<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>110931</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/07/2021 10:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/07/2021 10:19</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เศรษฐกิจโลกหนุนการส่งออกไทยที่เติบโตแข็งแกร่งที่ 15.53%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
24 ก.ค.2564 ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เปิดเผยว่า ในเดือนมิ.ย. 64 การส่งออกของไทยขยายตัวแข็งแกร่งต่อเนื่องที่ 43.82% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 11 ปี และสูงกว่าตลาดการณ์ที่ 38.1% ส่งผลให้การส่งออกไทยในครึ่งปีแรกเติบโตที่ 15.53% อย่างไรก็ตาม ระดับดังกล่าวไม่นับว่าสูงมากเมื่อเทียบการฟื้นตัวของการส่งออกของประเทศในภูมิภาคที่ขยายตัวได้ไม่ต่ำกว่า 20% ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2564 ทั้งนี้ เมื่อหักสินค้าเกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน ทองคำ และอาวุธ ยุทธปัจจัย การส่งออกในครึ่งปีแรกของไทยขยายตัวได้ถึง 20.84% สอดคล้องกับประเทศอื่นในภูมิภาค หลังการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกเป็นปัจจัยหนุนหลักต่อภาคการส่งออก อย่างไรก็ตามเมื่อพิจารณาระดับของการเติบโต ในช่วงครึ่งปีแรกการส่งออกของไทยยังคงต่ำกว่าประเทศอื่นในภูมิภาค เนื่องจากการส่งออกของไทยเพิ่งเริ่มกลับมาเร่งตัวขึ้นแข็งแกร่งในช่วง 3-4 เดือนที่ผ่านมา (เดือนก.พ.ปรับตัวลดลง -2.59%)&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การส่งออกไปในประเทศคู่ค้าสำคัญเติบโตแข็งแกร่งในเกือบทุกตลาด โดยเฉพาะสหรัฐฯ และยุโรปที่เศรษฐกิจฟื้นตัวต่อเนื่อง หลังกิจกรรมในหลายภาคส่วนเริ่มกลับมาเป็นปกติจากการเร่งฉีดวัคซีนภายในประเทศ ขณะที่การส่งออกไปในตลาดอาเซียนยังคงขยายตัวดีต่อเนื่องจากเดือนก่อนหน้า แม้ว่าหลายประเทศในอาเซียนจะยังเผชิญกับสถานการณ์การแพร่ระบาดและมีมาตรการคุมเข้มการระบาดที่เข้มงวด โดยการส่งออกไปอินโดนีเซียเดือนมิ.ย. ขยายตัวสูงถึง 109.2% ส่วนหนึ่งจากสินค้าประเภทยางพารา &amp;nbsp;เครื่องจักรกลและส่วนประกอบของเครื่องจักรกล ทั้งนี้ สินค้าหลักที่หนุนภาคการส่งออกในภาพรวมยังคงเป็นสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการฟื้นตัวของภาคการผลิต และสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการทำงานที่บ้าน นอกจากนี้ การส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับพลิกกลับมาขยายตัวได้ที่ 90.5% หากไม่รวมทองคำการส่งออกอัญมณีขยายตัวได้ถึง 114.3% ซึ่งขยายตัวเป็นเดือนที่ 4 ติดต่อกัน สะท้อนถึงกำลังซื้อของผู้บริโภคในต่างประเทศที่เริ่มกลับมาต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในช่วงครึ่งหลังของปี 2564 คาดว่า อัตราขยายตัวของการส่งออกไทยมีแนวโน้มเริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติมากขึ้น เนื่องจากปัจจัยฐานต่ำและปัจจัยการชดเชยอุปสงค์ที่ค้างจากช่วงก่อนหน้า (pent-up demand) มีแนวโน้มคลี่คลายลง แต่จากปัจจัยการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่ส่งผลต่อความต้องการสินค้าส่งออกไทยมากขึ้น ส่งผลให้ศูนย์วิจัยกสิกรไทยปรับเพิ่มคาดการณ์ส่งออกไทยในปี 2564 เพิ่มขึ้นอยู่ที่ 11.5% จากที่เคยประเมินไว้ที่ 9.0% ในเดือนมิ.