<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>89730</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/01/2021 16:52</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/01/2021 16:51</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พลิกวิกฤต เป็นโอกาส “คุณหญิงกัลยา” ใช้ช่องเกิดโควิดเลื่อนสอบพิซา ติวเข้มนร.ก่อนลงสนาม </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
13ม.ค.64-คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) กล่าวว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ตนได้ร่วมประชุมกับผู้บริหารสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เพื่อหารือถึงการจัดสอบประเมินผลนักเรียนร่วมกับนานาชาติ (พิซา) ซึ่งเดิมจะมีการจัดสอบในปี 2021 แต่สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โควิด-19 ทำให้ต้องเลื่อนการสอบออกไปในปี 2022 ดังนั้นถือว่าเรายังพอมีเวลาในการเตรียมความพร้อมของนักเรียน ที่ประชุมจึงมอบหมายให้ สพฐ.ทำงานเชิงรุกในการยกระดับการอ่านของนักเรียนทั้งประเทศให้ได้ เนื่องจากการสอบพิซาครั้งที่ผ่านมา จะพบว่าข้อสอบพิซาเป็นการวัดทักษะการอ่านของผู้เข้าสอบทั่วโลก แต่การอ่านของเด็กไทยมีคะแนนต่ำกว่ามาตรฐาน รวมถึงเด็กไทยไม่ได้อ่านเพื่อคิดวิเคราะห์และไม่ใช้ทักษะในการอ่านนานส่งผลให้การอ่านของเด็กเมื่ออ่านหนังสือหรืออ่านข้อความต่างๆแล้วไม่มีการคิดตาม &amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;ldquo;สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ยังได้ทรงรับสั่งกับดิฉันเมื่อเข้าเฝ้ารับเสด็จในโอกาสต่างๆ ที่ผ่านมา โดยพระองค์ทรงรับสั่ง ว่า การอ่านและวิชาคณิตศาสตร์ จะเป็นพื้นฐานของการเรียนวิชาอื่นๆ ทั้งหมด ดังนั้นจากนี้ไปเราจะเตรียมความพร้อมให้นักเรียนไทยได้ฝึกการอ่านที่คิดวิเคราะห์เป็น เมื่ออ่านแล้วเด็กต้องจับใจความได้ สรุปการอ่านออกมาแบบเล่าเรื่องราวได้ รวมถึงจะมีการอบรมพัฒนาครูให้มีทักษะประสบกาณ์เรื่องการอ่าน เพื่อนำมาความรู้มาถ่ายทอดให้นักเรียนได้อ่านแบบคิดวิเคราะห์เป็นมากขึ้น ขณะเดียวกันจะฝึกให้นักเรียนได้หัดทำข้อสอบพิซาย้อนหลัง เพราะอยากให้เด็กมีความคุ้นเคยกับข้อสอบด้วย อย่างไรก็ตามการดำเนินการยกระดับการอ่านของนักเรียนจะเริ่มทำในปีการศึกษานี้ทันที&amp;rdquo; รมช.ศธ. กล่าว &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/89730</URL_LINK>
                <HASHTAG>การสอบพิซา, คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201207/image_big_5fcdffaf2499d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>55129</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/01/2020 15:57</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/01/2020 15:57</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กสศ.พบไทยมีเด็กช้างเผือก แต่เป็นเด็กฐานะยากจน13% เก่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยโออีซีดี 11.3%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 ม.