<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>118344</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/09/2021 15:46</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/09/2021 15:46</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;บิ๊กป้อม&#039; ถกลดก๊าซเรือนกระจก ดึงภาคปชช. พลังงาน ขนส่ง รักษาสิ่งแวดล้อม-ฟื้นฟูป่าไม้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;30 ก.ย.64 -&amp;nbsp;ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ (กนภ.) ครั้งที่ 4/2564 ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์&amp;nbsp;โดยมี นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และตัวแทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมการประชุม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า ที่ประชุมได้รับรายเรื่องเพื่อทราบ จำนวน 3 เรื่อง ได้แก่ รับทราบระเบียบกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งว่าด้วยการปลูกและบำรุงป่าชายเลนสำหรับ องค์กรหรือบุคคลภายนอก พ.ศ. 2564 และระเบียบกรมป่าไม้ว่าด้วยการแบ่งบันคาร์บอนเครดิตจากการปลูก บำรุง อนุรักษ์ และฟื้นฟูป่าในพื้นที่ป่าไม้ พ.ศ. 2564 รับทราบความก้าวหน้าในการดำเนินงาน โครงการกลไกเครดิตร่วม Joint Crediting Mechanism(JCM) ภายใต้ความร่วมมือทวิภาคีระหว่างประเทศไทยและประเทศญี่ปุ่น ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2564 และ รับทราบมาตรการปรับคาร์บอนก่อนเข้าพรมแดน (CBAM) ของสหภาพยุโรป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า นอกจากนี้ที่ประชุมมีเรื่องเพื่อพิจารณา ที่สำคัญ จำนวน 5 เรื่อง ได้แก่ 1. เห็นชอบต่อ (ร่าง) ยุทธศาสตร์ระยะยาวในการพัฒนาแบบปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำของประเทศไทย (Thailand&amp;rsquo;s Long-Term Low Greenhouse Gas Emission development Strategy)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.เห็นชอบต่อ (ร่าง) องค์ประกอบคณะผู้แทนของประเทศไทย ในการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 26 (COP 26) การประชุมรัฐภาคีพิธีสารเกียวโต สมัยที่ 16 (CMP 16) การประชุมรัฐภาคีความตกลงปารีส สมัยที่ 3 (CMA 3) และการประชุมอื่นที่เกี่ยวข้อง ณ เมืองกลาสโกว์ สหราชอาณาจักร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.เห็นชอบต่อ (ร่าง) แถลงการณ์ร่วมอาเซียนว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสำหรับการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 26&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4. เห็นชอบกับผลการรายงานการติดตามประเมินผลการลดก๊าซเรือนกระจกจากมาตรการภาคพลังงานและขนส่ง ปี พ.ศ. 2562 และ 5.เห็นชอบต่อร่างข้อตกลงการขยายระยะเวลาบันทึกความเข้าใจระหว่างสถาบันเพื่อการพัฒนาที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมโลก กับสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118344</URL_LINK>
