<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>117707</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/09/2021 09:31</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/09/2021 09:31</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กรมรางฯจับมือ 72 หน่วยงาน ลุยสร้างบุคลากรด้านรางชูนโยบายไทยเฟิร์ส  </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24 ก.ย.2564-นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม เปิดเผยภายหลังเป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ &amp;ldquo;การผลิตและพัฒนาบุคลากรด้านระบบราง การวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี นวัตกรรมด้านระบบราง เพื่อรองรับอุตสาหกรรมระบบราง&amp;rdquo; ว่า ในปี&amp;nbsp;70&amp;nbsp;รถไฟฟ้าในกรุงเทพฯ และปริมณฑล จะเปิดให้บริการรวม&amp;nbsp;14&amp;nbsp;เส้นทาง กว่า&amp;nbsp;500&amp;nbsp;กิโลเมตร (กม.) รวมถึงเปิดให้บริการรถไฟความเร็วสูง ตลอดจนรถไฟทางคู่สายต่างๆ จึงมีความจำเป็นต้องเตรียมพัฒนา และผลิตบุคลากรด้านระบบรางตั้งแต่วันนี้ เพื่อมารองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมระบบรางของประเทศไทย
&amp;nbsp;
สำหรับความร่วมมือระหว่าง 7 ภาคีเครือข่ายรวม 72 หน่วยงานที่มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาระบบรางครั้งนี้ นับเป็นก้าวสำคัญสู่การพัฒนาด้านระบบรางของไทยอย่างยั่งยืน ในการผลิตและพัฒนาบุคลากร การสร้างสรรค์เทคโนโลยีและนวัตกรรม การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์ ผ่านความร่วมมือกันของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ถือว่าเป็นครั้งแรกในประเทศไทยที่มีความร่วมมือทางวิชาการ โดยมีหน่วยงานที่ร่วมผนึกกำลังกันมากเช่นนี้ ซึ่งจะเป็นต้นแบบของความร่วมมือทางด้านวิชาการที่สามารถนำไปต่อยอดกับการคมนาคมขนส่งทางบก น้ำ และอากาศด้วย อันจะช่วยให้งานวิชาการของไทยในด้านการคมนาคมขนส่งก้าวหน้าต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง
&amp;nbsp;
นายศักดิ์สยาม กล่าวอีกว่า ขอให้คณะกรรมการร่วมที่จะแต่งตั้งหลังจากนี้ ได้พิจารณาให้ความสำคัญว่าแต่ละปีจะต้องใช้บุคลากรด้านระบบรางในตำแหน่งๆ จำนวนเท่าใด และอย่างไร รวมทั้งให้พิจารณาค่าตอบแทนว่าจะทำให้บุคลากรเหล่านี้มีความมั่นคงได้อย่างไร เพื่อให้ลูกหลานในวันนี้ได้มีอาชีพที่ยั่งยืนในชีวิตการทำงานในอนาคต นอกจากนี้จะต้องส่งเสริมให้มีการผลิตชิ้นส่วน อุปกรณ์ และรถขนส่งทางราง โดยใช้วัสดุภายในประเทศ ตามนโยบาย&amp;nbsp;Thai First&amp;nbsp;ไทยทำ ไทยใช้ คนไทยต้องได้ก่อน ให้ไปสู่การปฏิบัติได้จริงด้วย เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศ และประชาชน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;
ด้านานนายกิตติพันธ์ ปานจันทร์ อธิบดีกรมการขนส่งทางราง(ขร.) กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้มีระยะเวลาความร่วมมือ&amp;nbsp;5&amp;nbsp;ปี (ปี&amp;nbsp;64-69)&amp;nbsp;ซึ่งภายหลังลงนามความร่วมมือแล้วภาคีทั้ง&amp;nbsp;7&amp;nbsp;ฝ่าย ประกอบด้วย ขร.,&amp;nbsp;สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ,&amp;nbsp;สถาบันวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีระบบราง (องค์การมหาชน),&amp;nbsp;หน่วยงานวิชาชีพและหน่วยงานวิจัยและรับรองด้านระบบราง,&amp;nbsp;สถาบันการศึกษาที่มีหลักสูตรด้านระบบรางระดับอุดมศึกษาภาครัฐและเอกชน,&amp;nbsp;สถาบันการศึกษาที่มีหลักสูตรด้านระบบรางระดับอาชีวศึกษาของรัฐและเอกชน และผู้ประกอบกิจการด้านระบบรางภาครัฐและเอกชน จะตั้งคณะกรรมการร่วม (Steering Committee)&amp;nbsp;มีอธิบดี ขร. เป็นประธาน เพื่อขับเคลื่อนดำเนินการตามวัตถุประสงค์ และขอบเขตของความร่วมมือต่อไป
