<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>114642</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/08/2021 17:10</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/08/2021 17:10</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“ครูเหน่ง” หนุนทำวิจัย-พัฒนานวัตกรรมการศึกษาทุกระดับ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
26ส.ค.64-ที่สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) - มีการจัดการประชุมวิชาการ การวิจัยทางการศึกษาระดับชาติ ครั้งที่ 16 หัวข้อ &amp;ldquo;นวัตกรรมการศึกษา : กล้าเปลี่ยน สร้างสรรค์ ยกระดับคุณภาพการศึกษาไทย&amp;rdquo; โดย นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เป็นประธานกล่าวเปิดการประชุมผ่านระบบออนไลน์และบรรยายพิเศษตอนหนึ่ง ว่า การวิจัยและการพัฒนานวัตกรรมถือเป็นกลไกลสำคัญในการกำหนดการขับเคลื่อนนโยบายการศึกษาเพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ในการพัฒนาประเทศไทย 4.0 ผ่านการทำวิจัย เพื่อพัฒนาแนวคิด ทฤษฎี กระบวนการ ทัศนะทางการศึกษาใหม่ๆ ในมิติต่าง ๆ เช่น การจัดการสอน หลักสูตรการประเมินผลการเรียนรู้ ผู้บริหารสถานศึกษา ผู้สอน ผู้เรียน โรงเรียน ชุมชม และการเรียนรู้ทางวิชาชีพ เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสาวตรีนุช กล่าวต่อว่า การส่งเสริม การทำวิจัย และการพัฒนานวัตกรรม ควรมุ่งเน้นการสร้างบุคลากรที่มีความสามารถในการสร้างมูลค่าเพิ่ม เพื่อยกระดับการวิจัยสู่การเพิ่มศักยภาพทางด้านเทคโนโลยีนวัตกรรมของประเทศ ตลอดจนสร้างเครือข่ายการทำวิจัยระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ การส่งเสริมกระบวนการทำงานของภาครัฐและเอกชน ในการวิจัยและพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรมให้เป็นแบบเปิดและบูรณาการการทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ส่วนสภาการศึกษามีบทบาทสำคัญในการวางกรอบ เป้าหมาย และทิศทางการจัดการศึกษาของประเทศ เพื่อการพัฒนาศักยภาพ และขีดความสามารถของคนไทยในทุกช่วงวัยผ่านการจัดทำนโยบาย และแผนการศึกษาแห่งชาติ มาตรฐานการศึกษาของชาติ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ แผนการปฏิรูปด้านการศึกษา รวมถึงการปฎิรูปกระบวนการเรียนรู้ที่มีความหลากหลาย ตอบสนองการเปลี่ยนแปลงในศตวรรษที่ 21 การพัฒนาระบบวิจัย การศึกษา ส่งเสริม สนับสนุน เผยแพร่และกระตุ้นให้นำผลการวิจัย ผลงานสร้างสรรค์ และนวัตกรรมทางการศึกษา ที่สามารถนำไปเป็นประโยชน์ เพื่อนำไปพัฒนาการศึกษาในทุกระดับและประเภทการศึกษาต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านคุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) บรรยายพิเศษ หัวข้อ &amp;ldquo;เทคโนโลยีและนวัตกรรม การศึกษาในยุคดิจิทัล&amp;rdquo;ว่า เรื่องเทคโนโลยีและนวัตกรรมการศึกษาในยุคดิจิทัล เป็นความหวังการศึกษาไทย แม้ว่าจะมีสถานการณ์โควิด 19 หรือไม่มี เราก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อการศึกษาที่ทันสมัย สร้างเด็กในศตวรรษที่ 21 และการสร้างพลเมืองยุค 4.0 แต่เราต้องศึกษาให้ถ่องแท้ว่าจะนำมาใช้อย่างไร ขณะที่ความพร้อมของครู และนักเรียนก็ยังไม่สมบูรณ์ ดังนั้นต้องเร่งให้ความรู้แก่ครู นักเรียนและผู้ปกครอง ซึ่งทุกคนจะต้องปรับตัวกันอย่างมโหฬาร เพื่อให้สอดคล้องกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ศธ.