<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>115683</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/09/2021 15:35</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/09/2021 15:31</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ภัยโควิด!คุณภาพการศึกษาทรุดหนัก ไทยส่อรั้งท้ายในเอเชียตะวันออก </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5 ก.ย.64 - รศ. ดร. อนุสรณ์ ธรรมใจ อดีตกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ สภาการศึกษาแห่งชาติ และ อดีตประธานอนุกรรมการจัดทำแผนการศึกษาชาติฯ กล่าวว่า ประเทศจะเผชิญปัญหาวิกฤติทางการศึกษาพร้อมกับวิกฤติเศรษฐกิจ ซึ่งจะส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันลดลง การเติบโตทางเศรษฐกิจลดลง ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคมเพิ่มขึ้น ผลิตภาพแรงงานลดลง และคุณภาพชีวิตลดลงในระยะกลางและระยะยาว ในส่วนของวิกฤติเศรษฐกิจนั้นหากสามารถฉีดวัคซีนได้มากกว่าวันละ 600,000 รายและจำนวนติดเชื้อลดลงต่อเนื่องอย่างในปัจจุบัน และ สามารถเดินหน้าทยอยเปิดประเทศได้ในเดือนตุลาคม ปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจจะคลี่คลายในทิศทางที่ดีขึ้นในระดับหนึ่ง ส่วนปัญหาวิกฤติการศึกษานั้นจะแก้ไขยากกว่าและจะมีผลต่อเศรษฐกิจและสังคมยาวนาน ส่งผลต่อผลิตภาพแรงงานอย่างมากและจะทำให้ &amp;nbsp;&amp;nbsp;ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคมรุนแรงขึ้นจากโอกาสในการเข้าถึงคุณภาพการศึกษาแตกต่างกันอย่างมากในช่วงการ ล็อกดาวน์ และ การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด19&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รศ. ดร. อนุสรณ์ กล่าวว่า ประเมินในเบื้องต้นเห็นได้อย่างชัดเจนว่า ในระยะ 4-5 ปีแรกของแผนการศึกษาแห่งชาตินั้น ยุทธศาสตร์ เป้าหมาย แผนการดำเนินการล้วนสะดุดมาอย่างต่อเนื่องทั้งจากความไม่ชัดเจนของนโยบายการศึกษาของรัฐมนตรีแต่ละท่านที่มีการปรับเปลี่ยนบ่อยครั้ง และ สดุดลงอย่างหนักสุดจากวิกฤตการณ์โควิด ตัวชี้วัดต่างๆที่อยู่ในแผนระยะ 5 ปีแรก (พ.ศ. 2560-2565) ของแผนการศึกษาชาติ (พ.ศ. 2560-2569) จึงบรรลุตามเป้าหมายไม่ถึง 40% ไม่ว่าจะเป็นมิติการเข้าถึงโอกาสทางการศึกษาที่มีคุณภาพ (Access) มิติความเท่าเทียมทางการศึกษา (Equity) มิติคุณภาพการศึกษา (Quality) มิติประสิทธิภาพ (Efficiency) มิติการตอบโจทย์บริบทที่เปลี่ยนแปลง (Relevancy)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รศ.ดร.อนุสรณ์ ระบุว่า ในส่วนการปฏิบัติตามยุทธศาสตร์ 10 ข้อ (หากพิจารณาจากแผนเดิม 15 ปี) และ ยุทธศาสตร์ 6 ข้อ (ตามแผนที่มีแก้ไขเพิ่มเติมเป็น 20 ปี) นั้นพบว่า มีเพียงยุทธศาสตร์การจัดการศึกษาเพื่อความมั่นคงของสังคมและประเทศชาติ ยุทธศาสตร์การพัฒนาศักยภาพคนทุกช่วงวัย มีแผนการดำเนินการที่มีความคืบหน้าระดับหนึ่ง ส่วนยุทธศาสตร์อื่นๆ เช่น ยุทธศาสตร์การสร้างโอกาสความเสมอภาคทางการศึกษาก็ดี ยุทธศาสตร์การพัฒนาประสิทธิภาพของระบบบริหารจัดการศึกษาก็ดี ยุทธศาสตร์การจัดการศึกษาเพื่อสร้างเสริมคุณภาพชีวิตและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมก็ดี ยุทธศาสตร์การผลิตและพัฒนากำลงคนการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศก็ดี ล้วนไม่มีความคืบหน้าและยังห่างไกลการบรรลุเป้าหมายตามกรอบเวลา และหากนำเอาแผนเดิมก่อนปรับปรุงจาก 20 ปีเป็น 15 ปี ยิ่งเห็นถึงความอ่อนแอลงของระบบการศึกษาไทยอย่างชัดเจนและจะเป็นปัจจัยสำคัญในการถ่วงรั้งให้ประเทศไทยรั้งท้ายที่สุดในเอเชียตะวันออก (ยกเว้น พม่า เขมรและเกาหลีเหนือ) หลังยุคโควิดภายใต้เศรษฐกิจดิจิทัล เศรษฐกิจบนฐานความรู้และการวิจัยนวัตกรรม &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รศ. ดร. อนุสรณ์ &amp;nbsp;ยังกล่าวอีกว่า นอกจากปัญหาวิกฤติคุณภาพการศึกษาแล้ว สิ่งที่น่าเป็นห่วงมากขณะนี้ คือ การปิดตัวลงของสถานศึกษาเอกชนขนาดเล็กและขนาดกลางจากปัญหาสภาพคล่องจำนวนมาก เพราะผู้ปกครองไม่สามารถจ่ายค่าเทอมได้และบางส่วนไม่ยอมจ่ายเนื่องจากไม่ได้มีการจัดการศึกษาตามที่คาดหวัง เด็กๆเกือบทั้งหมดเรียนหนังสืออยู่ที่บ้านเนื่องจากมีการ &amp;ldquo;ล็อกดาวน์&amp;rdquo; ยาวนาน มีโรงเรียนและครอบครัวจำนวนมากไม่มีความพร้อมในการจัดการศึกษาทางออนไลน์ การศึกษาทางไกล และ การศึกษาที่เด็กๆต้องถูกกักตัวอยู่ที่บ้าน &amp;nbsp;และ มีการเลิกจ้างบุคลากรการศึกษาจำนวนมากในโรงเรียนระดับปฐมวัย ประถมและมัธยม ขณะนี้มีการเลิกจ้างไปแล้วประมาณ 20,000 คนคาดว่าถ้าไม่มีเข้ามาแก้ปัญหาจำนวนเลิกจ้างอาจแตะ 35,000 คนได้ในภาคการศึกษาหน้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รศ.