<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>79498</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/10/2020 08:43</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/10/2020 08:42</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จากอุทยานเรียนรู้ &quot;TK Park ยะลา-ปัตตานี&quot;สู่บทบาทลดความขัดแย้งชายแดนใต้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ก่อนเกิดปัญหาความรุนแรงใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ จังหวัด &amp;quot;ยะลา&amp;quot; เคยขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองสงบ &amp;nbsp;จนได้รับรางวัลจากยูเนสโก ว่าเป็นพื้นที่เมืองแห่งสันติภาพมาแล้ว &amp;nbsp; แต่ภาพนี้ กลับถูกลบหายไป เพราะปัญหาความขัดแย้ง ก่อเกิดความไม่สงบในพื้นที่ &amp;nbsp;การแกัปัญหาภาครัฐจากส่วนกลาง มีตั้งแต่หนักไปจนเบา คือ การต่อสู้ตอบโต้ผู้ก่อความไม่สงบ &amp;nbsp;ไปจนถึงการใช้นโยบายสร้างความเข้าใจ แต่ความรุนแรงก็ไม่ทุเลาลง ประชาชนจำนวนมากต้องตกเป็นเหยื่อ &amp;nbsp;ผู้คนบางส่วนทิ้งบ้านเรือนอพยพไปอยู่ที่อื่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในความมืดมนขณะนั้น &amp;nbsp;คนในพื้นที่ได้เริ่มมองเห็นความจริงว่าการใช้อาวุธไม่ใช่การแก้ปัญหา &amp;nbsp; และมองว่าการศึกษาและการเรียนรู้ที่ถูกต้อง น่าจะเป็นเครื่องมือแก้ปัญหาที่ดีที่สุด &amp;nbsp;TKpark Yala &amp;nbsp;หรืออุทยานการเรียนรู้ ที่จังหวัดยะลา จึงก่อกำเนิดขึ้นเมื่อ &amp;nbsp;13ปีที่แล้ว โดยเป็นความมือของสถาบันอุทยานการเรียนรู้หรือTK Park &amp;nbsp;และเทศบาลนครยะลา &amp;nbsp; ซึ่งจุดประสงค์หลักของอุทยานการเรียนรู้นี้ก็คือ &amp;nbsp;การแบ่งปันและกระจายโอกาสในการเข้าถึงการอ่านและการเรียนรู้ ของเด็กและเยาวชนในพื้นที่ ซึ่งมีทั้งที่มาจากจังหวัดยะลา ปัตตานี และนราธิวาส&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กว่า 13 ปีที่เปิดให้บริการ &amp;nbsp;TK Park ยะลา นับว่าประสบความสำเร็จสูง &amp;nbsp;เพราะมีผู้เข้าใช้บริการกว่า 2,660,000 คน หรือเฉลี่ยประมาณ 190,000 คนต่อปี &amp;nbsp;และมีแนวโน้มว่าเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง &amp;nbsp;ผู้ใช้บริการครอบคลุมทั้งเด็ก เยาวชน ประชาชน และผู้สูงอายุ เพราะทำเลที่ตั้งอยู่ในพื้นที่สาธารณะใจกลางเมือง &amp;nbsp;การคมนาคมสะดวก &amp;nbsp;มีความปลอดภัย &amp;nbsp; &amp;nbsp;พื้นของอุทยาน ตอบสนองวัตถุประสงค์ที่หลากหลาย &amp;nbsp;ทั้งในเชิงการเรียนรู้ &amp;nbsp;การทำงาน &amp;nbsp;พบปะพูดคุย &amp;nbsp;ศึกษาค้นคว้า อ่านหนังสือ และการทำกิจกรรมต่างๆ โดยเฉพาะโรงเรียนต่างๆในยะลา เกือบทุกแห่ง ต่างพาเด็กนักเรียน เข้ามาทำกิจกรรมที่ศูนย์แห่งนี้ ปีละหลายครั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ความสำเร็จของTK Park ยะลา ทำให้ทางเทศบาลเมืองยะลา เห็นว่าควรขยับขยายพื้นที่ออกไป เนื่องจากตัวอาคารเดิมที่ตั้งศูนย์ คับแคบ &amp;nbsp; ซึ่งศูนย์เยาวชนแห่งใหม่ในอยู่ในพื้นที่ติดกับศูนย์เดิม แต่เป็นอาคารที่มีพื้นที่ใช้่สอยเยอะกว่าเดิมหลายเท่าตัว เพราะเป็นอาคารขนาดใหญ่สูง 5 ชั้น ในพื้นที่กว่า 15,000 ตารางเมตร &amp;nbsp;ซึ่งขณะนี้ อยู่ระหว่างการก่อสร้าง คาดว่าจะพร้อมเปิดบริการในปี &amp;nbsp;2565&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พงษ์ศักดิ์ ยิ่งชนม์เจริญ นายกเทศมนตรีนครยะลา ผู้ก่อตั้งTK Park ที่จังหวัดท่ามกลางสถานการณ์ความรุนแรง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
พงษ์ศักดิ์ ยิ่งชนม์เจริญ นายกเทศมนตรีนครยะลา ให้ข้อมูลว่า &amp;nbsp;อุทยานการเรียนรู้ยะลาแห่งใหม่นี้สร้างขึ้นภายใต้แนวคิดของการเรียนรู้ร่วมกัน &amp;nbsp;มุ่งบ่มเพาะเด็กรุ่นใหม่ให้รู้จักตัวเอง รู้จักท้องถิ่น เท่าทันโลกและเท่าทันเทคโนโลยี มุ่งสู่ความเป็น Smart City ในมิติใหม่ที่ผู้คน ธรรมชาติ และวัฒนธรรมอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อาคาร 5 ชั้น TK Park ยะลา ใหม่ ที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;quot;อาคารใหม่ แบ่งพื้นที่เรียนรู้ด้านต่างๆ &amp;nbsp;อาทิ Co-working Space 24 ชั่วโมง &amp;nbsp;มีระบบสื่อสารที่ทันสมัย &amp;nbsp;ผู้สนใจสามารถเข้ามาใช้งานได้ตลอด 24 ชั่วโมง พรั่งพร้อมด้วยอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง &amp;nbsp; จุดประสงค์หลัก มุ่งเน้นสอนทักษะใหม่เพื่อการประกอบอาชีพของผู้คน &amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยอนาคตจะโฟกัสในการเฟ้นหา สตาร์ทอัพรุ่นใหม่ที่จะมาร่วมพัฒนานวัตกรรมศูนย์อาคารใหม่ &amp;nbsp; จะเป็นการเรียนรู้ ในโลกดิจิทัล &amp;nbsp;กระตุ้นให้เด็กๆสนใจปัญหาสิ่งแวดล้อม &amp;nbsp;โดยมองว่า ปัญหาสิ่งแวดล้อมนี้ เด็กๆ ต้องเป็นตัวขับเคลื่อน เพื่อให้เมืองมีความยิ่งยืน ดังนั้น หน้่าที่ของทีเค จึงมีความยิ่งใหญ่มาก &amp;quot;นายกเทศมนตรีเมืองยะลากล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
บทบาทต่อการบรรเทาปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ &amp;nbsp;พงษ์ศักดิ์กล่าวว่า ทีเค ปาร์ค ยะลา มีส่วนสำคัญเพิ่มความสมานฉันท์ผู้คนในพื้นที่ &amp;nbsp;เนื่องจาก เป็นพื้นที่แห่งนี้ เป็นพื้นที่กลาง ที่เปิดกว้างให้คนทุกกลุ่มเข้ามามีปฏิสัมพันธ์ร่วมกันได้ &amp;nbsp;ไม่ว่าเป็นพุทธ หรือมุสลิม &amp;nbsp; ทำหน้าที่เป็นทั้งแหล่งการเรียนรู้ต้นแบบ มุ่งสร้างปัญญา และสร้างสันติสุขในเวลาเดียวกัน &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;quot;ธีมกิจกรรมแต่ละปีของที่นี่ จะไม่เหมือนกัน เช่นปี 49-50 เป็นช่วงเหตุการณ์รุนแรงมาก &amp;nbsp;กิจกรรมที่เราทำคือ การตอบโจทย์การอยู่ร่วมกัน จัดแคมป์กิจกรรมให้เด็กพุทธ มุสลิม มาอยู่ร่วมกัน &amp;nbsp;แล้วให้เด็กๆเขียนเรียงความหัวข้อการอยู่ร่วมกัน &amp;nbsp;ซึ่งเป็นการแลกเปลี่ยนความเห็น เรียนรู้ร่วมกัน &amp;nbsp;พอปี 55-56 เหตุการณ์เริ่มดีขึ้่น เราก็มาเน้นเรื่องCreative ให้เด็กรุ่นใหม่รู้จักบ้านเมืองตัวเองดีขึ้น เป็นการเรียนรู้ที่มีมากกว่าในห้องเรียน ทำให้เด็กบางคน ที่เคยร่วมกิจกรรมจากทีเค ยะลา จบไปเป็นหมอก็มีมาแล้ว&amp;quot;พงษ์ศักดิ์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ด้าน กิตติรัตน์ ปิติพานิช ผู้อำนวยการสถาบันอุทยานการเรียนรู้ กล่าวว่า ทางทีเค ปาร์ค ได้สร้างสื่อการเรียนรู้สำหรับเด็กภาคใต้ตอนล่าง โดยนำเอาวัฒนธรรม &amp;nbsp;ความรู้ท้องถิ่นมานำเสนอใสรูปแบบหนังสือเด็กมีภาพประกอบสวยงาม เพื่อใเด็กและเยาวชนของที่นี่ ได้รับความรู้และความภาคภูมิใจในวัฒนธรรมท้องถิ่นของตนเอง รวมทั้งก่อเกิดความเข้าใจยอมรับในวิถีวัฒนธรรมที่หลากหลาย ในพื้นที่ ที่มีความแตกต่างกันไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วีระ โรจน์พจนรัตน์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ ประธานกรรมการบริหารสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) &amp;nbsp;กล่าวว่า ท่ามกลางสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ การเกิดขึ้นของ TK Park ที่เข้ามาเป็นเครื่องมือในการสนับสนุนโอกาสการแสวงหาความรู้ รวมทั้งสร้างสรรค์พื้นที่แห่งมิตรภาพและความเข้าใจระหว่างผู้คน ได้รับการยอมรับอย่างดีจากประชาชนทุกกลุ่มทุกวัย การเกิดขึ้นและดำรงอยู่ของ TK Park ยาวนานในภาคใต้ตอนล่าง ได้พิสูจน์ชัดเจนว่าพื้นที่เล็ก ๆ แห่งการเรียนรู้อย่างสันติสามารถเกิดขึ้นได้โดยไม่มีเส้นแบ่งของวัฒนธรรมและศาสนา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;TK Park ปัตตานี พื้นที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ ของอุทยานการเรียนรู้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ที่ยานการเรียนรู้ปัตตานี เป็นTK Park น้องใหม่ &amp;nbsp;เปิดให้บริการเมื่อ 3ปีที่แล้ว &amp;nbsp;ความโดดเด่นอยู่ที่เป็นอุทยานการเรียนรู้ ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย &amp;nbsp; ด้วยพื้นที่ให้บริการกว้างใหญ่ 6,476 ตร.