<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>17905</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/09/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/09/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ครม.ไฟเขียว60โปรเจ็กต์ยักษ์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ครม.สัญจรไฟเขียวแผนพัฒนาพื้นที่กลุ่มภาคเหนือตอนล่าง-อีสานตอนบน รวม 6 ด้าน กว่า 60 โครงการ เชื่อมโยงระเบียงเศรษฐกิจในอาเซียน มอบให้หน่วยงานเจ้าของเรื่องดูความเหมาะสม นายกฯ เผยต้องคัดแยกโครงการจำเป็นเร่งด่วนตรงตามความต้องการ แต่ยังระบุไม่ได้อนุมัติงบประมาณเท่าไหร่ หวังแรงงานไทยฝึกทักษะรองรับอีอีซี&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันอังคาร ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์ จ.เพชรบูรณ์ พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) อย่างเป็นทางการนอกสถานที่ หรือ ครม.สัญจร ว่าที่ประชุม ครม.เห็นชอบผลประชุมระหว่างนายกรัฐมนตรีกับผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้แทนภาคเอกชน ผู้บริหารท้องถิ่น และผู้แทนเกษตรกร เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนล่าง 1 และภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 1 รวม 6 ด้าน กว่า 60 โครงการ ทั้งด้านการเชื่อมโยงระเบียงเศรษฐกิจหลวงพระบาง-อินโดจีน-เมาะลำไย หรือลิเม็ก ด้านการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ ด้านการพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อการเกษตรและการแก้ไขปัญหาอุทกภัย ด้านการยกระดับการผลิตและสร้างมูลค่าเพิ่มผลผลิต ด้านการท่องเที่ยว และด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิต&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยที่ประชุมมอบหมายให้หน่วยงานที่รับผิดชอบรับข้อเสนอต่างๆ ไปพิจารณาจัดลำดับความสำคัญของการดำเนินโครงการอีกครั้ง ตามข้อเสนอในด้านการเชื่อมโยงกลุ่มลิเม็ก ซึ่งมีโครงการสำคัญโดยเน้นการพัฒนาเส้นทางคมนาคม เช่น การพัฒนาโครงข่ายทางหลวงหมายเลข 117 และเส้นทางรองเชื่อมโยงจุดผ่านแดนถาวรภูดู่ จังหวัดอุตรดิตถ์ รวมทั้งการสนับสนุนการค้า และอำนวยความสะดวกในการเข้า-ออกประเทศไทย ผ่านด่านชายแดนทางบกด้วยระบบขอวีซ่าผ่านระบบออนไลน์ ที่ประชุมได้มอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวได้ร่วมมือกันผลักดันต่อไป&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ ซึ่งมีโครงการสำคัญครอบคลุมทั้งด้านถนน อากาศ และระบบราง โดยมีโครงการสำคัญ เช่น โครงการพัฒนาสนามบินอุดรธานี รองรับการเติบโตของนักเดินทางและนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นจากเดิม 3.5 ล้านคนต่อปี เพิ่มขึ้นเป็น 7.5 ล้านคนต่อปี โครงการสนามบิน จ.เลย การพัฒนาท่าอากาศยานจังหวัดพิษณุโลก และศึกษาความเหมาะสมของการก่อสร้างสนามบินบึงกาฬ การก่อสร้างเส้นทางรถไฟเชื่อมต่อทุกจังหวัดภายในกลุ่ม จ.