<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>49798</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/11/2019 09:04</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/11/2019 08:52</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> ดีกว่าแค่การประณาม!เปิด4ข้อเสนอ&#039;อังคณา&#039;หลังชรบ.ถูกยิงดับ15ศพ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
8พ.ย.62-นางอังคณา นีละไพจิตร อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Angkhana Neelapaiji มีเนื้อหาดังนี้ เหตุการณ์ยิงชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) ทำให้มีผู้เสียชีวิต 15 ศพ และบาดเจ็บอีก 5 คน ที่ลำพะยาเป็นเหตุการณ์ที่สร้างความสะเทือนใจอย่างยิ่งต่อคนทั่วประเทศ ชรบ. อรบ. และ อส. ถือเป็นกองกำลังติดอาวุธฝ่ายพลเรือน #Militias ที่จัดตั้งโดยกระทรวงมหาดไทย โดยคาดหวังให้ประชาชนปกป้องตัวเอง ทำหน้าที่คุ้มครองหมู่บ้าน รวมถึงเป็นกำลังเสริมในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต้องยอมรับว่ากองกำลังพลเรือนเหล่านี้เป็นอาสาสมัคร ได้รับการฝึกฝนน้อยทั้งเรื่องการใช้อาวุธ และทักษะ มีงบประมาณไม่เพียงพอ และขาดอุปกรณ์ต่างๆในการปฏิบัติหน้าที่ เรื่องนี้ทุกฝ่ายคงต้องถามตัวเองว่า #นอกจากการออกมาประนามผู้ก่อเหตุ และสร้าง #FakeNews #FalseNews เพื่อสร้างความเกลียดชังต่อนักปกป้องสิทธิแล้ว ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจะมีมาตราใดบ้างในการในการแก้ปัญหา ส่วนตัวในฐานะที่ติดตามปัญหา จชต. มายาวนาน มีข้อเสนอแนะต่อทุกฝ่าย คือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1) นอกจากการฝึกใช้กำลังอาวุธ กองกำลังติดอาวุธฝ่ายพลเรือนควรได้รับ #การฝึกเพื่อเสริมทักษะในดูแลความปลอดภัยของตัวเอง เช่น การไม่จัดประชุมหรือมีการรวมกลุ่มกันในเวลาเดิมๆโดยเฉพาะในเวลาค่ำจนทำให้ง่ายแก่การถูกจ้องโจมตี
2) กองกำลังฝ่ายพลเรือนควร #มีวัสดุอุปกรณ์เพียงพอเพื่อปกป้องตนเอง เช่น #เสื้อเกราะกันกระสุน ระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ (สังเกตุผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บไม่สวมเสื้อเกราะกันกระสุน)
3) #การปฏิรูปงานการข่าว ปัญหาปฏิรูปงานการข่าวเป็นเรื่องที่พูดกันมานานมาก มีการของบประมาณเพื่องานการข่าวจำนวนมากในทุกปี แต่ยังเกิดเหตุร้ายขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยไม่สามารถป้องกันได้ (เหตุการณ์ยิง ชรบ. ครั้งนี้เชื่อว่ามีผู้ร่วมก่อเหตุจำนวนมาก ทั่งคนดูต้นทาง คนโรยตะปูเรือใบ เผายางรถยนต์ฯ ทำให้สามารถปฏิบัติการได้ในเวลารวดเร็ว)
