปล่อยให้มีการทุจริตเกิดขึ้นในรัฐบาลชุดนี้อย่างแน่นอน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115132</URL_LINK>
                <HASHTAG>การลงมติอภิปรายไม่ไว้วางใจ, ธนกร วังบุญคงชนะ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210830/image_big_612c98775854f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>113295</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/08/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/08/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ก้าวไกลผวาฝ่ายค้านล้วงตับ!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ก้าวไกลฟุ้งซักฟอกรัฐบาลคราวนี้มีเซอร์ไพรส์ให้ประชาชนแน่นอน มีทั้งหมัดเด็ด หมัดฮุกน็อกคนที่ถูกอภิปราย&amp;nbsp; แต่ยังไม่บอกมีใครบ้าง พวกเดียวกันยังไม่ยอมให้รู้ กลัวถูกล้วงตับ แจกข้อสอบล่วงหน้า วิ่งล็อบบี้ตัวผู้อภิปราย ชัดแล้ว 6 รัฐมนตรีและนายกฯ ส่วน &amp;quot;ธรรมนัส&amp;quot; รอก้าวไกลเคาะ รมว.ดิจิทัลฯ โดนข้อหาหนักมาก เอาผิดดารา call out รัฐบาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2564 น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคก้าวไกล (กก.) กล่าวถึงการเตรียมความพร้อมอภิปรายไม่ไว้วางใจว่า ประเด็นการอภิปรายจะสอดคล้องกับปัญหาที่เกิดขึ้นในขณะนี้ แต่ขอให้อดใจรออีกนิด เพราะวันที่ 16 ส.ค.นี้ จะมีการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจต่อนายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎรอยู่แล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รองหัวหน้าพรรคก้าวไกลเผยว่า ขอให้ติดตามว่าจะมีนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีคนใดบ้างที่ถูกอภิปราย รวมถึงพรรคได้เตรียมขุนพลอภิปรายไว้กี่คน จะมีการเปิดเผยในภายหลัง เพื่อไม่ให้เป็นการแจกข้อสอบล่วงหน้า หรือเตรียมตัววิ่งล็อบบี้ตัวผู้อภิปราย ทั้งนี้ พรรคมีประเด็นเซอร์ไพรส์ประชาชนแน่นอน รอบนี้จะมีหมัดเด็ดที่เตรียมไว้ ทั้งจะน็อกคนที่ถูกอภิปราย รวมถึงให้ประชาชนเฝ้าจับตาหมัดฮุกหมัดเด็ด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ ส.ส.กทม.และโฆษกพรรคก้าวไกล กล่าวว่า รอบนี้หมัดเดียวร่วงแน่นอน เพราะไม่มีเวลาให้รัฐบาลชุดนี้พิสูจน์อะไรอีกแล้ว การบริหารของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ไม่สามารถตอบโจทย์ประชาชนได้ มั่นใจว่าการอภิปรายของพรรคก้าวไกลครั้งนี้ จะเป็นหมัดเดียวที่เอาให้รัฐบาลชุดนี้ร่วงคาเวทีกลางสภา และครั้งนี้จะนำเอาข้อมูลที่ผ่านการทำงานมาตั้งแต่สมัยพรรคอนาคตใหม่จนมาถึงพรรคก้าวไกล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ครั้งนี้จัดเตรียมขุนพลแต่ละประเด็น ทั้งที่ประชาชนได้ส่งข้อมูลมาเอง รวมถึงหน่วยงานราชการหลายหน่วยงานที่ส่งข้อมูลมาเตรียมพร้อมเข้าสู่สภา แต่กระบวนการและธรรมเนียมปฏิบัติของพรรคก้าวไกล จะไม่เปิดเผยตัวบุคคลผู้อภิปรายและเนื้อหาก่อนแน่นอน เพื่อไม่ให้ข้อสอบรั่วไหล ขอประชาชนคอยติดตามและคอยลุ้นว่าข้อมูลของพรรคแต่ละครั้ง เป็นข้อมูลเชิงลึก และจะทำให้กระบวนการนอกสภา ไม่ว่าศาลหรือองค์กรอิสระรับลูกและทำงานต่อแน่นอน&amp;rdquo; นายณัฐชากล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีรายงานข่าวเปิดเผยถึงความคืบหน้าการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีของพรรคร่วมฝ่ายค้าน ที่ระบุจะมีการประชุมพรรคร่วมฝ่ายค้านผ่านระบบซูมเป็นครั้งสุดท้ายในวันที่ 14 ส.