<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>118411</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/10/2021 11:43</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/10/2021 10:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เช็กเลย!คลังโอนคนละครึ่งเฟส 3 เพิ่ม1,500 เข้า &#039;เป๋าตัง&#039; แล้ววันนี้ นายกฯห่วงใยกลุ่มตกหล่น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1 ต.ค. 64-นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า วันนี้ (1 ตุลาคม 2564) กระทรวงการคลัง ได้โอนเงินคนละครึ่งรอบที่ 2 จำนวน 1,500 บาท เข้าแอปฯ เป๋าตัง แล้วโดยนำไปรวมกับวงเงินสิทธิคงเหลือจากในรอบแรกให้อัตโนมัติ ส่วนประชาชนที่ลงทะเบียนคนละครึ่งเฟส 3 หลังวันที่ 1 ตุลาคม นั้นจะได้รับวงเงินรวมทั้งสิ้น 3,000 บาท กระตุ้นให้ประชาชนออกมาจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น โดยรวมของมาตรการเยียวยาและการฟื้นฟูเศรษฐกิจในประเทศ ทั้งโครงการคนละครึ่ง เฟส 3 เพิ่มกำลังซื้อในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โครงการยิ่งใช้ยิ่งได้ และโครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษนั้น มียอดการใช้จ่ายของแต่ละโครงการ ผู้ใช้สิทธิสะสมรวม39.08 ล้านคน ยอดใช้จ่าย สะสม รวม 78,611.1 ล้านบาท แบ่งเป็น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1) โครงการคนละครึ่ง เฟส 3 มีผู้ใช้สิทธิสะสม 24.33 ล้านคน ยอดใช้จ่ายสะสม 67,604.4 ล้านบาท แบ่งเป็นส่วนที่ประชาชนจ่ายสะสม 34,403.7 ล้านบาท และรัฐร่วมจ่ายสะสม 33,200.7 ล้านบาท 2) โครงการยิ่งใช้ยิ่งได้ มีผู้ใช้สิทธิสะสม 77,241 คน ยอดใช้จ่ายสะสม 2,360 ล้านบาท และยอดใช้จ่ายด้วย e-voucher สะสม 98.9 ล้านบาท 3) โครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ มีผู้ใช้สิทธิสะสม 13.53 ล้านคน ยอดใช้จ่ายสะสม 7,983 ล้านบาท และ 4) โครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ มีผู้ใช้สิทธิสะสม 1.14 ล้านคน ยอดใช้จ่ายสะสม 564.8 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวต่อไปว่า ในวันที่วันที่ 4 ตุลาคม เป็นต้นไป ประชาชนจะสามารถใช้สิทธิคนละครึ่งเฟส 3 และยิ่งใช้ยิ่งได้ ผ่านแพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรี่ อย่าง GRAB และ LINE MAN ได้ โดยตอนนี้มีร้านค้าเข้าร่วมโครงการแล้วกว่า 30,000 ราย ถือเป็นการอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนเข้าถึงบริการได้มากขึ้น สอดคล้องกับชีวิตวิถีใหม่ New Normal ในยุคโควิด-19 และยังช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในการจับจ่ายใช้สอยของประชาชนในไตรมาสที่ 4 ระหว่างเดือนตุลาคม - ธันวาคมของปี 2564 ให้ขยายตัวมากขึ้นด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี &amp;nbsp;กล่าวเพิ่มเติมสำหรับความคืบหน้าโครงการเยียวยานายจ้างและผู้ประกันตน ม. 33 ม. 39 และ ม. 40 ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 ใน 29 จังหวัดล็อกดาวน์ 9 ประเภทกิจการ ว่า ล่าสุดกระทรวงแรงงาน โดยสำนักงานประกันสังคม ได้โอนเงินเยียวยานายจ้างและผู้ประกันตนสำเร็จคิดเป็นมูลค่าเงินหมุนเวียนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ จำนวน 91,739.06 ล้านบาท แบ่งเป็น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1) จ่ายเงินเยียวยานายจ้าง จำนวน 150,472 แห่ง รวม 6,270.09 ล้านบาท คิดเป็น 83.20% ของผู้ยื่นความประสงค์รับเงินทั้งหมด2) การจ่ายเงินเยียวยาผู้ประกันตน ม. 33 จำนวน 3,444,928 ราย รวม 16,150.56 ล้านบาท คิดเป็น 97.61% ของผู้ยื่นความประสงค์รับเงินทั้งหมด3) จ่ายเงินเยียวยาผู้ประกันตน ม. 39 จำนวน 1,342,306 ราย รวม 12,302.12 ล้านบาท คิดเป็น 95.99% ของผู้ยื่นความประสงค์รับเงินทั้งหมด และ 4) จ่ายเงินเยียวยาผู้ประกันตน ม. 40 จำนวน 6,974,857 ราย รวม 57,016.29 ล้านบาท คิดเป็น 95.87% ของผู้ยื่นความประสงค์รับเงินทั้งหมด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม &amp;nbsp;มีความห่วงใยประชาชนที่ได้รับผลกระทบ มอบหมายให้กระทรวงแรงงานดูแลกลุ่มตกหล่นที่ไม่ได้รับสิทธิให้ครอบคลุมทั่วถึง ซึ่งผู้ประกันตนสามารถยื่นทบทวนสิทธิได้ถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2564&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ท่านนายกฯ ได้มีความห่วงใยพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบไม่เพียงแต่จากการระบาดของโควิด-19 แต่ยังรวมถึงผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมในครั้งนี้ด้วย สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง บูรณาการความร่วมมือ เร่งฟื้นฟูเยียวยาตามภารกิจของแต่ละหน่วยเต็มที่ เพื่อให้สถานการณ์กลับเข้าสู่ภาวะปกติโดยเร็ว&amp;rdquo; นายธนกรกล่าว
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118411</URL_LINK>
                <HASHTAG>การเยียวยา, คนละครึ่งเฟส3, ธนกร วังบุญคงชนะ, ประกันสังคม, เป๋าตัง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210907/image_big_613752f672877.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>108364</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/07/2021 09:11</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/07/2021 09:11</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;พิชัย&#039;อัด&#039;ประยุทธ์&#039;ล้มเหลวทุกด้านพิการทางความคิด แนะยุบสภาอย่าอยู่ถ่วงความเจริญ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
2 ก.ค.64 -&amp;nbsp; นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ด้านเศรษฐกิจ กล่าวว่า นอกจากรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จะล้มเหลวเรื่องการควบคุมการระบาดของไวรัสที่มีคนเจ็บคนตายเพิ่มไม่หยุด การจัดการวัคซีนที่มีปัญหาทั้งปริมาณและคุณภาพ การแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่นับวันจะรุนแรงมากขึ้น การประกาศปิดเข้มงวดตี 1 คนเดือดร้อนกันมาก การเยียวยาที่ล้มเหลว เปิดประเทศไม่น่าจะได้ใน 120 วันจริงตามที่ได้ประกาศไว้ ล่าสุด การเปิดประชุมสภา โดยประธานสภาฯ ในฝั่งของรัฐบาลเองเป็นผู้อยากให้เปิดสภาเอง แต่ปรากฏว่าสภาล่ม มี ส.ส. แสดงตนเพียง 206 คน จากซึ่งจะครบองค์ประชุมต้องมีสมาชิก 242 คน ทำให้ไม่ครบองค์ประชุม ประธานสภาต้องสั่งปิดการประชุมทันที เป็นการเสียเครดิตในฝั่งรัฐบาลอย่างมาก และสร้างความไม่พอใจให้กับประชาชนเป็นจำนวนมากจน แฮทแท็ก #สภาล่ม ขึ้นอันดับ 1 ทำให้รู้สึกกันว่าหากพลเอกประยุทธ์ จะล้มเหลวทุกเรื่อง ล้มเหลวซ้ำซาก พลเอกประยุทธ์ ก็น่าจะต้องลาออกหรือไม่ก็ยุบสภาและเลือกตั้งใหม่ได้แล้ว เพื่อให้ประชาชนได้ตัดสินผลงานที่ล้มเหลวของพลเอกประยุทธ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพิชัย กล่าวว่า เรื่องที่น่าแปลก คือ ส.ส. ฝั่งรัฐบาลจำนวนมากทั้งจากพรรคพลังประชารัฐ และ พรรคภูมิใจไทย ก็อยู่กันในสภา แต่กลับไม่ยอมแสดงตัวกัน เหมือนตั้งใจจะให้สภาล่ม ไม่แน่ใจว่าทำไมถึงทำเช่นนั้น ทั้งที่เมื่อสภาล่มย่อมส่งผลกระทบไปถึงเครดิตของพลเอกประยุทธ์&amp;nbsp; และรัฐบาล เหมือนตั้งใจจะหักหน้ากันเลย และคนที่ต้องเสียหน้าและเสียเครดิตที่สุดก็คือพลเอกประยุทธ์ นายกรัฐมนตรี และ พลเอกประวิตร หัวหน้าพรรค พปชร.&amp;nbsp; รวมถึงนายอนุทิน หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ด้วยทำเหมือนต้องการจะต่อรองบางเรื่อง การกระทำดังกล่าวทำให้มีเสียงด่าทอไปยัง ส.ส. ฝั่งของรัฐบาลอย่างมาก และ มีการเรียกร้องกันว่าในเมื่อ ส.ส. ขี้เกียจประชุมและปล่อยให้สภาล่ม ก็น่าจะควรให้มีการยุบสภาเพื่อเลือกตั้งใหม่ เผื่อจะมี ส.ส. ใหม่ที่ขยันมากกว่าเข้ามาทำงานเพื่อประชาชนมากขึ้น ทั้งนี้ นักวิชาการบางท่านยังเชื่อว่าการตั้งใจทำให้สภาล่มแบบนี้ น่าจะเป็นการกระทำที่ผิดกฏหมายด้วย
&amp;nbsp;
&amp;quot;พลเอกประยุทธ์ ต้องสำนึกได้แล้วว่าตัวเองบริหารล้มเหลวทุกด้าน ทำอะไรก็เละไปหมด และลามไปเละถึงงานในสภาแล้ว ซึ่งถ้ายังไม่สำนึกหรือยังคิดไม่ได้ ก็แสดงชัดเจนว่าพลเอกประยุทธ์ เป็น ผู้นำพิการทางความคิดอย่างแท้จริง ซึ่งถ้าคิดได้ต้องรู้แล้วว่าประชาชนส่วนใหญ่คิดอย่างไรกับพลเอกประยุทธ์ และอย่าอยู่เพื่อถ่วงความเจริญ ควรจะต้องหาทางลงได้แล้ว เพราะประชาชนเอือมละอาเต็มทีแล้ว ก่อนที่จะถูกประชาชนไล่ลง&amp;quot;นายพิชัย กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/108364</URL_LINK>
                <HASHTAG>การเยียวยา, การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ, นายพิชัย นริพทะพันธุ์, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, สภาล่ม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210324/image_big_605b3eaa9615d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>108070</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/06/2021 19:31</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/06/2021 19:31</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ผู้ค้ารายย่อย10,000 ราย เฮแน่! กทม.เตรียมเยียวยา 5,000 บาท หรือเขตละ 200 ราย </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
29 มิ.ย. 64 -พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ร่วมประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) กรุงเทพมหานคร (ศบค.กทม.) ครั้งที่ 40/2564 โดยพล.ต.ท.โสภณ พิสุทธิวงษ์ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ในฐานะผู้อำนวยการ ศบค.กทม. เป็นประธานการประชุม นางศิลปสวย ระวีแสงสูรย์ ปลัดกรุงเทพมหานคร คณะผู้บริหารกรุงเทพมหานคร ผู้แทนสำนัก ผู้แทน บช.น. ผู้แทน กอ.รมน.กทม. ผู้แทนกลุ่มเขต และผู้แทนส่วนราชการในสังกัดกรุงเทพมหานครที่เกี่ยวข้อง ร่วมประชุม ณ ห้องรัตนโกสินทร์ ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (เสาชิงช้า)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยที่ประชุม ศบค.