ย. โดยยังคงมองว่าสินค้าประเภทอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า ผลิตภัณฑ์ยางพารา และผักผลไม้น่าจะยังสามารถเติบโตได้ดี รวมถึงสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน เช่น เม็ดพลาสติก ที่น่าจะยังสามารถเติบโตได้ต่อเนื่องจากปัจจัยด้านราคาที่มีแนวโน้มที่จะยังอยู่ในระดับสูง ทั้งนี้ ในประมาณการประมาณการส่งออกนี้ได้มีการรวมปัจจัยเสี่ยงจากปัญหาขาดแคลนตู้คอนเทอร์ ค่าระวางเรือที่สูงขึ้น รวมถึงประเด็นที่เกี่ยวเนื่องกับการแพร่ระบาดในประเทศที่อาจจะส่งผลต่อการขาดแคลนแรงงานในภาคอุตสาหกรรมที่มีการปิดโรงงานจากการแพร่ระบาด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ในระยะข้างหน้าภาคการส่งออกยังคงเผชิญความท้าทายอีกหลากหลายด้าน ทั้งความเสี่ยงจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง หลังจากหลายประเทศเริ่มกลับมาเผชิญจำนวนผู้ติดเชื้อรายวันที่สูงขึ้นจากสายพันธุ์เดลต้าที่มีการแพร่กระจายได้ง่ายและส่งผลให้มีมาตรการควบคุมที่เข้มงวดเพิ่มขึ้น หากสถานการณ์การแพร่ระบาดทั่วโลกมีแนวโน้มรุนแรงขึ้นจะส่งผลต่ออุปสงค์ของสินค้า อีกทั้งในไทยเองหากสถานการณ์การแพร่ระบาดมีแนวโน้มรุนแรงขึ้นอาจส่งผลให้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานภาคอุตสาหกรรมมีความน่ากังวลเพิ่มขึ้น (Supply Disruption) และอาจเป็นปัจจัยกดดันการส่งออกไทยในระยะข้างหน้า
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/110931</URL_LINK>
                <HASHTAG>การส่งออกของไทย, ศูนย์วิจัยกสิกรไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210621/image_big_60d01cc9d03fe.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>110835</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/07/2021 13:25</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/07/2021 13:25</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ข่าวดี ส่งออก มิ.ย. 64 ทำนิวไฮใหม่ สูงสุดในรอบ 11 ปี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
23 ก.ค. 2564 &amp;nbsp;นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การส่งออกของไทยในเดือนมิ.ย.2564 มีมูลค่า 23,699.43 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 43.82% ทำนิวไฮใหม่สูงสุดในรอบ 11 ปี และคิดเป็นเงินบาทมีมูลค่า 738,135.34 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 41.48% โดยสินค้าที่มีอัตราการขยายตัวสูง เช่น ผลไม้ เพิ่ม 185.10% และในนี้เป็นทุเรียน เพิ่มขึ้นถึง 172% มังคุด 488.26% อัญมณีและเครื่องประดับ เพิ่ม 90.48% รถยนต์และอุปกรณ์ชิ้นส่วนยานยนต์ เพิ่ม 78.5% เครื่องจักรกล เพิ่ม 73.13% และเคมีภัณฑ์ เพิ่ม 59.82% เป็นต้น &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนสินค้าเกษตร มีอัตราการขยายตัวสูงถึง 59.8% สูงสุดในรอบ 10 ปี สามารถทำรายได้เข้าประเทศถึง 71,473.5 ล้านบาท เป็นการขยายตัว 9 เดือนต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งยางพารา เพิ่มถึง 111.9% ผักผลไม้สดแช่เย็นแช่แข็งและแปรรูป เพิ่ม 110.2% โดยเฉพาะมันสำปะหลัง เพิ่มถึง 81.5% ขณะที่ตลาดสำคัญ ทั้งตลาดหลัก ตลาดรอง มีอัตราการขยายตัวทุกตลาด โดยตลาดหลัก เพิ่ม 41.2% ประกอบด้วยจีน ญี่ปุ่น สหรัฐฯ สหภาพยุโรป CLMV อาเซียน เป็นต้น ตลาดรอง เพิ่ม 49.5% ทั้งเอเชียใต้ อินเดีย ศรีลังกา บังกลาเทศ ตลาดตะวันออกกลาง แอฟริกา ลาตินอเมริกา และทวีปออสเตรเลีย เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ การนำเข้าในเดือนมิ.ย.2564 มีมูลค่า 22,754.37 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 53.75% ดุลการค้าเกินดุล 945.06 ล้านเหรียญสหรัฐ และภาพรวมการส่งออกครึ่งปี 2564 (ม.ค.-มิ.