ไม่นิ่งนอนใจที่จะนำเทคโนโลยี และนวัตกรรมมาใช้กับการศึกษาในยุคดิจิทัล&amp;nbsp;
&amp;quot;ไม่ว่าเทคโนโลยีจะดีแค่ไหน ถ้าเรายังไม่รู้และยังไม่พร้อม ย่อมไม่สามารถที่จะนำมาแทนครูได้ ในฐานะที่ดิฉันเป็นนักวิทยาศาสตร์ &amp;nbsp;ก็ไม่เคยคิดจะให้ลูกหรือเด็กนักเรียนได้เรียนกับเครื่อง เพราะเด็กต้องเรียนกับครูและเครื่อง เพื่อให้เด็กมีมนุษยสัมพันธ์กับทุกคน อย่างไรก็ตามการเรียนออนไลน์จะต้องทำให้สามารถเชื่อมโยงกับชีวิตประจำวันของนักเรียนด้วย และการเรียนออนไลน์เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ อยากให้พ่อแม่มีเวลาให้กับลูก เพราะเวลาที่พ่อแม่อยู่กับลูกเป็นเวลาที่มีคุณภาพ&amp;quot;คุณหญิงกัลยากล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/114642</URL_LINK>
                <HASHTAG>#ตรีนุช เทียนทอง, การวิจัยและพัฒนา, การเรียนออนไลน์, คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210826/image_big_612768216d1de.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>49197</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/10/2019 17:37</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/10/2019 17:37</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อว.ดันวิจัยพัฒนา เพื่อสร้างเศรษฐกิจสีเขียว หรือ BCG ตอบโจทย์ โลกมุ่งแก้ปัญหาขยะล้น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;30ต.ค.62-นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (รมว.อว.) กล่าวว่า ขณะนี้ปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ไม่ใช่แค่เรื่องขยะ แต่ยังมีเรื่องคุณภาพอากาศ และอื่นๆ อีกมากมาย ดังนั้น ในประเด็นที่ท้าทายเหล่านี้จัดอยู่ในแพลตฟอร์ม เรื่องการวิจัยและสร้างนวัตกรรมเพื่อตอบโจทย์ท้าทายของสังคม ที่รัฐบาลมีงบประมาณสนับสนุนอยู่ถึง 2.5 หมื่นล้านบาท ซึ่งหากเราสามารถมาเทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ามาใช้จะสามารถเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสได้ทันที ดังนั้นรัฐบาลโดยพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จึงมอบหมายให้มีการผลักดันโมเดลเศรษฐกิจใหม่ &amp;nbsp;ที่เป็นเศรษฐกิจสีเขียว (Bio-Circular-Green Economy :BCG ) ซึ่งอยู่บนจุดแข็งของประเทศไทย เพราะเรามีเรื่องการเกษตรและความหลากหลายเชิงชีวภาพจำนวนมาก ส่งผลให้เกิดของเสียที่ไม่ได้นำไปใช้ประโยชน์ อีกทั้งยังมีของเสียจากภาคอุตสาหกรรมด้วย ซึ่งการที่เราจะสามารถผลักดัน BCG ให้ขับเคลื่อนไปได้ หนึ่งในข้อต่อสำคัญ คือ ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน และภายใต้ระบบนี้ก็มีเรื่องที่สำคัญ คือ Zero waste ทั้งนี้หากเราขับเคลื่อน BCG ได้อย่างดี จะส่งผลให้รายได้ของเกษตรกรและชุมชน เพิ่มขึ้นถึง 240,000 บาท ต่อครัวเรือน/ปี โดยขณะนี้เปอร์เซ็นของ BCG ต่อผลผลิตมวลรวมของประเทศ (GDP) อยู่ที่ ร้อยละ 21 อว.