กทม. ได้หารือถึงการช่วยเหลือเยียวยาและฟื้นฟูผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคโควิด-19 ซึ่งสำนักพัฒนาสังคม ได้จัดทำโครงการค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการสนับสนุนทุนประกอบอาชีพเพื่อช่วยเหลือเยียวยาและฟื้นฟูผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ที่ประสบปัญหาความเดือดร้อน สูญเสียงานหรือเสียรายได้ ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่กรุงเทพมหานครจึงขอให้สำนักงานเขตสำรวจ &amp;quot;ผู้ค้ารายย่อยที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนประกันตนกับสำนักงานประกันสังคม&amp;quot; สำนักงานเขตละ 200 ราย เพื่อรับเงินช่วยเหลือเยียวยา รายละ 5,000 บาท ทั้งนี้เพื่อเป็นทุนสำรองในการดำรงชีพของประชาชนต่อไป
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/108070</URL_LINK>
                <HASHTAG>#โควิด19, กทม., การเยียวยา, ผู้ค้ารายย่อย, พล.ต.อ. อัศวิน ขวัญเมือง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210629/image_big_60db119d49d8d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>92036</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/02/2021 07:39</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/02/2021 07:39</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ทะลุ105ล้านแล้ว!&#039;หมอธีระ&#039;ชี้ค่าใช้จ่ายตรวจเชื้อโควิดน้อยมากเมื่อเทียบกับงบเยียวยา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
5 ก.พ.64 -นพ.ธีระ วรธนารัตน์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ข้อความเกี่ยวกับสถานการณ์ ไวรัสโควิด-19 ผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า
สถานการณ์ทั่วโลก 5 กุมภาพันธ์ 2564
ทะลุ 105 ล้านไปเรียบร้อยแล้ว
เมื่อวานทั่วโลกติดเพิ่ม 554,229 คน รวมแล้วตอนนี้ 105,318,792 คน ตายเพิ่มอีก 16,750 คน ยอดตายรวม 2,290,317 คน
อเมริกา เมื่อวานติดเชิ้อเพิ่ม 123,344 คน รวม 27,235,589 คน ตายเพิ่มอีก 5,162 คน ยอดตายรวม 465,806 คน
อินเดีย ติดเพิ่ม 11,922 คน รวม 10,802,831 คน
บราซิล ติดเพิ่ม 99,348 คน รวม 9,396,293 คน
รัสเซีย ติดเพิ่ม 16,714 คน รวม 3,917,918 คน
สหราชอาณาจักร ติดเพิ่มอีก 20,634 คน รวม 3,892,459 คน เกินสองหมื่นคนขึ้นมาอีกครั้ง ยอดตายรวมขณะนี้ 110,250 คน
อันดับ 6-10 เป็น ฝรั่งเศส ตุรกี อิตาลี สเปน และเยอรมัน ส่วนใหญ่ติดกันหลายพันถึงหลายหมื่นต่อวัน
แถบอเมริกาใต้ ยุโรป เอเชีย อย่างโคลอมเบีย เนเธอร์แลนด์ โปแลนด์ ยูเครน แคนาดา รวมถึงอิหร่าน บังคลาเทศ อิสราเอล อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น และมาเลเซีย ยังติดกันเพิ่มหลักพันถึงหลักหมื่น
แถบสแกนดิเนเวีย บอลติก และยูเรเชีย ก็ยังมีติดเชื้อเพิ่มต่อเนื่องแบบทรงตัว
ล่าสุดทั้งเดนมาร์ก และไอร์แลนด์ ติดเชื้อเกินสองแสนคนไปแล้ว เปรียบเทียบกันพบว่าทั้งสองประเทศมีลักษณะโครงสร้างประชากรคล้ายกันมาก โดยมีอายุเฉลี่ยของประชากรราว 40 ปี มีจำนวนประชากรในประเทศประมาณ 5 ล้านคน ติดเชื้อรวมสองแสนคนพอๆ กัน ตอนนี้เดนมาร์กติดวันละ 500 กว่าคน ส่วนไอร์แลนด์วันละ 1,300 คนอัตราตายราว 1 เปอร์เซ็นต์กว่าๆ &amp;nbsp;
เมียนมาร์ เกาหลีใต้ และไทย ติดเพิ่มหลายร้อย ส่วนจีน ฮ่องกง เวียดนาม และสิงคโปร์ ติดเพิ่มหลักสิบ ในขณะที่ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ติดเพิ่มต่ำกว่าสิบ
เวียดนามติดเชื้อเพิ่มหลายสิบคนต่อวัน ต่อเนื่องมา 8 วันแล้ว ระบาดครั้งนี้เริ่มจากจังหวัดทางภาคเหนือของประเทศ โดยเป็นสายพันธุ์สหราชอาณาจักร ซึ่งแพร่ได้เร็วกว่าสายพันธุ์เดิมราว 50%
วิเคราะห์สถานการณ์ของเรา...
