<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>102782</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/05/2021 13:44</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/05/2021 13:44</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สรรพากรแจงนำเข้าวัคซีนทางเลือกเข้ามาในประเทศต้องเสียภาษี 2 เด้ง เป็นเฟกนิวส์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตามที่มีสื่อมวลชนรายงานข่าวกรณีการนำเข้าวัคซีนทางเลือกเข้ามาใช้ในประเทศ ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มรวม ๒ ครั้ง 14% ส่งผลให้วัคซีนมีต้นทุนที่สูงขึ้น นั้น

นางสมหมาย ศิริอุดมเศรษฐ ที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์การจัดเก็บภาษี (กลุ่มธุรกิจพลังงาน)&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;ในฐานะโฆษกกรมสรรพากร &amp;nbsp;ขอเรียนชี้แจงว่า &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;ldquo;รายงานข่าวดังกล่าว มีความคลาดเคลื่อนที่อาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดกับสาธารณชน เนื่องจากในการคำนวณตามระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือ VAT คือ ภาษีขายหักภาษีซื้อ ยกตัวอย่าง เช่น ผู้นำเข้าวัคซีนได้นำเข้าวัคซีนมาในราคา 100 บาท มีภาษีมูลค่าเพิ่มหรือ VAT จากการนำเข้า ๗%&amp;nbsp; คิดเป็นภาษีซื้อ ๗ บาท (ซึ่งภาษีซื้อนี้ผู้นำเข้าสามารถนำมาขอคืนได้หรือเอาไปหักออกจากภาษีขายได้) และเมื่อผู้นำเข้าขายวัคซีนออกไปในราคา 100 บาทเช่นกัน (กรณีไม่มีการชาร์ต ๑o% ตามที่เป็นข่าว) ก็จะเสียภาษีขาย
๗% คือ ๗ บาท ภาษีมูลค่าเพิ่มที่คำนวณได้ คือ ภาษีขายหักด้วยภาษีซื้อ (๗ บาท &amp;ndash; ๗ บาท) = o บาท&amp;nbsp;
ดังนั้น ที่รายงานข่าวว่าเสียภาษีซื้อ ๗ บาท บวกภาษีขายอีก ๗ บาท รวมเป็น ๑๔ บาท จึงไม่ถูกต้องแต่อย่างใด&amp;rdquo;
&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/102782</URL_LINK>
                <HASHTAG>การเก็บภาษี, นำเข้าวัคซีน, สรรพากร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210504/image_big_6090c05400139.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>70388</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/07/2020 10:29</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/07/2020 10:29</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;สุทิน&#039;อัดรัฐบาลตอบไม่ตรงคำถามนัดถกแนวร่วมฝ่ายค้านก่อนเคาะโหวตร่างพรบ.งบฯ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;3ก.ค.63-ที่รัฐสภา นายสุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) ให้สัมภาษณ์ว่า ภาพรวมการอภิปรายช่วงสองวันที่ผ่านมา พิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีพ.ศ.2564 เราได้ทำให้ประชาชนรู้เนื้อหาสาระ บรรยากาศเป็นไปด้วยดี สิ่งที่สำคัญคือการที่รัฐบาลได้ตอบข้อซักถาม ทำให้ประชาชนได้มองเห็นว่าเรื่องที่สำคัญที่สุดในการอภิปรายงบประมาณคือ ต้องทำให้ประชาชนได้รู้ถึงสถานการณ์เศรษฐกิจว่า วันนี้เป็นอย่างไร ในปี 2564 จะเป็นอย่างไร รวมถึงในอนาคตต่อไป โดยฝ่ายค้านได้พยายามสะท้อนอย่างชัดเจน รัฐบาลก็เป็นฝ่ายตอบ แต่ยังมีความพยายามบิดเบือนตัวเลข และความจริง เช่นอ้างว่า เรื่องการจัดเก็บภาษีได้น้อย จากปีที่ผ่านมาเป็นเพราะรัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์ ไปลดภาษี ซึ่งความเป็นจริงนั้น มีการปรับลดจริงในปี 2555 โดยลดจากร้อยละ 30 มาเป็นร้อยละ 20 ด้วยเหตุผลว่าต้องการดึงคนที่หลีกเลี่ยงภาษีเข้าสู่ระบบ และสู้กับภาษีนิติบุคคลของประเทศเพื่อนบ้าน แต่ในปี 2556 สามารถจัดเก็บเงินได้เป็นจำนวนมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุทิน กล่าวต่อว่า การที่นายอุตตม สาวนายน รมว.