ค. เพื่อสรุปจำนวนรายชื่อรัฐมนตรีที่จะถูกยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจนั้น ปรากฏว่าพรรคร่วมฝ่ายค้านไม่มีการประชุมระบบซูมแล้ว แต่ใช้วิธีโทรศัพท์พูดคุยกันประสานภายในเป็นรายพรรค โดยให้แต่ละพรรคเสนอชื่อรัฐมนตรีที่จะอภิปรายมา เมื่อตกลงพิจารณารายละเอียดเป็นที่ยุติแล้ว จึงส่งให้พรรคเพื่อไทยนำไปรวบรวมเขียนเป็นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ รายชื่อที่ถูกเสนอมาให้ปกปิดเป็นความลับ แต่ละพรรคจะรู้ข้อมูลเฉพาะพรรคของตัวเอง ไม่มีพรรคใดรู้ข้อมูลอภิปรายของพรรคอื่น เพื่อป้องกันข้อมูลอภิปรายรั่วไหล
6 รายชื่อถูกซักฟอก
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ รัฐมนตรีที่จะถูกยื่นอภิปรายทั้งหมด 6 คน คือ 1.พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม 2.นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.สาธารณสุข ที่จะถูกอภิปรายเรื่องความล้มเหลวการควบคุมสถานการณ์แพร่ระบาดเชื้อโควิด และการบริหารวัคซีนผิดพลาด 3.นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม กรณีปัญหาที่ดินเขากระโดง จ.บุรีรัมย์ กรณีการประมูลรถไฟทางคู่สายอีสานและสายเหนือที่มีปัญหาเรื่องความโปร่งใสการเสนอประมูลต่ำราคากลางเพียงเล็กน้อย และปัญหาด้านจริยธรรม กรณีถูกกล่าวหามีส่วนเกี่ยวข้องกับการแพร่ระบาดเชื้อโควิดระลอกสาม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;4.นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ กรณีปัญหาราคาพืชผลทางการเกษตร 5.นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.แรงงาน กรณีปัญหาการเยียวยาช่วยเหลือแรงงานที่ได้รับผลกระทบโควิด และปัญหาปิดแคมป์คนงาน ทำให้แรงงานรีบหนีออกจากพื้นที่ จนเชื้อโควิดแพร่กระจาย 6.นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กรณีการเอาผิดดาราที่ออกมาcall out รัฐบาล
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในส่วนพรรคก้าวไกล กำลังพิจารณาเพิ่มเติมชื่อ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ อีก 1 ชื่อ อยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูลหลักฐาน ไม่บอกว่าเป็นข้อมูลเรื่องใด เพราะกลัวความลับรั่วไหล บอกเพียงว่าไม่ใช่เรื่องภายในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และไม่ใช่เรื่องที่เคยยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจไปแล้ว เป็นข้อมูลใหม่ที่กำลังพิจารณาข้อมูลขั้นตอนสุดท้ายจะมีหลักฐานหนักแน่นเพียงพอจะยื่นอภิปรายได้หรือไม่ จะให้คำตอบภายในวันที่ 15 ส.ค.ว่าจะยื่นอภิปราย ร.อ.ธรรมนัสหรือไม่ ก่อนจะสรุปรายชื่อทั้งหมดยื่นต่อนายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร ในวันที่ 16 ส.ค.