เราเห็นกันได้ชัดเจนว่า การระบาดซ้ำครั้งนี้รุนแรงกว่าของเดิมตามที่ได้เคยคาดการณ์และเตือนมาก่อน
เน้นเสมอว่าจะรับมือได้ ต้องมีระบบการตรวจที่มากเพียงพอและต้องทำอย่างครอบคลุมต่อเนื่อง นอกจากนี้หากเกิดติดเชื้อขึ้นจำเป็นต้องดำเนินมาตรการเข้มข้นอย่างเคร่งครัดและทันเวลา และประชาชนต้องร่วมมือกันในการป้องกันตนเองอย่างเต็มที่และพร้อมเพรียง
จะพบว่าที่ผ่านมาแม้จะคุยว่าพร้อม แต่เอาเข้าจริง ระบบการตรวจนั้นไม่สามารถขยายศักยภาพให้ครอบคลุมและมากพอที่จะตรวจทุกคนในพื้นที่เสี่ยงได้ ด้วยข้อจำกัดด้านทรัพยากร และกฎระเบียบการเบิกจ่ายต่างๆ ซึ่งอาจไม่ได้มีการตระเตรียมกรุยทางไว้ล่วงหน้าเพื่อรับสถานการณ์เช่นนี้
เราจึงเห็นการออกมาบอกให้ทราบกันผ่านการแถลง โอดครวญว่าค่าใช้จ่ายเยอะ พร้อมจะหาทางอื่นจัดการแทนการตะลุยตรวจมากๆ ทั้งที่จริงแล้วค่าใช้จ่ายนั้นถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับการต้องนำงบไปเยียวยาคนทั้งประเทศในระยะยาวหากไม่สามารถจบศึกได้โดยเร็ว ดังนั้นการลงทุนตรวจจึงน่าจะเป็นทางที่คุ้มค่ากว่าถ้าคิดจะทำจริงๆ
ทางเลือกในการตรวจมีหลากหลายทาง การตรวจด้วยการรวมน้ำลายหลายคนเพื่อคัดกรองก็จะช่วยลดค่าใช้จ่าย และตรวจได้จำนวนมากในเวลาจำกัด การรับรองมาตรฐานการตรวจแล็บนี้ก็จำเป็นต้องทำควบคู่กันไปอย่างมีประสิทธิภาพ
แต่หากสถานการณ์ระบาดยังมีความรุนแรง การติดเชื้อกระจาย มีคนติดเชื้อโดยไม่รู้ตัวและยังไม่ได้รับการตรวจ ก็ยากที่จะควบคุมได้ จะมี silent transmission ไปเรื่อยๆ และจะปะทุขึ้นมาในไม่ช้า
ยิ่งมาตรการควบคุมการเคลื่อนไหวของประชากรนั้นทำได้ไม่เต็มที่ ยังมีการทำกิจกรรมใช้ชีวิตประจำวันกันแทบทุกพื้นที่ และมีการละเมิด ละเลย เพิกเฉยของคนหลากหลาย ไม่ว่าจะไม่ป้องกันตัวเอง ลักลอบข้ามพื้นที่ สังสรรค์เฮฮาปาร์ตี้เป็นหมู่คณะ ก็ยิ่งทำให้เพิ่มความเสี่ยงที่จะระบาดหนักกลับมาได้เช่นกัน
ถ้าดูข้อมูลการระบาดซ้ำของประเทศอื่นๆ ทั่วโลก แล้วมาวิเคราะห์ล่วงหน้า
ปัจจัยกำหนดชะตาการระบาดของเรา จะไปตัดสินช่วงกลางมีนาคมเป็นต้นไป หากระบบการตรวจครอบคลุมและต่อเนื่องไม่เบี่ยงเบน แล้วจำนวนการติดเชื้อรายวันเป็นหลักสิบ จะมีโอกาสเริ่มการระบาดซ้ำระลอกถัดไปราว 10 สัปดาห์ แต่หากเป็นหลักร้อย หรือหลักพัน ระยะเวลาจะสั้นลง 21 วันหากขยับขึ้นมาแต่ละหลัก
ที่แลกเปลี่ยนมานี้ มิใช่ให้กังวลใจ แต่ให้เรารับรู้รับทราบ จะได้วางแผนเตรียมรับมืออย่างมีประสิทธิภาพ
รู้เค้า รู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง
หากไม่รู้เค้า รู้แต่เรา คงชนะบ้างแพ้บ้าง
แต่หากไม่รู้เค้า แถมไม่รู้เรา โดยเก็บความรู้เราไว้เฉพาะบางคนบางกลุ่ม โอกาสพ่ายการศึกย่อมมีสูง
ศึกนี้จำเป็นต้องทำให้ทุกคนรู้ และร่วมแรงร่วมใจสู้
นอกจากนี้อยากแลกเปลี่ยนกับพวกเราทุกคนว่า การระบาดแบบนี้ แนวทางที่จะสู้สำเร็จนั้น ส่วนตัวแล้วให้น้ำหนักไปกับการตรวจให้มาก ต่อเนื่องและครอบคลุม เพื่อหาคนติดเชื้อให้เจอแล้วนำไปกักตัวและดูแลรักษาครับ
หากไม่ตรวจ หรือตรวจน้อย แล้วคิดจะไปทำมาตรการอื่น เช่น จะไปปิดประตูตีแมว