ย.) มีมูลค่า 132,334.65 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 15.53% การนำเข้ามูลค่า 129,895.50 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 26.15% ดุลการค้าเกินดุล 2,439.15 ล้านเหรียญสหรัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;นายจุรินทร์กล่าวว่า แผนการทำงานในช่วงครึ่งปีหลัง กระทรวงพาณิชย์จะร่วมมือกับภาคเอกชนในนาม กรอ.พาณิชย์ และใช้ทีมเซลส์แมนจังหวัด เซลส์แมนประเทศ ร่วมกันทำงานขับเคลื่อนการส่งออก โดยมีกิจกรรมที่จะดำเนินการมากกว่า 130 กิจกรรม และในนี้ มีการทำยอดขายสั่งจองล่วงหน้าไม่ต่ำกว่า 20,000 ล้านบาท และยังจะเร่งเปิดตลาดใหม่ให้เป็นรูปธรรม เช่น การผลักดันการส่งออกไก่สดแช่เย็นแช่แข็งเข้าสู่ตลาดซาอุดิอาระเบีย การเจาะตลาดลาตินอเมริกา ที่แม้เส้นทางไกล เสียเปรียบคู่แข่ง แต่มีสินค้าที่มีโอกาสมาก เช่น อาหาร และชิ้นส่วนยานยนต์ ที่ป้อนความต้องการการซ่อมแซม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ จะต้องยื่นมือเข้าไปช่วยภาคการผลิต เพื่อให้คงตัวเลขส่งออก เพราะขณะนี้ บางจังหวัดสั่งปิดโรงงานแบบเหมารวม จะต้องพิจารณากันให้รอบคอบ ส่วนไหนมีปัญหา ก็ปิด ส่วนไหนไม่มีปัญหา และไม่คิดว่าจะได้รับผลกระทบ ก็ควรให้เปิด หรือถ้ามีการปิดทั้งโรงงานแล้ว ส่วนไหนแก้ไขปัญหาจบ ก็ควรจะเปิดให้ดำเนินการผลิตต่อไป เพื่อไม่ให้การผลิตหยุดชะงักจนกระทบส่งออก ซึ่งจะเรียนคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาในสัปดาห์หน้า รวมทั้งต้องเร่งกระจายวัคซีนเข้าสู่ภาคการผลิต โดยเฉพาะโรงงานส่งออก ซึ่งได้เรียน ครม.ไปแล้ว และนายกรัฐมนตรีตอบรับให้จัดการแล้ว และปัญหาเรื่องแรงงาน ก็ได้แจ้ง ครม.แล้ว กระทรวงแรงงานจะเข้ามาดูแลและเร่งรัดการขึ้นทะเบียนแรงงานหมดอายุในจุดต่างๆ เพื่อให้มีความรวดเร็วต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายภูษิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กล่าวว่า การส่งออกรายสินค้า นอกจากสินค้าเกษตรที่ขยายตัวสูงถึง 59.8% สูงสุดในรอบ 10 ปี กลุ่มสินค้าอุตสาหกรรมเกษตรก็ขยายตัว 13.5% โดยสินค้าสำคัญที่ขยายตัว เช่น อาหารสัตว์เลี้ยง เพิ่ม 27.7% ขยายตัวต่อเนื่อง 22 เดือน น้ำตาลทราย เพิ่ม 18.8% กลับมาขยายตัวในรอบ 15 เดือน และสินค้าอุตสาหกรรมขยายตัว 44.7% เช่น รถยนต์อุปกรณ์และส่วนประกอบ เพิ่ม 78.5% ส่วนตลาดส่งออก 50 อันดับแรก ซึ่งมีสัดส่วน 97% ของการส่งออกรวม ขยายตัวได้ทุกตลาด
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/110835</URL_LINK>
                <HASHTAG>การส่งออกของไทย, จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์, มิ.ย.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210624/image_big_60d40a64b3543.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>107479</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/06/2021 11:31</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/06/2021 11:31</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ส่งออกพ.ค. มาแรง เพิ่ม 41.59% ขยายตัวสูงสุดในรอบ 11 ปี </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24 มิ.ย. 2564 นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การส่งออกของไทยในเดือนพ.ค.2564 มีมูลค่า 23,057.91 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 41.59% หรือคิดเป็นเงินบาทมีมูลค่า 714,885.27 ล้านบาท เป็นการขยายตัวเติบโตสูงสุดในรอบ 11 ปี และหากหักสินค้าเกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน ทองคำ และยุทธปัจจัยออก การส่งออกจะบวกมากกว่า โดยบวกถึง 45.87% และการนำเข้ามีมูลค่า 22,261.96 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 63.54% เกินดุลการค้ามูลค่า 795.95 ล้านเหรียญสหรัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนการส่งออกรวม 5 เดือนของปี 2564 (ม.