ตั้งเป้าว่าภายใน 5 ปี จะขับเคลื่อนให้เป็นร้อยะ 24 ต่อ GDP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุวิทย์ กล่าวต่อว่า ปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญกับปัญหาขยะล้นเมืองนับเป็นปัญหาที่สำคัญและเรื้อรังมานาน โดยในปีที่ผ่านมา มีปริมาณขยะเกิดขึ้นจำนวนกว่า 27.8 ล้านตัน ซึ่งเพิ่มขึ้น ร้อยละ 1.64 และในจำนวนขยะทั้งหมด มีการคัดแยกและนำกลับไปใช้ประโยชน์ด้วยการีไซเคิลและทำปุ๋ยอินทรีย์มเพียง 1 ใน 3 ของขยะทั้งหมด ส่วนที่เหลือจะถูกนำไปกำจัด และยังเป็นการกำจัดอย่างไม่ถูกต้องสูงถึง 7.36 ล้านตัน โดย อว.ตั้งเป้าว่า จะลดปริมาณขยะลง 16.5 ล้านตันต่อปี และเมื่อมีนโยบายและการบริหารจัดการที่เราสามารถที่จะเปลี่ยนขยะให้เป็นเงินได้ กลายเป็นการสร้าง Waste to wealth ดังนั้นการวิจัยที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้จะต้องตอบโจทย์ชุมชน และประเทศ โดยเฉพาะเรื่องสิ่งแวดล้อมที่มีการกระจายอยู่ในทุกพื้นที่ และมหาวิทยาลัยจะต้องทำงานร่วมกับภาคเอกชน ชุมชน และสตาร์ทอัพ ให้ตอบโจทย์ Zero waste อีกทั้งการทำงานร่วมกัน ตนมองว่ายังจะช่วยลดปัญหางานวิจัยขึ้นหิ้งด้วย เนื่องจากมีการนำไปใช้งานจริง อีกทั้งการวิจัยครั้งนี้จะไม่ใช่ในเชิงเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่จะครอบคลุมถึงพฤติกรรมการผลิตและบริโภคของประชากรด้วย อย่างไรก็ตาม การวิจัยเรื่อง Zero waste ไม่ได้เร่ิมจากศูนย์ ดังนั้น อว.จะรวบรวมงานวิจัยที่เกี่ยวข้องในช่วงที่ผ่าน เพื่อนำมาขยายผลด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การที่เราจะทำให้ของเสียเกิดน้อยที่สุด คือ ประสิทธิภาพการผลิตจะต้องดีกว่านี้ อีกทั้งตัวของเสียจะสามารถปรับเปลี่ยนได้ใน 2 กระบวนการสำคัญ คือ การหมุนเวียนกลับมาใช้ และการนำของเสียมาสกัดให้เกิดมูลค่าเพิ่ม เช่น งานวิจัยแปลง CO2 ให้กลายเป็นเงิน ที่สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ร่วมกับคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.) นำก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อน ทำให้เป็นโอเลฟินส์จำพวกเอทิลีนและโพรพิลีน ที่เป็นผลิตภัณฑ์ขั้นต้นในการผลิตเม็ดพลาสติกที่ใช้ผลิตลิ้นส่วนรถยนต์ อุปกรณ์ทางการแพทย์ เป็นต้น ประเทศในทวีปยุโรป รวมถึงญี่ปุ่นตื่นตัวเรื่องเหล่านี้มาก ซึ่งเราสามารถเข้าไปร่วมกับเขาให้การขับเคลื่อนเรื่องเหล่านี้ได้ อีกทั้งผมได้มีการหารือกับผู้เชี่ยวชาญด้านนี้ของต่างประเทศ ให้เข้ามาร่วมกับประเทศไทยด้วย โดยเมื่อเร็วๆ นี้ ผมได้มีโอกาสได้หารือกับญี่ปุ่นที่กำลังจะขับเคลื่อนโครงการ Marine ขจัดไมโครพลาสติกในมหาสมุทรร่วมกับประชาคมโลก และประเทศไทยก็จะเข้าร่วมโครงการนี้ด้วย จากนั้นก็จะมีความร่วมมือกับประเทศนอร์เวย์ เกี่ยวกับคลีนเทคโนโลยี และประเทศเยอรมัน ก็จะร่วมมือเกี่ยวกับเรื่องเศรษฐกิจชีวภาพ&amp;rdquo;รมว.