<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>39805</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/06/2019 19:13</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/06/2019 19:13</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“อ๋อย”แขวะตั้งครม.ประยุทธ์วุ่นไม่จบ เหตุต่อรองแย่งผลประโยชน์สูง ชี้ต้นเหตุจากการเลือกตั้งไม่ชอบธรรม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
30 มิ.ย. 2562 &amp;nbsp;นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรองนายกรัฐมนตรีและอดีตแกนนำพรรคไทยรักษาชาติ(ทษช.)กล่าวถึงปัญหาความขัดแย้งในการจัดตั้งรัฐบาลว่า ภาพของรัฐบาลซึ่งขณะนี้นอกจากใครๆก็รู้ว่าใช้กฎกติกาใช้แทรกแซงกระบวนการองค์กรอิสระ แทรกแซงสี่อแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม ตลอดมาจนกระทั่งมาทำลายพรรคการเมืองและใช้อำนาจผลประโยชน์ต่างๆเข้าไปจัดการพรรคการเมืองมาได้ โดยโค้งสุดท้ายก่อนที่จะมีครม.ภาพการต่อรองแก่งแย่งผลประโยชน์กันสูงมาก ทำให้เห็นได้ว่ารัฐบาลนี้ยากที่จะปกครองบริหารประเทศ เพราะขาดความชอบธรรมอย่างรุนแรง ซึ่งตนเคยวิจารณ์ว่าถึงแม้จะเป็นอย่างนั้นถึงแม้เต็มไปด้วยความไม่ชอบธรรม แต่การล้มของรัฐบาลก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะว่าถ้ารัฐบาลมีเสียงเกินเกินหนึ่งในรัฐสภาก็ยังอยู่ได้ และยังนึกไม่ออกว่าจะมีพรรคไหนจะถอนตัวไม่ง่าย เพราะดูเหมือนว่าจะต้องเยียวยาตัวเองหรือถอนทุนกัน แต่มาในเวลานี้เมื่อเห็นภาพความขัดแย้งระหว่างพ.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้าคสช.กับนักการเมืองบางส่วนในพรรคพลังประชารัฐแล้วก็ทำให้เห็นว่าบางทีรัฐบาลนี้ก็อาจจะอยู่ได้สั้นกว่าที่เคยคาดการณ์เหมือนกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายจาตุรนต์ กล่าวว่า รัฐบาลหลังการเลือกตั้งที่มีที่มาจากความไม่ชอบธรรม ได้รวบรวมเอาปัญหาความไม่ถูกอยู่ในตัวเองเต็มไปหมด ในการจัดครม.มองเป็นการต่อรองกันด้วยผลประโยชน์เป็นหลัก โดยที่ต่างฝ่ายต่างอาจจะมองไม่เห็นความจำเป็นของอีกฝ่ายหนึ่ง ขณะที่พล.อ.ประยุทธ์ อาจจะเห็นว่าตัวเองมีกองทัพและมีส.ว. 250 เสียงสนับสนุนอย่างเป็นเอกฉันท์ ทำให้ถือไพ่เหนือกว่าคนอื่น และต้องการได้คนของตัวเอง และพรรคการเมืองอื่นเห็นว่ารัฐบาลก็ต้องมีเสียงในสภาผู้แทนราษฎรเกินกึ่งหนึ่ง แต่ขณะนี้มีเสียงปริ่มน้ำอย่างมาก จึงทำให้เห็นว่าในส่วนของพรรคการเมืองก็มีความสำคัญต่อรัฐบาลและพล.อ.ประยุทธ์ ถ้าขาดพรรคการเมืองหนึ่งหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งในพรรคการเมืองใหญๆก็จะทำให้รัฐบาลนี้ล้ม เพราะฉะนั้นเขาก็ต้องต่อรองเอาสิ่งที่ต้องการให้มากที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยในการต่อรองนี้ไม่มีการพูดเรื่องนโยบายเลย และจริงๆแล้วไม่ได้พูดถึงความเหมาะสมของตัวบุคคลแต่เป็นเรื่องที่ดูตามความใกล้ชิดอิทธิพลบารมีของบุคคลในแต่ละฝ่าย เท่ากับว่าเป็นรัฐบาลที่เราจะสะสมความไม่ชอบธรรมเต็มไปหมด แล้วกำลังเป็นรัฐบาลที่ไม่ตอบสนองความต้องการของประชาชนและไม่ได้ถือว่าการแก้ปัญหาประเทศเป็นสำคัญ เมื่อรัฐบาลนี้มีเสียงปริ่มน้ำ ทำให้คนเหตุว่า ความขัดแย้งเต็มไปหมดอย่างนี้จะทำให้คนเห็นว่ารัฐบาลนี้ไม่มีเสถียรภาพเลย แต่ถ้าจะคิดว่ารัฐบาลนี้จะล้มยังไง ซึ่งก็แปลกที่ว่ายังไม่ทันตั้งได้ คนก็พูดคือว่าจะล้มยังไงแล้ว ตามธรรมชาติของรัฐบาลในระบบรัฐสภา มันจะล้มก็มักจะเกิดจากการที่มีความขัดแย้งระหว่างพรรคการเมืองที่ร่วมรัฐบาล จนทำให้รัฐบาลไม่มีเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร ขณะที่พรรคต่างๆที่มาร่วมส่วนใหญ่ต้องการเยียวยาภาพพจน์ที่ไปตะบัดสัตย์ ไม่ได้ไปแก้ปัญหาให้ประชาชน และยังต้องพยายามฟื้นตัวเองในเรื่องของทุนรอน เพราะใช้จ่ายกันไปมาก โอกาสที่พรรคร่วมจะถอนตัวจึงไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องใช้เวลาอีกมากพอสมควร แล้วต้องมีเหตุจูงใจมากพอด้วยที่จะถอนตัว แต่พรรคพลังประชารัฐเองซึ่งเป็นแกนหลักก็มาเกิดปัญหาความไม่พอใจต่อตำแหน่งและการไม่รักษาคำพูดของพล.อ.ประยุทธ์เลยกลายเป็นปัญหาให้พรรคแกนนำรัฐบาล ซึ่งอาจจะเป็นเหตุหนึ่งกลับไปสู่รัฐบาลนี้จะอยู่ไม่ได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตอนนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่าพล.อ.ประยุทธ์จะแก้ปัญหาระหว่างตัวเองกับพรรคพลังประชารัฐอย่างไรที่เป็นปัญหาเฉพาะหน้านี้พล.อ.ประยุทธ์จะแก้ปัญหาความขัดแย้งระหว่างตนเองกับในพรรคพลังประชารัฐอย่างไรและในระยะปานกลางจะทำอย่างไรที่จะประนีประนอมพรรคร่วมรัฐบาลอื่นไว้ให้ได้แต่ทั้งหมดนี้น่าเศร้าใจตรงที่ว่ามันไม่มีอะไรที่เกี่ยวกับนโยบายและการแก้ไขปัญหาประเทศ มีแต่เรื่องจะทำให้รัฐบาลอยู่ได้อย่างไร หลักการที่สำคัญคือการต่อรองผลประโยชน์กันเป็นหลัก ถามว่าทำไมพล.อ.ประยุทธ์ปล่อยให้เกิดสภาพแบบนี้โดยที่ยังไม่สรุปเรื่องครม.เป็นเพราะว่า พล.อ.ประยุทธ์กำลังสนุกสนานกับการใช้อำนาจในฐานะนายกฯที่ทาจากการรัฐประหาร และอำนาจของคสช.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/39805</URL_LINK>
                <HASHTAG>การเลือกตั้งไม่ชอบธรรม, การแก่งแย่งอำนาจกันเอง, ครม.ประยุทธ์, จาตุรนต์ ฉายแสง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181206/image_big_5c08cbabe5792.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>8609</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/05/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/05/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ใบประกอบวิชาชีพนักการเมือง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เสนอ จันทรา ได้ทำการศึกษาถึงสาเหตุของการยึดอำนาจในประเทศไทย ได้ค้นพบสาเหตุของการรัฐประหาร 3 สาเหตุ พอสรุปได้ดังนี้
1.การแก่งแย่งอำนาจกันเองในกลุ่มผู้นำในวงการรัฐบาล การแก่งแย่งแข่งขันกันมีอำนาจของบรรดาผู้นำทางการเมืองนี้เองทำให้ต้องมีการรัฐประหารกันอยู่เสมอตลอดระยะเวลาประมาณ 40 ปี นับตั้งแต่เริ่มต้นการปกครองระบอบประชาธิปไตยได้มีขึ้นในประเทศไทย เป็นผลให้การปกครองระบอบนี้มิได้ก้าวหน้าหรือเจริญเติบโตแพร่หลายในหมู่ประชาชน
2.ความเฉยเมยหรือความไม่เอาใจใส่ในกิจการทางการเมืองของสมาชิกในสังคม สาเหตุที่ประชาชนไทยไม่สนใจกิจการทางการเมืองสืบเนื่องมาจาก 2.1 สถานภาพทางเศรษฐกิจที่ยากจน 2.2 การได้รับการศึกษาทางการเมืองน้อย 2.3 ขาดสถาบันทางการเมืองที่เปิดโอกาสให้ประชาชนได้เข้าไปมีส่วนร่วมทางการเมือง
3.ตัวบุคคลผู้ทะเยอทะยานทางการเมือง ไม่พอใจต่อฐานะของตน หวังแก่งแย่งอำนาจทางการเมืองเพื่อสนับสนุนพรรคพวกของตน การแก่งแย่งอำนาจชิงดีชิงเด่นกันเช่นนี้ทำให้ประชาชนคนไทยเรารู้สึกเบื่อหน่ายต่อการปกครองของประเทศ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ความล้มเหลวของประชาธิปไตยไทยกลายเป็นความล้มเหลวของบุคคล เพราะเริ่มเบื่อหน่ายไม่สนใจ &amp;ldquo;สังคม&amp;rdquo; ก็ทำให้ไม่มองพลังทางสังคมอื่นๆ อีกมากที่เฝ้าบ่อนทำลายประชาธิปไตย หรือขัดขวางมิให้ระบอบนี้สามารถตั้งมั่นในสังคมไทยได้ ในขณะเดียวกันก็มองไม่เห็นว่าอุดมคติประชาธิปไตยฝังตัวลงอย่างรวดเร็วและกว้างขวางใน &amp;ldquo;สังคม&amp;rdquo; ได้อย่างไร ทั้งๆ ที่มีเผด็จการซึ่งอ้างความล้มเหลวของนักการเมืองในระบอบนี้รวบอำนาจไปอยู่เกือบตลอดมา แต่อย่างไรก็ตามเราคงต้องย้อนกลับมามองในฟากของคนทางการเมืองเองว่ามีความเข้มแข็งหรือไม่ มีคุณภาพหรือไม่ สาเหตุหนึ่งที่มักถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นเหตุให้รัฐประหารก็คือ การฉ้อราษฎร์บังหลวงซึ่งก็เป็นจริงตามนั้น จะมากน้อย หนักเบาแล้วแต่กรณี ผู้เขียนจึงมีความสงสัยว่ากว่าที่คนคนหนึ่งจะได้เป็นหมอต้องใช้เวลาเรียนยาวนาน หรือถ้าต้องการเป็นหมอเฉพาะทางก็ยิ่งต้องใช้เวลาศึกษาเพิ่มเติมยาวนานยิ่งขึ้น คนที่จะเป็นครูจะสามารถไปทำหน้าที่สอนในโรงเรียนต่างๆ ได้ก็จะต้องผ่านการศึกษาเรียนรู้เฉพาะทาง ซึ่งทั้งสองวิชาชีพนี้กว่าจะได้ปฏิบัติหน้าที่ก็จะต้องได้รับใบประกอบวิชาชีพ หมายถึงผ่านมาตรฐานต่างๆ ที่กำหนดไว้เพื่อเป็นตัวชี้วัดความรู้ความสามารถเป็นอย่างดี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จะเป็นอย่างไรถ้านักการเมืองของเราจะมีใบประกอบวิชาชีพนักการเมืองด้วย เพื่อเป็นเครื่องรับรองว่านักการเมืองเหล่านี้มีมาตรฐาน มีคุณภาพ มีคุณธรรมจริยธรรม มีประวัติที่ขาวสะอาดได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้ที่มีหัวใจแห่งการรับใช้ประชาชนอย่างแท้จริง มิได้เป็นนักการเมืองเพราะถูกกวาดต้อนมา บางคนเป็นเพียงผู้ติดตาม เป็นคนรับใช้ แต่อยู่ถูกที่ถูกเวลาก็ได้เป็น ส.ส.กับเขาได้ ถ้าเป็นจริงตามนั้นเราคงจะมีการเมืองที่มีเสถียรภาพไม่ต้องพายเรืออยู่ในอ่าง เลือกตั้ง-ปฏิวัติ ปฏิวัติ-เลือกตั้ง อย่างนี้อีกต่อไป.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/8609</URL_LINK>
                <HASHTAG>การยึดอำนาจในประเทศไทย, การแก่งแย่งอำนาจกันเอง, ความล้มเหลวของประชาธิปไตยไทย, ความเฉยเมยหรือความไม่เอาใจใส่, ตัวบุคคลผู้ทะเยอทะยานทางการเมือง, พบสาเหตุของการรัฐประหาร, รังสรรค์ ปู่ทอง, เป็นเรื่องเป็นราว, เสนอ จันทรา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180117/image_big_5a5f23f7bc12c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