ดร.อนุสร์ ระบุว่า ขณะที่ สถานศึกษาเอกชนที่ยังประคับประคองตัวเองไปได้ก็ใช้วิธีลดเงินเดือนบุคลากรลงมาประมาณ 10-70% ทำให้ครูในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานประสบปัญหาทางการเงินและมีหนี้ส่วนบุคคลจำนวนมาก ส่วนใหญ่จะเป็นหนี้สหกรณ์ออมทรัพย์ &amp;nbsp;จึงทำให้มีบุคลากรทางการศึกษาจำนวนไม่น้อยขาดขวัญกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ เมื่อโรงเรียนและบุคลากรทางการศึกษาอ่อนแอลงอย่างมาก ประเทศย่อมอ่อนแอลงและผลกระทบจะยาวนานกว่า วิกฤติเศรษฐกิจหรือวิกฤติการเมืองใดๆ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รศ ดร. อนุสรณ์ คาดการณ์ว่า หากไม่ได้รับการแก้ไขอย่างตรงจุดและเร่งด่วน จะมีสถานศึกษาระดับการศึกษาพื้นฐาน (ปฐมวัย จนถึงมัธยม) เอกชนปิดกิจการเพิ่มเติมอีกจำนวนมาก &amp;ldquo;การล็อกดาวน์&amp;rdquo; &amp;ldquo;การปิดสถานศึกษา&amp;rdquo; &amp;ldquo;การแพร่ระบาดของโควิดในหมู่บุคลากรทางการศึกษา&amp;rdquo; รัฐมีหน้าที่แก้ไขปัญหาและรัฐบาลต้องจัดการให้ พลเมืองทุกคนให้รับการศึกษาที่มีคุณภาพและมาตรฐาน จากการวิจัยทางด้านเศรษฐศาสตร์การศึกษาบ่งชี้ชัดเจนว่า การลงทุนทางการศึกษาที่คุ้มค่าที่สุดเมื่อพิจารณาจากผลตอบแทนทางเศรษฐกิจและสังคม คือ การลงทุนการศึกษาในช่วงปฐมวัย เด็กประถมจำนวนมากในหลายประเทศรวมทั้งไทยกลับไปอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ ทักษะทางคณิตศาสตร์ ทักษะทางด้านสังคมอ่อนแอลงเพราะหยุดเรียนในชั้นเรียนไปนานจากปัญหาการแพร่ระบาดโควิด ซึ่งจะนำสู่ปัญหาการศึกษาอีกมากที่จะตามมา ความรู้ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ วิทยาศาสตร์ สุขอนามัยศึกษา สังคมศาสตร์และคณิตศาสตร์สำหรับทุกระดับในการศึกษาขั้นพื้นฐานอ่อนแอลงหมด ซึ่งโรงเรียนของรัฐและเอกชนต้องใช้เวลาเสริมสร้างทักษะชดเชยที่ขาดไป เด็กนักเรียนจะมีปัญหาทางการศึกษาในการเรียนรู้ขั้นสูงต่อไปในระดับอุดมศึกษา เด็กเหล่านี้จะมีความ &amp;ldquo;อ่อนแอ&amp;rdquo; ในวิชาพื้นฐานต่างๆที่ทำให้ไม่สามารถเรียนต่อในขั้นสูงได้เลย และ ประเทศไทยก็จะขาดกำลังทั้งที่มีความรู้พื้นฐานและความรู้ขั้นสูงและการวิจัยด้านต่างๆ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รศ.ดร.อนุสรณ์ ระบุว่า ทางกระทรวงศึกษาธิการน่าจะต้องจัดตารางการเรียนการสอนใหม่เพื่อให้เด็กสามารถตามบทเรียนที่ขาดพร่องไปจากการเรียนออนไลน์เป็นเวลานานในวิชาที่ต้องใช้ &amp;ldquo;ทักษะ&amp;rdquo; เหล่านี้ในภาคปฏิบัติในชั้นเรียน โดยจำเป็นต้องเพิ่มชั่วโมงเรียนภาษาและคณิตศาสตร์ และตัดชั่วโมงเรียนของวิชาที่จำเป็นน้อยหรือสามารถเรียนรู้ในภายหลังได้ออกไปก่อน&amp;nbsp;เพื่อแก้ปัญหาวิกฤติทางการศึกษาดังกล่าว จึงมีข้อเสนอดังต่อไปนี้&amp;nbsp; ข้อเสนอที่หนึ่ง จัดสรรเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ (ดอกเบี้ยไม่ควรเกิน 1%) สำหรับสถานศึกษาขั้นพื้นฐานที่มีปัญหาสภาพคล่องและเตรียมปิดกิจการให้สามารถดำเนินการต่อไปได้ และ ต้องมีการเพิ่มเงินอุดหนุนรายหัวให้นักเรียนเอกชน&amp;nbsp; ข้อเสนอที่สอง ให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีและสิทธิประโยชน์ในการลงทุนเพื่อให้มีการควบรวมสถานศึกษาให้มีขนาดใหญ่ขึ้น เพื่อสามารถบริหารทรัพยากรทางการศึกษาและการเงินได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และ ทำให้การศึกษามีคุณภาพมากขึ้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รศ.ดร.