ค.-พ.ค.) มีมูลค่า 108,635.22 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 10.78% หากหักน้ำมัน ทองคำ และยุทธปัจจัยออก จะเติบโตถึง 17.13% และการนำเข้า มีมูลค่า 107,141.12 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 21.52% เกินดุลการค้ามูลค่า 1,494.10 ล้านเหรียญสหรัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายจุรินทร์กล่าวว่า ปัจจัยที่ทำให้การส่งออกปรับตัวดีขึ้น มาจากเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจคู่ค้าสำคัญ ๆ ของไทย เริ่มฟื้นตัว เช่น สหรัฐฯ จีน สหภาพยุโรป และญี่ปุ่น เป็นต้น และยังได้รับผลดีจากแผนการขับเคลื่อนการส่งออก ที่กระทรวงพาณิชย์ทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดกับภาคเอกชนและทำอย่างเข้มข้นต่อเนื่องในรูป กรอ.พาณิชย์ ทำให้แก้ปัญหาอุปสรรคได้รวดเร็ว ทันท่วงที และยังได้มีการจัดทำแผนเชิงรุกร่วมกัน โดยมีเป้าหมายและรายละเอียดชัดเจนมาแต่ต้นปี ทำให้ตัวเลขการส่งออกปีนี้ ค่อยๆ เป็นบวกขึ้นตามลำดับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยปัญหาที่ได้เข้าไปแก้ไขและประสบผลสำเร็จ จนส่งผลดีต่อการส่งออกไทย เช่น รถยนต์ หลังจากที่ได้เจรจากับเวียดนามมาหลายครั้งตั้งแต่การประชุมอาร์เซ็ป ต่อมาเวียดนามได้มีการปรับระเบียบ แทนที่ต้องตรวจรถยนต์นำเข้าจากไทยทุกล็อต และบางครั้งตรวจทั้งไทยและเวียดนาม ได้ผ่อนปรนเป็นตรวจที่ใดที่หนึ่ง และสุ่มตรวจ ส่งผลให้ส่งออกรถยนต์เพิ่ม 922% และส่งออกไปไปทั้งโลกเพิ่ม 170% ส่วนผลไม้ ได้แก้ไขปัญหาติดขัดที่ด่านชายแดนและข้ามแดน ส่งผลให้ส่งออกเพิ่มถึง 31.9% โดยเฉพาะทุเรียน เพิ่ม 95% และปัญหาเรื่องขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์ ก็ได้เข้าไปแก้ปัญหา ผลักดันให้มีการผ่อนปรนให้เรือใหญ่ 400 เมตรเข้าเทียบท่าเรือแหลมฉบัง ทำให้ส่งออกคล่องตัวขึ้น และยังมีแผนเจรจากับกระทรวงคมนาคม อนุญาตให้เรือใหญ่เข้ามาได้ตลอดไป ไม่ใช่แค่ 2 ปี เพราะการส่งออกยังต้องทำต่อเนื่อง ไม่ใช่ 2 ปี แล้วเลิก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายจุรินทร์ กล่าวว่า สำหรับแผนในระยะต่อไป จะยังคงดำเนินการภายใต้ กรอ.พาณิชย์ ประกอบด้วยการเร่งรัดเปิดตลาดใหม่ ให้มีผลในภาคปฏิบัติเป็นรูปธรรมโดยเร็ว ไม่ว่าจะเป็นตลาดตะวันออกกลาง กลุ่มประเทศที่แตกจากรัสเซีย กลุ่มเอเชียใต้ และแอฟริกา , การเร่งรัดการค้าชายแดนและผ่านแดน โดยจะเร่งเปิดด่านที่มีอยู่ 97 ด่านให้มีจำนวนเพิ่มขึ้นจากปัจจุบันที่เปิดแล้ว 45 ด่าน โดยเป้าระยะสั้น จะผลักดันเปิดเพิ่มอีก 11 ด่าน และในวันที่ 9-11 ก.ค.2564 จะเดินทางไปดูด่านชายแดนที่สปป.ลาว ที่จะผ่านทะลุเวียดนามไปจีน เช่น ด่านปากแซง ด้านท่าเทียบเรือมุกดาหาร นครพนม และหนองคาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ จะเร่งส่งเสริมการส่งออกและการเจรจาการค้าผ่านช่องทางออนไลน์ เพื่อเพิ่มยอดการส่งออก และหากสามารถดำเนินการในระบบออฟไลน์ได้ ก็จะเร่งดำเนินการต่อไป เป็นการผสมผสานแบบไฮบริด , เร่งทำมินิเอฟทีเอกับเมืองเป้าหมาย ได้แก่ ไหหนาน จีน เตลังกานา อินเดีย คยองกี เกาหลีใต้ และโคฟุ ญี่ปุ่น ขณะนี้สัญญาณล่าสุดอาจจะสามารถลงนามกันได้ช่วงเดือนก.ค.-ส.