<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>101688</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/05/2021 09:26</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/05/2021 09:25</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คลายข้อกังวล ’วัคซีนโควิด’ กับการเดินทาง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในช่วงนี้ชุมชนออนไลน์ของไทย เกิดประเด็นดราม่าเกี่ยวกับวัคซีนโควิดมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการจัดหาวัคซีนที่ล่าช้า&amp;nbsp; หรือ ทางเลือกในการฉีดวัคซีน ที่รัฐบาลจำกัดแค่ 2 ยี่ห้อ คือ&amp;nbsp; วัคซีน ซิโนแวค ที่นำเข้าจากประเทศจีน และ วัคซีน แอสตราเซเนกา ของยุโรป ที่กำลังผลิตในประเทศไทย&amp;nbsp; ซึ่งถือว่า น้อยเกินไป และเป็นการจำกัดสิทธิ์ของประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทั้งนี้ ประชาชน ได้ตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพและผลข้างเคียงของวัคซีน 2 ตัวนี้ว่าคุ้มค่าที่จะฉีดหรือไม่ จนเรื่องราวถูกขยายไปถึงเรื่อง การรับรองวัคซีน ถ้าเกิดกรณีจะต้องเดินทางไปต่างประเทศว่า วัคซีน 2 ยี่ห้อที่ รัฐบาลเตรียมจะให้คนไทยฉีดนั้น ผ่านการรับรองให้เดินทางไปต่างประเทศหรือไม่&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แน่นอนประเด็นเรื่องของ การรับรองวัคซีน &amp;nbsp;กำลังกลายเป็นประเด็นสำคัญต่อประชาชนทั่วโลก เพราะในปัจจุบันการรับรองวัคซีน สำหรับเดินทางนั้น แต่ละโซน แต่ละประเทศก็รับรองไม่เหมือนกัน ดังนั้นหากจะต้องเดินทาง ก็ต้องศึกษากฎระเบียบของแต่ละประเทศให้ดีว่า ประเทศปลายทางนั้นรับรองวัคซีนตัวไหน &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สำหรับวัคซีน &amp;#39;ซิโนแวค&amp;#39; ที่คนไทยได้ฉีดเป็นล็อตแรกอยู่ในขณะนี้ ถ้าพูดถึงเรื่องการรับรองสำหรับการเดินทางก็คงต้องทำใจ เพราะในปัจจุบัน สหรัฐอเมริกาและยุโรปไม่รับรองวัคซีนที่ผลิตจากจีน &amp;nbsp;แต่ถ้าเดินทางเข้าจีน และอาเซียนในบางประเทศก็ไม่มีปัญหาแต่อย่างใด &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วน&amp;#39;แอสตราเซเนกา&amp;#39; ซึ่งกำลังผลิตในประเทศไทยในขณะนี้&amp;nbsp; มีข้อมูลที่ออกมาสับสน บ้างบอกว่า เดินทางเข้ายุโรปไม่ได้ ซึ่งข้อมูลดังกล่าวไม่ตรงกับความเป็นจริง เพราะในปัจจุบัน คณะกรรมการอาหารและยาของยุโรป (EMA) ได้รับรอง วัคซีนจาก 4 ผู้ผลิตแล้ว&amp;nbsp; คือ ไฟเซอร์ ไบโอเทค (BioNTech/Pfizer) , โมเดอร์นา ( Moderna ) , จอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน (Johnson &amp;amp; Johnson)&amp;nbsp; และ&amp;nbsp; แอสตราเซเนกา(&amp;nbsp; AstraZeneca)&amp;nbsp; ดังนั้นผู้ที่ฉีดวัคซีน แอสตราเซเนกา สามารถบินไปยุโรปได้อย่างแน่นอน เพราะถือว่า ผ่านการรับรองแล้ว&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขณะเดียวกันหากต้องการเดินทางไปสหรัฐอเมริกา ในส่วนของผู้ฉีด&amp;#39;แอสตราเซเนกา&amp;#39; อาจจะยังติดขัด เพราะในปัจจุบันวัคซีนตัวนี้ องค์การและยา (เอฟดีเอ) ของสหรัฐ อนุญาตการใช้เป็นการฉุกเฉินได้เท่านั้น แต่ไม่ได้รับรองอย่างเป็นทางการ โดยในปัจจุบันเอฟดีเออนุมัติวัคซีนป้องกันโควิด-19 เป็นจำนวน 3 ชนิด ไฟเซอร์ , โมเดอร์นา และจอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน&amp;nbsp; เท่านั้น&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดังนั้นก่อนเดินทางจะต้องศึกษากฎระเบียบให้แน่ชัดว่า ประเทศปลายทางเขารับรองวัคซีนตัวไหน เพื่อที่จะได้เตรียมตัวให้ถูกต้องต่อไป หากไม่ต้องการกักตัว &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/101688</URL_LINK>
                <HASHTAG>#วัคซีนโควิด, การเดินทาง, ซิโนแวค, แอสตราเซเนกา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210325/image_big_605c5dc8c722d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>89810</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/01/2021 13:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/01/2021 13:03</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รฟท.คุมเข้ม 5จังหวัดต้องมีเอกสารรับรองการเดินทาง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;14 ม.ค.64-นายนิรุฒ มณีพันธ์ ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.)เปิดเผยว่า ตามที่ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) กำหนดมาตรการ หลักเกณฑ์และแนวทางปฏิบัติในการตรวจคัดกรองการเดินทางข้ามจังหวัด หรือเดินทางออกนอกพื้นที่ โดยกำหนดให้พื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวดใน 5 จังหวัด ได้แก่ สมุทรสาคร ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด

โดยให้งดการเดินทางข้ามจังหวัดหรือกรณีมีความจำเป็นต้องเดินทางออกนอกพื้นที่ให้มีเอกสารรับรองความจำเป็นในการเดินทางเพื่อยืนยันแก่เจ้าหน้าที่รัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและจะต้องปฏิบัติตามขั้นตอนการซื้อตั๋วโดยสารอย่างเข้มงวดโดยแสดงบัตรประชาชนพร้อมกับกรอกเอกสารรับรองความจำเป็นในการเดินทาง (แบบ ต.8-คค/รฟท) และจะต้องมีหนังสืออนุญาตการเดินทางจากทางจังหวัดออกนอกพื้นที่มาแสดงด้วย แต่หากผู้โดยสารไม่มีเอกสารดังกล่าว จะไม่สามารถซื้อตั๋วโดยสารรถไฟได้


ดังนั้น เพื่อให้การดำเนินการตามมาตรการดังกล่าวเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ การรถไฟแห่งประเทศไทยจึงได้เพิ่มมาตรการเฝ้าระวังและป้องกันการแพร่ระบาดโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ตามนโยบายของ ศบค. และกระทรวงคมนาคม โดยกำหนดให้สถานีรถไฟที่ตั้งในเขตจังหวัดชลบุรี ซึ่งเป็นจังหวัดที่ยังมีการให้บริการเดินขบวนรถโดยสารอยู่เขตพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด ประกอบด้วย สถานีพานทอง ชลบุรี บางพระ ชุมทางศรีราชา บางละมุง พัทยา บ้านห้วยขวาง ชุมทางเขาชีจรรย์ พลูตาหลวง จำนวน 9 สถานี

ทั้งนี้รวมถึงขบวนรถที่ผ่านเส้นทางดังกล่าว จำนวน 2 ขบวน ได้แก่ ขบวนธรรมดาที่ 283 กรุงเทพ - พลูตาหลวง เวลาออก 06.55 เวลาถึง 11.20 น. และขบวนรถธรรมดาที่ 284 พลูตาหลวง - กรุงเทพ&amp;nbsp; เวลาออก 13.35 น. เวลาถึง 18.15 น.จะต้องปฏิบัติมาตรการหลักเกณฑ์และแนวทางปฏิบัติในการตรวจคัดกรองการเดินทางข้ามจังหวัด หรือเดินทางออกนอกพื้นที่ของ ศบค. อย่างเข้มงวด