                <HASHTAG>กนภ., การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ, พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ, วราวุธ ศิลปอาชา, สภาพภูมิอากาศ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210524/image_big_60ab34293471f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>26420</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/01/2019 23:43</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/01/2019 09:37</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> &#039;ปาบึก’ พายุโซนร้อนเกิดขึ้นครั้งแรกในรอบ 67ปี สัญญาณเตือน  &#039;ฤดูกาลเปลี่ยน-โลกปรับตัว&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ปกติฤดูกาลพายุทางตอนใต้ของไทยมักเกิดปลายปี (จากสถิติที่แสดง) แต่&amp;#39;ปาบึก&amp;#39;เกิดขึ้นมกราคม 62 สะท้อนฤดูกาลเปลี่ยน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;แม้สถานการณ์พายุโซนร้อนปาบึกจะคลี่คลายและกลับเข้าสู่สภาวะปกติ คลื่นลมสงบ เรือประมงทั้งเล็กและใหญ่ออกทะเลทำการประมงได้ตามปกติ ประชาชนกลับไปอยู่อาศัยในบ้านพัก แต่พิษปาบึกที่มีความรุนแรงยังทิ้งร่องรอยความเสียหายในพื้นที่ 23 จังหวัด ที่พายุได้พัดผ่าน&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยจังหวัดที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด ได้แก่ จ.นครศรีธรรมราช จ.นราธิวาส และ จ.ชุมพร&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปรากฏการณ์พายุโซนร้อนปาบึกที่เกิดขึ้นในเดือนมกราคม 2562 จากปกติที่ฤดูกาลของพายุทางตอนใต้ของไทยมักเกิดขึ้นช่วงปลายปี ประมาณตุลาคม-ธันวาคม ถือเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นในรอบ 60 ปี ซึ่งทำให้นักอุตุนิยมวิทยา นักวิจัยด้านภูมิอากาศตั้งข้อสังเกตว่า หรือฤดูกาลของพายุเปลี่ยนไป!!!&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ความรุนแรงของพายุโซนร้อนปาบึก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นายบุญธรรม ตั้งล้ำเลิศ นักอุตุนิยมวิทยาชำนาญการ กองพยากรณ์อากาศ กรมอุตุนิยมวิทยา กล่าวว่า จากสถิติพายุหมุนเขตร้อนที่เคลื่อนเข้าสู่ประเทศไทยคาบ 67 ปี (พ.ศ.2494-พ.ศ.2560) เฉลี่ยเกิดขึ้น 2-3 ลูกต่อปี แต่พายุโซนร้อนที่เกิดขึ้นในเดือนมกราคม เคยเกิดขึ้นเมื่อปี 2494&amp;nbsp; และเคยเกิดขึ้นอีกครั้งเมื่อเดือนเมษายน ปี 2504&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วนเดือนพฤษภาคม เกิดพายุครั้งเดียว ในปี 2550&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จากนั้นเดือนมิถุนายน-ธันวาคม เป็นฤดูกาลพายุปกติทางตอนใต้ของไทย พายุโซนร้อนปาบึกจึงเป็นพายุโซนร้อนที่เกิดขึ้นครั้งแรกในรอบ 68 ปี แต่พฤติกรรมของพายุตัวนี้คล้ายพายุในฤดูกาลปกติ ซึ่งไม่ควรจะเกิดขึ้น แต่มีปัจจัยที่ก่อให้เกิดพายุตัวนี้ได้ มาจากทั้งอุณหภูมิผิวน้ำทะเลที่มีค่าสูงกว่า 26 องศาเซลเซียส ส่งผ่านความร้อนก่อให้เกิดความกดอากาศต่ำและกลายเป็นพายุในที่สุด นอกจากนั้น ยังมีความชื้นที่เสริมความรุนแรงของพายุ อีกทั้งปัจจัยเรื่องลม ที่ช่วยเสริมซึ่งกันและกัน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; สำหรับพายุปาบึกที่ส่งผลกระทบกับไทย นายบุญธรรมกล่าวว่า มีความใกล้เคียงพายุโซนร้อนแฮเรียต