คงต้องเตรียมรับมือกับสัจธรรมในชีวิตที่ว่า ไม่ว่าใครก็ล้วนรักชีวิตของตน หากต้อนหรือบังคับให้อยู่ในภาวะที่ไม่ปลอดภัยหรือมีความเสี่ยง ก็ย่อมไม่อยู่นิ่งเฉย และต้องพยายามอย่างที่สุดที่จะออกไปจากภาวะนั้นให้ได้
เหนืออื่นใด จำเป็นต้องคำนึงถึงเรื่อง สิทธิมนุษยชน (Human Right) อันหมายถึง สิทธิที่มนุษย์ทุกคนมีความเท่าเทียมกัน มีศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาคของบุคคลที่ได้รับการรับรอง ทั้งความคิดและการกระทำที่ไม่มีการล่วงละเมิดได้ โดยได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และสนธิสัญญาระหว่างประเทศ
ท้ายที่สุด ปัจจุบันเชื่อว่าสังคมโลกนั้นล้วนรักและเมตตาต่อแมว คงไม่สบายใจ และไม่ยอมหากใครคิดจะไปทำร้ายแมว...
ย้ำอีกครั้ง ไม่ว่าเราจะอยู่ในพื้นที่ใด ขอให้ใช้ชีวิตอย่างมีสติ ป้องกันตัวอย่างเคร่งครัด
ใส่หน้ากากเสมอ ล้างมือบ่อยๆ อยู่ห่างคนอื่นหนึ่งเมตร
ลดละเลี่ยงการกินดื่มในร้าน ซื้อกลับจะปลอดภัยที่สุด
ลดละเลี่ยงการพบปะกันแบบกลุ่ม ไม่ว่าจะประชุม สังสรรค์ หรือท่องเที่ยว
คอยสังเกตอาการตนเองและครอบครัว หากไม่สบาย อาการคล้ายหวัด ควรหยุดเรียนหยุดงานและรีบไปตรวจรักษา
ด้วยรักต่อทุกคน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/92036</URL_LINK>
                <HASHTAG>การเยียวยา, ตรวจเชื้อโควิด-19, รศ.นพ.ธีระ วรธนารัตน์, สถานการณ์ไวรัสโควิด-19 ทั่วโลก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200708/image_big_5f05230a5ece1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>91704</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/02/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/02/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จ่อเยียวยาม.33ผ่านแอปฯ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;อาคม&amp;quot; เผยมาตรการเยียวยากลุ่มมาตรา 33&amp;nbsp; ยังหารืออยู่ คาดได้ผลสรุปเร็วๆ นี้ แต่ที่ชัดเจนคือจ่ายผ่านแอปเหมือนเราชนะ &amp;quot;คลัง&amp;quot; โปรยหาหอม &amp;quot;สภาหอการค้าไทย&amp;quot;&amp;nbsp; รับลูกข้อเรียกร้อง 10 ข้อ ขอเวลา 1 เดือนแจงความคืบหน้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันจันทร์ที่ 1 กุมภาพันธ์ นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้ามาตรการเยียวยาผู้ประกันตนตามมาตรา 33 ว่า ต้องใช้ฐานข้อมูลจากสำนักงานประกันสังคม (สปส.) มาพิจารณาทั้งหมดว่าต้องช่วยเหลือแรงงานในกลุ่มใดบ้าง แต่รูปแบบการจ่ายเงินเยียวยาจะเป็นลักษณะเดียวกับมาตรการเราชนะ ที่โอนวงเงินผ่านแอปพลิเคชัน โดยรายละเอียดกำลังหารือกัน ซึ่งจะได้ข้อสรุปในเร็วๆ นี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ นายอาคมยังได้กล่าวถึงการหารือกับสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยว่า หอการค้าไทยได้ขอให้ช่วยเหลือผู้ประกอบการหลายเรื่อง โดยเฉพาะผู้ประกอบการท่องเที่ยวและวิสาหกิจขนาดกลางและย่อม (เอสเอ็มอี)&amp;nbsp; เพราะขณะนี้ธุรกิจโรงแรมเริ่มมีปัญหาขาดสภาพคล่อง เนื่องจากภาคการท่องเที่ยวยังไม่กลับมา