นี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เผยว่า พรรคคงจะไม่ต้องตั้งวอร์รูม และสุดท้ายแล้วก็ยังไม่รู้ว่าใครจะถูกอภิปรายบ้าง แต่ถึงจะมีชื่อก็คงไม่ต้องตั้งวอร์รูม และถือเป็นโอกาสดีที่จะได้แถลงผลงานที่ทำมา ตนมั่นใจว่ามีผลงานสามารถบอกกับพี่น้องประชาชนทั่วประเทศได้ เชื่อว่าเกษตรกรและผู้ส่งออกก็ทราบดีว่า เราทำอะไรที่ประสบความสำเร็จแล้วบ้าง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่า ฝ่ายค้านมั่นใจมีใบเสร็จที่จะทำให้พรรคร่วมรัฐบาลโหวตไม่ไว้วางใจรัฐบาล นายจุรินทร์กล่าวว่า ต้องถามฝ่ายค้านว่ามีข้อมูลอะไรบ้าง ตนไม่สามารถตอบแทนฝ่ายค้านได้ และยืนยันว่าจนถึงขณะนี้ยังไม่เห็นสัญญาณว่าจะเกิดการโหวตไม่ไว้วางใจภายในพรรคร่วมรัฐบาลเดียวกันเอง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; นายสุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย และประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน กล่าวว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญในส่วนของพรรคเพื่อไทย ยืนยันหลักการระบบเลือกตั้ง แบบบัตรเลือกตั้ง 2 ใบที่เคยใช้ในรัฐธรรมนูญ 2540 ซึ่งทุกคนยอมรับว่าเป็นฉบับประชาชนและเป็นประชาธิปไตยมากที่สุด รวมทั้งการกำหนดสัดส่วน ส.ส.ระบบเขต 400 คน และ ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ 100 คน ที่ผ่านมาพรรคเพื่อไทยยืนยันหลักนี้ไม่เคยเปลี่ยนแปลง เนื่องจากเห็นว่ารัฐธรรมนูญ 2540 ซึ่งร่างโดยสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ได้รับการเขียนขึ้นจากสภาพความเป็นจริงของสังคมไทยที่มีทั้งสังคมเมืองและสังคมชนบท รวมถึงการดูแลประชาชนในแต่ละพื้นที่
บัตรใบเดียวเราก็ชนะ
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รัฐธรรมนูญ 2540 ได้มีการศึกษามาแล้วว่า ส.ส.หนึ่งคนจะต้องดูแลประชาชนได้จำนวนเท่าใดถึงจะทั่วถึง ถ้าเขตใหญ่เกินไปก็จะดูแลไม่ทั่วถึง อีกทั้งผู้สมัคร ส.ส.ที่ทุนทรัพย์น้อยก็จะเสียเปรียบผู้สมัคร ส.ส.ที่มาจากพรรคการเมืองใหญ่และมีทุนสนับสนุนสูง ดังนั้นระบบบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ และแบ่งเขตเลือกตั้ง ส.ส.เป็น 400 คน 400 เขต ก็จะทำให้ผู้สมัคร ส.ส.จากทุกพรรคมีโอกาสในสนามเลือกตั้งเท่าเทียมกัน ไม่เสียเปรียบพรรคใหญ่และมีโอกาสชนะการเลือกตั้งได้
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสุทินกล่าวว่า ในส่วนของระบบบัตรเลือกตั้งใบเดียว หากมีระบบ ส.ส.เขตอย่างเดียวก็จะไม่มีปัญหา แต่เมื่อมีการแบ่ง ส.ส.เป็น 2 ประเภทจากบัตรเลือกตั้งใบเดียวประชาชนจึงถูกบีบให้ต้องเลือก เช่น ถ้าเขาชอบนายสุทิน แต่ไม่ชอบพรรคที่สังกัด หรืออาจชอบพรรคมากกว่าตัวผู้สมัคร ประชาชนก็ต้องกล้ำกลืนฝืนใจเลือก เพราะระบบบีบบังคับให้ต้องเลือกทั้งคนและพรรคพร้อมกัน ซึ่งไม่สะท้อนเจตนารมณ์ของประชาชน แต่ถ้าเป็นแบบบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ หากประชาชนชอบนายสุทิน ก็ลงคะแนนเลือกนายสุทิน แต่ถ้าไม่ชอบพรรคที่นายสุทิน สังกัด ก็สามารถลงคะแนนให้พรรคอื่นได้ ประชาชนไม่ถูกกดดันและสื่อถึงความต้องการของประชาชนที่แท้จริง