แต่รุนแรงน้อยกว่า แฮเรียตความเร็วลมสูงสุดใกล้จุดศูนย์กลางต่ำกว่า 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ขณะที่พายุปาบึก 60-70 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ก่อให้เกิดพายุฝนตกหนักจนน้ำเอ่อขึ้นมาบนฝั่ง แต่ไม่พัดข้ามแหลมตะลุมพุก ส่วนแฮเรียตน้ำกวาดจากฝั่งหนึ่งไปอีกฝั่งหนึ่ง เสียหายรุนแรงกว่า ขณะที่พายุไต้ฝุ่นเกย์ความเร็วลมเกินกว่า 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง มีกำลังแรงมาก ฝนตกหนักมาก&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;ลักษณะภูมิอากาศตั้งแต่ปี 2560-2561 เกิดความเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะปี 2561 ฤดูฝนเลื่อนมา 15 วัน&amp;nbsp; ฤดูหนาวมาช้ากว่าปกติ นี่คือข้อบ่งชี้เกิดการเลื่อนของฤดูกาล ภูมิอากาศโลกของเราขยับค่าสถิติจากเดิม 2 สัปดาห์&amp;nbsp; สำหรับประเทศไทยเดือนมกราคมนี้ยังไม่หมดพายุ จากนี้ไปยังต้องติดตามและประเมินผลพยากรณ์อากาศระยะยาว&amp;nbsp; อีกตัวอย่างที่สะท้อนการเลื่อนฤดูกาลชัดเจนคือ วันที่ 20-25 มกราคมนี้ พายุจะเข้าทางตอนเหนือของฟิลิปปินส์ ไม่ลงทะเลจีนใต้ จากแบบจำลอง ณ วันนี้ (11 ม.ค.62 ) ไม่มีผลกระทบต่อไทย แต่เป็นปรากฏการณ์ที่ไม่ควรเกิด จากปกติที่ฤดูกาลพายุของฟิลิปปินส์จะเกิดมิถุนายน นี่เกิดก่อนถึง 4 เดือน การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศเกิดขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง แต่เห็นชัดในปี 61 ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะเอเชียแปซิฟิก เปลี่ยนแปลงมาก&amp;quot; นายบุญธรรมให้ภาพสิ่งที่เกิดขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หากถอดบทเรียนจากพายุปาบึกตั้งแต่การก่อตัวของหย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงบริเวณเกาะบอร์เนียวในทะเลจีนใต้ตอนล่าง ในวันที่ 31 ธ.ค.2561 จนพายุโซนร้อนปาบึกอ่อนกำลังลงเป็นพายุดีเปรสชันและหย่อมความกดอากาศต่ำตามลำดับ และเคลื่อนตัวลงสู่ทะเลอันดามันในวันที่ 5 ม.ค.ที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นักอุตุนิยมวิทยาชำนาญการย้ำว่า ลักษณะพายุนอกฤดูกาลเกิดขึ้นได้ ไม่ควรมองเฉพาะฤดูกาลปกติ ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่เฉพาะกรมอุตุนิยมวิทยา ต้องเฝ้ามองเส้นทางพายุปี 63, 64, 65 การทำงานพยากรณ์ ค่าสถิติภูมิอากาศต้องเข้มข้นมากขึ้น ทุกหน่วยงานต้องร่วมกลั่นกรอง วิเคราะห์ข้อมูลกระแสลมเปลี่ยนแปลง อุณหภูมิโลกเปลี่ยนแปลง เกิดความเปลี่ยนแปลงอะไรในภูมิภาคนี้ เพื่อช่วยในการปรับปรุงการคาดการณ์พายุหมุนเขตร้อน และการเตรียมรับมือและเตือนภัยอย่างทันท่วงที ซึ่งการคาดการณ์พายุยากขึ้นเรื่อยๆ เราต้องพึ่งพาตนเองให้ได้ โดยขณะนี้ทางกรมอุตุนิยมวิทยาเร่งสรุปเหตุการณ์ มีการประชุมกับหน่วยงานต่างๆ ทั้งกรมชลประทาน กรมทรัพยากรน้ำ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร อีกบทเรียนจากปาบึกคือ การให้ความรู้ความเข้าใจกับประชาชนเรื่องการรับข้อมูลข่าวสาร ช่วงปรากฏการณ์ปาบึกมีข่าวลือเกินจริงแพร่กระจาย ทั้งความเร็วลมของพายุ ความสูงของคลื่น ระดับน้ำที่ท่วมพื้นที่ ซึ่งอยากให้ประชาชนติดตามประกาศจากกรมอุตุฯ และหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องที่ได้รับมอบหมายเป็นหลัก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;บ้านเรือนราษฎรริมชายฝั่งเสียหายจากพิษปาบึก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โลกร้อนส่งสัญญาณทั่วโลก และเป็นปัจจัยเร่งการพัฒนาตัวของพายุ นายบุญธรรมกล่าวว่า อุณหภูมิโลกที่ร้อนขึ้น อุณหภูมิน้ำทะเลอุ่นขึ้น น้ำแข็งขั้วโลกละลาย ฝนตกหนักน้ำท่วมทะเลทรายซาอุดีอาระเบีย พายุหิมะถล่มหลายประเทศ ฤดูร้อนในต่างประเทศเกิดคลื่นความร้อนถี่ขึ้น เดิมฮีโร่ ลานีญา เกิดขึ้น 3-5 ปีครั้ง แต่ปัจจุบันเกิดปีเว้นปีเลยทีเดียว สภาพภูมิอากาศไม่เหมือนอดีต แสดงถึงโลกกำลังปรับตัว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;ความผันแปรและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเชื่อมโยงกันหมด ไม่เฉพาะปาบึกถล่ม แม้แต่ปัญหาฝุ่นละอองเกินค่ามาตรฐานในกรุงเทพมหานครตั้งแต่ปลายปี และลากนานถึงขณะนี้ เป็นผลจากกำลังลมที่เปลี่ยนแปลงไป ปกติฤดูกาลนี้ในกรุงเทพฯ ลมจะแรง ลมเหนือจะพัดพาฝุ่นไปทางใต้หรือทะเล แต่เวลานี้พัดไม่ไป สภาพอากาศนิ่ง ทำให้ฝุ่นละอองสะสม กลุ่มฝุ่นจากภาคเหนือ อีสาน ก็มากองที่ กทม. คุณภาพอากาศแบบนี้อันตรายต่อสุขภาพของประชาชน นี่คือความผิดปกติ ทุกอย่างเปลี่ยนไปไม่เหมือน 20 -50 ปีที่ผ่านมาแล้ว&amp;quot; นายบุญธรรม สะท้อนปัญหา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สำหรับบทบาทนักวิจัยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) นายบุญธรรมกล่าวว่า มีโครงการชื่อ &amp;quot;การพัฒนาและใช้ประโยชน์การพยากรณ์คลื่นในทะเล คลื่นชายฝั่ง และเส้นทางพายุสำหรับประเทศไทย&amp;quot; (Development and Implementation of Ocean Wave, Coastal Wave, and storm Path Predictions for Thailand) เสนอต่อ สกว. ฝ่ายสวัสดิภาพสาธารณะ แก่นสำคัญคือการพยากรณ์คลื่นและการพยากรณ์เส้นทางพายุ โมเดลจากโครงการนี้พยากรณ์เส้นทางพายุ จับตั้งแต่หย่อมความกดอากาศที่มีศักยภาพเกิดพายุรุนแรงได้ เพราะแม้แค่หย่อมความกดอากาศต่ำส่งผลให้น้ำท่วมฉับพลันได้ อย่างปี 61 พายุถล่มสกลนคร พายุเข้าแล้ว ถอยกลับมาอีก โมเดลนี้พยากรณ์ได้ ก็ส่งข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อให้กรมอุตุฯ ประกอบตัดสินใจออกคำเตือน สมมติว่าพายุเข้าทุกเดือน โมเดลที่ตนพัฒนาขึ้นจะสนับสนุนงานพยากรณ์ของประเทศไทย นอกจากนี้ ตนก็เดินหน้าศึกษาค้นคว้าเทคนิคเพื่อปรับปรุงการพยากรณ์อากาศให้ทันสมัยตลอดเวลา ซึ่งในวันที่ 17 มกราคมนี้ ในฐานะนักวิจัย สกว. จะถอดบทเรียนปาบึกและนำเสนอโครงการเกี่ยวกับการพยากรณ์ต่างๆ ต่อ สกว. เพื่อเป็นประโยชน์ต่อไป&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม สังคมไทยยังขาดความเข้าใจเกี่ยวกับพายุ ซึ่งเป็นเรื่องน่ากังวล และเพื่อให้ประชาชนปลอดภัยจากพายุต้องสร้างความตระหนักในการเตรียมพร้อมรับมืออย่างเหมาะสม โดยเฉพาะท้องถิ่น นายบุญธรรมกล่าวในท้ายว่า กรณีปาบึก มีชาวสุราษฎร์ธานีโทรเข้าสายด่วนพยากรณ์อากาศ 1182 เมื่อเจ้าหน้าที่ให้ข้อมูลว่า พายุจะขึ้นฝั่งที่นครศรีธรรมราช ก็บอกว่าโล่งใจ ซึ่งเป็นความเข้าใจผิด คิดว่าปลอดภัยแล้ว ไม่มีผลกระทบ ซึ่งข้อเท็จจริงชุมพร สุราษฎร์ธานี ฝนตกหนักมาก และปัจจุบันปริมาณฝนตกเพียง 20 มิลลิเมตรต่อชั่วโมง ไม่ต้องหนักถึง 50-100 มิลลิเมตรต่อชั่วโมง ก็ท่วมแล้ว เพราะผังเมืองไม่รองรับการระบายน้ำ มีสิ่งปลูกสร้างขวางทางน้ำ ตลอดจนการใช้ประโยชน์ที่ดินเปลี่ยนแปลงไป อย่างไรก็ตาม ท้องถิ่นจะมีบทบาทสำคัญในการสร้างความรู้ความเข้าใจชุมชนและชาวบ้าน เพราะคำว่าเส้นทางพายุ ไม่รุนแรงแค่พื้นที่จุดศูนย์กลางพายุ แต่รวมน้ำท่วม คลื่นลมแรง ภัยพิบัติ วาตภัย สตอร์มเซิร์จ ซึ่งเป็นอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สินประชาชนได้.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/26420</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมอุตุนิยมวิทยา, การพัฒนาและใช้ประโยชน์การพยากรณ์คลื่นในทะเล คลื่นชายฝั่ง และเส้นทางพายุสำหรับประเทศไทย, การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ, ถอดบทเรียนปาบึก, บุญธรรม ตั้งล้ำเลิศ นักอุตุนิยมวิทยาชำนาญการ, พายุโซนร้อนปาบึก, ฤดูกาลเลื่อน, สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย, เส้นทางพายุ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190111/image_big_5c388f193eb19.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>14232</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/08/2018 15:30</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/07/2018 12:31</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ผลักดัน60จังหวัดหาแผนรับมือ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ  </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ญัี่ปุ่นอุณหภูมิสูงสุด 41 องศา มีคนตาย เครดิตภาพ MATCHA-JP.COM&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา นับเป็นครั้งแรกที่ประเทศญี่ปุ่น มีอุณหภูมิพุ่งสูงสุดเป็นประวัติกาลถึง 41 องศา มีผู้เสียชีวิตไม่น้อยกว่า 30 คน &amp;nbsp;ขณะที่ ฝั่งยุโรปก็มีรายงานว่าได้เผชิญกับสภาพอากาศแปรปรวน อากาศร้อนไม่ต่ำกว่า 30องศา &amp;nbsp;หรือที่แย่สุดคือช่วงต้นปีที่ผ่านมาก็มีรายงานว่า ถนนบางแห่งในนครซิดนีย์ ออสเตรเลีย ละลาย จากอุณหภูมิที่สูงขึ้น &amp;nbsp;หรือที่ประเทศกรีซ เมื่อไม่กี่วันมานี้ ก็เกิดไฟไหม้ป่า &amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะเดียวกัน ใกล้ๆ &amp;nbsp;กรุงเอเธนส์กลับเกิดฝนตกหนัก น้ำท่วมเฉียบพลัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พอกลับมามองที่ประเทศไทยในช่วงครึ่งปีแรกก็จะเห็นว่า นอกจากอากาศร้อนจัดในฤดูฝนแล้ว ฝนยังทิ้งช่วงเป็นเวลานานอีกด้วย แน่นอนว่าเหตุการณ์ทางธรรมชาติเหล่านี้ ล้วนเกิดจากผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ ภาวะโลกร้อนนั่นเอง ซึ่งแม้ว่าจะมีการรณรงค์ประเด็นดังกล่าวมาอย่างต่อเนื่อง แต่ในประเทศไทยแล้วการรณรงค์อาจจะยังไม่ได้ครอบคลุมทุกพื้นที่เท่าไหร่นัก สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) ร่วมกับองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) จึงได้จัดประชุมเปิดตัวโครงการการดำเนินงานด้านนโยบายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อผลักดันให้นโยบายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ลงไปสู่การดำเนินการในระดับพื้นที่รายจังหวัด &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ซึ่งในการประชุม ได้มีหน่วยงานจากหลายภาคส่วนทั้งในสังกัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงการเกษตร ฯลฯ เข้าร่วมด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสมชัย มาเสถียร รองปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวในที่ประชุมว่า สมัยก่อนทุกคนไม่ได้คำนึงถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่มาช่วงหลังนี้ ผลกระทบได้เกิดขึ้นมากมายกับโลกอย่างไม่คาดฝัน ยกตัวอย่างเช่น เหตุการณ์ที่ถ้ำหลวง ที่ทีมฟุตบอลหมูป่าเข้าไปในถ้ำ แล้วเกิดน้ำท่วมฉับพลันจนออกมาไม่ได้ เขาไม่รู้ว่าน้ำจะท่วม เพราะพื้นที่นั้นไม่ได้เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมหรือน้ำหลากบ่อยครั้ง แต่ปีนี้กลับมาเร็วและมาจำนวนมาก ขณะที่ต่างประเทศก็เผชิญกับเรื่องภัยธรรมชาติเช่นกัน อย่างญี่ปุ่น ไม่กี่วันที่ผ่านมาอากาศค่อนข้างร้อนมากพุ่งไป 40องศา ถ้าเป็นคนไทยอาจจะอยู่ได้ แต่คนญี่ปุ่นเขาอยู่ไม่ได้ เลยเป็นเหตุให้มีคนเสียชีวิต หรือมาที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างลาว ที่เขื่อนแตก หากไม่นับรวมเรื่องของโครงสร้างเขื่อน ก็น่าจะมาจากการที่ฝนตกหนักมากเกินไปจนเขื่อนรับไม่ไหว ที่ยกตัวอย่างมา ก็อยากจะแสดงให้เห็นว่านับวัน การเปลี่ยนแปลงทางสภาพอากาศจะยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น ซึ่งเราก็ต้องเตรียมความพร้อมรับมือให้ดี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน ดร.รวีวรรณ ภูริเดช เลขาธิการสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวถึงโครงการว่า สผ.ทำหน้าที่เป็นหน่วยประสานงานกลางภายใต้กรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและเป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินงานทั้งในด้านการลดก๊าซเรือนกระจก การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการสร้างขีดความสามารถด้านการบริหารจัดการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อให้ประเทศไทยมีการเติบโตที่ปล่อยคาร์บอนต่ำตามแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืนและตามวิสัยทัศน์ของแผนแม่บทรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. 2558 - 2593 ดังนั้น สผ. และ GIZ จึงได้ต่อยอดการดำเนินโครงการเพื่อขับเคลื่อนนโยบายในระดับประเทศสู่การปฏิบัติในพื้นที่ครอบคลุมเพิ่มอีก 60 จังหวัด จากระยะแรกที่มี 17 จังหวัด &amp;nbsp;ตลอดจนมุ่งหวังให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถพัฒนาศักยภาพในการบูรณาการนโยบายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเข้าสู่แผนพัฒนาระดับจังหวัด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เลขา สผ. กล่าวอีกว่า การผลักดันให้เรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เข้าไปอยู่ในแผนการพัฒนาของแต่ละจังหวัด เพื่อสร้างการเตรียมความพร้อมรับมือจากผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งแผนงานต่างๆของแต่ละแห่งจะไม่เหมือนกัน