<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>92256</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/02/2021 13:05</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/02/2021 13:05</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ซูเปอร์โพลชี้คนไทยไม่ศรัทธาผู้มีอำนาจแจงประชาชนอยากเห็นกลุ่มการเมืองใหม่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7 ก.พ.2564 &amp;nbsp;นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล (SUPER POLL) นำเสนอผลสำรวจภาคสนาม เรื่อง การเมืองใหม่ กรณีศึกษาประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ โดยดำเนินโครงการทั้งการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) และการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) จำนวน 1,622 ตัวอย่าง ดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 5 &amp;ndash; 7 กุมภาพันธ์ 2564 ที่ผ่านมา พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 45.0 เชื่อถือศรัทธาค่อนข้างน้อย ถึง ไม่เชื่อถือเลยต่อ ผู้มีอำนาจทางการเมือง ในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา ในขณะที่ ร้อยละ 27.7 เชื่อถือปานกลาง และร้อยละ 27.3 เชื่อถือศรัทธาค่อนข้างมาก ถึง มากที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ที่น่าพิจารณาคือ ความคิดเห็นของประชาชนต่อการเมืองใหม่ พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 91.8 สนับสนุน นายกรณ์ จาติกวณิช ออกจากพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อทำการเมืองใหม่ รองลงมาคือร้อยละ 91.5 สนับสนุน นายแพทย์ วรงค์ เดชกิจวิกรม ออกจากพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อทำการเมืองใหม่ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 91.4 สนับสนุน คุณหญิง สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ออกจากพรรคเพื่อไทย เพื่อทำการเมืองใหม่ และส่วนใหญ่หรือร้อยละ 90.7 สนับสนุนกลุ่มของนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ออกจากพรรคพลังประชารัฐ เพื่อทำการเมืองใหม่ ตามลำดับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่น่าสนใจคือ ความจดจำของประชาชนต่อแกนนำตั้งการเมืองใหม่ พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 98.0 จดจำ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ นโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรคและแก้ความเดือดร้อนของคนรากหญ้า และอื่น ๆ รองลงมาคือ ร้อยละ 95.7 จดจำกลุ่มของนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ช่วยเหลือเหยื่อโควิด ลดค่าไฟฟ้า ลดราคาน้ำมัน แจกเงินเยียวยา และอื่น ๆ นอกจากนี้ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 94.8 จดจำ นายแพทย์ วรงค์ เดชกิจวิกรม มือปราบทุจริตจำนำข้าว สมัยนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี และการปกป้องสถาบันหลักของชาติ และอื่น ๆ และส่วนใหญ่หรือร้อยละ 93.7 จดจำ นายกรณ์ จาติกวณิช ฟื้นฟูเศรษฐกิจตกต่ำ ช่วงเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวการคลัง และอื่น ๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่น่าเป็นห่วงคือ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 96.1 ระบุ อีกไม่นาน สมาชิกพรรคร่วมรัฐบาลหลายคนจะลาออกมาเป็นแกนนำตั้งการเมืองใหม่ ในขณะที่ร้อยละ 3.9 ระบุ ไม่ใช่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผอ.ซูเปอร์โพล กล่าวว่า &amp;ldquo;การเมืองใหม่&amp;rdquo; กำลังเป็นทางรอดของประเทศ เมื่อผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองกำลังต้องการยึดครองใจของประชาชนทั้งประเทศโดยเฉพาะกลุ่มเยาวชนคนรุ่นใหม่ที่ต้องการเห็นการเมืองที่ส่งเสริมสนับสนุนคนดี คนเก่ง คนกล้า ขึ้นปกครองบ้านเมืองด้วยความสำนึกรู้คุณแผ่นดินและปกป้องรักษาสถาบันหลักของชาติ เพราะทุกฝ่ายต้องยอมรับความจริงว่า ความเดือดร้อนทุกข์ยากของประชาชนกำลังเกิดขึ้นทุกพื้นที่กระจายไปทั่วประเทศ ประชาชนส่วนใหญ่จึงกำลังรอคอย &amp;ldquo;การเมืองใหม่&amp;rdquo; และคณะบุคคลที่จะทำงานการเมืองที่ตอบโจทย์ตรงเป้าความต้องการของประชาชนเข้าถึงอย่างครอบคลุม&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/92256</URL_LINK>
                <HASHTAG>การเมืองใหม่, ซูเปอร์โพล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210207/image_big_601f8265ee2f7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>36342</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/05/2019 01:10</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/05/2019 01:10</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ส.ว.สมชาย&#039;เอือมการเมืองเก่าว่าแย่แล้วเจอ&#039;นิยายเด็กเลี้ยงแกะ&#039;ยิ่งแย่กว่า!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21&amp;nbsp;พ.ค.62 - นายสมชาย&amp;nbsp; แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา(ส.ว.) โพสต์เรื่อง &amp;quot;การเมืองเก่า&amp;nbsp; ว่าเเย่แล้ว การเมืองใหม่ กลับแย่ยิ่งกว่า?&amp;quot; โดยมีเนื้อหาดังนี้ 1)โอนหุ้นผิดวันเอง กลับพาลโทษคนอื่นไปเรื่อย&amp;nbsp; 2)บอกถูกดูด สส แลกคดี ที่แท้แค่นิยายเด็กเลี้ยงแกะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3)ลงทุนกันเป็นร้อยล้าน หวังสร้างธุรกิจการเมือง เดินตามวงจรอุบาทว์ของธุรกิจการเมืองรุ่นเก่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บ้านเมืองวิกฤติมาหลายปี อยากเห็นคนใหม่ๆดีๆอาสามาทำหน้าที่เปลี่ยนแปลงประเทศให้เจริญก้าวหน้าไปต่อได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บอกตามตรง ผิดหวังครับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ฝากบอกลูกหลาน เลือกตั้งคราวหน้าแก้ไขกันใหม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เลือกคนดีจริงๆเข้าสภาดีกว่าครับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนคนที่โกหกเป็นนิจทำผิดเป็นประจำ ก็ต้องปล่อยให้หมดอนาคตใหม่ๆกันไปครับ&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/36342</URL_LINK>