จึงเสนอให้ยกเว้นเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและภาษีเงินได้นิติบุคคล ซึ่งที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) สัปดาห์ที่ผ่านมาก็มีมติให้เลื่อนการยื่นแบบฟอร์มเสียภาษีออกไป 3 เดือนแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายกลินท์ สารสิน ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวภายหลังหารือกับนายอาคมว่า ภาคเอกชนขอขอบคุณกระทรวงการคลังที่ได้ออกมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการ ทั้งการขยายเวลาการยื่นแบบแสดงรายการและชำระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปี 2563 ไปถึง 30 มิ.ย., การลดอัตราจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างรอบปี 2564 ลง 90% และการสนับสนุนการลดหย่อนภาษีเงินได้สำหรับเอกชนผู้ปลูกป่าเศรษฐกิจ รวมทั้งที่ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย&amp;nbsp; (ธสน.) ขยายระยะเวลาสำหรับสินเชื่อเพื่อการลงทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต โดยให้บริการถึง 30 มิ.ย.64
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกลินท์ยังกล่าวถึงข้อเสนอที่หอการค้าไทยได้ร่วมหารือว่า ประกอบด้วย 1.การเตรียมความพร้อมเพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวภายหลังสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลาย ซึ่งเรื่องภาษีออนไลน์คาดว่าจะมีผลบังคับใช้ประมาณไตรมาส 4&amp;nbsp; ของปีนี้ 2.การออกมาตรการสนับสนุนผู้ประกอบการภาคเอกชนเพื่อร่วมดูแลและป้องกันการระบาดโควิด-19 ขอให้ออกมาตรการลดหย่อนภาษีหรือสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการตรวจหาเชื้อโควิด-19 ซึ่งกระทรวงได้ขอให้หอการค้าไทยนำเสนอเรื่องนี้ในที่ประชุม ศบค.พิจารณา 3.การจัดตั้งกองทุน&amp;nbsp; Asset Warehousing และกองทุน Real Estate Investment&amp;nbsp; Trust (REIT) เพื่อให้ความช่วยเหลือธุรกิจโรงแรม ซึ่งกระทรวงอยู่ระหว่างการหารือกับธนาคารแห่งประเทศไทย&amp;nbsp; (ธปท.) คาดว่าจะชัดเจนใน 1-2 สัปดาห์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;4.การเสริมสร้างขีดความสามารถของธุรกิจค้าปลีก 5.มาตรการด้านภาษีเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งนายอาคมได้ให้กรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับภาษีนำข้อเสนอไปดูรายละเอียดต่อไป และขอให้กรมสรรพากรดูเรื่องการขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะในส่วนของงานอีเวนต์ 6.มาตรการช่วยเหลือและกระตุ้นภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ทั้งมาตรการลดค่าธรรมเนียมการโอน และค่าธรรมเนียมการจดจำนอง สำหรับที่อยู่อาศัยไม่เกิน 3 ล้านบาทต่อหน่วย และการยกเลิกการบังคับใช้มาตรการกำกับดูแลสินเชื่อที่อยู่อาศัย โดยกำหนดอัตราสินเชื่อต่อมูลค่าที่อยู่อาศัย (แอลทีวี) ชั่วคราว ซึ่งกระทรวงรับเรื่องไว้พิจารณา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;7.