นอกจากนี้ การรถไฟฯ ยังกำหนดให้ตั้งจุดคัดกรองวัดไข้ผู้โดยสารก่อนเข้าในพื้นที่สถานี การจัดจุดบริหารแอลกอฮอล์ล้างมือ และการให้สวมหน้ากาก พร้อมกับให้สแกนแอพพลิเคชัน ไทยชนะก่อนและหลังใช้บริการ แต่หากผู้โดยสารไม่สามารถใช้แอพพลิเคชันไทยชนะ ให้กรอกข้อมูลการเดินทางแทน ขณะเดียวกันยังกำหนดให้พนักงานสถานีทุกคนต้องสวมใส่หน้ากากตลอดเวลา และใส่ถุงมือในขณะขายตั๋วโดยสาร รวมถึงเพิ่มความถี่ในการทำความสะอาดจุดที่มีการสัมผัสบ่อย เช่น หน้าช่องจำหน่ายตั๋วโดยสาร เก้าอี้ผู้โดยสาร ราวจับบันได ทุกๆ 2 ชม และในทุกขบวนรถที่ให้บริการ ตลอดจนให้ฉีดพ่นยาฆ่าเชื้อภายในสถานีทุกวัน ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์บริการลูกค้าสัมพันธ์ หมายเลขโทรศัพท์ 1690 ตลอด 24 ชั่วโมง หรือสถานีรถไฟ หรือเฟซบุ๊ก แฟนเพจ ทีมพีอาร์การรถไฟแห่งประเทศไทย
&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/89810</URL_LINK>
                <HASHTAG>#โควิด-19, การรถไฟแห่งประเทศไทย(รฟท.), การเดินทาง, ควบคุม 5 จังหวัด, จ.ชลบุรี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210114/image_big_5fffde42ab254.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>88661</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/01/2021 12:58</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/01/2021 12:58</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คมนาคมสรุปตัวเลขคนใช้บริการขนส่งสาธารณะช่วงปีใหม่เหลือ6ล้านคนต่ำกว่าคาดการณ์40%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3 ม.ค.64-รายงานข่าวจากกระทรวงคมนาคมรายงานผลการอำนวยความสะดวก ปลอดภัย รองรับการเดินทางของประชาชนในช่วงวันหยุดเทศกาลปีใหม่ 2564 ระหว่างวันที่ 29 ธันวาคม 2563 &amp;ndash; 2 มกราคม 2564 (ข้อมูลวันที่ 3 มกราคม 2564 เวลา 08.30 น.) พบว่า มีผู้ใช้บริการขนส่งสาธารณะกว่า 6 ล้านคน ต่ำกว่าประมาณการ 40.18% ปริมาณการจราจรเข้า &amp;ndash; ออกกรุงเทพฯ กว่า 9 ล้านคัน ต่ำกว่าประมาณการ 24.14%

สำหรับสถานการณ์อุบัติเหตุ พบว่า จำนวนอุบัติเหตุทางถนน จำนวนผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บลดลงมากกว่า 5% โดยเกิดอุบัติเหตุบนโครงข่ายของกระทรวงคมนาคม 1,262 ครั้ง มีผู้เสียชีวิต 195 ราย ได้รับบาดเจ็บ 1,309 ราย สาเหตุหลักของอุบัติเหตุส่วนใหญ่เกิดจากการขับรถเร็วเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด&amp;nbsp;

ทั้งนี้กระทรวงคมนาคมได้บูรณาการการดำเนินงานร่วมกับหน่วยงานในสังกัด เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนสามารถเดินทางกลับภูมิลำเนาและท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2564 อย่างมีความสุข สะดวก รวดเร็ว และปลอดภัย ตามนโยบาย &amp;ldquo;คมนาคมใส่ใจกำลังสาม เดินทางอุ่นใจตลอดปีใหม่&amp;rdquo; ของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม โดยขอความร่วมมือผู้ใช้ทางขับขี่รถด้วยความระมัดระวัง ปฏิบัติตามกฎจราจร วางแผนการเดินทางล่วงหน้า รวมทั้งปฏิบัติตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัส COVID-19 อย่างเคร่งครัด