&amp;nbsp;
สำหรับขอบเขตความร่วมมือ ได้แก่ 1.พัฒนาเนื้อหาหลักสูตรการเรียนการสอนและการฝึกอบรมด้านระบบรางระหว่างผู้ประกอบกิจการด้านระบบรางและสถาบันการศึกษาทั้งในระดับอุดมศึกษา และอาชีวศึกษา 2.สนับสนุนการเรียน การฝึกอบรม การฝึกงาน โครงการสหกิจศึกษา 3.ส่งเสริมการฝึกงานของนักศึกษาในระดับอุดมศึกษา และอาชีวศึกษา ตลอดจนการเพิ่มพูนความรู้และพัฒนาทักษะให้แก่ผู้ที่สำเร็จการศึกษาแล้ว 4.วิจัยและพัฒนาเพื่อตอบโจทย์ความต้องการด้านระบบราง และการผลิต คิดค้นชิ้นส่วนหรือนวัตกรรมด้านระบบราง สนับสนุนการถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านการขนส่งทางรางระหว่างหน่วยงาน
&amp;nbsp;
5.สนับสนุนผู้เชี่ยวชาญในการบรรยาย และถ่ายทอดองค์ความรู้ให้แก่บุคลากรด้านระบบราง 6.พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานห้องปฏิบัติการในประเทศให้มีขีดความสามารถด้านการวิเคราะห์ทดสอบคุณภาพวัสดุชิ้นส่วน และผลิตภัณฑ์ระบบรางให้ครอบคลุมการขนส่งทางรางของประเทศ 7.จัดทำมาตรฐานด้านการขนส่งทางรางและมาตรฐานที่เกี่ยวเนื่องกับการขนส่งทางราง มาตรฐานชิ้นส่วนระบบรางและผลิตภัณฑ์ระบบราง เพื่อยกระดับคุณภาพและมาตรฐานของผลิตภัณฑ์ระบบรางในประเทศ

8.สนับสนุน ส่งเสริมผู้ประกอบการในการผลิตชิ้นส่วนในประเทศ (Local Content)&amp;nbsp;ทดแทนการนำเข้า 9.ใช้ทรัพยากร ชิ้นส่วน เครื่องมือ และอุปกรณ์ทดสอบและทดลองที่สามารถใช้ร่วมกันได้ 10.สร้างเครือข่ายความร่วมมือกับหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง และ 11.ร่วมสร้างระบบนิเวศและโมเดลธุรกิจระบบราง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117707</URL_LINK>
                <HASHTAG>กมธ.คมนาคม, การสร้างงาน สร้างอาชีพ, ระบบราง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210914/image_big_614060407c742.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>69791</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/06/2020 14:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/06/2020 14:18</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สวนดุสิตโพลเผยทางรอดยุคโควิดให้สร้างงานสร้างอาชีพพักหนี้นักการเมืองไม่ทุจริต</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
26 มิ.ย.63- สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เปิดเผยสำรวจความคิดเห็นของประชาชนเรื่อง &amp;ldquo;ทางเลือก..ทางรอด ประเทศไทย&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ยุคโควิด &amp;ndash; 19&amp;rdquo; กลุ่มตัวอย่าง 1,070 คน สำรวจระหว่างวันที่ 15 &amp;ndash; 19 มิถุนายน 2563 สรุปผลได้ ดังนี้&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;ทางเลือก..