อนุสรณ์ กล่าวว่า ข้อเสนอที่สาม จัดตั้งกองทุนขนาด 2,000 ล้านบาทใหม่หรือใช้กลไกกองทุนทางการศึกษาที่มีอยู่แล้วเพื่อช่วยเหลือบุคลากรทางการศึกษาเพื่อให้ชะลอการเลิกจ้าง หรือกรณีถูกเลิกจ้างให้มีเงินทุนในการประกอบอาชีพอย่างอื่นหากไม่ประสงค์ทำงานในระบบการศึกษาอีกต่อไป และ ให้ใช้ประโยชน์จากกองทุนนี้ในการให้ &amp;ldquo;ทุนการศึกษา&amp;rdquo; ให้กับบรรดาครูอาจารย์ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานในการศึกษาในขั้นสูงขึ้น&amp;nbsp; ข้อเสนอที่สี่ มีความจำเป็นต้องทบทวนแผนการศึกษาชาติใหม่ โดยนำเอายุทธศาสตร์จากแผนการศึกษาชาติฉบับ 15 ปีที่ถูกตัดทิ้งไปให้นำกลับมาพิจารณาใหม่ ไม่ว่า จะเป็น ยุทธศาสตร์การบริหารจัดการระบบข้อมูลและสารสนเทศเพื่อการศึกษา ยุทธศาสตร์การกระจายอำนาจไปสู่สถานศึกษา ในยุทธศาสตร์มีการเสนอแผนดำเนินการให้ โรงเรียนของรัฐ มีสภาพเป็น &amp;ldquo;นิติบุคคล&amp;rdquo; ได้ ยุทธศาสตร์การส่งเสริมการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนของสังคม ยุทธศาสตร์การปรับระบบและกลไกในการบริหารงานบุคคล มีเสนอให้มี ระบบครูสัญญาจ้าง ที่สามารถจ่ายค่าตอบแทนสูงเพื่อดึงดูดบุคคลากรที่มีความรู้ความสามารถเข้ามาทำงานในระบบการศึกษาขั้นพื้นฐานมากขึ้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รศ.ดร.อนุสรณ์ กล่าวว่า ข้อเสนอที่ห้า ใช้งบประมาณที่มีอยู่ในกระทรวงศึกษาธิการ ใน การจัดการศึกษาเพิ่มเติมเพื่อชดเชยการปิดโรงเรียนหรือการเรียนออนไลน์อย่างไม่มีคุณภาพ หลังจากการแพร่ระบาดโควิดมีทิศทางดีขึ้นอย่างชัดเจน ทางกระทรวงศึกษาธิการน่าจะต้องจัดตารางการเรียนการสอนใหม่เพื่อให้เด็กสามารถตามบทเรียนที่พร่องไปจากการเรียนออนไลน์เป็นเวลานานในวิชาที่ต้องใช้ &amp;ldquo;ทักษะ&amp;rdquo; และการปฏิบัติจริงในห้องเรียนหรือนอกห้องเรียน โดยจำเป็นต้องเพิ่มชั่วโมงเรียนทางด้านวิทยาศาสตร์ ภาษา คณิตศาสตร์ และการทักษะทางด้านอาชีพ รวมทั้ง วิชาหน้าที่พลเมืองและสังคมศาสตร์&amp;nbsp; และข้อเสนอที่หก จัดการฉีดวัคซีนคุณภาพสูงให้บุคลากรทางศึกษาให้ได้ 100% และ จัดสรรงบเพื่อให้โรงเรียนทั้งรัฐและเอกชนสามารถจัดการเรียนการสอนในชั้นเรียนให้เป็นไปตามมาตรฐานสาธารณสุข.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115683</URL_LINK>
                <HASHTAG>การศึกษา, อนุสรณ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210523/image_big_60aa2f95dde14.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>111278</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/07/2021 15:08</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/07/2021 15:08</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ครม. เห็นชอบมาตรการเยียวยาผู้ปกครอง 2 พันบาทต่อนร. 1 คน ลดค่าเทอมนิสิต-นศ.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;27 ก.ค.64 - นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบในหลักการมาตรการให้ความช่วยเหลือบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาของครัวเรือนและประชาชน ในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานและระดับอุดมศึกษา ภาครัฐและเอกชน ดังนี้&amp;nbsp;1. มาตรการให้ความช่วยเหลือภาระค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาในช่วงการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ของ กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ) กรอบวงเงิน 23,000 ล้านบาท&amp;nbsp;สำหรับนักเรียนในระบบการศึกษาไทย ภาคเรียนที่ 1 ปี การศึกษา 2564&amp;nbsp;ดังนี้&amp;nbsp;สนับสนุนค่าใช้จ่ายให้แก่ผู้ปกครอง 2,000 บาท/นักเรียน 1 คน,&amp;nbsp;จัดสรรค่าใช้จ่ายให้แก่สถานศึกษาเพื่อช่วยจัดการเรียนรู้,&amp;nbsp;ลดหรือตรึงค่าใช้จ่ายในโรงเรียนเอกชนให้เท่ากับปีการศึกษา 63&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.มาตรการการลดภาระค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาของนิสิต นักศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาภาครัฐและเอกชน ของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวตกรรม (อว) กรอบวงเงิน 10,000 ล้านบาท&amp;nbsp;สำหรับกลุ่มเป้าหมายคือ นิสิต/นักศึกษาชาวไทย ระดับปริญญาตรีและบัณฑิตศึกษา ในสถาบันอุดมศึกษาภาครัฐและเอกชน ระยะเวลา&amp;nbsp;ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2564&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่แนวทางการดำเนินการ สถาบันอุดมศึกษาของรัฐ&amp;nbsp;จะได้รับส่วนลดเป็นลักษณะร่วมจ่ายระหว่างรัฐและสถาบันอุดมศึกษาในอัตรา 