โดยข้อมูลสะสมระหว่างวันที่ 29 ธันวาคม 2563 &amp;ndash; 2 มกราคม 2564 (ข้อมูลวันที่ 3 มกราคม 2564 เวลา 08.30 น.) สรุปได้ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1) การเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะ มีประชาชนเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะ 6,946,426 คน-เที่ยว ต่ำกว่าประมาณการ 40.18% โดยมีปริมาณการจราจรเข้า &amp;ndash; ออกกรุงเทพฯ 9,538,928 คัน ต่ำกว่าประมาณการ 24.14% ซึ่งส่วนใหญ่เป็นรถยนต์ส่วนบุคคล จำนวน 9,085,789 คัน คิดเป็น 95.25% ของปริมาณการจราจรเข้า &amp;ndash; ออกกรุงเทพฯ ทั้งหมด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2) การตรวจความพร้อมของรถโดยสารสาธารณะ ณ จุดตรวจความพร้อม 206 แห่งทั่วประเทศ โดยเริ่มตรวจฯ เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2563 จำนวน 52,126 คัน พบข้อบกพร่องและสั่งให้เปลี่ยนรถ จำนวน 1 คัน ส่วนท่าเรือ/แพ จำนวน 173 แห่ง ไม่พบข้อบกพร่อง และได้พ่นห้ามใช้เรือ จำนวน 1 ลำ ด้านการปฏิบัติงานของพนักงานขับรถ เจ้าหน้าที่รถไฟ รถไฟฟ้า และผู้ประจำเรือ ไม่พบว่ามีการดื่มแอลกอฮอล์หรือใช้สารเสพติด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3) สถานการณ์อุบัติเหตุ เกิดอุบัติเหตุบนโครงข่ายทางถนนที่อยู่ในความรับผิดชอบของกระทรวงคมนาคม 1,262 ครั้ง มีผู้เสียชีวิต 195 ราย บาดเจ็บ 1,309 ราย บริเวณที่เกิดอุบัติเหตุส่วนใหญ่เป็นทางตรง คิดเป็น 71.63% สาเหตุสำคัญเกิดจากการขับรถเร็วเกินกำหนด คิดเป็น 62.20% รถที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุด คือ รถจักรยานยนต์ 52.30% จังหวัดที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุด คือ สุพรรณบุรี จำนวน 47 ครั้ง รองลงมาคือ นครราชสีมา สุราษฎร์ธานี และเชียงใหม่ ส่วนจังหวัดที่มีผู้เสียชีวิตสูงสุด คือ อุดรธานี และนครราชสีมา

ทั้งนี้ กระทรวงคมนาคมได้เน้นย้ำให้หน่วยงานในสังกัดปฏิบัติตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัส COVID-19 ในระบบขนส่งสาธารณะอย่างต่อเนื่องและเคร่งครัดทั้งการดำเนินมาตรการเว้นระยะห่างทางสังคม (Social distancing) เว้นระยะนั่งหรือยืนห่างกันอย่างน้อย 1 เมตร ตรวจวัดอุณหภูมิของผู้โดยสารไม่ให้เกิน 37.5 องศาเซลเซียส ควบคุมการสวมหน้ากากอนามัย ให้ผู้ใช้บริการสแกนแอปพลิเคชัน &amp;ldquo;ไทยชนะ&amp;rdquo; และจัดเตรียมเจลแอลกอฮอล์สำหรับล้างมือไว้ให้บริการ โดยประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/88661</URL_LINK>