ค.2564 โดยประมาณ และจะเร่งสร้างแม่ทัพการค้าและแม่ทัพส่งออกรุ่นใหม่ เพื่อเป็นอนาคตสำหรับการนำเงินเข้าประเทศ โดยจะเร่งปั้นเจนซีเป็นซีอีโอ ซึ่งปีนี้ดำเนินการได้ครบ 12,000 รายแน่นอน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนเป้าหมายการส่งออกในปีนี้ที่ตั้งไว้ที่ 4% น่าจะทำได้ดีกว่านี้ เพราะตัวเลข 5 เดือนทำได้แล้ว 10.78% คาดการณ์ว่าแนวโน้มจากนี้ไป การส่งออกจะสามารถทำหน้าที่เป็นหัวจักรสำคัญ เป็นพระเอกขับเคลื่อนจีดีพีของประเทศได้อยู่ ยกเว้นมีวิกฤตอะไรมากระทบไทยมาก ๆ หรือกระทบไปทั้งโลก อันนั้น นอกเหนือการคาดการณ์ โดยจะพยายามทำให้ดีที่สุด และจับมือเอกชนทำงานใกล้ชิด ทั้งการแก้ไขปัญหาส่งออกและกิจกรรมส่งออก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กล่าวว่า ภาพรวมการส่งออกขยายตัวเพิ่มขึ้นเกือบทุกตลาด โดยการส่งออกไปสหรัฐฯ จีน และญี่ปุ่น ขยายตัวดีต่อเนื่อง 44.9% , 25.5% และ 27.4% ตามลำดับ ตลาดสหภาพยุโรป เพิ่ม 54.9% และ CLMV เพิ่ม 46.8% ส่วนตลาดอาเซียนกลับมาเพิ่ม 51% ซึ่งการส่งออกของไทยเติบโตดีกว่าหลายประเทศในเอเชีย ทั้งจีน เวียดนาม สิงคโปร์ และไต้หวัน ส่วนสินค้าส่งออก 10 อันดับแรก ก็ขยายตัวเกือบทุกตัว ยกเว้นอัญมณีและเครื่องประดับตัวเดียวที่ลดลง แต่ถ้าหักทองคำออก ก็จะบวกถึง 113%&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/107479</URL_LINK>
                <HASHTAG>การส่งออกของไทย, ขยายตัวเติบโตสูงสุดในรอบ 11 ปี, จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์, พ.ค.2564</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210624/image_big_60d40a64b3543.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>105881</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/06/2021 08:57</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/06/2021 08:57</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ราคามันสำปะหลังขยับขึ้นหลังยอดส่งออกโต 50%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 มิ.ย. 2564 นายกีรติ รัชโน อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า การส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังในช่วง 4 เดือนของปี 2564 (ม.ค.-เม.ย.) มีปริมาณสูงถึง&amp;nbsp;3.96&amp;nbsp;ล้านตัน เพิ่มขึ้น&amp;nbsp;50%&amp;nbsp;มูลค่า&amp;nbsp;1,424&amp;nbsp;ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น&amp;nbsp;49%&amp;nbsp;ซึ่งเป็นการขยายตัวเพิ่มขึ้นทั้งปริมาณและราคา ส่งผลให้ราคาหัวมันสำปะหลังสดในประเทศ ฤดูกาลผลิตปี&amp;nbsp;2563/64&amp;nbsp;มีเสถียรภาพ โดยปัจจุบันราคาเฉลี่ย&amp;nbsp;2.40&amp;nbsp;บาท/กิโลกรัม (กก.) เพิ่มขึ้น&amp;nbsp;14%&amp;nbsp;จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่น่าพอใจมาก

ทั้งนี้ การส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังที่เพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากผู้ซื้อมีความมั่นใจในคุณภาพและมาตรฐานดีกว่าคู่แข่ง ทั้งเวียดนาม กัมพูชา และสปป.ลาว จึงมีการซื้อเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นผลมาจากการที่กรมฯ ได้จัดส่งชุดตรวจสอบเคลื่อนที่ ลงพื้นที่ตามแนวชายแดนที่เป็นจุดนำเข้ามันเส้น เช่น สระแก้ว สุรินทร์ จันทบุรี และอุบลราชธานี เพื่อกำกับดูแลการนำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้าน และยังได้ส่งชุดตรวจสอบ ออกตรวจสอบโกดังที่เก็บมันเส้นเพื่อส่งออก เช่น อยุธยา ฉะเชิงเทรา และชลบุรี เพื่อกำกับดูแลคุณภาพให้เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;การเข้มงวด ทั้งการกำกับดูแลการนำเข้ามันสำปะหลังที่ไม่มีคุณภาพ การกำกับดูแลการส่งออกให้เป็นไปตามมาตรฐาน เป็นไปตามนโยบายของนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ได้กำชับให้กรมฯ ดูแลอย่างเข้มงวด ทำให้ส่งผลดีต่อการส่งออก เพราะผู้ซื้อมีความเชื่อมั่น และยังส่งผลดี ทำให้ราคาในประเทศสูงขึ้น เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น ที่สำคัญ ยังช่วยลดภาระงบประมาณโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังลงมาด้วย&amp;rdquo;นายกีรติกล่าว