6:4&amp;nbsp;โดยค่าเล่าเรียน/ค่าธรรมเนียมการศึกษาส่วนที่ไม่เกิน 50,000 บาท ลดร้อยละ 50&amp;nbsp;&amp;nbsp;/ 50,001 - 100,000 บาท ลดร้อยละ 30 และเกิน 100,000 บาท ลดร้อยละ 10&amp;nbsp;โดยส่วนลดสูงสุดรวมกันไม่เกินร้อยละ 50,&amp;nbsp;สถาบันอุดมศึกษาของเอกชน ค่าเล่าเรียน/ค่าธรรมเนียมการศึกษา รัฐสนับสนุนในอัตรา 5,000 บาท/คน&amp;nbsp;นอกจากนี้ กระทรวง อว. ยังขอให้พิจารณาเพิ่มเติม ทั้งขยายเวลาผ่อนชำระ จัดหาอุปกรณ์/โปรแกรมสำหรับยืมเรียนออนไลน์ รวมทั้งลดค่าหอพักด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ศธ. และ อว. จะได้เร่งจัดทำข้อเสนอโครงการเพื่อขอรับสนับสนุนแหล่งเงิน ตามขั้นตอนของ พ.ร.ก. กู้เงินฯ เพิ่มเติม พ.ศ. 2564 รวมทั้งจะมีการกำหนดกลไกการตรวจสอบยืนยันตัวตนของผู้ที่ได้รับความช่วยเหลือและการจ่ายเงินให้ความช่วยเหลือผ่านระบบบัญชีธนาคาร&amp;nbsp;พร้อมเร่งประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนรับรู้และเข้าใจถึงหลักการและแนวทางการให้ความช่วยเหลือบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาของครัวเรือนและประชาชนต่อไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/111278</URL_LINK>
                <HASHTAG>การศึกษา, คณะรัฐมนตรี, มาตรการช่วยเหลือ, ลดค่าเทอม, เยียวยาโควิด, โควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210629/image_big_60dae5d55112a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>110529</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/07/2021 09:54</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/07/2021 09:54</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘นพดล’แนะอย่าล็อกดาวน์การศึกษา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 ก.ค.2564 - นายนพดล ปัทมะ แกนนำพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวถึงปัญหาเฉพาะหน้าด้านการศึกษาที่เป็นผลกระทบจากวิกฤตโควิดที่มีต่อนักเรียน ครูและผู้ปกครอง ว่าทำให้เด็กยากจนพิเศษจำนวนมากเสี่ยงหลุดจากระบบการศึกษา ซึ่งประเทศต้องมีตาข่ายรองรับน้องๆ เหล่านี้ให้ได้เรียนต่อ &amp;nbsp;การระบาดของโควิดทำให้ต้องสอนออนไลน์ ซึ่งกระทบคุณภาพการศึกษาอย่างมีนัยยะสำคัญ ดังนั้นตนจึงเสนอให้รัฐบาลและผู้รับผิดชอบงานด้านการศึกษา ควรดำเนินการเรื่องเร่งด่วนดังนี้ เพิ่มงบประมาณให้กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา แทนที่จะมีการตัดลดงบประมาณที่กองทุนเสมอภาคทางการศึกษาตั้งมาเป็นงบประมาณปี 2565 รัฐบาลควรจัดสรรงบประมาณเพิ่มขึ้น ให้มากพอที่จะดูแลนักเรียนหลายแสนคนจากครอบครัวยากจนด้อยโอกาสที่ได้รับผลกระทบจากโควิด งบประมาณไม่กี่พันล้านจะสร้างความแตกต่างและโอกาสทางการศึกษาให้น้องๆเหล่านี้ได้ และจะช่วยป้องกันการหลุดจากระบบการศึกษาของนักเรียนยากจนพิเศษได้นับแสนๆคน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เร่งทำบิ๊กดาต้าทางการศึกษาให้สมบูรณ์ รู้กันอยู่ว่าเด็กและผู้ปกครองจำนวนมากขาดอุปกรณ์ในการเรียนออนไลน์เช่นคอมฯ แทปเลต มือถือ กระทรวงศึกษาฯได้สำรวจและมีบิ๊ก ดาตาหรือระบบฐานข้อมูลขนาดใหญ่ด้านการศึกษาที่ระบุนักเรียนและครอบครัวที่ขาดแคลนหรือยัง ซึ่งทำได้ไม่ยาก เมื่อเราทราบความขาดแคลนเราก็จะสามารถจัดหาหรือช่วยเหลือได้ตรงจุด&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายนพดลกล่าวอีกว่า ควรพลิกวิกฤตเป็นโอกาส พัฒนาการเรียนออนไลน์และเนื้อหาการเรียนดิจิทัล digital content ให้มีคุณภาพ น่าสนใจ ให้ผู้เรียนสนุกกับการเรียน เพื่อรองรับแพล็ตฟอร์มการเรียนรู้ดิจิทัลในอนาคต และให้ผู้เรียนเข้าถึงหลักสูตรออนไลน์ระดับโลก เพื่อเสริมการเรียนในห้องเรียน จัดทำบทเรียนกระตุ้นคุณภาพ booster lesson เมื่อกลับไปโรงเรียน เนื่องจากการเรียนออนไลน์ไม่เหมาะสำหรับเด็กเล็ก แต่ก็จำเป็น และในระดับชั้นอื่นก็กระทบคุณภาพการเรียนรู้ กระทรวงศึกษาฯควรออกแบบสาระการเรียนรู้ให้เหมาะกับการเรียนออนไลน์ เช่น คณิตศาสตร์วิทยาศาสตร์ ภาษา นอกจากนั้นต้องคิดล่วงหน้าว่าเมื่อปลอดภัยและสามารถกลับมาเรียนในชั้นเรียนได้ เราต้องเตรียม booster lesson หรือบทเรียนกระตุ้น ทำนองวัคซีนกระตุ้นเพื่อติดอาวุธความรู้และทักษะที่ขาดหายไปในช่วงการเรียนออนไลน์ เพื่อให้ผู้เรียนมีสมรรถนะตามเป้าหมายที่ควรจะเป็น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ขอเสนอเพราะห่วงอนาคตลูกหลาน ส่วนผู้มีอำนาจในรัฐบาลฟังแล้วจะได้ยินหรือไม่คงต้องรอดู แต่ถ้าพรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาลจะผลักดันเรื่องนี้และนโยบายหลักประกันการศึกษาคุณภาพถ้วนหน้าเพื่อพัฒนาทุนมนุษย์และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันให้ประเทศ&amp;quot;นายนพดลกล่าว