                <HASHTAG>การจราจรปีใหม่, การเดินทาง, ขนส่งสาธารณะ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210103/image_big_5ff15caee74c2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>88358</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/12/2020 09:27</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/12/2020 09:27</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เริ่มแล้ว!การจราจรถนนสายเอเชียรถเริ่มหนาแน่น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;30 ธ.ค.63 - &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การเดินทางกลับภูมิลำเนาของประชาชนในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2564 &amp;nbsp;เช้าวันนี้ ถนนสายเอเชีย ช่วงผ่านจังหวัดชัยนาท สภาพการจราจรฝั่งขาขึ้นภาคเหนือ มีปริมาณรถมาก &amp;nbsp; แต่ยังคล่องตัว ใช้ความเร็วได้ 90-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง &amp;nbsp;คาดว่าในช่วงบ่ายถึงค่ำวันนี้ &amp;nbsp;จะมีปริมาณรถหนาแน่นมากยิ่งขึ้น &amp;nbsp; โดยแขวงทางหลวงชัยนาท ได้ทำการปิดจุดกลับรถบนถนนสายเอเชีย &amp;nbsp;จำนวน 4 จุด ได้แก่ &amp;nbsp; 1. จุดกลับรถวัดสมอ กิโลเมตรที่ 113+800 &amp;nbsp; &amp;nbsp;2. จุดกลับรถวัดมะปราง กิโลเมตร 115+325 &amp;nbsp; &amp;nbsp;3. จุดกลับรถโรงสีแก้วสว่าง &amp;nbsp;กิโลเมตร 136+300 &amp;nbsp; 4. จุดกลับรถบางตาลาย &amp;nbsp;กิโลเมตร 141+500 &amp;nbsp; เพื่อลดความเสี่ยงและป้องกันการเกิดอุบัติเหตุบนถนนสายเอเชีย &amp;nbsp; แต่จุดกลับรถแยกหางน้ำสาคร และจุดกลับรถทางลอดใต้สะพาน รวม 8 จุด ยังคงเปิดให้ใช้กลับรถตามปกติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนบริเวณหลักกิโลเมตร &amp;nbsp;137+650 &amp;nbsp;ต.อู่ตะเภา อ.มโนรมย์ &amp;nbsp; หน่วยราชการในจังหวัดชัยนาท ได้มีการตั้งจุดบริการประชาชน &amp;nbsp;โดยมีห้องน้ำ ผ้าเย็น กาแฟ และน้ำดื่ม ไว้บริการ &amp;quot;ฟรี&amp;quot; รวมทั้งมีทีมซ่อมฉุกเฉิน MOBILE SERVICE CHAINAT ไว้คอยบริการช่วยเหลือรถยนต์ที่เกิดขัดข้องระหว่างทาง เพื่อให้ประชาชนสามารถเดินทางต่อไปได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และเพื่อดำเนินการตามมาตรการเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 &amp;nbsp; จึงได้มีการจำกัดทางเข้าออกภายในจุดบริการประชาชน &amp;nbsp;มีการตั้งฉากกั้นระหว่างเจ้าหน้าที่กับผู้มาใช้บริการ &amp;nbsp;และติดตั้งเครื่อง Thermo Scan ตรวจวัดอุณหภูมิผู้เข้าใช้บริการ &amp;nbsp;ซึ่งจะต้องสวมหน้ากากอนามัย หรือหน้ากากผ้า ล้างมือด้วยแอลกอฮอล์เจล เว้นระยะห่าง และสแกนแอพพลิเคชั่นไทยชนะ &amp;nbsp;ก่อนเข้าใช้บริการทุกคน
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/88358</URL_LINK>
                <HASHTAG>การเดินทาง, ชัยนาท, ถนนสายเอเชีย, ภูมิลำเนา, เทศกาลปีใหม่</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201230/image_big_5febe50329676.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>86391</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/12/2020 13:20</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/12/2020 13:20</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ทล.ลุยดูแลคนเดินทางช่วงวันหยุด 10-13 ธ.ค.นี้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9 ธ.ค.63-นายสราวุธ ทรงศิวิไล อธิบดีกรมทางหลวง (ทล.)เปิดเผยว่า เนื่องในวันหยุดราชการตามมติคณะรัฐมนตรีระหว่าง&amp;nbsp; วันที่ 10 &amp;ndash; 13 ธันวาคม 2563 ซึ่งคาดว่าจะมีประชาชนเดินทางกลับภูมิลำเนาและท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก กรมทางหลวงจึงได้ดำเนินการตามนโยบายของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมในการบูรณาการเตรียมความพร้อมของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคม

ทั้งนี้ในส่วนของกรมทางหลวงได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานในสังกัดกรมทางหลวงประกอบด้วย สำนักงานทางหลวง แขวงทางหลวง และหมวดทางหลวงทั่วประเทศ เตรียมความพร้อมอำนวยความสะดวกและปลอดภัยรองรับการเดินทางของประชาชน โดยให้โครงการที่อยู่ระหว่างดำเนินการก่อสร้าง และงานซ่อมบำรุงทางและสะพาน หยุดดำเนินการดังกล่าว เพื่อทำการคืนพื้นผิวจราจรให้มีช่องจราจรเท่าเดิมหรือให้ใกล้เคียงของเดิมมากที่สุด พร้อมติดตั้งป้ายจราจร ป้ายเตือน ไฟสัญญาณต่างๆในพื้นที่บริเวณก่อสร้างและตรวจสอบ&amp;nbsp; ให้อยู่ในสภาพใช้งานได้ตลอดเวลา&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;
นายสราวุธ กล่าวว่า หากพบว่ามีปริมาณจราจรหนาแน่นจะทำการประสานงานกับตำรวจ&amp;nbsp; ทางหลวง ในการสนับสนุนการอำนวยความสะดวกด้านการจราจรหรือการจัดช่องทางพิเศษ (Reversible Lane) เพื่อให้การเดินทางของประชาชนเป็นไปอย่างสะดวกและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/86391</URL_LINK>
                <HASHTAG>การเดินทาง, ช่วงหยุดยาว, ทล.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201209/image_big_5fd06c0bde9d5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>71000</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/07/2020 09:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/07/2020 09:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ศักดิ์สยาม&#039;สั่งทุกหน่วยเตรียมแผนรับคนเดินทางช่วงหยุดยาว 25-28 ก.ค.นี้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 ก.ค.63-นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม เป็นประธานประชุมผ่านระบบ zoom ร่วมกับหน่วยงานในสังกัด เพื่อสรุปภาพรวมการเดินทางของประชาชนทั้งในส่วนรถสาธารณะ รถยนต์ส่วนบุคคล สถิติจำนวนผู้เดินทางทั้งหมด และภาพรวมของอุบัติเหตุ พบว่าจำนวนผู้เดินทางในระหว่างวันที่ 3 - 7 กรกฎาคมที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการหยุดในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาคือวันเข้าพรรษาและอาสาฬหบูชา พบว่าจำนวนปริมาณผู้เดินทางในช่วงหยุดยาวดังกล่าว มีจำนวนรถส่วนบุคคล ที่เดินทางเข้าออกกรุงเทพฯจำนวน 6,007,706 คัน มีผู้ใช้บริการระบบขนส่งสาธารณะมากกว่า 9,014,427 คน อุบัติเหตุเกิดขึ้น 369 ครั้ง มีผู้เสียชีวิต 56 คน และบาดเจ็บ 396 คน