ทางรอดของเศรษฐกิจไทย&amp;rdquo; กลุ่มตัวอย่างเห็นว่าในด้านปัญหาเศรษฐกิจจะสามารถแก้ไขได้จะต้องเน้นสร้างงาน สร้างอาชีพ ร้อยละ 81.07 รองลงมาคือ อยากให้มีการพักหนี้ (ไม่ต้องจ่ายทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย) ร้อยละ 55.23 รัฐบาลให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาของประชาชนให้มากขึ้น ร้อยละ 54.12 มีมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยว ร้อยละ 52.78 และรัฐบาลฉีดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจจนถึงระดับรากหญ้า ร้อยละ 44.10 จากผลการสำรวจดังกล่าว ทำให้เห็นว่าประชาชนอยากให้เน้นแก้ปัญหาเรื่องการจ้างงาน อยากให้มีงานทำ เพื่อจะได้เกิดรายได้ ซึ่งเป็นวิธีการแก้ปัญหาระดับบุคคลที่เห็นภาพ&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ได้ชัดเจน เพราะหากประชาชนมีงานทำ ก็จะได้มีรายได้ มีเงินไว้จับจ่ายใช้สอยนั่นเอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;ทางเลือก..ทางรอดของสังคมไทย&amp;rdquo; ในด้านสังคมไทยกลุ่มตัวอย่างเห็นว่า ประชาชนควรยึดหลักพอเพียงในการดำรงชีวิต ร้อยละ 83.56 รองลงมาคือ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ มีน้ำใจให้แก่กัน ร้อยละ 78.67 ทุกคนควรมีสติ มีความอดทน ร้อยละ 74.67 มีความสามัคคี ร่วมแรงร่วมใจ ร้อยละ 73.78 และควรเคารพกติกาของสังคม ร้อยละ 67.33 จากผลการสำรวจดังกล่าว จะเห็นได้ว่าในภาพรวมปัญหาของสังคม เป็นปัญหาที่ทุกคนสามารถแก้ไขร่วมกันได้ ตั้งแต่ยึดหลักการพอเพียงในการดำเนินชีวิต มีน้ำใจต่อกัน มีสติในการใช้ชีวิต ช่วยเหลือกัน โดยอยู่ในพื้นฐานการเคารพกฎหมายของบ้านเมือง ก็จะทำให้ปัญหาสังคมผ่านพ้นไปได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;ทางเลือก..ทางรอดของการเมืองไทย&amp;rdquo; ปัญหาในด้านการเมืองไทย กลุ่มตัวอย่างเห็นว่าวิธีการแก้ปัญหาที่ควรทำมากที่สุด คือ นักการเมืองทุกระดับต้องไม่ทุจริตคอรัปชั่น ร้อยละ 83.67 รองลงมาคือ ไม่เห็นแก่อำนาจและผลประโยชน์ ร้อยละ 81.21 เน้นประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ ร้อยละ 74.27 บริหารงานด้วยหลักธรรมาภิบาล ร้อยละ 69.80 และเปิดโอกาสให้มีการตรวจสอบการทำงานอย่างเป็นระบบ ร้อยละ 66.44 จากผลการสำรวจดังกล่าว ทำให้สะท้อนภาพปัญหาทางการเมืองที่&amp;nbsp; คนไทยมองว่ามีปัญหามายาวนานนั้นมาจากปัญหาการทุจริตคอรัปชั่น ดังนั้นจึงควรแก้ปัญหาด้วยการไม่ทุจริต ไม่เห็นแก่ประโยชน์ตัวเอง เห็นแก่ประชาชน มีธรรมาภิบาล และต้องให้ทุกฝ่ายสามารถมีส่วนร่วมในการตรวจสอบได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผลการสำรวจของสวนดุสิตโพลครั้งนี้ เป็นการสะท้อนให้เห็นความคิดและมุมมองของกลุ่มตัวอย่างซึ่งเป็นประชาชน&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; คนไทยที่มองเห็นสภาพปัญหาทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง เป็นปัญหาที่สามารถแก้ไขได้ โดยอาศัยความร่วมมือตั้งแต่ประชาชนและทุกภาคส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาครัฐที่ต้องมีบทบาทสำคัญในการเป็นผู้นำในการแก้ปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้ เพื่อให้สังคมไทยเป็นสังคมที่มีการพัฒนาในทุก ๆ ด้านต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/69791</URL_LINK>