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/110529</URL_LINK>
                <HASHTAG>การศึกษา, นายนพดล ปัทมะ, พท., พรรคเพื่อไทย, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210721/image_big_60f78c4d562df.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>100522</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/04/2021 10:06</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/04/2021 10:06</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อว.ขอความร่วมมือมหาวิทยาลัยลด &#039;ค่าเล่าเรียน&#039; สู้วิกฤติโควิด-19</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24 เม.ย. 64 - หลังจากที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี แถลงให้ประชาชนได้ทราบถึงความหนักหน่วงของการระบาดโควิดในรอบที่สามนี้ เมื่อคืนวันที่ 23 เม.ย.ที่ผ่านมา และวิงวอนให้ทุกฝ่ายหนุนช่วยแพทย์พยาบาลกันและหนุนช่วยกันและกันในการฟันฝ่าวิกฤตในรอบนี้ นายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ &amp;nbsp;รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้เรียกร้องให้มหาวิทยาลัยลดค่าเล่าเรียนและค่าใช้จ่ายให้แก่นิสิตนักศึกษาทั่วประเทศโดยเร็ว ส่วนจะลดแค่ไหน อัตราเท่าไร ก็ให้แต่ละแห่งพิจารณาเอาเอง ชี้ขณะนี้อย่างน้อยมีสามแห่งแล้วที่ประกาศลดค่าเล่าเรียนและหรือค่าใช้จ่าย อื่นๆ คือ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในภาคฤดูร้อนที่กำลังดำเนินอยู่ขณะนี้ ลดค่าธรรมเนียมการศึกษาลงไป 2,250 บาท และ ลดค่าหอพักลง 10 เปอร์เซนต์&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มหาวิทยาลัยสงขลาครินทร์ ลดค่าเล่าเรียน 20 เปอร์เซนต์ ค่าหอพัก ลด 10 เปอร์เซนต์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ลดค่าธรรมเนียมการศึกษา 10 เปอร์เซนต์ รวมถึงหลักสูตรนานาชาติด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายเอนกย้ำว่า เที่ยวนี้ อว. มีบทบาทเปิด รพ.สนาม จำนวนมากหนุนช่วยสาธารณสุขและมหาดไทยสู้กับภัยโควิด-19 ได้จนถึงขณะนี้ เป็นเพราะบรรดามหาวิทยาลัยและองค์กรทางวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรมทั้งหลายของกระทรวงได้อาสา หรือ เสนอตัวมาช่วย มาเหน็ดมาเหนื่อยเอง ทำงานโดยไม่ถามก่อนเลยว่ามีงบประมาณ มีกำลังคน ให้เพิ่มหรือเปล่า &amp;nbsp;ขณะนี้ ยังมีนิสิตนักศึกษาแพทย์ จำนวนหนึ่ง อาสามาช่วย 1668 และ 1669 ตอบคำถามที่สงสัยกันเกี่ยวกับการรักษาตนเอง และการเข้ารับการรักษาโควิดใน รพ ตลอดจนให้ข้อมูลที่เกี่ยวกับ รพ สนาม &amp;nbsp;ทั้งหลาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การลดค่าเล่าเรียน ค่าธรรมเนียมการศึกษา ค่าหอพัก และค่าใช้จ่ายอื่นๆ ในครั้งนี้ก็เช่นกัน ตนไม่ได้สั่งการลงไป แต่ได้หารือ ให้คำแนะนำและร้องขอให้มหาวิทยาลัยต่างๆทุกประเภท ทุกจังหวัด พิจารณาลดเอาเอง ตนเชื่อว่าในภาวะที่ผู้ปกครองตกงาน ว่างงาน และประกอบอาชีพหรือทำงานได้เงินน้อยลง เช่นขณะนี้ มหาวิทยาลัยควรจะรู้ร้อนรู้หนาวและรีบช่วยกัน &amp;ldquo;บำบัดทุกข์&amp;rdquo; ให้ผู้ปกครองและนิสิตนักศึกษาของตนด้วย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/100522</URL_LINK>