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;quot;สำคัญมากคือระบบเลือกตั้งแบบบัตรใบเดียวทำให้เกิดพรรคการเมืองเล็กน้อย กระจัดกระจาย เกิดปัญหาคะแนนเขย่ง และ ส.ส.ปัดเศษเต็มไปหมดอย่างที่เห็นในปัจจุบัน ซึ่งเป็นที่มาทำให้เกิดรัฐบาลผสม 19 พรรคที่ไม่มีเอกภาพ อย่างที่เราเห็นกันอยู่ ซึ่งอัปลักษณ์ มากกว่านั้นยังทำให้พรรคการเมืองที่ตอนหาเสียงบอกว่าจะไม่เอาประยุทธ์ แต่พอเลือกตั้งเสร็จก็ยุบพรรคตัวเองย้ายขั้วไปอยู่กับพรรคที่เคยบอกว่าเกลียด ซึ่งเป็นการเอาคะแนนเสียงประชาชนเลือกมาไปหนุนพ่วงรัฐบาลที่ประชาชนไม่ต้องการ นอกจากไม่ตอบสนองต่อเจตจำนงของประชาชนแล้ว ยังทำลายหัวใจของประชาชนที่ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งอีกด้วย&amp;quot;
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสุทินกล่าวว่า ที่ผ่านมาพรรคเพื่อไทยถูกโจมตีว่าต้องการระบบบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ เพราะตัวเองได้ประโยชน์ เพื่อที่จะชนะการเลือกตั้งนั้น ก็ต้องบอกว่าผลการเลือกตั้งที่ออกมา ไม่ว่าจะบัตรเลือกตั้งใบเดียวหรือสองใบ พรรคเพื่อไทยก็ชนะการเลือกตั้งเป็นอันดับที่ 1 ของประเทศ และการเลือกตั้ง 2562 ที่ผ่านมาพรรคก็ชนะการเลือกตั้งเหนือพรรคพลังประชารัฐ แม้ว่าจะส่งผู้สมัคร ส.ส.เพียงแค่ 250 เขตจาก 350 เขตเลือกตั้ง ซึ่งมั่นใจว่าหากพรรคส่งผู้สมัครครบทั้ง 350 เขต ก็จะชนะการเลือกตั้งแบบถล่มทลายแน่นอน
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ผู้ที่กล่าวหาว่าเราอยากได้ระบบเลือกตั้งแบบบัตรสองใบ เพื่อจะเอาเปรียบคนอื่นนั้นก็ต้องเรียนว่า บัตรสองใบเราก็เคยชนะ บัตรใบเดียวเราก็ชนะ และชนะมากด้วย วันนี้จึงต้องมองร่วมกันว่าถ้าระบบเลือกตั้งเป็นระบบที่ทุกคนยอมรับว่าเป็นธรรมแล้ว ไม่ว่าจะแพ้หรือชนะในกติกาที่เสมอภาคและทุกคนยอมรับ เราจะไม่เสียใจ และสำหรับพรรคเพื่อไทย จะแพ้หรือชนะไม่สำคัญเท่ากับความศรัทธาที่ประชาชนมีให้&amp;quot; นายสุทินกล่าว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/113295</URL_LINK>
                <HASHTAG>การลงมติอภิปรายไม่ไว้วางใจ, ก้าวไกล, ชวน หลีกภัย, ซักฟอกรัฐบาล, พรรคก้าวไกล, ยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ, ศิริกัญญา ตันสกุล, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210814/image_big_611782cbe88c0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>111052</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/07/2021 15:06</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/07/2021 15:06</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;เพื่อไทย&#039;ขอปชช.ส่งข้อมูล หนุนซักฟอกเปลี่ยนนายกฯ  </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25 ก.ค.64 - นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทยและส.ส.