4) #การแก้ปัญหาโดยใช้การเมืองนำการทหาร ยอมรับการมีส่วนร่วมของทุกฝ่าย (Inclusiveness) เปิดใจกว้างและอดทนอดกลั้นในการรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่างหลากหลาย ไม่มองคนคิดต่างเป็นศัตรู หยุดสร้างวาทกรรมการเกลียดชัง (hate speech) เพราะอาจนำไปสู่การก่ออาชญากรรมจากความเกลียดชัง (hate crime) ซึ่งยากจะแก้ไข&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งหมดนี้น่าจะดีกว่าแค่การประณาม หรือการสร้าง #IO เพื่อสร้างความเกลียดชังนักสิทธิมนุษยชน ซึ่งไม่ต่างอะไรกับการโยนความผิดให้คนทำงานสิทธิ ทั้งที่ #รัฐเองมีหน้าที่ในการปกป้องสิทธิในชีวิตของบุคคลทุกคน
#AKN&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/49798</URL_LINK>
                <HASHTAG>การเมืองนำการทหาร, ชรบ.ลำพะยา, นักสิทธิมนุษยชน, นางอังคณา นีละไพจิตร, สร้างความเกลียดชัง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190802/image_big_5d443c0cb7012.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>48290</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/10/2019 07:35</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/10/2019 07:35</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;บิ๊กตู่&#039;เดือด!ถูกโจมตีใช้วิกฤติไฟใต้หาประโยชน์ปัดใช้ทหารนำการเมืองลั่นรับผิดชอบชีวิตลูกน้องทุกคน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18 ต.ค.62- ผู้สื่อข่าวรายงานถึงประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2563 วงเงิน 3.2 ล้านล้านบาท ที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เป็นผู้เสนในช่วงค่ำวันพฤหัสบดี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ชี้แจง ส.ส.ฝ่ายค้านที่อภิปรายโจมตีนโยบายแก้ปัญหาภาคใต้ว่าใช้ทหารนำการเมือง รวมทั้งอาศัยวิกฤตเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ ว่า ภาพรวมการก่อเหตุในภาคใต้ถือว่าลดลง แต่มีการเปลี่ยนรูปแบบโดยใช้การเมืองนำการใช้กำลังมากขึ้นเพื่อกดดันรัฐบาล ซึ่งเป็นวิธีการที่องค์กรต่างประเทศก็ยอมรับ&amp;nbsp; ยืนยันว่ารัฐบาลไม่ได้ใช้ทหารนำการเมือง นอกจากแผนความมั่นคงที่มีแผนการพัฒนาควบคู่ไปด้วย อีกทั้งการแก้ปัญหาภาคใต้ก็มีเอกภาพ เป็นไปในทิศทางเดียวกัน&amp;nbsp; รวมทั้งมีแผนบูรณาการที่ปรับให้สอดคล้องกับกลุ่มผู้ก่อเหตุที่เคลื่อนไหวเสรี ทั้งในและนอกประเทศ คำว่าเสรีคือไม่เปิดเผยตัวตน และไม่สามารถยึดพื้นที่ได้&amp;nbsp; เพราะถ้าผู้ก่อเหตุยึดเมื่อใด เราโจมตีเมื่อนั้น&amp;nbsp; ทั้งนี้แนวคิดแบ่งแยกดินแดน เรียกร้องเอกราชจากรัฐไทย ยังมีอยู่ ท่านทราบหรือไม่ว่าองค์กรไหนนำ ซึ่งไม่ท่านไม่ทราบ แต่ตนทราบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกฯ กล่าวต่อว่า การแก้ปัญหาของรัฐบาลมีเป้าหมายคือยุติความรุนแรงเพื่อให้สังคมอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข ลดความเสี่ยงในการละเมิดสิทธิมนุษยชน แนวคิดบิดเบือนความรุนแรง และบิดเบือนศาสนาต้องหมดไป และต้องขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ ทำลายศักยภาพแกนนำผู้ก่อเหตุ หรือแนวร่วมระดับปฏิบัติการ รวมทั้งยุติกระบวนการบ่มเพาะเยาวชน ทั้งนี้ขอกราบเรียนว่าเราไม่ใช้กำลังทหารเพียงอย่างเดียว แต่มีแผนบูรณาการเพื่อการพัฒนา 3 กลยุทธ์หลัก 12 กลยุทธ์ย่อย และ 13 แผนงาน ซึ่งรัฐบาลต้องดูแลประชาชน เจ้าหน้าที่รัฐ ทหารตำรวจ ที่เสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย แม้แนวโน้มการสูญเสียจะลดลง แต่ตนก็ไม่พอใจ การเสียชีวิตแม้แต่คนเดียว ยืนยันเจ้าหน้าที่รัฐไม่เคยใช้อาวุธก่อน มีแต่ป้องกันตัวเอง และ ดูแลเป้าหมายที่อ่อนแอเท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ดังนั้น การจะพูดเรื่องภาคใต้ต้องระมัดระวังเพราะละเอียดอ่อน กระทบกับหลายเรื่อง และผมก็ให้ความสำคัญเรื่องนี้เป็นพิเศษ&amp;nbsp; โดยรัฐบาลดำเนินการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนในพื้นที่ผ่านหลายโครงการเพื่อแก้ปัญหาความยากจน โดยผมได้อ่านตัวอย่างจากประเทศจีนผ่านหนังสือจำนวน 11 เล่ม&amp;nbsp; แต่เราทำอย่างเขาไม่ได้เพราะเราไม่ใช่สังคมนิยมประชาธิปไตย ประเทศเขาสั่งได้ทั้งหมด ประชาชนขัดขวางไม่ได้ ผมถามว่าประเทศไทยทำได้หรือไม่ หากทำได้ผมทำให้ทันที ขอมติต่อสภาด้วยแล้วกัน แต่ถ้าเราจะเอาอะไรของต่างประเทศมาทำ มันทำไม่ได้ทั้งหมดการแก้ปัญหาพื้นที่ภาคใต้เป็นเรื่องละเอียดอ่อนซับซ้อน เราไม่เหมือนประเทศอื่น อย่าไปยกตัวอย่างเหมือนประเทศอื่น เพราะประเทศอื่นมีการยึดพื้นที่ บางแห่งเจ้าหน้าที่เข้าไปไม่ได้ แต่ของเราเจ้าหน้าที่เข้าได้ทุกตารางนิ้ว แต่มีความเสี่ยง&amp;rdquo; นายกฯกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในระหว่างการชี้แจง นายกฯ ได้กล่าวอย่างมีอารมณ์ว่า&amp;nbsp; &amp;ldquo;เรามีทั้งคนเดือดร้อนและไม่เดือดร้อน มีทั้งคนเสี่ยงและไม่เสี่ยง เพราะฉะนั้นอย่าทำให้คนทั้งสองส่วนมีปัญหาซึ่งกันและกัน เราก็มีปัญหาในการขับเคลื่อนของรัฐบาล&amp;nbsp; เมื่อกี้มีคนพูดว่าแสวงประโยชน์จากภาคใต้ ผมไม่เอาชีวิตคนมาเพื่อประโยชน์ของผมหรือใครก็ตาม โดยเด็ดขาด ชีวิตใคร ใครก็รัก ผมรับผิดชอบเขา ทหาร เมีย ลูกเขา ผมจะให้สู้ไปทำไม จะซื้ออาวุธทำไม คิดอย่างนี้คิดได้อย่างไร ผมว่าเรื่องนี้ไม่เหมาะจะพูดในสภาฯ หรือที่ไหนก็แล้วแต่ ชีวิตคนใครก็รัก ผมเป็นทหารมาก่อน ลูกน้องทุกคนชีวิตเขา พาเขาไปรบ ถ้าตายใครจะรับผิดชอบ ผมก็รับผิดชอบ&amp;nbsp; คิดอย่างนี้สิครับ&amp;nbsp; ผมว่าหากไม่มีทหารใครจะไป ไม่มีทหารเกณฑ์แล้วใครจะไปรบ ถ้ามีสงครามจ้างคนไปรบ ถามหน่อยใครจะกล้าไปรบบ้าง ทหารเขาต้องมาฝึก เพื่อเข้าไปสู้รบ แม้รู้ว่าข้างหน้าจะตาย เขาก็ไป เพราะเขาเชื่อมั่นในผู้บังคับบัญชาว่าไม่ทิ้งเขา และครอบครัวจะได้รับการดูแล เยียวยา นี่คือหลักการของผู้นำ ต้องนึกถึงชีวิตเขาทุกเรื่อง ยามปกติต้องนึกถึงเขา มีบ้าน มีสาธารณสุขขั้นพื้นฐานในค่ายเพื่อที่จะเรียกเขามาใช้งาน 24 ชั่วโมง อันนี้คือทหาร มิเช่นนั้นก็ไปไม่ได้กันทั้งหมด