                <HASHTAG>การศึกษา, ค่าเล่าเรียน, เอนก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210414/image_big_6076951a5e765.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>96997</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/03/2021 14:46</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/03/2021 14:46</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ทิพานัน&#039; แจ้งข่าวดี! รัฐจัดให้เงินกู้ กยศ. 3.8 หมื่นล้าน ขยายถึง ป.โท</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;23 มี.ค.64 - &amp;nbsp;น.ส.ทิพานัน ศิริชนะ อดีตผู้สมัครส.ส.กทม.เขตจอมทอง-ธนบุรี อดีตรองโฆษกพรรคพลังประชารัฐ กล่าวว่า การแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางด้านการศึกษา เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมให้ความสำคัญ เพื่อเพิ่มโอกาสให้เยาวชนได้เข้าสู่ระบบการศึกษา เป็นเครื่องมือในการพัฒนาตนเอง เพื่อนำความสามารถมาพัฒนาสังคมและประเทศชาติ โดยในปีการศึกษา 2564 นี้ กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา หรือ กยศ. ได้มีความพร้อมในการเปิดให้กู้ยืมได้แล้ว โดยนักเรียน นักศึกษาสามารถยื่นกู้ผ่านแอปพลิเคชัน &amp;ldquo;กยศ. Connect&amp;rdquo; ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2564 นี้เป็นต้นไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.ทิพานัน กล่าวว่า &amp;nbsp;รัฐบาลได้สนับสนุนกองทุน กยศ. โดยเตรียมงบประมาณให้กู้ยืมจำนวน 38,000 ล้านบาท เพื่อรองรับนักเรียน นักศึกษาจำนวนกว่า 624,000 ราย สามารถกู้ยืมได้สูงสุดถึง 200,000 บาทต่อปี ขึ้นอยู่กับหลักสูตรสาขาวิชาหรือประเภทวิชาที่เลือกเรียน ที่สำคัญยังขยายโอกาสให้กู้ยืมเงินแก่นักศึกษาระดับปริญญาโทเป็นปีแรกด้วย โดยมีเงื่อนไขการกู้ยืมแบ่งเป็น 4 ลักษณะ ดังนี้ ลักษณะที่ 1 นักเรียนหรือนักศึกษาที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ ลักษณะที่ 2 นักเรียนหรือนักศึกษาที่ศึกษาในสาขาวิชาที่เป็นความต้องการหลัก ซึ่งมีความชัดเจนของการผลิตกำลังคนและมีความจำเป็นต่อการพัฒนาประเทศ ลักษณะที่ 3 นักเรียนหรือนักศึกษาที่ศึกษาในสาขาวิชาขาดแคลน หรือที่กองทุนมุ่งส่งเสริมเป็นพิเศษ ลักษณะที่ 4 นักเรียนหรือนักศึกษาที่เรียนดีเพื่อสร้างความเป็นเลิศ โดยให้กู้ในระดับปริญญาโท สามารติดตามรายละเอียดสาขาวิชาและเงื่อนไขการให้กู้ยืมทั้ง 4 ลักษณะ ในเว็บไซต์กองทุน www.studentloan.or.th &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เห็นได้ว่ารัฐบาลมีความจริงใจ ห่วงใยการศึกษาของเยาวชน แม้ในยามที่เศรษฐกิจได้รับผลกระทบจากวิกฤตการณ์แพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ก็ไม่ให้กระทบต่อโอกาสในการศึกษา ทั้งยังขยายโอกาสให้กับนักศึกษาระดับปริญญาโทได้กู้ยืมด้วย&amp;rdquo; น.ส.ทิพานัน กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/96997</URL_LINK>
                <HASHTAG>กยศ., การศึกษา, ทิพานัน ศิริชนะ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201023/image_big_5f92ed02cf8bd.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>95945</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/03/2021 13:37</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/03/2021 13:37</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เครือข่ายผู้ปกครอง ร่อนแถลงการณ์ เรียกร้องคุณสมบัติ 6 ข้อรมว.ศธ.คนใหม่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13 มี.ค.64 - นางฐาณิชชา &amp;nbsp;ลิ้มพานิช &amp;nbsp;ผู้ประสานงานเครือข่ายผู้ปกครองในสถานศึกษาเปิดเผยว่า จากสถานการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในสถานศึกษา ทั้งด้านการสร้างการมีส่วนร่วมของเด็ก ในสถานศึกษา การเปิดพื้นที่แสดงความคิดเห็น การป้องกันการรังแกกันในโรงเรียน การดูแลพัฒนาเด็กที่มีความต้องการพิเศษ การละเมิดเด็ก และการการะทำความรุนแรง ตลอดจนการล่วงละเมิดทางเพศต่อเด็กนักเรียนของบุคลากรในสถานศึกษาที่เกิดขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง และไม่มีทีท่าว่ากระทรวงศึกษาฯ จะสามารถแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้ ดังนั้น จึงจำเป็นต้องมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการที่มีคุณสมบัติเหมาะสม &amp;nbsp;เข้าใจและตระหนักในเรื่องสิทธิเด็ก ความเสมอภาคระหว่างเพศ การเคารพในสิทธิเนื้อตัวร่างกาย ดังนั้นการเข้ามาของรัฐมนตรี ไม่ใช้เห็นแก่ประโยชน์ด้านการเมือง พวกพ้อง หรือตอบโจทย์ทางการเมือง แต่ต้องเป็นผู้ที่มีวิสัยทัศน์ กว้างไกล เห็นและมุ่งเน้นที่ประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นสำคัญ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางฐาณิชชา &amp;nbsp;กล่าวว่า &amp;nbsp;คณะกรรมการเครือข่ายผู้ปกครองในสถานศึกษา และเครือข่ายผู้ปกครอง ขอเรียกร้องต่อนายกรัฐมนตรี &amp;nbsp;และพรรคพลังประชารัฐ ขอให้บุคคลที่จะมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ ควรมีคุณสมบัติ ดังต่อไปนี้1. มีวิสัยทัศน์ไปในอนาคต (ที่ไม่เห็นแต่ประโยชน์ทางการเมือง) โดยกำหนดภาพพึงประสงค์ว่าการศึกษาไทยควรไปในทิศทางใด แม้มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ก็ยังมีกลไกขับเคลื่อนการศึกษาจนไปถึงวิสัยทัศน์ได้ 2. สร้างการมีส่วนร่วมกับผู้เกี่ยวข้อง เพื่อร่วมพัฒนา เด็ก ไม่ใช่แค่มุ้งเน้นเรื่องการศึกษาเพื่อความเป็นเลิศเท่านั้น แต่จำเป็นต้องมีมาตรการ ปกป้องคุ้มครองเด็ก อย่างจริงจังและเป็นรูปธรรม &amp;nbsp;และมีความสามารถในการบริหารแก้ไขความขัดแย้ง ความเห็นต่าง มีความอดทน มีความยุติธรรม 3.สามารถสร้างภาคีเครือข่าย และทำงานกับภาคีเครือข่าย ทั้งในกระทรวงฯและภายนอกกระทรวงฯ หรือองค์กรพัฒนาเอกชน หรือชุมขน เห็นความสำคัญในการทำงานเป็นเครือข่ายอย่างจริงจัง ไม่ใช่แค่การมาลงนาม ตั้งคณะทำงานเท่านั้น แต่ต้องทำเป็นรูปธรรม เพื่อแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นได้จริง 4. โปรงใส ตรวจสอบได้ ซื่อสัตย์ สุจริต เปิดกว้างต่อการตรวจสอบ ในประเด็นต่างๆทั้งในด้านการจัดการการศึกษา งบประมาณ บุคลากร เพื่อความโปร่งใสและความปลอดภัยของเด็กและเยาวชน &amp;nbsp;และเปิดพื้นที่รับฟังปัญหาของเด็กอย่างจริงจัง และจริงใจในการร่วมแก้ไขปัญหาทุกกรณี 5. มุ่งมั่นที่จะป้องกันและแก้ไขการหาครูล่วงละเมิดทางเพศและการหาประโยชน์อื่นกับเด็กนักเรียน &amp;nbsp;ตลอดจนการละเมิดสิทธิเด็ก ซึ่งเป็นปัญหาที่สั่งสมมานานและทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ 6. ให้ความสำคัญกับเด็กทุกคนอย่างจริงจัง มุ่งมั่นและเข้าใจ แนวทางการพัฒนานักเรียนที่มีความต้องการพิเศษ อย่างจริงจัง เท่าเทียม รวมทั้งมีรูปแบบ หรือคู่มือ หรือ การเรียนการสอนให้เด็กมีทักษะในการป้องกันตนเอง การขอความช่วยเหลือ และสนับสนุนให้เกิดกลไกการช่วยเหลือดูแลนักเรียนในโรงเรียนที่เป็นมิตรเพื่อช่วยเหลือเด็กอย่างทันท่วงทีและป้องกันการรังแกกันในโรงเรียน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;หากในอนาคต บุคคลที่จะเข้ามาทำหน้าที่รัฐมนตรีกระทรวงศึกษายังเห็นแก่ประโยชน์ทางการเมือง มีมุมมองและทัศนคติที่ไม่เข้าใจและไม่ตระหนักในสิทธิเด็ก &amp;nbsp;ละเลย ไม่ปกป้องคุ้มครองเด็ก เพิกเฉยต่อการกระทำความรุนแรงต่อเด็ก ไม่มีมาตรการอย่างเป็นรูปธรรมและจริงจังในการลงโทษบุคลากรที่ละเมิดเด็ก คณะกรรมการเครือข่ายผู้ปกครองในสถานศึกษา และเครือข่ายผู้ปกครอง จะร่วมกันจับตา ร่วมปกป้องคุ้มครองเด็ก ร่วมตรวจสอบ วิพากษ์วิจารณ์การทำงาน ของรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ อย่างจริงจัง และในทางกลับกันเครือข่ายฯพร้อมสนับสนุนหากมีการดำเนินงานที่ถูกต้อง มีประสิทธิภาพก้าวหน้า แก้ปัญหาได้จริง &amp;nbsp;เพื่อให้รัฐมนตรีกระทรวงศึกษาพึงทำหน้าที่ของตนอย่างเหมาะสม&amp;rdquo; นางฐาณิชชา &amp;nbsp;กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/95945</URL_LINK>
                <HASHTAG>การศึกษา, นักเรียน, ผู้ปกครอง, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210313/image_big_604c5a4e966ab.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>95944</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/03/2021 13:35</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/03/2021 13:34</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เครือข่ายผู้ปกครอง ร่อนแถลงการณ์ เรียกร้องคุณสมบัติ 6 ข้อรมว.ศธ.คนใหม่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13 มี.