<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>81495</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/10/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/10/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โควิดทำหนี้ครัวเรือนกระฉูด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; ผู้ว่าฯ ธปท.ระบุโควิด-19 กระทบสุขภาพการเงินคนไทย ทำหนี้ครัวเรือนไตรมาส 2/2563 กระฉูดแตะ 83.8% ต่อจีดีพี คิดเป็น 13.58 ล้านล้านบาท พร้อมจับมือแบงก์เตรียมออกมาตรการช่วยเหลือเพิ่มเติมแบบตรงจุดและเหมาะสม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่เมืองทองธานี วันที่ 22 ตุลาคม นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวในงานมหกรรมทางการเงิน ครั้งที่ 20 ว่า ปัญหาการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ได้ส่งผลกระทบต่อสุขภาพทางการเงินของคนไทย ทำให้มีภาระหนี้เพิ่มขึ้น โดยล่าสุด สัดส่วนหนี้ครัวเรือนของไทยในไตรมาส 2/2563 อยู่ที่ 83.8% ต่อจีพีดี คิดเป็น 13.58 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากสิ้นปี 2562 ที่อยู่ในระดับ 80% ต่อจีดีพี หรือคิดเป็น 13.49 ล้านล้านบาท และยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ จากแนวโน้มหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มสูงขึ้นทำให้ ธปท.ได้ร่วมมือกับสถาบันการเงินในการออกมาตรการช่วยบรรเทาผลกระทบจากวิกฤติโควิด-19 เพื่อให้ภาคธุรกิจและประชาชนที่เป็นลูกหนี้สามารถก้าวผ่านวิกฤติไปได้ ไม่ว่าจะเป็นการพักชำระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ย, การลดอัตราการผ่อนชำระขั้นต่ำของสินเชื่อบัตรเครดิต และสินเชื่อส่วนบุคคล เป็นต้น ส่วนในระยะยาว ต้องส่งเสริมให้มีการปรับโครงสร้างหนี้ ปรับรูปแบบของสินเชื่อระยะสั้นเป็นระยะยาว ซึ่งจะช่วยบรรเทาภาระหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มขึ้น ส่วนแนวทางการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนที่ยั่งยืนจะต้องสร้างภูมิคุ้มกันที่แข็งแกร่ง และส่งเสริมความรู้ทางการเงินควบคู่ไปด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ปัจจัยสำคัญที่ทำให้หนี้ครัวเรือนเพิ่มขึ้นคือ รายได้ครัวเรือนถูกกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 จำนวนชั่วโมงการทำงานที่ลดลง ซึ่งส่งผลกระทบต่อรายได้และความสามารถในการชำระหนี้ โดยประเมินว่าผลกระทบทางเศรษฐกิจจากวิกฤติโควิด-19 ทำให้ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 2 ปี หรือประมาณไตรมาส 3/2565 กว่าที่สถานการณ์ทางเศรษฐกิจจะกลับมาเท่ากับช่วงก่อนที่เกิดการระบาด&amp;rdquo; นายเศรษฐพุฒิกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายเศรษฐพุฒิกล่าวอีกว่า ปัญหาที่เห็นในขณะนี้คืออุปสงค์หายไปมากจากภาคท่องเที่ยวและการส่งออก ส่วนการจะทำให้อุปสงค์กลับมาก็ต้องมาจากการบริโภค การลงทุน ซึ่งเป็นบทบาทของภาครัฐ กระทรวงการคลัง ตลอดจนธนาคารพาณิชย์ ขณะที่ ธปท.ที่ทำได้คือการสร้างความมั่นใจให้กับระบบสถาบันการเงินว่ายังมีความเข้มแข็งและมีเสถียรภาพที่จะให้เอกชนและภาคครัวเรือนเดินต่อไปได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ธปท.อยู่ระหว่างการพิจารณามาตรการในการให้ความช่วยเหลือเพิ่มเติม ซึ่งต้องดูให้เกิดความเหมาะสมที่สุด โดยต้องไม่ใช่มาตรการให้ความช่วยเหลือในลักษณะเหมือนปูพรมหรือเหมาเข่ง เพราะไม่ใช่ทางออกที่ดี แต่มาตรการให้ความช่วยเหลือจะต้องตรงจุดและครบถ้วน มีการแยกแยะลูกหนี้ได้อย่างตรงกลุ่มเป้าหมาย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;จำเป็นอยู่แล้วที่จะต้องออกมาตรการเพิ่ม แต่จะออกเมื่อไหร่นั้น ธปท.กำลังดูอยู่ ซึ่งมาตรการจะต้องเหมาะสม เพราะวิกฤติที่เกิดกับเศรษฐกิจรอบนี้จะใช้เวลานานในการฟื้นตัว และมีความไม่แน่นอนสูง ดังนั้นมาตรการต่างๆ ที่จะออกมา จะต้องมีความยืดหยุ่น ครบถ้วน ครบวงจร ธปท.ไม่ได้ละเลย บางเรื่องต้องแก้เร็ว ส่วนเรื่องที่สำคัญตอนนี้คือการปรับโครงสร้างหนี้&amp;rdquo; นายเศรษฐพุฒิ กล่าว.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/81495</URL_LINK>
                <HASHTAG>COVID-19, การเงินคนไทย, ธปท., หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, หนี้ครัวเรือน, โควิด 19, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201022/image_big_5f919254e7b05.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