คลังตอบข้อซักถามว่า เก็บภาษีได้น้อยเพราะราคาน้ำมันโลกลดลง ในความเป็นจริงราคาน้ำมันโลกลดลงจริง แต่รัฐบาลไปจัดเก็บภาษีสรรพสามิตในส่วนดีเซลเกือบ 6 บาท และยังหลีกเลี่ยงไม่ตอบคำถาม ในอดีตที่ผ่านมาไม่มีการจัดเก็บส่วนนี้ แต่ตอนนี้ได้จัดเก็บไปมากแล้ว แม้กระทั่งเรื่องเงินกู้และจีดีพี มีความพยายามบิดเบือน เพราะฉะนั้นวันนี้เชื่อว่าน่าจะมีคนขึ้นไปถามจี้ข้อมูลเหล่านี้อีกครั้ง เพื่อให้รัฐบาลได้ตอบใหม่ โดยเฉพาะในช่วงที่ตนจะสรุปการอภิปรายซึ่งจะรวบรวมประเด็นเหล่านี้ เพื่อชี้ให้เห็นว่ารัฐบาลทำผิดหรือเจตนาพูดให้ผิด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;หากสมมติฐานที่มองว่ารัฐบาลทำผิดจะนำมาซึ่งการจัดงบประมาณที่ผิดทั้งหมด ส่วนเรื่องการทุจริตหรือเงื่อนงำเบาะแสในการจัดทำงบฯเอื้อต่อการทุจริต จากการอภิปรายก็ปรากฏออกมาหลายเรื่อง และทำให้เริ่มมองเห็น ในวันนี้จะมีผู้อภิปรายคนสำคัญมาอภิปรายหลายคน เช่น นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ ส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทย น.ส.จิราพร สินธุไพร ส.ส.ร้อยเอ็ด พรรคเพื่อไทย นายมิ่งขวัญ ศรีสุวรรณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเศรษฐกิจใหม่ รวมถึงผมด้วย ยืนยันว่าในวันนี้ข้อมูลจะเข้มข้นกว่าเมื่อวาน&amp;rdquo;นายสุทิน กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุทิน กล่าวอีกว่า เชื่อว่าการอภิปรายจะจบภายในเวลาประมาณ 24.00 น. ส่วนทิศทางการโหวตของพรรคร่วมฝ่ายค้านนั้นจะงดออกเสียงหรือจะมีใครแตกแถวหรือไม่ ทางวิปฝ่ายค้านจะมีการประชุม ในเวลา 11.00 น. เพื่อประเมินและหาข้อสรุปว่าจะลงมติในแนวทางใด จะไม่ปล่อยให้เป็นการโหวตอิสระ เพราะต้องมาคุยกันก่อน ซึ่งส่วนใหญ่จะมีท่าทีที่ตรงกัน ถึงแม้จะฟรีโหวตก็ต้องตรงกัน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/70388</URL_LINK>
                <HASHTAG>การเก็บภาษี, นายสุทิน คลังแสง, นายอุตตม สาวนายน, ร่างพรบ.งบประมาณปี64</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200225/image_big_5e54cfb7c63ee.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>45591</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/09/2019 10:30</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/09/2019 10:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“คลัง”สั่งสรรพสามิตหาช่องรีดเงินรถอีวี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12 ก.ย.2562 นายอุตตม สาวนายน รมว.การคลัง เปิดเผยภายหลังการตรวจเยี่ยมและมอบนโยบายแก่กรมสรรพสามิต ว่า ได้สั่งการให้กรมสรรพสามิตพิจารณาแนวทางการจัดตั้งกองทุนส่งเสริมศักยภาพอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) และการบริหารจัดการแบตเตอรี่ เพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมรถยนต์อีวี ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมเป้าหมายของรัฐบาล โดยให้มุ่งเน้นเรื่องการใช้ภาษีที่เกี่ยวข้องในการช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชน ดูแลสิ่งแวดล้อม ให้มีการจัดโครงสร้างภาษีให้เหมาะสม โดยการตั้งกองทุนดังกล่าวอาจจะออกมาในรูปของกฎหมายพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.)