อว.กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุวิทย์ กล่าวอีกว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องใน อว.ได้มีการผลักดันเรื่องนี้อยู่ไม่น้อย โดยมีแนวทางดังนี้ คือ ให้หน่วยงานอว. ร่วมรณรงค์สร้างความรู้ความเข้าใจและความตระหนักให้บุคลากรในสังกัดรวมถึงผู้รับบริการและประชาชน ผ่านช่องทางการสื่อสารในรูปแบบต่างๆ ให้บุคลากรของหน่วยงาน อว. สถาบันการศึกษารวมถึงนิสิต นักศึกษาใช้ถุงผ้า กล่องข้าวและ แก้วน้ำส่วนบุคคล ให้ผู้ประกอบการร้านค้า ร้านสะดวกซื้อ และร้านอาหารภายในหน่วยงาน อว. เลือกใช้ เลือกใช้ถุงหูหิ้ว กล่องข้าว และแก้วน้ำแบบย่อยสลายง่าย และให้ลดการใช้บรจุภัณฑ์ที่ย่อยสลายยากในการจัดเบรคและอาหารในการประชุมต่างๆ เลือกใช้บรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับธรรมชาติ ทั้งนี้ อว.ได้กำหนดกรอบนโยบายการบริหารจัดการขยะพลาสติก ในภาพรวมของประเทศ โดยการจัดการขยะพลาสติก ปีพ.ศ. 2561 - 2573 จะมีขยะพลาสติก 4 ประเภทที่ประเทศไทยต้องเลิกใช้ในปี 2565 คือ พลาสติกหูหิ้ว กล่องโฟมบรรจุอาหาร หลอดพลาสติก และแก้วน้ำพลาสติก พร้อมทั้งตั้งเป้าปี 2570 จะนำขยะผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์พลาสติกกลับมาใช้ประโยชน์ได้ทั้ง 100%&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/49197</URL_LINK>
                <HASHTAG>bcg, Bio-Circular-Green Economy :BCG, การวิจัยและพัฒนา, นายสุวิทย์ เมษินทรีย์, อว., เศรษฐกิจสีเขียว</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190914/image_big_5d7ce2ae37213.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>48523</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/10/2019 16:48</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/10/2019 16:48</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อว.เปิดแนวรุกเตรียมการพัฒนาบัณฑิต ทักษะคนวัยทำงาน38ล้าน เท่าทันเทคโนโลยีก่อนได้รับผลกระทบ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21ต.ค.62- &amp;nbsp;ดร. สุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เปิดเผยว่า ภารกิจสำคัญของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) คือ การเตรียมประเทศไทยในศตวรรษที่ 21 โดยมีภารกิจสำคัญ 3 &amp;nbsp;เรื่อง คือ 1. การสร้างและพัฒนาคน 2. การวิจัยเพื่อสร้างความรู้ และ 3.การสร้างและพัฒนานวัตกรรม &amp;nbsp; &amp;nbsp; ทั้งนี้ การสร้างและพัฒนาคน อว.