ค.63-นายภูมิศรัณย์ ทองเลี่ยมนาค ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์การศึกษา สถาบันวิจัยเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) กล่าวว่า จากการวิเคราะห์เชิงลึกคะแนนสอบ PISA 2018 ซึ่งประเมินทักษะด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และการอ่าน ของกลุ่มเยาวชนอายุ 15 ปีทั่วโลก พบว่า ผลคะแนนสอบของนักเรียนไทยมีความสัมพันธ์กับฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมของนักเรียน คะแนนของนักเรียนไทยที่มีฐานะต่ำสุด ห่างจากคะแนนของนักเรียนฐานะในกลุ่มสูงสุด ประมาณ 2.5 ปีการศึกษา แต่มีข้อยกเว้นในกลุ่มนักเรียนที่เรียกว่า กลุ่มช้างเผือก ซึ่งเป็นเด็กไทยที่มีฐานะยากจนกลุ่มล่างสุด แต่สามารถทำคะแนนได้อยู่ในกลุ่มที่ได้คะแนนสูงสุดของประเทศ โดยประเทศไทยมีเด็กช้างเผือกกลุ่มนี้จำนวน ร้อยละ 13 ของเด็กในกลุ่มฐานะล่างสุด ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยโออีซีดีซึ่งมี ร้อยละ 11.3 ทั้งนี้หากวิเคราะห์ไปถึงคะแนนรายวิชา เด็กช้างเผือกของไทยสามารถทำคะแนนวิทยาศาสตร์ ได้เฉลี่ย 492 คะแนน คณิตศาสตร์ 487 คะแนน การอ่าน 482 คะแนน ทั้ง 3 วิชามีคะแนนมากกว่าค่าเฉลี่ยของเพื่อนนักเรียนวัยเดียวกันที่มีฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมสูงสุด ราวๆ ครึ่งปีถึง 1 ปีการศึกษา และมากกว่าเพื่อนนักเรียนที่มีฐานะทางเศรษฐกิจสังคมในระดับเดียวกันถึง 3 หรือ 4 ปีการศึกษา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายภูมิศรัณย์ นอกจากนี้เด็กช้างเผือกไทยแม้จะมีฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมต่ำสุด แต่กลับมี Growth Mindset หรือ ความเชื่อมั่นว่าตนเรียนรู้พัฒนาได้ ที่สูง คิดเป็นค่าประมาณร้อยละ 58 โดยเด็กกลุ่มนี้ยังมีความคาดหวังในการเข้าเรียนอุดมศึกษาที่สูงมาก รวมถึงการมีความสุขและมุมมองเชิงบวกในระดับที่ดี เมื่อเทียบกับเด็กกลุ่มอื่นๆ ของประเทศ อย่างไรก็ตาม ดัชนีด้านทัศนคติในชีวิตบางอย่างของเขายังอาจจะไม่สูงเมื่อเทียบกับกลุ่มเด็กที่มีความพร้อมทางสังคมสูงกว่า เช่น ดัชนีการตระหนักถึงความสามารถของตนเอง (Self-Efficacy) พบว่านักเรียนกลุ่มช้างเผือก มีการตระหนักถึงความสามารถของตนเอง การสนับสนุนทางอารมณ์จากพ่อแม่ การมีความหมายของชีวิต ความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของโรงเรียน อยู่ในระดับที่ดีมากเมื่อเทียบกับนักเรียนในกลุ่มเศรษฐฐานะของตน แต่ก็ยังมีค่าน้อยกว่านักเรียนในกลุ่มที่มีความพร้อมของครอบครัวกลุ่มสูงสุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ที่ผ่านมาเราพบว่าเด็กที่มีฐานะยากจน มีโอกาสที่จะได้เรียนต่อในระดับสูงกว่าระดับชั้น ม.6น้อยมาก คือแค่ร้อยละ 5 เท่านั้น ผลสำรวจของ PISA ช่วยยืนยันว่า หากประเทศไทยสามารถที่จะช่วยเหลือสนับสนุนเด็กที่อยู่ในกลุ่มล่างสุดทางเศรษฐฐานะของสังคม ทั้งในด้านการพัฒนา Growth Mindset และการสนับสนุนให้พ่อแม่มีแนวทางในการสนับสนุนแก่บุตรหลาน การสร้างสิ่งแวดล้อมที่เกื้อกูลในโรงเรียนแก่เด็กกลุ่มด้อยโอกาส รวมไปถึงการแนะแนวโอกาสในการศึกษาต่อหรืออาชีพ ก็จะเป็นการช่วยให้เด็กที่อยู่ในกลุ่มช้างเผือกสามารถที่จะเรียนได้สูงที่สุด และพัฒนาศักยภาพของตนได้อย่างเต็มที่ รวมถึงการทำให้เด็กกลุ่มยากไร้ด้อยโอกาสอื่นๆ สามารถพัฒนาตนเองให้มาเป็นเด็กช้างเผือกได้ต่อไปในอนาคต ซึ่งแนวทางเหล่านี้เป็นสิ่งที่ กสศ. มุ่งพัฒนาต้นแบบการสนับสนุนเพื่อสร้างโอกาสให้แก่เด็กช้างเผือกเป็นจริงได้ต่อไป&amp;quot;ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์การศึกษา สถาบันวิจัยเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา กล่าว