อย่างไรก็ตาม ผลจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ ที่เริ่มระบาดในช่วงเดือนเม.ย.2564&amp;nbsp;ส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติงานของชุดตรวจสอบ ซึ่งแม้จะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ แต่ก็ต้องปฏิบัติตามมาตรการป้องกันของแต่ละพื้นที่อย่างเคร่งครัด โดยกรมฯ จะเดินหน้าตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง และเชื่อว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพราคาหัวมันสำปะหลังสดในประเทศ เนื่องจากปัจจุบัน เป็นช่วงปลายฤดูกาลผลิตมันสำปะหลัง ซึ่งผลผลิตส่วนใหญ่ออกสู่ตลาดเกือบหมดแล้ว
&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/105881</URL_LINK>
                <HASHTAG>การส่งออกของไทย, มันสำปะหลัง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210503/image_big_608fc96e5b373.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>82783</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/11/2020 14:46</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/11/2020 14:46</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ส่งออกไทยเตรียมรับอานิสงส์หลังเลือกตั้งสหรัฐ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4 พ.ย.63 การส่งออกของไทยไปสหรัฐฯ ในปี 2564 หลักๆ ได้อานิสงส์จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ผ่านพ้นจุดต่ำสุดในปีนี้ ขณะที่นโยบายของว่าที่ผู้นำคนใหม่เป็นอีกปัจจัยเสริมที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจสหรัฐฯ และหนุนการส่งออกของไทยให้เร่งตัวไปพร้อมกัน ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า หากเป็นนายโจ ไบเดน เข้ามาบริหารประเทศจะทำให้การส่งออกไปสหรัฐฯ ในปี 2564 กลับมาเร่งตัวได้ดีกว่าที่ร้อยละ 10-12 มีมูลค่าการส่งออกที่ 36,700-37,300 ล้านดอลลาร์ฯ แต่ถ้าเป็นนโยบายของนายโดนัลด์ ทรัมป์ การส่งออกของไทยไปสหรัฐฯ เติบโตค่อนข้างจำกัดโดยต่ำกว่าร้อยละ 5.0 มีมูลค่าการส่งออกประมาณ 35,000 ล้านดอลลาร์ฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า ธุรกิจและการส่งออกของไทยที่มีโอกาสทำตลาดได้มากขึ้นหลังเลือกตั้งสหรัฐฯ แบ่งเป็น 1) สินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นน่าจะเห็นภาพการเติบโตอย่างแข็งแกร่งต่อเนื่องจากปีนี้ไม่ว่าผู้นำคนไหนจะขึ้นมาบริหารประเทศ โดยเฉพาะในกลุ่มอาหาร 2) สินค้าอุปโภคบริโภคกลุ่มฟุ่มเฟือยน่าจะได้ประโยชน์จากนโยบายของนายโจ ไบเดนมากกว่า อาทิ อัญมณีและเครื่องประดับ ยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และเฟอร์นิเจอร์ 3) สินค้าขั้นกลางเพื่อการผลิตของไทยนั้นได้อานิสงส์ 2 ทางทั้งจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ และนโยบายของนายโจ ไบเดนที่ให้ความสำคัญกับการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน พลังงานสะอาด ขยายเครือข่ายระบบ 5G หนุนความต้องการสินค้าเหล็กและผลิตภัณฑ์ แผงโซล่าเซลล์และไดโอด อุปกรณ์คอมพิวเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ นอกจากนี้ ภายใต้นโยบายของพรรคเดโมแครตยังทำให้สินค้าไทยได้อานิสงส์ทางอ้อมผ่านกำลังซื้อของสหรัฐฯ ที่ฟื้นตัวทำให้ต้องการสินค้าอุปโภคบริโภคในทุกหมวดกลับมาได้เร็ว หนุนความต้องการสินค้าขั้นกลางของไทยให้ส่งออกไปตอบโจทย์การผลิตในประเทศต่างๆ เพื่อส่งสินค้าไปยังปลายทางผู้บริโภคในสหรัฐฯ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/82783</URL_LINK>