ค.64 - นางฐาณิชชา &amp;nbsp;ลิ้มพานิช &amp;nbsp;ผู้ประสานงานเครือข่ายผู้ปกครองในสถานศึกษาเปิดเผยว่า จากสถานการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในสถานศึกษา ทั้งด้านการสร้างการมีส่วนร่วมของเด็ก ในสถานศึกษา การเปิดพื้นที่แสดงความคิดเห็น การป้องกันการรังแกกันในโรงเรียน การดูแลพัฒนาเด็กที่มีความต้องการพิเศษ การละเมิดเด็ก และการการะทำความรุนแรง ตลอดจนการล่วงละเมิดทางเพศต่อเด็กนักเรียนของบุคลากรในสถานศึกษาที่เกิดขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง และไม่มีทีท่าว่ากระทรวงศึกษาฯ จะสามารถแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้ ดังนั้น จึงจำเป็นต้องมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการที่มีคุณสมบัติเหมาะสม &amp;nbsp;เข้าใจและตระหนักในเรื่องสิทธิเด็ก ความเสมอภาคระหว่างเพศ การเคารพในสิทธิเนื้อตัวร่างกาย ดังนั้นการเข้ามาของรัฐมนตรี ไม่ใช้เห็นแก่ประโยชน์ด้านการเมือง พวกพ้อง หรือตอบโจทย์ทางการเมือง แต่ต้องเป็นผู้ที่มีวิสัยทัศน์ กว้างไกล เห็นและมุ่งเน้นที่ประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นสำคัญ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางฐาณิชชา &amp;nbsp;กล่าวว่า &amp;nbsp;คณะกรรมการเครือข่ายผู้ปกครองในสถานศึกษา และเครือข่ายผู้ปกครอง ขอเรียกร้องต่อนายกรัฐมนตรี &amp;nbsp;และพรรคพลังประชารัฐ ขอให้บุคคลที่จะมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ ควรมีคุณสมบัติ ดังต่อไปนี้1. มีวิสัยทัศน์ไปในอนาคต (ที่ไม่เห็นแต่ประโยชน์ทางการเมือง) โดยกำหนดภาพพึงประสงค์ว่าการศึกษาไทยควรไปในทิศทางใด แม้มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ก็ยังมีกลไกขับเคลื่อนการศึกษาจนไปถึงวิสัยทัศน์ได้ 2. สร้างการมีส่วนร่วมกับผู้เกี่ยวข้อง เพื่อร่วมพัฒนา เด็ก ไม่ใช่แค่มุ้งเน้นเรื่องการศึกษาเพื่อความเป็นเลิศเท่านั้น แต่จำเป็นต้องมีมาตรการ ปกป้องคุ้มครองเด็ก อย่างจริงจังและเป็นรูปธรรม &amp;nbsp;และมีความสามารถในการบริหารแก้ไขความขัดแย้ง ความเห็นต่าง มีความอดทน มีความยุติธรรม 3.สามารถสร้างภาคีเครือข่าย และทำงานกับภาคีเครือข่าย ทั้งในกระทรวงฯและภายนอกกระทรวงฯ หรือองค์กรพัฒนาเอกชน หรือชุมขน เห็นความสำคัญในการทำงานเป็นเครือข่ายอย่างจริงจัง ไม่ใช่แค่การมาลงนาม ตั้งคณะทำงานเท่านั้น แต่ต้องทำเป็นรูปธรรม เพื่อแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นได้จริง 4. โปรงใส ตรวจสอบได้ ซื่อสัตย์ สุจริต เปิดกว้างต่อการตรวจสอบ ในประเด็นต่างๆทั้งในด้านการจัดการการศึกษา งบประมาณ บุคลากร เพื่อความโปร่งใสและความปลอดภัยของเด็กและเยาวชน &amp;nbsp;และเปิดพื้นที่รับฟังปัญหาของเด็กอย่างจริงจัง และจริงใจในการร่วมแก้ไขปัญหาทุกกรณี 5. มุ่งมั่นที่จะป้องกันและแก้ไขการหาครูล่วงละเมิดทางเพศและการหาประโยชน์อื่นกับเด็กนักเรียน &amp;nbsp;ตลอดจนการละเมิดสิทธิเด็ก ซึ่งเป็นปัญหาที่สั่งสมมานานและทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ 6. ให้ความสำคัญกับเด็กทุกคนอย่างจริงจัง มุ่งมั่นและเข้าใจ แนวทางการพัฒนานักเรียนที่มีความต้องการพิเศษ อย่างจริงจัง เท่าเทียม รวมทั้งมีรูปแบบ หรือคู่มือ หรือ การเรียนการสอนให้เด็กมีทักษะในการป้องกันตนเอง การขอความช่วยเหลือ และสนับสนุนให้เกิดกลไกการช่วยเหลือดูแลนักเรียนในโรงเรียนที่เป็นมิตรเพื่อช่วยเหลือเด็กอย่างทันท่วงทีและป้องกันการรังแกกันในโรงเรียน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;หากในอนาคต บุคคลที่จะเข้ามาทำหน้าที่รัฐมนตรีกระทรวงศึกษายังเห็นแก่ประโยชน์ทางการเมือง มีมุมมองและทัศนคติที่ไม่เข้าใจและไม่ตระหนักในสิทธิเด็ก &amp;nbsp;ละเลย ไม่ปกป้องคุ้มครองเด็ก เพิกเฉยต่อการกระทำความรุนแรงต่อเด็ก ไม่มีมาตรการอย่างเป็นรูปธรรมและจริงจังในการลงโทษบุคลากรที่ละเมิดเด็ก คณะกรรมการเครือข่ายผู้ปกครองในสถานศึกษา และเครือข่ายผู้ปกครอง จะร่วมกันจับตา ร่วมปกป้องคุ้มครองเด็ก ร่วมตรวจสอบ วิพากษ์วิจารณ์การทำงาน ของรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ อย่างจริงจัง และในทางกลับกันเครือข่ายฯพร้อมสนับสนุนหากมีการดำเนินงานที่ถูกต้อง มีประสิทธิภาพก้าวหน้า แก้ปัญหาได้จริง &amp;nbsp;เพื่อให้รัฐมนตรีกระทรวงศึกษาพึงทำหน้าที่ของตนอย่างเหมาะสม&amp;rdquo; นางฐาณิชชา &amp;nbsp;กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/95944</URL_LINK>
                <HASHTAG>การศึกษา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>DELETE</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210313/image_big_604c5a4e966ab.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