                <HASHTAG>การสร้างงาน สร้างอาชีพ, ความพอเพียง, ทางรอดประเทศไทย, สวนดุสิตโพล, โลกยุคโควิด 19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200626/image_big_5ef59fbc379d4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>57801</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/02/2020 15:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/02/2020 15:11</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สำนักงาน กปร. นำเยาวชนต่อยอดงานในโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ “เยาวชนอาสาอนุรักษ์ผืนป่า พัฒนาสายน้ำ สร้างอาชีพอย่างยั่งยืน”</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เพื่อสนองต่อพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่มีพระราชประสงค์ สืบสาน รักษา และต่อยอดโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ( สำนักงาน กปร. ) จึงได้จัดกิจกรรม (RDPB Camp) ขึ้น ซึ่งในปี 2563 นี้เป็นรุ่นที่ 10&amp;nbsp; ภายใต้ชื่อ &amp;ldquo;เยาวชนอาสาอนุรักษ์ผืนป่า พัฒนาสายน้ำ สร้างอาชีพอย่างยั่งยืน&amp;rdquo; โดยจะจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 17-23 กุมภาพันธ์ 2563 ด้วยการนำเยาวชนจากสถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษาทั่วประเทศจำนวน 80 คน ร่วมศึกษาเรียนรู้ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ ภายในศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดเชียงใหม่ และโครงการ อันเนื่องมาจากพระราชดำริในพื้นที่ภาคเหนือในการนี้ คณะเยาวชนจะได้รับฟังการบรรยายพิเศษ เรื่อง &amp;ldquo;สำนักงาน กปร. กับการสนองพระราชดำริ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยที่ปรึกษาด้านการประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สำนักงาน กปร. ตลอดถึงความเป็นมาของศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดเชียงใหม่ โครงการที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร&amp;nbsp; ได้พระราชทานพระราชดำริ ให้จัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2525 บริเวณป่าขุนแม่กวง อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อให้เป็นศูนย์กลางในการศึกษา ทดลอง วิจัย หารูปแบบการพัฒนาด้านต่าง ๆ ที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ภาคเหนือ และเผยแพร่แก่ราษฎรให้สามารถนำไปปฏิบัติใช้ได้ด้วยตนเอง&amp;nbsp; โดยมีผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ฯ เป็นผู้บรรยาย พร้อมศึกษาดูงานการบริหารจัดการน้ำของเขื่อนแม่กวงอุดมธารา อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นโครงการที่เป็นผลมาจากเมื่อวันที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2519 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร&amp;nbsp; ทรงเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมราษฎรในท้องที่อำเภอดอยสะเก็ด และได้พระราชทานพระราชดำริให้กรมชลประทาน สำรวจและศึกษาการพัฒนาลำน้ำสาขาของแม่น้ำกวงอย่างครบวงจร เพื่อเอื้อประโยชน์แก่ราษฎรในพื้นที่สำหรับการอุปโภคบริโภคและการเกษตรกรรม ตลอดถึงการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมพื้นที่ตัวเมืองเชียงใหม่ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้คณะเยาวชนยังจะได้เยี่ยมชมและเรียนรู้การดำเนินงานของโครงการศูนย์บริการการพัฒนาขยายพันธุ์ไม้ดอกไม้ผลบ้านไร่อันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอหางดง ซึ่งเป็นโครงการที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ได้พระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์ เมื่อ พ.ศ. 2523 เพื่อให้จัดทำแปลงสาธิตการผลิตและขยายพันธุ์ไม้ดอกไม้ประดับและไม้ให้ผลในหมู่บ้าน ที่บ้านไร่ หมู่ที่ 1 ตำบลบ้านแหวน อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่&amp;nbsp; เพื่อให้มีไม้ดอกไม้ผลพันธุ์ที่ดีกระจายอยู่ตามหมู่บ้านในชนบทพร้อมขยายพันธุ์เพื่อปลูกในเชิงพาณิชย์ของราษฎรได้ เพื่อช่วยให้ราษฎรมีความสามารถในการขยายพันธุ์ไม้ดอกไม้ผลด้วยตนเอง และส่งเสริมให้ผลิตพันธุ์ไม้จำหน่ายเพื่อเป็นอาชีพรอง และเพื่ออนุรักษ์พันธุ์ไม้ดอกของไทยให้คงอยู่กับประเทศไทยตามความเหมาะสมกับสภาพแวดล้อมของไทยสืบไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;นอกจากนี้คณะยังจะได้ร่วมทำกิจกรรมจิตอาสาตามแนวพระราชดำริ ณ&amp;nbsp; โรงเรียนบ้านโป่งกุ่ม อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อสานสัมพันธ์และการมีส่วนร่วมในการน้อมนำแนวพระราชดำริมาประยุกต์ใช้ในพื้นที่ อีกด้วย ทั้งนี้ ภายหลังจากเยาวชนเข้าร่วมโครงการค่ายเยาวชนรู้งานสืบสานพระราชดำริ (RDPB Camp) แล้ว จะมีการนำองค์ความรู้ที่ได้รับไปต่อยอดในกิจกรรมการประกวดผลงาน &amp;ldquo;เยาวชนอาสา สานต่อพระราชดำริ&amp;rdquo; เพื่อส่งผลงานเข้าประกวดชิงทุนการศึกษาพร้อมถ้วยรางวัลต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.) นั้นเป็นหน่วยงานหลักในการประสานงานและดำเนินงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เพื่อทำหน้าที่ขับเคลื่อนการพัฒนาตามแนวพระราชดำริหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ได้ตระหนักถึงความสำคัญของการขยายผลด้านการพัฒนาตามแนวพระราชดำริไปสู่ประชาชน โดยเฉพาะในกลุ่มของเยาวชนและสถาบันการศึกษา จักได้นำไปปฏิบัติให้เกิดผลสัมฤทธิ์และเกิดประโยชน์สุขแก่ประชาชนจึงได้ดำเนินการจัดโครงการค่ายเยาวชนรู้งานสืบสานพระราชดำริ หรือ RDPB Camp ขั้นและได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง โดยนำเยาวชนเข้าไปศึกษาเรียนรู้งานในโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริตามภูมิภาคต่าง ๆ ส่งผลให้แนวพระราชดำริ ในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร สร้างความรู้ ความเข้าใจ ต่อยอดขยายผลไปยังสถาบันการศึกษา และชุมชนต่าง ๆ ทั่วประเทศ ดั่งที่ปรากฎผลในทางปฏิบัติในสถาบันการศึกษาหลายต่อหลายแห่งในปัจจุบัน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/57801</URL_LINK>
                <HASHTAG>กปร., การสร้างงาน สร้างอาชีพ, โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200221/image_big_5e4f91ef69772.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>47009</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/10/2019 18:57</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/10/2019 06:29</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>57 ปี กรมการพัฒนาชุมชน  (พช.) รอยยิ้มของประชาชน ความสุขของคนไทย คือแรงบันดาลใจของเรา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การสร้างงาน สร้างอาชีพ เพิ่มรายได้ ทำให้ครอบครัวมีความสุข ชุมชนเกิดความเข้มแข็ง สามารถพึ่งพาตนเองได้ คือแรงบันดาลใจ ความภาคภูมิใจของเราชาว พช. (กรมการพัฒนาชุมชน) ที่ได้เห็นประชาชนในชนบทมีรอยยิ้ม มีความสุข จากการสร้างพลังชุมชน ใช้พลังชุมชน ในการพัฒนาชุมชน โดยใช้กระบวนการมีส่วนร่วมในการพัฒนาทุกมิติ จนเกิดผลสำเร็จในชุมชนอย่างหลากหลาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในปี พ.