                <HASHTAG>การส่งออกของไทย, เลือกตั้งสหรัฐ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200922/image_big_5f6985628d6ee.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>32676</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/04/2019 08:46</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/04/2019 08:46</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ส่งออกไทยโคม่า TMB มองทั้งปีโตแค่ 1.5%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า &amp;ldquo;ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีเอ็มบี (TMB Analytics)&amp;rdquo; ได้ประเมินมูลค่าส่งออกของไทยปี2562อาจโตได้เพียง 1.5% ต่ำกว่าคาดการณ์เดิมที่ 4.3% เนื่องจากปัญหาเศรษฐกิจโลกชะลอตัว ความไม่แน่นอนของสงครามการค้าและราคาสินค้าโภคภัณฑ์ แม้ว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะยังเติบโตได้บ้าง แต่แรงส่งก็ไม่เพียงพอให้ภาพการค้าโลกดีขึ้น ทำให้คาดการณ์ว่าภาคส่งออกของไทยในปีนี้ไม่อาจพึ่งพาตลาดส่งออกหลักได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับสินค้าส่งออกที่สำคัญ พบว่า ผลทางปริมาณที่ลดจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกจะทำให้การส่งออกสินค้าสำคัญของไทยในกลุ่มรถยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ คอมพิวเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และอาหาร ซึ่งมีสัดส่วนส่งออกกว่าครึ่งหนึ่งของทั้งหมดจะเติบโตเพียง 2.8% จากปีก่อนที่เติบโตได้ถึง 5.5% ในขณะที่มูลค่าส่งออกในกลุ่มสินค้าเกษตร ยางพารา เคมีภัณฑ์ น้ำมันสำเร็จรูปและเหล็ก ที่มีสัดส่วนถึง 1 ใน 4ของมูลค่าส่งออกรวมคาดว่าจะหดตัว 1.9 %ต่อเนื่องจากปีก่อนที่หดตัว 1%อันเป็นผลจากการแข่งขันในตลาดโลกที่สูงขึ้น และราคาน้ำมันโลกที่คาดว่าจะทรงตัวในระดับต่ำ ตามเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวลงในปีนี้ ขณะที่คาดว่ากลุ่มสินค้าที่ยังเติบโตได้ดี เช่น เวชภัณฑ์ต่าง ๆอาหารสัตว์ ผลิตภัณฑ์อาหารบางประเภท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ทางศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจฯ คาดว่ามูลค่าการส่งออกไทยในช่วง 10 เดือนที่เหลือของปี 2562 จะขยายตัวเพิ่มขึ้นเพียง 2.7% และคาดว่าตลาดคู่ค้าส่วนใหญ่จะขยายตัวได้น้อยลงกว่าปีก่อน ตลาดที่พอจะหนุนให้การส่งออกขยายตัวได้ คือตลาดสหรัฐ และญี่ปุ่น จะขยายตัว3.4%เท่ากัน รองลงมาเป็นกลุ่มอาเซียนจะขยายตัวได้ 2.6% ขณะที่ตลาดจีนคาดว่าจะหดตัวจากปีก่อน 2%&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี ก่อนหน้านี้ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่า จะเห็นการฟื้นตัวของภาคการส่งออกในช่วงครึ่งปีหลัง โดยในช่วงครึ่งปีแรก จะยังมีบางเดือนที่ขยายตัว บางเดือนหดตัว สลับกันไป ทำให้คาดว่าการส่งออกในไตรมาส 1/2562 จะหดตัว และมีความเป็นไปได้ที่ครึ่งปีแรกจะขยายตัวแบบหดตัวด้วย แต่ก็เป็นเรื่องระยะยาวไปที่จะคาดการณ์ โดยในช่วงครึ่งปีหลัง คาดว่าสถานการณ์เศรษฐกิจโลกน่าจะปรับตัวดีขึ้น การเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนน่าจะได้ข้อสรุป ทำให้คาดว่าภาพรวมการส่งออกในปีนี้ ยังอยู่ที่คาดการณ์ 3% ซึ่งเป็นการขยายตัวต่ำกว่าปีก่อนที่ 7%&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/32676</URL_LINK>