บางแห่งสนใจเรื่องของงานสาธารณสุข ก็ต้องมาดูว่าสาธารณสุขอะไรที่เกี่ยวกับโลกร้อน เช่น พวกเชื้อโรค โรคอุบัติใหม่ จะมีการเตรียมรับมือยังไง หรือบางแห่งทำเรื่องการจัดการเรื่องของน้ำ ของเสียต่างๆ บางแห่งอาจมีเรื่องของภาคป่าไม้ ภาคการเกษตร หรือการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ การเกิดภัยธรรมชาติ น้ำท่วม การวางผังเมือง ผังชุมชน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ยกตัวอย่างการทำงาน ที่เชียงราย แผนพัฒนาจังหวัดของเขาก็จะเป็นเรื่องของการท่องเที่ยวเมืองหนาว ที่มันเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมคือ &amp;nbsp;ถ้าวันหนึ่งอากาศไม่หนาว จะมีนักท่องเที่ยวมามั๊ย &amp;nbsp;ถ้าเป็นอย่างนั้น ชาวเชียงรายจะทำยังไง &amp;nbsp;ก็ต้องเตรียมพร้อมหาทางรับมือ &amp;nbsp;และเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เราก็จะต้องมาหาทางออกร่วมกัน โดยความร่วมมือกับหลายๆฝ่ายในจังหวัด &amp;rdquo; ดร.รวีวรรณ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนางสาวชุติมา จงภักดี ผู้จัดโครงการ องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) ได้ให้รายละเอียดว่า โครงการฯ มีระยะเวลาดำเนินการ 4 ปี ระหว่างปี พ.ศ. 2561-2564 ประกอบด้วยแนวทางการดำเนินงานหลัก 4 ด้าน ได้แก่ 1.การพัฒนาศักยภาพหน่วยงานและบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับการบูรณาการนโยบายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเข้าสู่กระบวนการจัดทำแผนพัฒนาในพื้นที่ รวมถึงแผนจัดการคุณภาพสิ่งแวดล้อมระดับภาค ก็มีเป้าหมาย 4 กลุ่มคือ หน่วยงานส่วนกลางภายใต้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หน่วยงานส่วนกลางที่เกี่ยวข้องภายใต้กระทรวงมหาดไทยสำนักงานสิ่งแวดล้อมภาค และก็สถาบันการศึกษาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 2. การขยายผลการดำเนินการการบูรณาการนโยบายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในพื้นที่อีก 60 จังหวัดที่เหลือให้ครอบคลุมทั่วประเทศ &amp;nbsp;3.การติดตามและประเมินผลการดำเนินงานในพื้นที่ 17จังหวัดและ 32 เทศบาลจากการดำเนินโครงการที่ผ่านมา และ 4.การสนับสนุนกลไกการขับเคลื่อนด้านงบประมาณที่เอื้อต่อการดำเนินโครงการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งโครงการนี้ได้รับงบประมาณ 690 ล้านบาทในการดำเนินโครงการฯ ซึ่งการทำงานต้องร่วมกันในหลายๆ ภาคส่วน ทั้งกระทรวงมหาดไทย กระทรวงพลังงาน กระทรวงการเกษตร ฯลฯ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;จากการดำเนินงานในระยะแรกพื้นที่ 17 จังหวัดเป็นไปได้ด้วยดี &amp;nbsp;สามารถผนึกนำแผนด้านสิ่งแวดล้อม หรือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศให้เข้าไปอยู่ในแผนพัฒนาจังหวัดได้ &amp;nbsp;จนนำมาสู่การขยายพื้นที่ออกไปให้ครบทั้ง 77 จังหวัดในประเทศ ซึ่งก็มีความมุ่งหวังว่าทั่วประเทศจะตระหนักถึงเรื่องสิ่งแวดล้อม และรับมือกับผลกระทบได้ ในขั้นต่อไปของโครงการก็จะมีการไปติดตามผล 17 จังหวัดที่มีแผนการแล้วว่านำไปบูรณาการอย่างไร เชื่อว่า ถ้าทุกจังหวัดมีแผนด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแล้ว อย่างน้อยก็จะเป็นส่วนช่วยให้ทุกคนตระหนักในด้านสิ่งแวดล้อม&amp;quot; นางสาวชุติมา กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในขณะที่นางกตัญชลี ธรรมกุล ผู้อำนวยการงานนโยบายและยุทธศาสตร์ สผ. &amp;nbsp;กล่าวถึงการขับเคลื่อนนโยบายด้านการเปลี่ยนสภาพภูมิอากาศไปสู่การดำเนินการในพื้นทีว่า สผ.