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/55129</URL_LINK>
                <HASHTAG>กสศ., การสอบพิซา, ภูมิศรันย์ ทองเลี่ยมนาค, เด็กช้างเผือก, โออีซีดี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200121/image_big_5e26bc4c05708.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>28964</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/02/2019 20:12</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/02/2019 20:12</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สพฐ.อบรมผอ.เขต-ผอ.รร.ทั่วประเทศเพิ่ม เข้าใจวิชาการคำนวณ หวังเพิ่มคะแนนสอบพิซา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12ก.พ.62-นายบุญรักษ์ ยอดเพชร เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาฯ กพฐ.) กล่าวภายหลังการประชุมผู้บริหารระดับสูงของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ว่า ที่ประชุมได้หารือถึงการพัฒนาการเรียนการสอนวิชาวิทยาการคำนวณ โดย สพฐ.ได้ย้ำให้เรื่องนี้นำไปสู่การปฏิบัติให้มากขึ้น เพราะที่ผ่านมาการเรียนการสอนในวิชาดังกล่าวจะถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มสาระการงานอาชีพ และเปลี่ยนมาเป็นอยู่ในกลุ่มสาระวิชาวิทยาศาสตร์ &amp;nbsp;ซึ่งการเรียนวิชาวิทยาการคำนวณจะเป็นวิชาใหม่ที่จะเน้นให้นักเรียนทุกระดับชั้นได้เรียน เพื่อฝึกกระบวนการคิดวิเคราะห์อย่างเป็นระบบให้เด็กรู้จักแก้ปัญหาเป็น อีกทั้งการเรียนการสอนวิชาคำนวณ สพฐ.ตั้งเป้าหมายในการยกระดับการประเมินผลนักเรียนนานาชาติ (PISA) ด้วย เนื่องจากที่ผ่านมาพบว่า แม้เราจะเก่งวิชาวิทยาศาสตร์ &amp;nbsp;คณิตศาสตร์ &amp;nbsp;และภาษาอังกฤษ ได้คะแนนเต็ม แต่คะแนนการสอบพิซาไม่ขยับขึ้นก็เพราะว่าการสอบพิซาใช้กระบวนการคิดวิเคราะห์แทบทุกวิชา ดังนั้นการเรียนการสอนวิชาคำนวณสพฐ.จะมุ่งเน้นให้ครูได้ให้ความสำคัญซึ่งไม่เพียงเฉพาะครูผู้วิชาวิทยาศาสตร์หรือเทคโนโลยีเท่านั้น แต่วิชาการคำนวณจะต้องเรียนครอบคลุมบูรณาการให้ครบทุกวิชา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เลขา กพฐ. กล่าวอีกว่า ในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ สพฐ.จะลงพื้นที่ชมการเรียนการสอนวิชาการคำนวณ ที่บ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร จังหวัดปทุมธานี จากนั้นจะเริ่มการอบรมการเรียนการสอนวิชาดังกล่าวกับกลุ่มผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศ เพื่อให้เข้าใจเนื้อหาของวิชาทั้งมาตรฐานของการเรียน การติดตามวัดและประเมินผล และเด็กแต่ละชั้นปีจะมุ่งเน้นการสอนอะไรบ้างให้เสร็จภายในเดือน กุมภาพันธ์ 2562 หลังจากนั้นจะมีการอบรมผู้บริหารโรงเรียน 30,000 แห่งในหลักสูตรเดียวกันด้วยระบบวิดีโอคอนเฟอเรนท์จากส่วนกลางและให้ผอ.เขตพื้นที่แต่ละเขตช่วยเป็นพี่เลี้ยงให้ และขยายการอบรมไปสู่ครูที่จัดการเรียนการสอนต่อไป เพื่อให้การเรียนวิชาการคำนวณดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป
&amp;quot; ทั้งนี้ สพฐ.จะไม่มีการตั้งงบประมาณเพื่อซื้อสื่อการเรียนการสอนในวิชานี้ เพราะไม่มีความจำเป็นต้องใช้อุปกรณ์ ดังนั้นหากโรงเรียนมีความต้องการสื่อการสอนเพิ่มก็อาจจะขอรับการสนับสนุนเอง&amp;quot;นายบุญรักษ์กล่าว