ไม่ได้จำกัดแค่เพียงการผลิตบัณฑิตจำนวน 2.5 ล้านคน ต่อปีเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ต้องขยายไปถึงคนที่อยู่ในการทำงาน &amp;nbsp; จำเป็นต้องพัฒนาทักษะการทำงานเดิม (Re-skill Up-skill) เพราะโลกเปลี่ยน เทคโนโลยีเปลี่ยน แรงงานที่มีอยู่กว่า 38 ล้านคน มีบางส่วนที่อาจตกงาน และต้องมีการเปลี่ยนงานจากผลกระทบดังกล่าว พร้อมกันนี้ยังการทำงานร่วมกับกระทรวงอื่นๆ เพื่อการศึกษาและเรียนรู้ของคนสูงวัยจำนวน 11 ล้านคน ซึ่งการเรียนรู้ดังกล่าวไม่ใช่แค่เพียงการศึกษาเท่านั้น แต่เป็นการเรียนรู้ตลอดชีวิต โดยมุ่งเน้นหลักสูตรที่ตอบโจทย์อาชีพ เช่น บัณฑิตพันธุ์ใหม่ ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่การเรียนการสอนในระบบ Degree แต่มี Non-degree ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;สำหรับ การสร้างองค์ความรู้ การวิจัยเพื่อสร้างความรู้ ซึ่งการลงทุนวิจัยและพัฒนา 5 ปีที่ผ่านมา มีสัดส่วน 0.48% ต่อ GDP วันนี้ได้ขยับขึ้นเป็น 1.1% ต่อ GDP และจะเพิ่มขึ้นไปต่อเนื่อง โดยภายใน 5 ปี ควรขยับจาก 1.1% เป็น 1.5% ต่อ GDP หรือ 280,000 ล้านบาท ซึ่งงบวิจัย 80% จะมาจากเอกชน เป็นตัวคูณสมทบเพิ่มไปอีก 4-5 เท่า ของงบวิจัยภาครัฐ 24,000 ล้านบาท โดยมุ่งเน้นว่าการวิจัยต้องตอบโจทย์ประเทศ โจทย์เอกชน โจทย์จากชุมชน โดยแบ่งงานเป็น 4 ส่วน คือ 1) การพัฒนาคน (Brain power และ Man power) 2) การเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน 3) การลดความเหลื่อมล้ำ พัฒนาพื้นที่ ให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจฐานราก และ 4) การวิจัยตอบโจทย์ท้าทายสังคม เช่น ปัญหาขยะ ภาวะโลกร้อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;สิ่งสำคัญของงานวิจัยคือต้องมีเป้าหมาย ไม่ใช่ต่างคนต่างทำจนเป็นเบี้ยหัวแตก แต่จะต้องตอบโจทย์ประเทศ ซึ่งท่านนายกรัฐมนตรีได้เน้นเศรษฐกิจ BCG ซึ่งรวมด้านเกษตร อาหาร การแพทย์ สุขภาพ พลังงาน วัสดุชีวภาพ เศรษฐกิจสร้างสรรค์ ที่เน้นเรื่องนี้ เพราะเป็นเรื่องที่สร้างมูลค่าได้ 3.4 ล้านล้านบาท คิดเป็น 21% GDP และจะขยับเป็น 4.4 ล้านล้านบาท ใน 3-4 ปีข้างหน้า ซึ่งประชาชน 18 ล้านคน จะได้ประโยชน์ เช่น จากการยกระดับเกษตรกรเป็น Smart farming การท่องเที่ยวที่มีคุณภาพ สร้างงานเพิ่มขึ้น รายได้เกษตรกรเพิ่มขึ้น&amp;rdquo; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;นอกจากนี้ยังเพิ่มเติมคือการยกเครื่องมหาวิทยาลัย ซึ่งภารกิจที่ผ่านมา คือ การเดินหน้าปลดล็อกข้อจำกัดของมหาวิทยาลัย แบ่งมหาวิทยาลัยออกเป็น 3 Track หรือ ลู่วิ่ง มหาวิทยาลัยจะตอบตัวเองว่าจะวิ่งลู่ไหน ลู่วิ่งที่ 1 มหาวิทยาลัยที่มุ่งเน้นการสร้างองค์ความรู้แข่งนานาชาติ/ระดับโลก ลู่วิ่งที่ 2 มหาวิทยาลัยซึ่งเน้นเทคโนโลยีและภาคอุตสาหกรรม &amp;nbsp;ลู่วิ่งที่ 3 ซึ่งต่อไปจะมีความสำคัญมาก คือ มหาวิทยาลัยเพื่อการพัฒนาเชิงพื้นที่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/48523</URL_LINK>
                <HASHTAG>การวิจัยและพัฒนา, ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์, พัฒนาทักษะวัยแรงงาน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191021/image_big_5dad7c26b604a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