เลย หนองบัวลำภู และบึงกาฬ ได้มอบหมายให้กระทรวงคมนาคมรับไปพิจารณาความเหมาะสมของแต่ละโครงการ โดยต้องดูถึงความสอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ท.สรรเสริญกล่าวอีกว่า ยังมีโครงการพัฒนาแหล่งน้ำ รวม 14 โครงการ วงเงินรวมประมาณ 3,700 ล้านบาท โดยมอบหมายให้สำนักทรัพยากรน้ำแห่งชาติรับเป็นเจ้าภาพหลักในการพิจารณา ส่วนด้านการยกระดับการผลิต ด้านการท่องเที่ยว ด้านคุณภาพชีวิต ซึ่งมีโครงการสำคัญ อย่างเช่น การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานรองรับการท่องเที่ยวเมืองมรดกโลกอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย การศึกษาเพื่อผลักดันแหล่งธรณีวิทยาจังหวัดเพชรบูรณ์เป็นอุทยานธรณีโลก การจัดทำแผนแม่บทพัฒนาการท่องเที่ยวริมแม่น้ำโขง 7 จังหวัด ได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปพิจารณา ส่วนข้อเสนอการขอให้คืนภาษีมูลค่าเพิ่มให้กับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ณ ด่านพรมแดนทางบก พร้อมทั้งให้พิจารณาดำเนินการจัดมีวีซ่าหน้าด่าน โดยนำร่องที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองหนองคาย และท่าอาศยานนานาชาติอุดรธานี ที่ประชุมเห็นว่ายังไม่มีความเหมาะสม จึงยังไม่ได้พิจารณา เพราะที่ผ่านมามีการศึกษามาแล้วว่ามีจุดอ่อนหลายเรื่อง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. กล่าวว่า ที่ประชุมได้มีการพูดถึงการเชื่อมโยงระเบียงเศรษฐกิจหลวงพระบาง-อินโดจีน เมาะ ลำไย กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนล่าง ซึ่งมีความเกี่ยวพันกับประเทศเพื่อนบ้านและต้องหารือร่วมกัน และเป็นการสร้างความเชื่อมโยงในอาเซียน ซึ่งการจะเชื่อมโยงต้องดูความพร้อมของประเทศเพื่อนบ้านด้วย รวมถึงเรื่องกฎระเบียบต่างๆ นอกจากนี้ ได้มีการพูดคุยถึงการพัฒนาระบบโลจิสติกส์เชื่อมโยงคมนาคมทั้งหมด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;วันนี้รัฐบาลรับหลักการไป ซึ่งประมาณ 50-60 &amp;nbsp;เปอร์เซ็นต์ อยู่ในแผนแม่บทที่จะต้องดำเนินการอยู่แล้ว &amp;nbsp;แต่อะไรที่เร่งด่วนและจำเป็น เราจะคัดแยกออกมาให้ตรงความต้องการ ส่วนเรื่องงบประมาณยังตอบไม่ได้ว่าจะอนุมัติเท่าไหร่ เพียงแต่รับหลักการเข้ามาแล้วจะพิจารณาอีกครั้ง ต้องหารือสำนักงบประมาณด้วย และดูแผนงานของกระทรวงที่ร่างไว้เดิมว่าจะปรับอย่างไร ซึ่งงบประมาณในการพัฒนาด้านคมนาคมของกลุ่มจังหวัด 2 แสนกว่าล้าน จะให้ทั้งหมดไม่ได้ แต่จะมีแผนแม่บทที่ร่างไว้และเป็นหน้าที่ของรัฐบาลจะต้องทำให้ต่อเนื่อง หลายอย่างมีปัญหาพันกันหลายเรื่อง แต่รัฐบาลก็พยายามทำให้เต็มที่&amp;rdquo; พล.อ.ประยุทธ์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกฯ กล่าวต่อว่า เรื่องการท่องเที่ยวตนได้ให้การพิจารณาเชื่อมโยงเมืองหลัก เมืองรอง การสัญจร และการขยายสนามบิน โดยเรื่องสนามบิน ตนทราบว่าทุกจังหวัดก็อยากมี แต่ถามว่าคนเดินทางด้วยเที่ยวบินต่างๆ มีมากเพียงพอหรือไม่ เพราะสายการบินหากมาลงก็ต้องมีทุนมาก จะคุ้มค่าหรือไม่ ดังนั้นต้องสร้างความเชื่อมโยงจากสนามบินหลัก สนามบินรอง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;วันนี้เรามี พ.