ทั้งนี้ วงเงินกองทุนจะพิจารณาเก็บจากผู้นำเข้ารถยนต์อีวีที่ปัจจุบันมีปริมาณเพิ่มมากขึ้น โดยเงินกองทุนจะใช้ในการส่งเสริมนวัตกรรม พัฒนาบุคคลากร พัฒนาเทคโนโลยี และดูแลคุณภาพชีวิตของประชาชนในการบริหารจัดการแบตเตอรี่ที่หมดอายุ ส่วนจะจัดเก็บจากผู้นำเข้ารถยนต์อีวีเท่าไหร่ยังไม่ได้มีการกำหนด


นายอุตตม กล่าวว่า กรมสรรพสามิตยังมีแนวคิดในการเปิดพิกัดอัตราภาษีใหม่เพื่อจัดเก็บภาษีจากเครื่องดื่มที่มีนวัตกรรม เช่น น้ำเปล่าที่มีการเติมวิตามิน ไม่มีความซ่า มีคุณสมบัติที่เสริมประโยชน์ให้ร่างกาย หรือน้ำผลไม้ที่มีส่วนผสมของคอลลาเจน เพราะต้องการส่งเสริมนวัตกรรม โดยอัตราการจัดเก็บจะถูกกว่าอัตราภาษีเครื่องดื่มทั่วไป ที่ปัจจุบันจัดเก็บตามมูลค่าอยู่ที่ 14% บวกด้วยภาษีจากความหวาน


สำหรับการพิจารณาขยายระยะเวลาการขึ้นภาษียาสูบจาก 20% เป็น 40% ที่จะสิ้นสุดในวันที่ 1 ต.ค. 2563 นั้น ยังไม่ได้ข้อยุติ โดยขณะนี้ทางกรมสรรพสามิตอยู่ระหว่างการพิจารณาความเหมาะสมอยู่ ส่วนการเปิดพิกัดเพื่อจัดเก็บภาษีจากกัญชา ยังไม่ได้คิดเรื่องนี้ ยังไม่มีการเสนอเข้ามา และมองว่ายังเร็วเกินไป


นายสันติ พร้อมพัฒน์ รมช.การคลัง กล่าวว่า การตั้งกองทุนส่งเสริมศักยภาพอุตสาหกรรมรถยนต์อีวีฯ มีความจำเป็นอย่างมาก แม้ว่ารถยนต์อีวีจะมีประโยชน์และมีแนวโน้มที่จะมีการใช้เพิ่มขึ้นมากในอนาคต แต่ก็มีปัญหาเรื่องแบตเตอรี่ที่เมื่อหมดอายุแล้วต้องมีหน่วยงานขึ้นมาบริหารจัดการ เพื่อไม่ให่้ส่งผลกระทบกับสิ่งแวดล้อม โดยยืนยันว่าเรื่องนี้ต้องเร่งดำเนินการในทันที เพราะหากทำในอนาคตจะไม่ทันต่อสถานการณ์ และจะเก็บย้อนหลังกับรถยนต์อีวีที่นำเข้ามาแล้วไม่ได้


รมช.การคลัง กล่าวว่า ขณะนี้ได้มอบหมายให้กรมสรรพสามิตพิจารณาถึงความเหมาะสมในการจัดการอัตราภาษียาสูบ เพื่อไม่ให้ประชาชนเดือดร้อน แต่ต้องไม่ให้ขัดกับข้อตกลงขององค์การการค้าโลก (WTO) ด้วย เพราะ WTO กำลังจับตามองประเทศไทยอยู่ ดังนั้นการพิจารณาในส่วนนี้จึงต้องคำนึงถึงรายละเอียดอย่างรอบคอบ