                <HASHTAG>การเมืองแบบเก่า, การเมืองใหม่, สมชาย แสวงการ, เด็กเลี้ยงแกะ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190423/image_big_5cbe52d9a20ad.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>13872</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/07/2018 13:38</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/07/2018 13:38</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“โฆษกพลังธรรมใหม่” ยืนยันถ้าปฎิรูปการเมืองไม่สำเร็จ การปฎิรูปประเทศก็สิ้นหวัง </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภาพจากเฟซบุ๊ก&amp;nbsp;ทศพล แก้วทิมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;ldquo;โฆษกพลังธรรมใหม่&amp;rdquo; ยืนยันถ้าปฎิรูปการเมืองไม่สำเร็จ การปฎิรูปประเทศก็สิ้นหวัง ย้ำต้องการสร้างพรรคพลังธรรมใหม่ให้เป็นพรรคการเมืองของประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายทศพล แก้วทิมา โฆษกพรรคพลังธรรมใหม่ กล่าวถึงการปฎิรูปประเทศว่า เรื่องการปฎิรูปจะเกิดขึ้นได้ผู้มีอำนาจต้องตั้งใจและจริงใจ โดยให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมอย่างแท้จริง ตั้งแต่ร่วมคิดร่วมทำเพราะประเทศไม่ใช่ของรัฐบาลหรือประชาชนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ประเทศเป็นของประชาชนโดยร่วม รัฐบาลเป็นเพียงตัวแทนของประชาชนที่ให้อำนาจไปทำหน้าที่บริหารบ้านเมืองทั้งในระบอบการเลือกตั้ง และระบอบการรัฐประหาร ซึ่งปัจจุบันเรามีรัฐบาลที่ไม่ปกติปกติ &amp;nbsp;ประชาชนที่ต้องการให้มีการปฎิรูปก่อนการเลือกตั้ง แต่รัฐบาลชุดนี้ยังทำไม่เสร็จ และถ้าหลังการเลือกตั้ง มีนักการเมืองหน้าเก่าๆเข้ามา การปฎิรูปบ้านเมืองตามที่ประชาชนต้องการก็เป็นไปไม่ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่าพรรคพลังธรรมใหม่จะเข้ามามีกลไกให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมอย่างไร นายทศพล กล่าวว่า การตั้งพรรคพลังธรรมใหม่เพื่อเข้ามาทำงานบริหารบ้านเมืองในมิติของการเมืองใหม่ เพื่อตอบโจทย์ตามที่รัฐธรรมนูญต้องการให้พรรคการเมืองของประชาชนอย่างแท้จริง &amp;nbsp;พรรคพลังธรรมใหม่มีเจตนาจะปฏิรูปการเมืองให้ดีขึ้น เพื่อไปบริหารบ้านเมืองในอนาคต เราจึงเน้นเรื่องจริยธรรมและคุณธรรมทางการเมือง โดยมีคณะกรรมการธรรมาภิบาลที่เลือกตั้งโดยสมาชิกพรรคทำหน้าที่ตรวจสอบจริยธรรมภายในพรรคเพื่อให้พรรคพลังธรรมใหม่เป็นพรรคการเมืองที่ดีของประชาชนตลอดไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การปฎิรูปประเทศคล้ายกับการปฎิรูปการเกษตร ประเทศเรามีนโยบายเปลี่ยนเกษตรเคมีไปสู่เกษตรอินทร์ &amp;nbsp;แต่หัวขบวนไม่ขยับอย่างจริงจัง เราจึงไม่เห็นความสำเร็จที่เป็นรูปธรรม ผมยืนยันว่าถ้าเราปฏิรูปการเมืองไม่สำเร็จ เราก็ปฎิรูปประเทศไม่ได้&amp;quot; &amp;nbsp;นายทศพล กล่าวทิ้งท้าย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/13872</URL_LINK>