ร.บ.เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก(อีอีซี) ออกมาแล้ว ซึ่งทุกคนต้องเข้าใจตรงกันว่าเรามุ่งขยาย ปรับปรุง ปฏิรูปเศรษฐกิจใหม่ของเราขึ้นมาให้ได้ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมใหม่ที่ใช้เทคโนโลยีนำไปสู่การใช้หุ่นยนต์ในอนาคต ซึ่งเรายังใช้การเชื่อมโยงกับคนทั้งหมดไม่ได้ ยังมีความจำเป็นต้องใช้คนอยู่ ผมอยากให้แรงงานไทยได้เรียนรู้และฝึกหัดเพิ่มเติมในการทำงานร่วมกับเครื่องจักรและหุ่นยนต์ได้ ไม่ใช่เอาคนงานออกทั้งหมด&amp;rdquo; พล.อ.ประยุทธ์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายผจญ อุดมธรรมภักดี ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาโครงการรถไฟฟ้า รฟม. เปิดเผยว่า กระทรวงคมนาคมได้มีการมอบหมายให้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เป็นผู้รับผิดชอบดำเนินงานโครงการระบบขนส่งมวลชนจังหวัดภูเก็ต (รถไฟฟ้ารางเบา) เพื่อพัฒนาระบบขนส่งมวลชนของจังหวัดภูเก็ตให้มีมาตรฐานและมีประสิทธิภาพรองรับการขยายตัวทางด้านเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว อำนวยความสะดวกในการเดินทางให้กับประชาชนและนักท่องเที่ยว รวมทั้งเป็นการป้องกันและแก้ไขปัญหาการจราจรของจังหวัด โครงการระบบขนส่งมวลชนจังหวัดภูเก็ต ระบบรถไฟฟ้ารางเบา (Light Rail Transit หรือ Tramway) กำหนดดำเนินโครงการแบ่งเป็น 2 ระยะ คือ ระยะที่ 1 ช่วงท่าอากาศยานนานาชาติจังหวัดภูเก็ต ห้าแยกฉลอง ระยะทาง 42.0 กม. ระยะที่ 2 ส่วนต่อขยายจากจุดตัดทางหลวง 402 และ 4026 เพื่อเชื่อมต่อกับระบบรถไฟสถานีรถไฟท่านุ่น ระยะทาง 16.5 กม.
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยมีสถานีทั้งหมด 24 สถานี จะมีสถานีระดับพื้นดิน 19 สถานี สถานียกระดับ 1 สถานี และสถานีใต้ดิน 1 สถานี ซึ่งทางวิ่งจะมีระดับพื้นดิน บางช่วงทางวิ่งลอดใต้ดินและทางวิ่งยกระดับ ขณะนี้อยู่ระหว่างศึกษาเพื่อจัดทำรายงานตาม พ.ร.บ.การให้เอกชนร่วมลงทุน ส่วนในปี พ.ศ.2563 คาดว่าจะเริ่มงานก่อสร้างและจะเปิดให้บริการในปี พ.ศ.2566 โดยล่าสุดเมื่ออังคารที่ 11 ก.ย. 61 ครม.อนุมัติให้ รฟม.ก่อสร้างรถไฟฟ้ารางเบาที่ &amp;ldquo;ภูเก็ต&amp;rdquo; โดย รฟม.คาด พ.ย.นี้สรุปผลศึกษาเปิดร่วมทุน PPP รถไฟฟ้าภูเก็ต 3.9 หมื่นล้าน. &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/17905</URL_LINK>
                <HASHTAG>การเชื่อมโยงระเบียงเศรษฐกิจหลวงพระบาง-อินโดจีน-เมาะลำไย หรือลิเม็ก, ครม.สัญจร, ครม.เห็นชอบ, พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด, หนังสือพิมพ์, เชื่อมโยงระเบียงเศรษฐกิจในอาเซียน, แผนพัฒนาพื้นที่กลุ่มภาคเหนือตอนล่าง-อีสานตอนบน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180918/image_big_5ba10e8008e0a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
