<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>76334</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/09/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/09/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ตร.รับลูกตั้งกก.สอบวินัย เพิ่มพูนบกพร่องคดีบอส</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตำรวจรับลูกขยายผลสอบ &amp;quot;วิชา มหาคุณ&amp;quot; สางคดีบอส &amp;quot;บิ๊กแป๊ะ&amp;quot; สั่งตั้งจเรตำรวจประธานสอบวินัย &amp;quot;เพิ่มพูน ชิดชอบ&amp;quot; พร้อมสั่งตำรวจ 21 นายมาช่วยราชการ ขณะที่การออกหมายแดง ต้องรอให้ทางอัยการมีความเห็นสั่งฟ้องก่อน ด้านดีเอสไออ้าแขนรอรับข้อมูลก่อนชงเป็นคดีพิเศษ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันพุธ ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พล.ต.ท.จารุวัฒน์ ไวศยะ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผู้ช่วย ผบ.ตร.) แถลงความคืบหน้าการดำเนินการในส่วนของตำรวจ หลังนายวิชา มหาคุณ สรุปผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงพบว่ามีขบวนการสมคบคิดเพื่อช่วยเหลือนายวรยุทธ หรือบอส อยู่วิทยา ทายาทเครื่องดื่มชูกำลังให้พ้นผิดว่า ทางตำรวจ สน.ทองหล่อได้ส่งสำนวนพร้อมความเห็นสั่งฟ้องนายวรยุทธ 3 ข้อหา ขับรถประมาทและการกระทำนั้นเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย, ขับรถในทางก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคล ไม่หยุดรถและให้ความช่วยเหลือตามสมควรแก่ผู้ได้รับความเสียหาย และไม่แจ้งเหตุต่อเจ้าพนักงานในทันที, เสพยาเสพติดให้โทษประเภท 2 (โคคาอีน) โดยผิดกฎหมาย ให้กับพนักงานอัยการไปเมื่อวันที่ 31 สิงหาคมที่ผ่านมา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ต.ท.จารุวัฒน์กล่าวต่อว่า ส่วนการดำเนินการทางวินัยกับตำรวจ 11 นายแรก ได้ส่งให้สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เมื่อปี 2559 ซึ่ง ป.ป.ช.ได้ส่งเรื่องกลับมาว่าเป็นวินัยไม่ร้ายแรง ให้ ตร.ลงโทษ ส่วน 10 นายหลังที่เจอ จะตั้งกรรมการสอบสวนทางวินัย หากพบเป็นคดีอาญา จะต้องส่งไป ป.ป.ช. ขณะที่ 11 นายแรก หากพบมีความผิดใหม่ที่เกิดขึ้นในช่วงหลัง ก็จะส่งให้กองวินัยพิจารณาลงทัณฑ์ และหากพบความผิดเกี่ยวกับมาตรา 157 ก็ต้องส่ง ป.ป.ช. ตามขั้นตอนต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;การตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อบกพร่อง พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. เห็นควรให้จเรตำรวจแห่งชาติ เป็นประธานกรรมการสอบสวน เนื่องจากผู้กระทำความผิดอยู่ในหลายสังกัด&amp;nbsp; ส่วนกรณีพิจารณาความบกพร่องของ พล.ต.ท.เพิ่มพูน ชิดชอบ ผู้ช่วย ผบ.ตร. ได้ส่งเรื่องให้กองวินัยตั้งกรรมการสอบวินัย ซึ่งไม่ได้หมายความว่า พล.ต.ท.เพิ่มพูนเกี่ยวข้องหรือมีความผิด แต่เพื่อพิจารณาในข้อเท็จจริงส่วนที่เกี่ยวข้อง&amp;quot; พล.ต.ท.จารุวัฒน์ระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้ช่วย ผบ.ตร.กล่าวต่อว่า ในเรื่องการมอบอำนาจ หลัง ผบ.ตร. ไปพบคณะทำงานของนายวิชา มหาคุณ ได้ออกคำสั่งจะลงมากำกับดูแลการสั่งคดีด้วยตนเอง ขณะที่เรื่องการออกหมายแดง ต้องรอให้ทางอัยการมีความเห็นสั่งฟ้องก่อน จากนั้นจะส่งมาที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อออกหมายแดง ส่งเข้าระบบอินเตอร์โพล ประกาศหาถิ่นที่อยู่นายวรยุทธ ไปที่ประเทศสมาชิกทั้งหมด 150 ประเทศ หากมีประเทศใดแจ้งกลับมา ก็ต้องไปพิจารณาเรื่องสนธิสัญญาการส่งผู้ร้ายข้ามแดนของประเทศนั้นๆ ต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ต.ท.จารุวัฒน์กล่าวว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติยอมรับผลการตรวจสอบของคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงของนายวิชา มหาคุณ โดย พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ลงมาดูแลการสั่งคดีด้วยตนเอง ส่วนเรื่องการลงโทษทางวินัยกับตำรวจที่เกี่ยวข้องกับการทำคดี เรามีการลงโทษมากกว่าที่คณะกรรมการฯ ชุดนายวิชา ส่วนจะมีการสั่งตำรวจที่ถูกดำเนินการทางวินัยทั้ง 21 นายให้ช่วยราชการหรือไม่ ถ้าพบว่าตำรวจนายใดหากยังปฏิบัติหน้าที่อยู่แล้วทำให้พยานหลักฐานและการสอบสวนเสียหาย ตนก็จะเสนอ ผบ.