ม. เนื่องจาก ใช้สถานที่เดิมที่เคยเป็นโรงภาพยนตร์มาก่อน แต่ต้องปิดตัวลงเพราะปัญหาความไม่สงบ &amp;nbsp; ซึ่งศูนย์แห่งนี้ เป็นที่รู้จักกันดีของคนในพื้นที่ 3 จังหวัด โดยมีเด็กจาก ยะลา และนราธิวาส แวะเวียนเข้ามาเสมอๆ เพราะที่นี่มีห้องสมุดขนาใหญ่ ที่มีหนังสือหลากหลายกว่าสองหมื่นเล่ม และยังแบ่งแยกย่อย ออกเป็นห้องสมุดเด็ก ห้องสมุดไอที ห้องฉายภาพยนต์ ห้องประชุม ห้องศาสนา &amp;nbsp; &amp;nbsp;ทำให้ในแต่ละเดือนมีผู้เข้ามาใช้บริการไม่ต่ำกว่า 275,000 คน &amp;nbsp;ซึ่งมีคนทุกกลุ่ม ทุกวัยเข้ามาใช้บริการ เข้าร่วมกิจกรรมที่จัดต่อเนื่อง &amp;nbsp; นอกจากนี้ ศูนย์ฯยังดูแลกลุ่มผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไป รวมทั้ง กลุ่มเด็กด้อยโอกาส กลุ่มผู้นำทุกศาสนาในพื้นที่ ให้สมัครสมาชิกโดยไม่เสียค่าธรรมเนียม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพิทักษ์ ก่อเกียรติพิทักษ์&amp;nbsp; (เสื้อสีน้ำเงิน) นายกเทศมนตรีเมืองปัตตานี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพิทักษ์ ก่อเกียรติพิทักษ์ นายกเทศมนตรีเมืองปัตตานี กล่าวว่า สิ่งที่ทำให้อุทยานการเรียนรู้ปัตตานีแตกต่างจากที่อื่น คือ การจัดให้มี &amp;ldquo;ห้อง 3 ศาสนา&amp;rdquo; ที่ให้ความรู้แก่เยาวชนให้เข้าใจถึงความแตกต่าง ทั้งศาสนาพุทธ ศาสนาคริสต์ และศาสนาอิสลาม เพื่อที่จะเรียนรู้ที่จะเคารพในความเชื่อซึ่งกันและกัน รวมถึงเป็นสัญลักษณ์แห่งความสมานฉันท์ เพราะตนเชื่อว่า ความรุนแรงไม่ได้แก้ด้วยอาวุธ แต่แก้ด้วยการศึกษา โดยเฉพาะที่อุทยานการเรียนรู้ TK Park ที่เปิดพื้นที่ให้เด็กๆ ต่างเชื้อชาติต่างศาสนาได้มาอ่านหนังสือ มาทำกิจกรรมร่วมกัน ก็กลายเป็นเพื่อนกัน สุดท้ายก็เติบโตไปด้วยกัน และเกิดความสมานฉันท์ในพื้นที่ในที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ห้องทีเค ปาร์ค ปัตตานี มีความพร้อมสื่อการเรียนรู้ให้เด็กๆ ทำให้มีเด็ก3จังหวัดชายแดนใต้มาที่นี่ โดยเเฉพาะช่วง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันเสาร์-อาทิตย์ และดึงเด็กในจังหวัดปัตตานี ย้ายถิ่นไม่ให้ไปเรียนที่อื่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นายชาติชาย ศิริบุญหลง รองนายกเทศมนตรีเมืองยะลา กล่าวว่า &amp;quot;ทีเคปาร์ค ปัตตานี เกิดจากปัญหาความไม่สงบ ก่อนหน้านี้ ผู้ปกครองพาเด็กไปเรียนที่อื่นเยอะมาก เราจึงต้องหาวิธีดึงรั้งให้เด็กกลับมาเรียนในจังหวัด &amp;nbsp;และมีการของบฯจากศอบต. และหลังจากเปิดมา 3ปีหลังพบสามารถรั้งเด็กให้กลับมาเรียนในจังหวัดได้ เพราะจังหวัดมีแหล่งเรียนรู้ให้เด็กๆแล้ว และในอนาคต สถาบันติวเตอร์ ออนดีมานด์จะมาเปิดตั้งที่นี่ &amp;nbsp;ซึ่งเดิมเด็กที่อยากติวต้องไปหาดใหญ่ ไม่ต้องไปแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ห้องสมุดกว้างใหญ่และมีหนังสือจำนวนมากที่ทึเคปาร์ค ปัตตานี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