                <HASHTAG>การปฏิรูปประเทศ, การเมืองใหม่, ทศพล แก้วทิมา, ปฎิรูปการเมือง, พรรคพลังธรรมใหม่</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180722/image_big_5b5425d2ad1c2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>4860</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/03/2018 10:08</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/03/2018 10:07</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;นิธิ&#039;ชู&#039;พรรคเกรียนลายจุด&#039;การเมืองใหม่-ชื่อก็ลงตัวไม่เล่นสนุกเหมือนคณะรักษา&#039;ความสงบ&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13 มี.ค.61 - &amp;nbsp;นายนิธิ เอียวศรีวงศ์ &amp;nbsp;นักคิด นักเขียน และนักวิชาการด้านประวัติศษสตร์เขียนบทความชื่อเรื่อง &amp;quot;การเมืองใหม่ของพรรคเกรียน&amp;quot; เผยแพร่ในหนังสือพิมพิมพ์มติชนรายวัน คอลัมน์ &amp;quot;นิธิ เอียวศรีวงศ์&amp;quot; ฉบับวันที่ 12 มีนาคม 2561
บทความของนายนิธิ ระบุช่วงตอนหนึ่งว่า ปฏิเสธไม่ได้เหมือนกันด้วยว่า ทั้ง นปช.และ กปปส.ต่างมีพรรคการเมืองหนุนหลัง ซึ่งก็ไม่ผิดประหลาดอย่างไร เป็นส่วนหนึ่งของการเชื่อมต่อการเมืองบนเวทีที่เป็นทางการกับไม่เป็นทางการอีกอย่างหนึ่ง แต่ข้อที่น่าเสียดายอยู่ที่ว่า หลังจากบรรลุภารกิจแล้ว พรรคการเมืองก็ถอยออกไป เพียงแต่หวังว่ามวลชนจำนวนมหึมาที่ระดมมาได้จะเป็นคะแนนเสียงของพรรคในการเลือกตั้ง แต่ที่จริงแล้วมวลชนเหล่านี้มีประโยชน์ทางการเมืองมากกว่านั้นมากนัก เช่นในการเสาะหานโยบายที่เกี่ยวกับยางพาราใหม่ของพรรค นโยบายการท่องเที่ยวที่มี &amp;quot;เหยื่อ&amp;quot; น้อยลง ฯลฯ หรือหนทางปรับปรุงโครงการ 30 บาท, โครงการรับจำนำข้าว, โครงการกองทุนหมู่บ้าน ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น่าเสียดายก็เพราะ แม้ว่าเมืองไทยได้ก้าวเข้าสู่การเมืองมวลชนแล้ว แต่พรรคการเมืองก็ยังปรับตัวเองให้เป็นพรรคมวลชนได้ไม่สำเร็จสักพรรคเดียว นอกจากใช้มวลชนเพื่อเป้าหมายทางการเมืองระยะสั้นๆ เช่นชนะเลือกตั้ง หรือล้มรัฐบาลเลือกตั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้วยความคิดความเข้าใจเกี่ยวกับการเมืองไทยดังที่ได้กล่าวข้างต้น ผมจึงเห็นว่าพรรคการเมืองที่เสนอแนวทางของการเมืองใหม่อย่างแท้จริงคือพรรคเกรียน ทำไมจึงเป็นแนวทางของการเมืองใหม่ ผมจะพูดข้างหน้า ซึ่งอาจผิดหมดเลย เพราะผมได้แต่เดาความหมายเอาจากคำแถลงของผู้ดำเนินการจัดตั้งพรรคเท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บทความของนายนิธิ ถึงพรรคเกรียน ที่อยู่ระหว่างการเตรียมการจัดตั้งพรรคโดย นายสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ &amp;quot;บก.ลายจุด&amp;quot; &amp;nbsp;ว่า &amp;quot;ผมเข้าใจว่า เป้าหมายหลักทางการเมืองของพรรคเกรียน (อย่างน้อยในช่วงนี้) ก็คือ การจัดองค์กรที่อาจเคลื่อนไหวทางการเมืองได้สะดวกแก่กลุ่มต่างๆ ในภาคประชาสังคมซึ่งมีอยู่หลากหลาย ได้ร่วมกันในการเสนอนโยบายสาธารณะ &amp;quot;ร่วมกัน&amp;quot; สำคัญอย่างยิ่ง เพื่อไม่ให้นโยบายเกิดจากการครอบงำหรือข้อมูลด้านเดียวของบุคคล เช่น ปัญหาพลังงาน, ค่าแรงขั้นต่ำ, การศึกษา, การจัดการมลภาวะ, เมืองและบริการของเมือง ฯลฯ ล้วนมีข้อมูลจากหลายแหล่ง และมองได้จากหลายมุม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากการตรวจสอบและร่วมไตร่ตรองนโยบายสาธารณะจากคนหลากหลายกลุ่มแล้ว ผมเข้าใจว่าพรรคมีแนวโน้มที่ค่อนข้างชัดว่าต้องการข้อเสนอประเภท &amp;quot;แหกคอก&amp;quot; หรือ &amp;quot;คิดนอกกรอบ&amp;quot; ค่อนข้างมาก ดูเหมือนกลุ่มผู้จัดตั้งพรรคออกจะเชื่อว่า ทางแก้ปัญหาที่เราเคยชินมานานแล้ว ส่วนใหญ่ไม่อาจแก้ปัญหาของปัจจุบันได้ เพราะที่จริงทางแก้ปัญหาเหล่านั้นมักเกิดขึ้นเพื่อแก้ปัญหาของสังคมทุนนิยมอุตสาหกรรมในศตวรรษที่แล้ว หรือก่อนหน้านั้น ไม่ใช่ทุนนิยมที่ครอบงำโลกอยู่ในปัจจุบัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขอให้สังเกตว่า พรรคเกรียนคิดถึงนโยบายสาธารณะที่เกิดและพัฒนาขึ้นจากมวลชนข้างล่าง (เวทีที่ไม่เป็นทางการ) ผลักขึ้นมาอย่างมีพลังจนกระทั่งผู้บริหาร (เวทีที่เป็นทางการ) ต้องทำตาม หรืออย่างน้อยพยายามทำตาม พลิกกลับกระบวนการทางการเมืองที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งผู้บริหารวางนโยบายสาธารณะ และมวลชนได้แต่รับหรือไม่รับนโยบายนั้น ซึ่งโอกาสจะปฏิเสธนั้นเป็นไปได้ยาก อย่าลืมว่าขึ้นชื่อว่ารัฐย่อมมีพลังในการโน้มน้าวไปจนถึงบังคับที่ &amp;quot;เนียน&amp;quot; มากๆ ทั้งนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถ้าคิดแค่นี้ เหตุใดจึงต้องไปจดทะเบียนเป็นพรรคการเมือง? คำตอบที่เห็นได้ชัดๆ ก็คือเพื่อผนวกเวทีที่ไม่เป็นทางการเข้าไปในเวทีที่เป็นทางการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทำแค่นี้แหละที่จะทำให้ข้อเสนอเกี่ยวกับนโยบายสาธารณะมีน้ำหนักผิดกันไกล โดยเฉพาะบนพื้นที่สื่อกระแสหลัก เพราะกลายเป็นข้อเสนอทางการเมืองของเวทีที่เป็นทางการ (กลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศจะเคลื่อนไหวอย่างไร ก็ไม่ &amp;quot;ดัง&amp;quot; เท่า หัวหน้าพรรคเพื่อไทย หรือแม้แต่พรรคของคุณไพบูลย์ นิติตะวัน ให้สัมภาษณ์ว่า พรรคจะสนับสนุนสิทธิเสมอภาคของคนกลุ่มนี้ กลายเป็นประเด็นถกเถียงกันในสังคมไปทันที)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ฉะนั้น การเชื่อมเวทีทางการเมืองทั้งสองเข้าหากันแบบนี้ จึงช่วยเพิ่มพลังของเวทีที่ไม่เป็นทางการอย่างยิ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หากพรรคเกรียนสามารถทำให้แนวคิดด้านนโยบายสาธารณะ ไม่ว่าจะมาจากพรรคหรือมาจากคนอื่น ถูกนำมาถกเถียงอภิปรายกันก่อนที่จะประกาศเป็นนโยบาย ก็จะเป็นความสำเร็จทางการเมืองที่ยิ่งใหญ่ เพราะในเมืองไทย นโยบายสาธารณะไม่เคยถูกสังคมนำมาพิจารณาถกเถียงกันก่อนประกาศใช้เลย ส่วนใหญ่เมื่อประกาศแล้วจึงฮือฮากันเข้ามาพิจารณาในภายหลัง ฝ่ายหนึ่งก็ต่อต้านคัดค้าน เพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองหรือเศรษฐกิจของตน อีกฝ่ายหนึ่งก็สนับสนุนเพื่อเหตุอย่างเดียวกัน ยังแถมทิฐิมานะเข้าไปอีก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การโต้เถียงอภิปรายนโยบายสาธารณะจากคนหลากหลายกลุ่มในสังคมนั่นแหละคือความสำเร็จของพรรคเกรียน ยิ่งโต้แย้งอภิปรายกันก่อนตัดสินใจ ใช้นโยบายนั้นๆ ก็ยิ่งเป็นความสำเร็จมากขึ้นไปอีกหลายเท่าตัว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เพราะนั่นคืออำนาจของประชาชนในการควบคุมนโยบายสาธารณะ (ไม่ใช่คุมแต่ไม่ให้โกงอย่างเดียว) การเมืองในระบอบประชาธิปไตยก็มีเป้าหมายตรงนี้ไม่ใช่หรือ ทั้งนี้ โดยพรรคเกรียนไม่จำเป็นต้องเป็นผู้จัดตั้งรัฐบาล ไม่ต้องร่วมรัฐบาล ไม่ต้องแม้แต่เป็น ส.