เรียกเท่าไหร่ก็ไม่มา&amp;rdquo;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ทันทีที่ นายกฯ พูดจบ ได้เปลี่ยนท่าทีและอารมณ์อย่างชัดเจนพร้อมกล่าวอย่างยิ้มแย้มว่า &amp;ldquo;ก็ขอโทษ วันนี้ตั้งใจจะไม่พูดรุนแรง แต่พอดีพูดเรื่องการสู้รบก็ต้องเอาหน่อย ขอบคุณนะครับ สวัสดีครับ เดี๋ยวไปพักข้างนอกนิดนึง ลดอารมณ์นิดนึง&amp;rdquo;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/48290</URL_LINK>
                <HASHTAG>การเมืองนำการทหาร, ทหารเกณฑ์, ประยุทธ์ จันทร์โอชา, อภิปรายงบประมาณ63, แก้ปัญหาชายแดนใต้</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191018/image_big_5da9057932161.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>45097</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/09/2019 17:44</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/09/2019 07:18</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ถึงเวลาสามัคคี!&#039;ประสาร&#039;เสนอออกกฎหมายนิรโทษกรรมแก่ผู้ต้องคดีการเมืองทั้งหมด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;06ก.ย.62-นายประสาร มฤคพิทักษ์&amp;nbsp; อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.)และคณะกรรมการศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดอง สปช. เผยแพร่บทความ เรื่อง &amp;quot;การอำนวยความยุติธรรมเชิงสมานฉันท์&amp;quot; มีเนื้อหาดังนี้ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เนื่องจากสังคมไทยเผชิญกับวิกฤติความขัดแย้ง แตกแยกทางการเมืองมายาวนาน อันเนื่องมาจากความเชื่อทางการเมืองที่แตกต่างกัน ในช่วงหนึ่งถึงกับนำไปสู่ความรุนแรง จนเกือบจะกลายเป็นสงครามกลางเมือง มีผู้คนบาดเจ็บล้มตายไปจำนวนหนึ่ง ผู้คนอีกจำนวนหนึ่งยังถูกจับกุมคุมขัง และผู้คนอีกจำนวนหนึ่ง อยู่ในระหว่างถูกดำเนินคดี โดยศาลสถิตยุติธรรม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นี่เป็นสภาพความร้าวฉานที่บั่นทอนวิถีชีวิตอันสุขสงบของสังคมไทย อันส่งผลกระทบกระเทือนถึงการดำรงชีวิตทางเศรษฐกิจของคนไทยทั่วประเทศอีกด้วย บัดนี้ถึงเวลาที่สังคมไทยควรหันหน้าเข้าหากันสร้างสานหนทางแห่งสามัคคีธรรม นำประเทศชาติออกจากหลุมดำแห่งความขัดแย้งเหมือนดังที่ครั้งหนึ่งทางการได้ออกคำสั่งที่ 66 / 2523 ประกาศหลัก &amp;ldquo;การเมืองนำการทหาร &amp;rdquo; โดยต้อนรับผู้คนที่มีความเห็นต่างทางการเมืองให้ออกจากป่าคืนสู่เมือง โดยปราศจากความผิดใด ๆ นำมาซึ่งผลสำเร็จอันยิ่งใหญ่ที่น้อมนำประเทศคืนสู่แผ่นดินแห่งสันติสุขได้อย่างสร้างสรรค์สง่างาม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อพิจารณาถึงผลพวงแห่งความขัดแย้งในระยะ 15 ปีที่ผ่านมา มีข้อควรพิจารณาว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. บุคคลที่มีความผิดฉกรรจ์ในคดีอาญา