มาตรการป้องกันการทุจริตในการจัดซื้อจัดจ้าง ตาม พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 ซึ่งกระทรวงยินดีสนับสนุน 8.การเสริมสร้างขีดความสามารถธุรกิจพาณิชย์นาวี 9.แนวทางการพัฒนาด้านการค้าชายแดน 10.การเพิ่มช่องทางให้เข้าถึงแหล่งหางานทำ ซึ่งกระทรวงโดยสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) จะประสานงานกับกระทรวงแรงงานต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;กระทรวงการคลังรับข้อเสนอของหอการค้าไทย โดยจะประสานงานและติดตามความคืบหน้าในเรื่องต่างๆ ของหน่วยงานที่รับผิดชอบ และจะรายงานผลให้ทราบภายใน 1&amp;nbsp; เดือนหลังจากนี้&amp;quot; นายกลินท์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน ที่ประตู 3 ทำเนียบรัฐบาล กลุ่มบูรณาการแรงงานสตรี นำโดย น.ส.ธนพร วิจันทร์ เดินทางมายื่นจดหมายเปิดผนึกถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ผ่านศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ทำเนียบรัฐบาล ทวงถามมาตรการเยียวยาอย่างถ้วนหน้า โดยให้จ่ายเป็นเงินสดเพื่อสะดวกต่อการเข้าถึง และเรียกร้องให้รัฐอุดหนุนเด็กเล็กถ้วนหน้าอายุ 0-6 ปี&amp;nbsp; เดือนละ 600 บาท ตั้งแต่ ก.พ.64
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายทักษะศิลป์ อุดมชัย ตัวแทนกลุ่มคนทำงานสถานบันเทิง นักร้อง นักดนตรี และผู้ประกอบอาชีพกลางคืน&amp;nbsp; มายื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์อีกครั้ง หลังยื่นไปแล้วเมื่อวันที่ 8 ม.ค. โดยมี 3 ข้อเรียกร้อง คือ 1.ให้รัฐบาลทบทวนเนื้อหาของหนังสือขอความช่วยเหลือที่ยื่นไปแล้วเมื่อวันที่ 8&amp;nbsp; ม.ค.อย่างเร่งด่วน 2.ขอให้ทบทวนมาตรการเยียวยาเราชนะเป็นเงินสด และ 3.หากกลางเดือน ก.พ.สถานการณ์การแพร่ระบาดดีขึ้น ขอให้กลุ่มสามารถกลับไปทำงาน โดยจะยินยอมให้มีมาตรการร่วมกันของทางภาครัฐและ ศบค. ทั้งนี้ในการยื่นหนังสือดังกล่าวที่มีนายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกฯ เป็นผู้รับนั้น นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล&amp;nbsp; ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล เดินทางสังเกตการณ์และรับข้อเรียกร้องด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยนายปกรณ์วุฒิกล่าวด้วยว่า ในฐานะที่เคยอยู่ในแวดวงนักดนตรีกลางคืนเข้าใจสิ่งเหล่านี้เป็นอย่างดี และจะนำเรื่องดังกล่าวเข้าสู่คณะกรรมาธิการพิจารณาศึกษางบประมาณโควิด สภาผู้แทนราษฎร เพื่อแก้ไขปัญหาและเยียวยาอย่างทั่วหน้าและตรงจุด อีกทั้งจะนำประเด็นดังกล่าวเตรียมพร้อมการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล เพราะสะท้อนให้เห็นการบริหารงานที่ล้มเหลวของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/91704</URL_LINK>
                <HASHTAG>COVID-19, การเยียวยา, ประกันสังคม, มาตรา 33, สปส., สภาหอการค้าไทย, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, โควิด 19, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210201/image_big_601811a6a0171.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