ส.ฝ่ายค้านด้วยซ้ำ (ในความคิดส่วนตัว ถึงได้เป็นก็ไม่ขัดขวางการดำเนินงาน แต่ก็ช่วยการดำเนินงานได้ไม่มากนัก จนบางทีอาจไม่คุ้มกับที่ขึ้นไปอยู่บนเวทีที่เป็นทางการด้วยซ้ำ เพราะถึงอย่างไรเวทีการเมืองที่เป็นทางการก็มีกฎ กติกา ประเพณี และยุทธวิธีทางการเมืองบังคับอยู่มากทีเดียว...ดูพรรคกรีนในยุโรปเป็นตัวอย่าง)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และนี่คือเหตุผลที่พรรคเกรียนโฆษณาว่า พรรคไม่มุ่งหาเสียง แต่มุ่งหาเรื่อง คือหาเรื่องที่มีความสำคัญต่อชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คน (ไม่จำเป็นต้องเป็นเศรษฐกิจอย่างเดียว) เพื่อชูขึ้นมาให้เกิดการโต้เถียงอภิปรายกัน จนในที่สุดก็อาจลงตัวเป็นนโยบายสาธารณะที่ไม่ติดกรอบ และให้ผลดีแก่ประชาชนในเงื่อนไขเฉพาะของไทยด้วย (หาความเป็นไทยจากเรื่องจริง ไม่ใช่นึกเอาเอง)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นี่คือเหตุผลที่ทำให้ผมเห็นพรรคเกรียนกำลังเล่น &amp;quot;การเมืองใหม่&amp;quot; คือไม่จำเป็นต้องกระโดดขึ้นไปบนเวทีที่เป็นทางการ แต่ใช้ประโยชน์จากเวทีที่ไม่เป็นทางการ และช่องทางการเชื่อมโยงกับเวทีที่เป็นทางการ เพื่อสร้าง &amp;quot;การเมือง&amp;quot; ของพลเมือง ประชาธิปไตยทางตรงที่เรียกร้องกันมาไม่ได้มีรูปแบบเดียว คือหย่อนเปลือกหอยต่างสีลงในภาชนะของที่ประชุม (แบบนครรัฐกรีก) เท่านั้น แต่รู้จักคิดอะไรแบบเกรียนๆ บ้าง ก็จะเห็นหนทางที่จะปรับใช้ได้อีกมาก โดยไม่จำเป็นต้องล้มเลิกประชาธิปไตยตัวแทนลงด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เกรียนเป็นสำนวนสมัยใหม่ที่ใช้กันแพร่หลายจนรู้จักกันดี ความหมายได้คลี่คลายจากเด็กมัธยมหัวเกรียนมาสู่บุคลิกที่มักขัดขวาง, ล้อเลียน, ยั่วยุ, หยอกล้อ กับอะไรที่ลงตัวอยู่แล้ว (the Establisment) หากพรรคมีแนวนโยบายทางการเมืองดังที่กล่าวข้างต้น ก็ไม่มีชื่ออื่นในภาษาไทยจะใช้ได้ดีไปกว่าคำว่า &amp;quot;เกรียน&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พรรคเกรียนจึงไม่ได้เป็นชื่อที่พูดเล่นหรือพูดให้ฮา โดยไม่สัมพันธ์กับความเป็นจริงในเมืองไทยที่พรรคมองเห็น ผมคิดว่าชื่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติเสียอีก ที่ฟังดูแล้วเหมือนจะเล่นสนุกหรือเรียกเสียงฮาได้มากกว่า เพราะคนที่ก่อความไม่สงบกลับลอยนวล หรือบางคนได้ดิบได้ดีไปกับคณะรักษาความสงบ ซ้ำร้ายหัวหน้าคณะรักษาความสงบยังมีวิธีพูดที่ทำให้ความสงบอันตรธานไปอย่างฉับพลันด้วย ถ้าให้คนไทยส่วนใหญ่นิยามคำว่า &amp;quot;ความสงบ&amp;quot; การยึดอำนาจของกองทัพนั่นแหละทำให้ &amp;quot;ความสงบ&amp;quot; ลดน้อยลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มีอะไรให้เลือกได้ไม่รู้กี่พันชื่อ ไปเลือกชื่อ &amp;quot;ความสงบ&amp;quot; มาทำไม น่าฮาออกจะตาย.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/4860</URL_LINK>
                <HASHTAG>การเมืองใหม่, ตั้งพรรค, นิธิ เอียวศรีวงศ์, บก.ลายจุด, พรรคเกรียน, สมบัติ บุญงามอนงค์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180313/image_big_5aa73a51e289c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