นายศักดิ์สยาม กล่าวว่า ขอให้ทุกหน่วยงานถอดบทเรียนจากในช่วงวันหยุดยาวของต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา และนำไปจัดทำแผนเตรียมรับมือกับช่วงหยุดยาวของปลายเดือนกรกฎาคมระหว่างวันที่ 25- 28 กรกฎาคมนี้ โดยเบื้องต้นขอให้ปรับปรุง ช่องจราจรผ่านด่าน,ทางด่วนและมอเตอร์เวย์ ซึ่งรัฐบาลมีการงดเว้นค่าผ่านทางให้แก่ผู้ใช้ทาง แต่พบว่าในแต่ละด่านเก็บค่าผ่านทางบางแห่งมีการเปิดช่องจราจรเพียง 3-4 ช่องเท่านั้น และมีช่องด่านงดบริการปิดอยู่ ทำให้เมื่อถึงหน้าด่านรถจำนวนมากต้องเบียดกันเพื่อใช้เส้นทาง เกิดการกระจุกตัวขึ้น ดังนั้นในส่วนนี้ขอให้หน่วยงานที่กำกับดูแลไปดำเนินการตามนโยบาย เมื่อมีการงดเว้นค่าผ่านทางแล้วก็ขอให้เปิดช่องผ่านทุกด่านเพื่อให้การจราจรเกิดการลื่นไหลด้วย

นอกจากนี้ยังมีเรื่องของการดูแลผิวจราจร เช่นขอให้มีการทำป้ายแจ้งผู้ใช้รถให้ทราบว่า ในระยะทางข้างหน้าอีกกี่กิโลเมตรจะมีจุดพักรถ (Rest Area) เพื่อให้รถที่สัญจรทราบว่าหากต้องการเข้าใช้จุดพักรถ จะได้เตรียมตัวเพื่อใช้ช่องจราจรให้เหมาะสม ไม่เกิดการตัดกระแสจราจรทำให้เกิดปัญหารถติดเมื่อถึงจุดใกล้จุดพักรถเกิดขึ้น เหมือนในช่วงที่ผ่านมา

ด้านนายชัยวัฒน์ ทองคำคูณ ปลัดกระทรวงคมนาคมกล่าวในการประชุมว่า การเดินทางในช่วงวันที่ 3 ถึง 7 กรกฎาคมที่ผ่านมา สถิติอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นพบว่า อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นจากเส้นทางถนนที่เป็นทางตรงสูงถึงร้อยละ 67.21 ซึ่งถือเป็นสิ่งที่ดีที่สูง งั้นขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเช่นกรมทางหลวงและกรมทางหลวงชนบท ไปตรวจสอบว่าลักษณะการเกิดอุบัติเหตุดังกล่าวมาจากสภาพผิวถนน พี่อาจความเสี่ยงจากสภาพหลังฝนตกทำให้ถนนลื่น หรือมาจากการจัดระบบจราจรป้ายบอกทางต่างๆ เพื่อที่จะได้วางแนวทางแก้ปัญหาในอนาคต&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/71000</URL_LINK>
                <HASHTAG>การเดินทาง, ช่วงหยุดยาว, ศักดิ์สยาม ชิดชอบ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200610/image_big_5ee09f3eeb62f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>64831</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/05/2020 21:29</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/05/2020 21:29</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศักดิ์สยาม กำชับหัวหน้าหน่วยดูตัวเลขประชาชนเดินทางกลับภูมิลำเนา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1 พ.ค.63-นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม เปิดเผยว่าจากกรณีวันหยุดยาวทำให้เมื่อช่วงเช้าของวันที่ 1พ.ค.