ศ. 2483 กระทรวงมหาดไทย ได้ประกาศใช้แผนการบูรณะชนบทพัฒนา โดยมีวัตถุประสงค์ 2 ประการ คือ สร้างสรรค์ชีวิตจิตใจของประชาชนในชนบทให้เหมาะสมที่จะเป็นพลเมืองดี และส่งเสริมให้ประชาชนมีการครองชีพที่ดีขึ้น และได้จัดตั้งสำนักงานพัฒนาการท้องถิ่นขึ้นในปี พ.ศ. 2499 เพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาท้องถิ่น และมีการริเริ่มโครงการพัฒนาท้องถิ่นในปีถัดมา โดยมีปลัดพัฒนากรเป็นผู้ปฏิบัติงาน ซึ่งเรียกกันในภายหลังว่า &amp;ldquo;พัฒนากร&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จวบจนกระทั่งปี พ.ศ. 2505 รัฐบาลได้ออกพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวงทบวงกรม ฉบับที่ 10 และจัดตั้งกรมการพัฒนาชุมชนขึ้น เป็นหน่วยงานในสังกัดกระทรวงมหาดไทย เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2505ภารกิจในระยะแรกของกรมการพัฒนาชุมชนคือ ปรับปรุงคุณภาพชีวิตของประชาชนในชนบท โดยการมีส่วนร่วมของประชาชนและการพัฒนาตนเอง ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าพัฒนากรต้องทำงานกับประชาชน มิใช่ทำให้ประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตลอดระยะเวลา 57 ปีที่ผ่านมา กรมการพัฒนาชุมชนได้ปรับเปลี่ยนองค์กรให้เหมาะสมกับสถานการณ์และความเจริญก้าวหน้าของประเทศ ทั้งการปรับเปลี่ยนวิธีการทำงาน ปรับโครงสร้างและบทบาทหน้าที่ขององค์กรหลายครั้ง กฎกระทรวงมหาดไทย ปี 2552 กำหนดให้กรมการพัฒนาชุมชนมีบทบาทหน้าที่ 7 ประการ คือ 1) กำหนดนโยบาย ยุทธศาสตร์ มาตรการ และแนวทางในการพัฒนาชุมชนระดับชาติ เพื่อให้หน่วยงานของรัฐ เอกชน และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องด้านการพัฒนาชุมชนได้ใช้เป็นกรอบแนวทาง ในการดำเนินงานเพื่อเสริมสร้างความสามารถและความเข้มแข็งของชุมชน &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2) จัดทำและพัฒนาระบบมาตรฐาน การพัฒนาชุมชน เพื่อใช้เป็นเครื่องมือสำหรับประเมินความก้าวหน้าและมาตรฐานการพัฒนาของชุมชน 3) พัฒนาระบบและกลไกในการส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้ การจัดการความรู้ การอาชีพ การออม และการบริหารจัดการเงินทุนของชุมชน เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถของประชาชน ชุมชน ผู้นำชุมชน องค์การชุมชน และเครือข่ายองค์การชุมชนวิเคราะห์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;4) สนับสนุนและพัฒนาระบบข้อมูลสารสนเทศชุมชนส่งเสริมการใช้ประโยชน์และการให้บริการข้อมูลสารสนเทศชุมชน เพื่อใช้ในการวางแผนบริหารการพัฒนาได้ อย่างมีประสิทธิภาพ 5) ศึกษา วิเคราะห์ วิจัย พัฒนา และสร้างองค์ความรู้เพื่อใช้ในงานพัฒนาชุมชน และการจัดทำยุทธศาสตร์ชุมชน 6) ฝึกอบรมและพัฒนาข้าราชการ เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ผู้นำชุมชน องค์การชุมชน และเครือข่ายองค์การชุมชนให้มีความรู้ ทักษะ ทัศนคติ และสมรรถนะในการทำงาน รวมทั้งให้ความร่วมมือทางวิชาการด้านการพัฒนาชุมชนแก่หน่วยงานทั้งในประเทศและต่างประเทศ 7) ปฏิบัติการอื่นใดตามที่กฎหมายกำหนดให้เป็นอำนาจหน้าที่ของกรม หรือตามที่กระทรวง หรือคณะรัฐมนตรีมอบหมาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่สิ่งหนึ่งที่กรมการพัฒนาชุมชนไม่เคยเปลี่ยนคือ &amp;ldquo;หลักการพัฒนาชุมชน&amp;rdquo; การสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชน และประชาชนพึ่งตนองได้ จนถึงปัจจุบันซึ่งโลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จนไม่อาจคาดการณ์ถึงอนาคตที่แน่นอนได้ และยังเชื่อว่า &amp;ldquo;หลักการพัฒนาชุมชน&amp;rdquo; การสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชน และการพึ่งตนเองได้ของประชาชน จะช่วยให้ประชาชนยังดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างมีความสุข ดังที่กำหนดไว้ในแผนปฏิบัติราชการของกรมการพัฒนาชุมชน ด้วยวิสัยทัศน์ &amp;ldquo;เศรษฐกิจฐานรากมั่นคงและชุมชนพึ่งตนเองได้ ภายในปี 2565&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รวมทั้ง ได้ออกแบบกิจกรรมหลายกิจกรรมเพื่อส่งเสริมให้ประชาชนพัฒนาตนเองและพัฒนาชุมชนให้พึ่งตนเองได้ ช่วยกันสร้างเศรษฐกิจของชุมชนให้มั่นคง และเป็นกำลังสำคัญของประเทศ ในการสร้างความมั่งคั่ง และความยั่งยืน ในสังคมไทย อาทิ การสร้างสัมมาชีพชุมชนเพื่อให้ประชาชนมีอาชีพ ที่ไม่เบียดเบียนตนเอง ไม่เบียดเบียนผู้อื่น และไม่เบียดเบียนสิ่งแวดล้อม การส่งเสริมกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต ซึ่งส่งเสริมให้ประชาชนสร้างพลังทางการเงินของชุมชนด้วยเงินออมจำนวนน้อยนิดของสมาชิกจนกลายเป็นเงินจำนวนมากที่สามารถช่วยบรรเทาความเดือดร้อนทางการเงิน และเป็นเงินทุนในการประกอบอาชีพ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนให้มีคุณค่าและมูลค่าเพิ่มขึ้นด้วยภูมิปัญญาในชุมชน การพัฒนาอาสาพัฒนาชุมชนและผู้นำชุมชนเพื่อเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาชุมชนและขับเคลื่อนหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงให้เป็นวิถีชีวิต และพึ่งตนเองได้ เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไม่เพียงพัฒนาคนในหมู่บ้าน/ชุมชนทั่วประเทศเท่านั้น กรมการพัฒนาชุมชนยังได้พัฒนาบุคลากรกว่า 6,000 คน ทั้งส่วนกลางและภูมิภาคให้มีขีดความสามารถในการขับเคลื่อนภารกิจงานพัฒนาชุมชน ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ เทคโนโลยี และนโยบายของรัฐบาล เพื่อนำไปสู่เป้าหมายการพัฒนาประเทศภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ด้วยหลักสูตรฝึกอบรมบุคลากร กว่า 10 หลักสูตร อาทิ หลักสูตรพัฒนากร ก่อนประจำการ หลักสูตรพัฒนาการอำเภอ หลักสูตรผู้บริหารระดับสูง ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ในวาระเฉลิมฉลองวันครบรอบก่อตั้งกรมการพัฒนาชุมชน ปีที่ 57 วันที่ 1 ตุลาคม 2562 กรมการพัฒนาชุมชน ขอสัญญาว่า นักพัฒนาของกรมการพัฒนาชุมชน จะทำงานกับประชาชน เพื่อให้การพัฒนาชุมชนเป็นการสร้างชุมชนที่ประชาชนต้องการ ดังคำขวัญพระราชทานของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร &amp;ldquo;พัฒนาคือสร้างสรรค์&amp;rdquo; และทำให้ปี 2565&amp;nbsp;เป็นปีที่ &amp;ldquo;เศรษฐกิจฐานรากมั่นคงและชุมชนพึ่งตนเองได้ภายในปี 2565&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/47009</URL_LINK>
                <HASHTAG>57 ปี กรมการพัฒนาชุมชน  (พช.), กรมการพัฒนาชุมชน  (พช.), การสร้างงาน สร้างอาชีพ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191001/image_big_5d92ac43c36f5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