ในต่างกรรมต่างวาระ ล้วนได้รับโทษทัณฑ์กันไปแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. คนไทยเป็นคนรักสันติ รักความสงบ เป็นวิถีดำเนินชีวิตของสังคมไทยตลอดมา ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในบางช่วงของประวัติศาสตร์ มาจากการทำสงครามกับประเทศอื่น ความขัดแย้งในหมู่คนไทย จึงเป็นความแปลกแยกที่ผิดเพี้ยนไปจากวิถีแห่งความเป็นไทยที่สืบเนื่องมายาวนาน
การพลิกฟื้นคืนสู่สังคมที่สงบสุข สังคมแห่งความรู้รักสามัคคี ย่อมจะเอื้ออำนวยต่อชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีงาม เอื้อโอกาสต่อการประกอบสัมมาชีพ และความอยู่ดีกินดีของครอบครัวและชุมชนไทยอย่างมีนัยยะสาคัญ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. คนไทยจำนวนหนึ่ง มีความเห็นร่วมกันว่า ถึงเวลาแล้วที่สังคมไทยจะยุติความขัดแย้ง หยุดยั้งความรุนแรง เยียวยาความร้าวฉานในสังคมด้วยการออกกฎหมายนิรโทษกรรมหรืออภัยโทษให้แก่ผู้ต้องคดีทั้งมวลโดยไม่ครอบคลุม 3 กรณี คือ
- ผู้ต้องคดีทุจริต
- ผู้ต้องคดีอาญาร้ายแรง
- ผู้ต้องคดีความผิดตามกฎหมายอาญามาตรา 112 (ความผิดต่อสถาบันพระมหากษัตริย์)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แนวทางเช่นนี้ เป็นการอำนวยความยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ให้แก่ผู้ต้องคดีต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นผู้ถูกกล่าวหา ผู้ต้องหา จำเลย หรือผู้เสียหายโดยไม่บิดเบือนหรือแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมที่ดำเนินอยู่ เป็นวิธีการที่ยังดำรงหลักนิติรัฐ นิติธรรมไว้ ในขณะที่จะส่งผลอันเป็นคุณต่อชีวิตครอบครัวของผู้ต้องคดีและจะเป็นหมุดหมายทางประวัติศาสตร์ครั้งสาคัญยิ่งต่อการสร้างสานสามัคคีธรรมขึ้นมาในสังคมไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากการศึกษาและสำรวจความเป็นจริง ได้พบว่าการดำเนินตามแนวทางนี้เป็นจุดลงตัวที่คู่ขัดแย้ง นักวิชาการ สื่อมวลชน ฝ่ายการเมือง และบุคคลที่เกี่ยวข้องสามารถจะยอมรับร่วมกันได้ และต่างก็ปรารถนาจะก้าวไปสู่การสร้างสานสันติธรรมร่วมกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้นจึงสมควร จัดให้มีการดำเนินการอำนวยความยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ ตามแนวทางดังกล่าว ซึ่งจะเป็นทานบารมีครั้งยิ่งใหญ่ของพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นของขวัญอันล้ำค่าที่น่าความปลาบปลื้มปิติมาสู่ประชาชนชาวไทยทั้งมวลในรัชกาลปัจจุบัน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/45097</URL_LINK>
                <HASHTAG>การเมืองนำการทหาร, คดีการเมือง, ความยุติธรรมเชิงสมานฉันท์, นิรโทษกรรม, ประสาร มฤคพิทักษ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190215/image_big_5c669315938de.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