นี้ มีประชาชนเดินทางกลับภูมิลำเนา จึงได้สั่งหัวหน้าส่วนราชการ ดำเนินการ ตรวจสอบ การเดินทาง ของ ประชาชน ว่ามีจำนวน ประชาชน ที่ เดินทาง ใน ความรับผิดชอบ ของ แต่ละ หน่วยงานมีจำนวน เท่าไหร่ และมี ปัญหา ใน การ ปฎิบัติ หรือไม่ตาม มาตรการ และ มาตรฐาน ใน เรื่องการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ต้องปฎิบัติตามมาตรการเว้นระยะห่างทางสังคม(social distancing) รวมถึงการสวมหน้ากากอนามัย( mask),การ ทำความสะอาด และ การ บริการ gel alcohol ,การ จัด บริการ ตาม มาตรการ ห้ามออกนอกเคหสถาน (เคอร์ฟิว)ขณะเดียวกันต้องสรุป ข้อมูล รายงาน กระทรวง ทุกวัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับสภาพการจราจร 10 เส้นทางหลัก เส้นทางที่ 1 ดอนเมือง(ทล.1) - นครสวรรค์(ทล.32) สภาพจราจรคล่องตัว ปริมาณรถปานกลางเคลื่อนตัวได้บริเวณหน้าตลาดไท,เส้นทางที่ 2 บางบัวทอง - ชัยนาก(ทล.340) สภาพจราจรคล่องตัว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เส้นทางที่ 3 ตรค.บางปะอิน(ทล.1) - สระบุรี(ทล.2) - โคราช(ทล.204)สภาพจราจรคล่องตัว ชะลอตัวบริเวณตลิ่งชัน,เส้นทางที่ 4 รามอินทรา - ฉะเชิงเทรา-ปราจีนบุรี- ปักธงชัย(ทล.304)สภาพจราจรคล่องตัว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เส้นทางที่ 5 รังสิต(ทล.305) - กบินทร์บุรี(ทล.33) สภาพจราจรคล่องตัวชะลอตัวบริเวณธัญบุรี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;,เส้นทางที่ 6 ตรค.บางขุนเทียน- สมุทรสคร-สมุทรสงคราม(ทล.35) -เพชรบุรี(ทล.4) สภาพจราจรคล่องตัว,&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เส้นทางที่ 7 ตลิ่งชัน(ทล.338) - นครปฐม - ราชบุรี - เพชรบุรี(ทล.4)สภาพจราจรคล่องตัว,&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เส้นทางที่ 8 ทับช้าง - พัทยา(ทล.7) สภาพจราจรคล่องตัว,&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เส้นทางที่ 9 บางนา - บางปะกง(ทล.34) สภาพจราจรคล่องตัว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;,เส้นทางที่ 10 วงแหวนกาญจนาภิเษก(ทล.9) ฝั่งตะวันออก สภาพจราจรคล่องตัว ฝั่งตะวันตก สภาพจราจรคล่องตัว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ขณะที่รายงานข่าวจาก ศปก.บก.ทล.รายงานสภาพการจราจรวันที่ 1 พ.ค.63 &amp;nbsp;เวลา 15.00 น.พบว่า 1.เส้นทางไปภาคเหนือ : การจราจรปกติ 2.เส้นทางไปภาคอีสาน &amp;nbsp;,ทล.1(พหลโยธิน) &amp;nbsp;ปริมาณรถมากการจราจรชะลอตัวเข้าจุดคัดกรองตลาดไท (กม.42) ,ทล.2 ( มิตรภาพ ) การจราจรปกติ,ทล.304 (กบินทร์บุรี-ปักธงชัย) ช่วง กบินทร์บุรี &amp;nbsp;- นาดี - วังน้ำเขียว &amp;nbsp;กม. 213 ช่วงเขาแผงม้า-วังน้ำเขียว ปริมาณรถลดลง การจราจรคล่องตัว **ปิดครั้งที่ 2 กม.216 ถึง กม.221 &amp;nbsp;ต.บุพราหมณ์ อ.นาดี จว.ปราจีนบุรี &amp;nbsp;เวลา 13.00 น.
&amp;nbsp;,ทล.348 (อรัญประเทศ-นางรอง) เส้นทาง อ.วัฒนานคร - ตาพระยา - โนนดินแดง (ทล.348) &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; การจราจรปกติ,เส้นทางหลวงพิเศษและถนนกาญจนาภิเษก : การจราจรปกติ,เส้นทางไปภาคใต้ : การจราจรปกติและเส้นทางไปภาคตะวันออก : การจราจรปกติ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/64831</URL_LINK>
                <HASHTAG>การเดินทาง, การเดินทางกลับภูมิลำเนา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200501/image_big_5eac321e01052.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