ตร.ให้มีคำสั่งให้ตำรวจนายดังกล่าวมาช่วยราชการ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน นายอรรถพล ใหญ่สว่าง ประธานคณะกรรมการอัยการ (ก.อ.) กล่าวว่า&amp;nbsp; ตนเพิ่งได้รับเอกสารรายงานผลการสอบที่ออกเผยแพร่ถึงบุคคลทั่วไป ซึ่งใช้ยืนยันไม่ได้ แต่ก็พอรู้ประเด็นแล้ว ก.อ.ยังทำอะไรไม่ได้ เพราะต้องรอหนังสือรายงานการสอบข้อเท็จจริงจากนายกรัฐมนตรีก่อน หากได้เอกสารมาแล้ว ทาง ก.อ.จะนำเข้าที่ประชุม เพื่อพิจารณาดำเนินการโดยเร็ว และในส่วนของการเสนอร่างระเบียบคณะกรรมการอัยการว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการสอบสวนทางวินัยสำหรับรองอัยการสูงสุดที่ต้องรอประกาศราชกิจจาฯ นั้น ยังไม่ผ่านออกมาก็เร่งไปแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า จากกรณีที่นายวิชา มหาคุณ ประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายกรณีคำสั่งไม่ฟ้องคดีอาญาที่อยู่ในความสนใจของประชาชน แถลงผลสอบข้อเท็จจริงเปิด ปรากฏหลักฐานอย่างชัดเจนว่ามีบุคคลจำนวนหนึ่งได้ร่วมกันจัดให้รองศาสตราจารย์ ส. ได้พบกับ พ.ต.ท. ชื่อย่อ ธ. เพื่อนำเสนอวิธีการคำนวณความเร็วใหม่ และมีการสอบปากคำ พ.ต.ท. ชื่อย่อ ธ. ภายใต้การกำกับของพนักงานอัยการไม่ทราบชื่อ เพื่อจัดทำพยานหลักฐานเท็จ โดยแก้ไขวันที่สอบปากคำให้เป็นวันที่ 26 ก.พ.2559 และวันที่ 2 มี.ค.2559 สำหรับใช้ในการร้องขอความเป็นธรรม ให้ พ.ต.ท. ธ. ให้การเปลี่ยนความเห็นในเรื่องความเร็วของรถผู้ต้องหาในขณะที่ชนผู้ตายจาก 177 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ตามที่ปรากฏในรายงานการพิสูจน์หลักฐานครั้งแรกเป็นความเร็วที่ไม่เกิน 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เพื่อให้สอดคล้องกับผลการคำนวณความเร็วรถของรองศาสตราจารย์ ส. ซึ่งได้มีการตระเตรียมกันไว้ล่วงหน้า โดยการลงวันที่อันเป็นเท็จดังกล่าวน่าเชื่อว่าเป็นไปเพื่อกันบุคคลบางคนให้ออกจากเรื่องนี้ และเพื่อให้การคำนวณความเร็วรถใหม่ใช้เวลาตามควรเพื่อให้น่าเชื่อถือ นายวิชาระบุว่าการร่วมมือระหว่างทนายความ ผู้ต้องหา ตำรวจชั้นผู้ใหญ่ พนักงานสอบสวน และพนักงานอัยการดังกล่าว ย่อมทำให้การสอบสวนเป็นการสอบสวนที่ไม่สุจริตและไม่ชอบด้วยกฎหมายอย่างชัดแจ้งนั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากการตรวจสอบพบว่า พนักงานอัยการที่ถูกกล่าวอ้างว่าเป็นผู้จัดพา พ.ต.ท. ชื่อย่อ ธ. เดินทางไปเปลี่ยนแปลงความเร็วรถ ปัจจุบันเป็นอัยการอาวุโสประจำสำนักงานในกรุงเทพฯ ได้เดินทางไปพร้อมอดีตตำรวจยศ พล.ต.อ.คนหนึ่ง วันที่ 29 ก.พ.2559 โดยมีภาพถ่ายจากกล้องวงจรปิด และเทปบันทึกการสนทนาไว้เป็นหลักฐาน สำหรับพนักงานอัยการคนดังกล่าว เคยปรากฏเป็นข่าวไปพัวพันกับคดีใหญ่คดีหนึ่ง ซึ่งขณะนี้ตัวผู้ต้องหาหนีคดีออกนอกประเทศไปแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) พ.ต.ท.กรวัชร์ ปานประภากร อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กล่าวว่า ดีเอสไอยังไม่ได้รับรายงานการสอบข้อเท็จจริงคณะกรรมการฯ อย่างเป็นทางการ ไม่แน่ชัดว่าจะเป็นเรื่องคดีอาญาส่วนใด ส่วนที่เจ้าหน้าที่กระทำผิดหรือหรือไม่ หรือการเริ่มต้นทำคดี ดังนั้นคงยังไม่สามารถระบุได้ว่าจะดำเนินเช่นใด ขอรอความชัดเจนอีกครั้ง ทั้งนี้เนื่องจากไม่ใช่ความผิดตามกฎหมายคดีพิเศษกำหนด หรือตามบัญชีแนบท้ายคดีพิเศษ ก็ต้องมีความจำเป็นต้องเสนอให้คณะกรรมคดีพิเศษพิจารณารับเป็นคดีพิเศษ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ในวันนี้ตนได้นัดคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามทางการทุจริตในภาครัฐ หรือ ป.ป.ท. มาเพื่อพูดคุยแจกงานเพื่อสานต่อสิ่งที่คณะกรรมการฯ ได้ทำไว้ รวมถึงการปฏิรูปด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ซึ่งยังไม่สามารถบอกอะไรได้เพราะขอไปพูดคุยกับ ป.ป.ท.ก่อน.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/76334</URL_LINK>
                <HASHTAG>การออกหมายแดง, จเรตำรวจ, บอส เรดบลู, บอสกระทิงแดง, วิชา มหาคุณ, สอบวินัย, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เพิ่มพูน ชิดชอบ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200902/image_big_5f4fba520093b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