                <HASHTAG>การส่งออกของไทย, ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีเอ็มบี, โต1.5%</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190106/image_big_5c31e1f5d51ef.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>21445</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/11/2018 15:04</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/11/2018 15:03</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ส่งออก 9 เดือนยังขยายตัวแตะ 8.1%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สรท.โชว์ตัวเลขการส่งออก 9 เดือน มีมูลค่ารวม 189,730 ล้านเหรียญสหรัฐ โต 8.1% เผยสหรัฐตัดสิทธิ์ทางการค้า 11 รายการไม่กระเทือนมาก พร้อมเฝ้าระวังสงครามการค้าอาจกระทบส่วนแบ่งตลาดเกิน 50% ตามเงื่อนไขของจีเอสพี พร้อมคาดการณ์ปี 62 การส่งออกยังขยายตัวได้ที่ประมาณ 5%

06 พ.ย.61 นางสาวกัญภัค ตันติพิพัฒน์พงศ์ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย สรท.(สภาส่งออก) เปิดเผยว่า ภาพรวมการส่งออกของไทยในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมา (ม.ค.-ก.ย.) โดยมีมูลค่าการส่งออกรวมมูลค่า 189,730 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 8.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน คิดเป็นมูลค่าการส่งออกในรูปแบบเงินบาทที่ 6,057,520 ล้านบาท ขยายตัว 0.9% ส่วนการนำเข้ามีมูลค่า 186,891 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 15.2% หรือคิดเป็นมูลค่า 6,048,330 ล้านบาท ขยายตัว 7.6% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน

ทั้งนี้การส่งออกในเดือน ก.ย. ที่ผ่านมา มีมูลค่าการส่งออก 20,700 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ หดตัว 5.2% ในขณะที่การนำเข้ามีมูลค่า 20,213 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 9.9% และการนำเข้าในรูปแบบเงินบาทมีมูลค่า 669,280 ล้านบาท ขยายตัว 8.8% สำหรับกลุ่มสินค้าที่มีการหดตัวได้แก่ กลุ่มสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรลดลง 0.6% ขณะที่กลุ่มสินค้าอุตสาหกรรมหดตัว 6.7% ซึ่งเป็นการหดตัวครั้งแรกในรอบ 19 เดือน ทั้งนี้ภาวะการส่งออกในช่วง 9 เดือน ยังคงมีแนวโน้มการขยายตัว แม้จะมีความเสี่ยงของภาวะสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีน

ส่วนในเรื่องของการที่ไทยจะถูกตัดสิทธ์ทางการค้า หรือ จีเอสพี จากสหรัฐ จำนวน 11 รายการ ว่า อาจทำให้ไทยเสียเปรียบประเทศคู่แข่งและเป็นสัญญาณว่าตลาดสหรัฐมีความต้องการสินค้าไทย ทั้งนี้จึงจำเป็นที่ไทยจะต้องเฝ้าจับตาช่วงสงครามการค้าสหรัฐ อาจนำสินค้าไทยเพิ่มขึ้นทดแทนสินค้าจีน และอาจกระทบส่วนแบ่งตลาดเกิน 50% ตามเงื่อนไขของ จีเอสพี ทั้งนี้ สรท.จะคอยติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม สรท.มีข้อเสนอแนะให้ภาครัฐต้องกำกับดูแลค่าเงินบาทให้มีเสถียรภาพ สำหรับในปี 2562 สรท.คาดว่าการส่งออกของไทยจะยังมีอัตราการขยายตัวได้ที่ประมาณ 5%&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/21445</URL_LINK>
                <HASHTAG>การส่งออกของไทย, จีเอสพี, สรท.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181106/image_big_5be14a1e21b36.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