นครราชสีมา กล่าวถึงการบริหารจัดการสถานการณ์โควิด-19 ของรัฐบาลที่ล้มเหลวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม หมดความชอบธรรมในการบริหารประเทศต่อไป เพราะความล้มเหลว ผิดพลาดในทางนโยบาย ทำให้พี่น้องประชาชนยากลำบากอย่างแสนสาหัส ผู้ติดเชื้อ ผู้ป่วย และผู้เสียชีวิตจากโรคระบาดสูงขึ้นเป็นสถิติใหม่ทุกวัน สถานการณ์เศรษฐกิจประเทศก็กลายเป็นวิกฤต คนตกงาน ขาดรายได้ กิจการห้างร้านต่างๆ ทยอยปิดตัวลง คนทุกข์ยาก ขาดแคลนแม้แต่อาหารประทังชีวิต ภาพที่ผู้คนต้องมาเฝ้ารอการแจกจ่ายอาหารที่ไม่เคยเกิดขึ้นในประเทศไทย วันนี้เกิดขึ้นแล้วในหลายจังหวัด โดยเฉพาะกรุงเทพมหานคร &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายประเสริฐ ระบุว่า พรรคเพื่อไทย ไม่อาจปล่อยให้รัฐบาลประยุทธ์อยู่ต่อและสร้างความยากลำบากให้คนไทยมากไปกว่านี้ได้อีก มีมติที่จะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ในช่วงเดือนสิงหาคม เชื่อว่าจะเป็นการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่พี่น้องประชาชนให้ความสนใจสูงที่สุดและคาดหวังอย่างยิ่งว่า จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ให้พวกเขารอดพ้นจากภัยพิบัติและเคราะห์กรรมครั้งนี้ วันนี้พี่น้องประชาชนต้องเผชิญกับวิกฤตอย่างหนักทุกด้าน บางคนต้องเจ็บป่วย บางคนต้องตายจากไปอย่างน่าสงสาร จึงไม่อาจปล่อยให้เสวยสุขบนความตายและความเจ็บปวดของพี่น้องประชาชนต่อไปได้อีก ถึงเวลาแล้วที่จะต้องทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะตัวนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลแก้ไขปัญหาล้มเหลวซ้ำเติมความทุกข์ยากของพี่น้องประชาชนมาโดยตลอด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายประเสริฐ กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยมุ่งมั่นที่จะใช้การอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้ เป็นก้าวแรกในการนำพาพี่น้องประชาชนไปสู่ทางออกจากวิกฤต ใช้กลไกสภาในการสร้างความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองตามกติกาประชาธิปไตย เป็นทางออกเดียวในขณะนี้ที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงและพาพี่น้องประชาชนทุกคนออกจากวิกฤตได้รวดเร็วที่สุด หมดเวลาแล้วที่ต้องทุกข์ทนกับนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลที่ไร้ประสิทธิภาพ ล้มเหลว ผิดพลาด ปล่อยให้บริหารประเทศต่อไปรังแต่จะทำให้สถานการณ์ต่างๆ ย่ำแย่ลงและวิกฤตหนักมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายประเสริฐ &amp;nbsp;จึงขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนร่วมกันสร้างการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง เพื่อปกป้องอนาคตของตัวเองและอนาตของชาติ ด้วยการร่วมกับพรรคเพื่อไทยในการอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้ ร่วมกันส่งข้อมูล ความผิดพลาด บกพร่อง ล้มเหลว รวมไปถึงพฤติกรรมทุจริตคอร์รัปชันประพฤติมิชอบของรัฐบาลนี้ มายังศูนย์ฯ โควิด-19 พรรคเพื่อไทย เพื่อรวบรวมใช้ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ โดยพี่น้องประชาชนสามารถร่วมกันแจ้งข้อมูลมาได้ที่ ศูนย์ฯโควิด-19 พรรคเพื่อไทยเบอร์โทรศัพท์: 0612344500 &amp;nbsp;email: Pheuthaifc@gmail.com .&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/111052</URL_LINK>
                <HASHTAG>การลงมติอภิปรายไม่ไว้วางใจ, เพื่อไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210713/image_big_60ed7f59555b1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