ได้ร่างแผนแม่บท 2558-2593 โดยมีกรอบการดำเนินงานคือ 1.การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ไม่ว่าจะเป็นด้านการจัดการน้ำ อุทกภัย และภัยแล้ง ควรจะสร้างความพร้อมในการรับมือและลดความเสียหายจากอุทกภัยหรือ ภัยแล้ง แล้วก็มุ่งเน้นการจัดการความเสี่ยงในภาคเกษตรด้วย สิ่งสำคัญคือควรเฝ้าระวังโรคที่อาจจะเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.ด้านการลดก๊าซเรือนกระจกและส่งเสริมการเติบโตที่ปล่อยคาร์บอนต่ำ ควรเน้นการลดสัดส่วนการใช้เชื้อเพลิง แล้วก็สัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียนในการผลิตไฟฟ้า แล้วพัฒนาพลังงานหมุนเวียนที่จะสนับสนุนการเติบโตที่ปล่อยคาร์บอนต่ำ รวมถึงการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานภายในอาคารและอนุรักษ์พลังงาน &amp;nbsp;โดยการลดใช้พลังงานภายในอาคาร และมุ่งเน้นการจัดการด้านเกษตรที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำ ให้เกิดผลประโยชน์ร่วม เพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกร การสร้างศักยภาพความพร้อมของเกษตรกร เพื่อรองรับเทคโนโลยีและการจัดการด้านการลดก๊าซเรือนกระจก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ก็ต้องช่วยกันเพิ่มที่สีเขียวให้เป็นแหล่งดูดซับมลพิษ และแหล่งกักเก็บคาร์บอน และ3.การสร้างขีดความสามารถ ด้านการบริหารจัดการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ควรมุ่งเน้นการพัฒนาข้อมูล ศึกษางานวิจัย และเทคโนโลยี การพัฒนากลไกสนับสนุนการดำเนินงานไม่ว่าจะกลไกสนับสนุนการปรับตัว สนับสนุนการเติบโตแบบคาร์บอนต่ำ และภาคีที่จะช่วยกันขับเคลื่อน แล้วก็มุ่งเน้นการพัฒนาคน สร้างองค์ความรู้ที่เข้มแข็ง และสร้างให้คนมีจิตสำนึกร่วมต่อปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม นางกตัญชลี กล่าวอีกว่า กลไกในการขับเคลื่อนและการแปลงแผนแม่บทไปสู่การปฏิบัติ จะเสนอให้การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เป็นวาระแห่งชาติ จะพัฒนาเครื่องมือและกลไกที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น สร้างความเข้าใจเพื่อให้ภาคี ตระหนักถึงความสำคัญของแผนและพร้อมผลักดันแผน ไปสู่การปฏิบัติ สร้างความเข้าใจแก่หน่วยงานที่เป็นแหล่งงบประมาณ และสร้างระบบการกำกับ ระบบการติดตามและประเมินผลที่มีประสิทธิภาพ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/14232</URL_LINK>
                <HASHTAG>การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ, สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, องคืกรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180727/image_big_5b5b0c22e4b35.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