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/28964</URL_LINK>
                <HASHTAG>#สพฐ., การสอบพิซา, นายบุญรักษ์ ยอดเพ็ชร, วิชาการคำนวณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190129/image_big_5c4ff405d533e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>21832</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/11/2018 18:55</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/11/2018 18:55</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> &quot;หมอธี&quot; มอบสสวท.ยกระดับคะแนนสอบพิซา   </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12พ.ย.61-นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวภายหลังการมอบนโยบายแก่ที่ประชุมคณะกรรมการสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) ว่า ครั้งนี้ถือเป็นการประชุมคณะกรรมการ สสวท.ครั้งแรก &amp;nbsp;ซึ่งที่ประชุมได้หารือถึงการยกระดับโครงการประเมินนักเรียนร่วมกับนานาชาติ หรือ พิซา &amp;nbsp;โดยเราได้วิเคราะห์เรื่องนี้กันอย่างละเอียด เพราะเป็นประเด็นที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ห่วงใยและต้องการให้ประเทศยกระดับพิซาให้ได้ ทั้งนี้ตนขอยืนยันว่าเราจะยกระดับคะแนนพิซาให้สูงขึ้นในอีก 3 ปีข้างหน้าอย่างแน่นอน รวมถึงการจัดตั้งสถาบันโคเซน หรือ โรงเรียนสร้างนวัตกร โดย สสวท.จะสร้างหลักเกณฑ์การคัดเลือกผู้เรียนให้ และการจัดตั้งศูนย์ระดับภูมิภาคว่าด้วยสะเต็มศึกษาขององค์การรัฐมนตรีศึกษาแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ซีมีโอ) ในประเทศไทย &amp;nbsp;ซึ่งเรื่องนี้ตนได้ริ่เริมไว้ จึงให้นโยบายไปว่าต้องดำเนินการเรื่องนี้ให้ดี เพราะจะเป็นการยกระดับการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์สู่นานาชาติ เพราะหากทำไม่ได้ดีและนำคนหน้าเดิมๆที่ไม่มีงานทำมาวนเวียนไปหรือเป็นที่อยู่ของคนไม่มีงานมาบริหารงานศูนย์นี้ก็ให้ยุบศูนย์ดังกล่าวไปเถอะ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;quot;สำหรับการยกระดับพิซาเราจะมีการแก้ปัญหาหลายจุด เช่น การสอบพิซาจะเป็นการสุ่มตัวอย่างการประเมินนักเรียนอายุ 15 ปีที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ขึ้นไป &amp;nbsp; หลายประเทศเลือกที่จะสุ่มตัวอย่างประเมินด้วยการนำอายุ 15 ปีแต่ยังไม่ถึง 16ปี หรือเด็กที่กำลังศึกษาในชั้น ม.4 มาร่วมทดสอบ จึงทำให้คะแนนพิซาเหลื่อมล้ำ ดังนั้นเราจะต้องมีการวิเคราะห์ให้ชัดเจน เพื่อที่เราจะได้ไม่เสียเปรียบ เพราะเรื่องเล็กๆน้อยๆเหล่านี้มีผลต่อการประเมินทั้งหมด &amp;nbsp;นอกจากนี้ยังได้หารือถึงการจัดตั้งสถาบันส่งเสริมวิชาการ ตาม พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ &amp;nbsp;พ.ศ..ฉบับใหม่ ซึ่งสสวท.จะต้องเคลียร์เรื่องนี้ให้ดีใครทำหน้าที่อะไรบ้าง เพื่อไม่ให้มีการทำงานที่ซ้ำซ้อนกัน เพราะไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นประเทศไทยมีหลักสูตรวิทยาศาสตร์สองรูปแบบ&amp;quot;รมว.ศธ.กล่าว
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/21832</URL_LINK>
                <HASHTAG>การสอบพิซา, นพ.ธีระเกียรติ  เจริญเศรษฐศิลป์, สสวท.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180927/image_big_5baca95aa809b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