นายพชร อนันตศิลป์ อธิบดีกรมสรรพสามิต กล่าวว่า ภาพรวมการจัดเก็บภาษีของกรมสรรพสามิต ในรอบ 11 เดือนของปีงบประมาณ 2562 (ต.ค. 61-ส.ค.62) อยู่ที่ 5.84 แสนล้านบาท สูงกว่าเป้าหมายตามเอกสารงบประมาณ 2.1 ล้านบาท หรือ 0.0004% และสูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน 3.95 พันล้านบาท หรือ 0.68% โดยการเก็บภาษีน้ำมัน และยาสูบยังต่ำกว่าเป้าหมาย ขณะที่การจัดเก็บภาษีรถยนต์ เบียร์ และสุรา เก็บได้สูงกว่าเป้าหมาย
&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/45591</URL_LINK>
                <HASHTAG>การเก็บภาษี, นายอุตตม สาวนายน, รถยนต์ไฟฟ้า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190909/image_big_5d75d756815ba.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>26208</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/01/2019 09:46</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/01/2019 09:46</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“สรรพากร” อวดไตรมาสแรกรีดภาษีกระฉูดที่ 3.7 แสนล.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;สรรพากร&amp;rdquo; อวดผลงานรีดภาษีไตรมาสแรก ปีงบประมาณ 2562 กระฉูดที่ 3.7แสนล้านบาท สูงกว่าเป้าหมายเฉียด 3 หมื่นล้านบาท อานิสงส์เศรษฐกิจไทยยังขยับดีต่อเนื่อง พ่วงดึงดิจิทัลเสริมแกร่งการทำงาน มั่นใจทั้งปีงบประมาณผลงานฉลุยตามเป้าหมาย 2 ล้านล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อธิบดีกรมสรรพากร เปิดเผยว่า การเก็บภาษีของกรมสรรพากรในไตรมาสแรกของงบประมาณ 2562 (ต.ค.-ธ.ค. 2561) เก็บภาษีได้ 3.7 แสนล้านบาท สูงกว่าเป้าหมายตามเอกสารงบประมาณที่ 2.8 หมื่นล้านบาท หรือ 7.3% และสูงกว่าช่วงเดียวกันปีก่อน 4.17 แสนล้านบาท หรือ 11.3% ตามการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่มีอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าจะขยายตัวได้ลดลง รวมถึงจากการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษี โดยการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการเก็บภาษีให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ภาพรวมการเก็บภาษีไตรมาสแรก เกินเป้าหมายทุกตัว ทั้งภาษีบุคคลธรรมดา ภาษีนิติบุคคล ภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) ภาษีปิโตรเลียม ภาษีธุรกิจเฉพาะ อากรแสตมป์ ยกเว้นภาษีมรดกที่ไม่ได้มีการกำหนดเป้าหมาย ซึ่งสามารถเก็บได้ 186 ล้านบาท เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อนที่เก็บได้ 21 ล้านบาท ก็ถือว่าการเก็บภาษีมรดกได้เพิ่มมากขึ้น&amp;rdquo; นายเอกนิติ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายเอกนิติ กล่าวอีกว่า การเก็บภาษีของกรมสรรพากรในปีงบประมาณ 2562 คาดว่ายังได้ตามเป้าหมาย ที่ 2 ล้านล้านบาท เนื่องจากเศรษฐกิจปี 2562 ยังขยายตัวได้สูง กระทรวงการคลังและภาคเอกชนยังเชื่อมั่นว่าจะขยายตัวได้ไม่น้อยกว่า 4% ซึ่งจะส่งผลให้การเก็บภาษีของกรมสรรพากรใน 9 เดือนที่เหลือของปีงบประมาณนี้ ยังมีโอกาสทำได้เกินเป้าหมายเหมือนไตรมาสแรกที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญสำหรับการเก็บภาษีคือการเพิ่มประสิทธิภาพการเก็บภาษี ซึ่งกรมสรรพากรได้ดำเนินการต่อเนื่อง การทำให้เป็นกรมภาษีดิจิทัลเต็มรูปแบบ อำนวยความสะดวกผู้เสียภาษี ลดการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ และทำให้การเก็บภาษีเป็นธรรม ผู้เสียภาษีที่ดีต้องได้รางวัล ส่วนผู้เสียภาษีที่ไม่ถูกต้องหรือเลี่ยงภาษีจะต้องถูกดำเนินการตามกฎหมายขั้นเด็ดขาด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการเพิ่มประสิทธิภาพ โดยการออกกฎหมาย ร่าง พ.ร.บ. เก็บภาษีแวตอีบิสิเนส สำหรับผู้ประกอบการที่จดทะเบียนต่างประเทศ แต่มีการให้บริการผ่านออนไลน์และเกิดรายได้ขึ้นในประเทศไทย อยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฏีกา ซึ่งกรมสรรพากรเร่งดำเนินการการให้เข้าสู่การพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ภายในรัฐบาลชุดนี้ จะทำให้การเก็บภาษีของกรรมสรรพากรได้เพิ่มมากขึ้น จากปัจจุบันมีการรั้วไหลจำนวนมาก เพราะกฎหมายเดิมไม่ให้อำนาจกรมสรรพากรเข้าไปเก็บภาษีดังกล่าวได้
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/26208</URL_LINK>
                <HASHTAG>การเก็บภาษี, ทะลุเป้า, สรรพากร, เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ, ไตรมาสแรก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180326/image_big_5ab8e39da3d18.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