การทำหน้าที่สื่อเรียนรู้มีชีวิต ที่พรั่งพร้อมหลายมิติ ของทีเคปาร์ค ปัตตานี &amp;nbsp;ทำให้เด็กหรือใครก็ตามที่เข้ามาร่วมกิจกรรมในพื้นที่จะพบว่า เนื้อหาของการเรียนรู้ไม่ใช่เพียงการเรียนในเชิงศึกษาหาความรู้เท่านั้น แต่ยังเป็นการเรียนรู้ในเชิงสันติสุขการอยู่ร่วมกันด้วย เพราะมีวีทีเอาร์ที่ทำให้เด็กมุสลิมเรียนรู้เด็กพุทธ และมีเนื้อหาที่ทำให้เด็กพุทธเรียนรู้เกี่ยวกับเด็กมุสลิม ซึ่งถือว่าเป็นการเรียนรู้ที่เคารพในหลักศาสนา &amp;nbsp;ความเชื่อและความศรัทธาซึ่งกันและกัน &amp;nbsp;เพื่อให้อยู่ร่วมกันอย่างสันติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;quot;ในแง่ผลการเรียนเราพบว่า คะแนนโอเน็ตของเด็กดีขึ้น เด็กเลิกเที่ยว หันมาอ่านหนังสือ เล่นกิจกรรมที่ ทีเค จัด &amp;nbsp;หรือเข้ามาหาความรู้จากนิทรรศการที่ทางศูนย์จัดเป็นระยะๆ แล้วแต่จะมีวันสำคัญอะไร ซึ่งในแง่ของการเรียนรู้สายวิทย์ ฯ เช่น พวกเรื่องสเต็ม ดีมากๆ เพราะบางเรื่องทางโรงเรียนไม่มีศักยภาพมากพอที่จะจัดเอง เด็กก็มาหาความรู้จากที่นี่ได้ &amp;nbsp;ทีเค ปาร์ค จึงเป็นจุดเล็กๆที่ยิ่งใหญ่ ที่จะต่อยอดได้ในวันข้างหน้า &amp;quot;คุณครูท่านหนึ่งที่เข้ามาร่วมสนทนาให้ข้อมูล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ในมุมมองปัญหาความไม่สงบ นายกเทศมนตรีเมืองยะลา กล่าวในประเด็นนี้อีกว่า &amp;nbsp;แน่นอนว่า การมีทีเค ปาร์ค จะทำให้เด็กๆ ปัตตานี และจังหวัดรอบๆ มีคุณภาพชีวิตการเรียนรู้ดีขึ้น รักการอ่านมากขึ้น แต่การที่เรามีลานที่ให้เด็ก 3วัฒนธรรมมาอยู่ร่วมกัน เป็นการทำให้การศึกษาเรื่องราวท้องถิ่นมีความถูกต้อง เพราะปัตตานีมีประวัติศาสตร์มายาวนาน ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา &amp;nbsp;แต่มีผู้ไม่ประสงค์ดีไปสอนเรื่องความเชื่อเก่าๆ ความเชื่อผิดๆให้กับเด็ก และสังคมไม่มีการแก้ข่าว นิ่งเฉย ทำให้เกิดความเชื่อผิดๆ เด็กในช่วง 16ปีที่แล้ว ช่วงเกิดความไม่สงบใหม่ๆ ตอนนั้นอาจจะอายุ 4-5 ขวบ ได้ถูกสั่งสมมุมมองปัญหาในพื้นที่ กลับทำให้ปัญหายุ่งยากซับซ้อนเข้าไปอีก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;quot;ผมเชื่อว่าเรื่องการสร้างสันติภาพต้องทำกันทุกฝ่าย ไม่ใช่รัฐฝ่ายเดียว และการแก้ปัญหาชายแดนใต้ ต้องแก้เรื่องการศึกษากับการทำมาหากิน &amp;nbsp;ไม่ใช่การแก้ด้วยอาวุธ &amp;nbsp;ซึ่งไม่จบแน่ สุดท้ายไปตกที่ประชาชนคนบริสุทธ์ &amp;nbsp;จะต้องทำให้ทั้งพุทธ คริสต์ อิสลามอยู่ร่วมกันได้ ผมยกตัวอย่างคนมุสลิมบางคนผู้รู้จักรุ่นพ่อของเขา ผมก็เป็นเพื่อนกับลูกเขาเราคุยกันได้ &amp;nbsp;สมัยก่อนจึงไม่มีปัญหารุนแรง แต่พอรุ่นหลาน ลูกผมและหลานเขาไม่รู้จักกันแล้ว &amp;nbsp;คนเราพอไม่รู้จักกันก็อาจจะเกิดปัญหาขึ้นได้ ดังนั้น ห้อง 3ศาสนา ในทีเคปาร์ค ปัตตานี จะเป็นพื้นที่ให้เด็ก3 ศาสนา มาอยู่ร่วมกัน ได้รู้จักกัน &amp;nbsp;ในทุกเสาร์ อาทิตย์ &amp;quot;นายกเทศมนตรีเมืองยะลากล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
จ.นราธิวาส กำลังจะเปิดอุทยานการเรียนรู้แห่งใหม่ &amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยตั้งอยู่ในบริเวณสวนกรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ &amp;nbsp;บนพื้นที่กว่า 12 ไร่ มีพื้นที่ใช้สอยรวมกว่า 5,000 ตารางเมตร เปิดพื้นที่ชั้นล่างของอาคารให้บริการสาธารณชนครั้งแรกในปี พ.ศ.2562 นับตั้งแต่เปิดให้บริการมีผู้เข้ามาใช้บริการแล้วกว่า 40,000 คน ดึงดูดกลุ่มเป้าหมายมากมาย ไม่ว่าจะเป็น กลุ่มเด็กเล็ก กลุ่มพ่อแม่ กลุ่มผู้สุงอายุ ด้วยกิจกรรมที่หลากหลาย ด้วยความเชื่อมั่นว่าการมีอยู่ของอุทยานการเรียนรู้ จะเข้ามาเป็นเครื่องมือในการสร้างความสมานฉันท์ในพื้นที่ รวมทั้งสร้างมิตรภาพและความเข้าใจของผู้คนในสังคมพหุวัฒนธรรมได้เป็นอย่างดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ทั้งหมดเพื่อตอบโจทย์ และสร้างคุณภาพการศึกษาให้กับเยาวชน ตลอดจน สร้างสันติภาพให้เกิดขึ้น ใน3จังหวัดชายแดนใต้ ซึ่งอาจจะไม่ใช่วันนี้ แต่เป็นความหวังที่จะให้เกิดขึ้นในอนาคต
&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/79498</URL_LINK>
                <HASHTAG>#อุทยานการเรียนรู้, การแก้ปัญหาความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้, จ.ปัตตานี, จ.ยะลา, ทีเคปาร์ค</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201004/image_big_5f798447ca365.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>47320</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/10/2019 17:56</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/10/2019 16:18</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ฝากขัง&#039;มาหะมะรอมือลี&#039;อุสตาซคดีบึ้ม 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้-ซุ่มยิง 2 อาสา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4 ต.ค 62 -ที่ศาลอาญา&amp;nbsp;ถ.รัชดาภิเษก&amp;nbsp;นายพงศธร อินอำนวย พนักงานสอบสวนคดีพิเศษ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) คุมตัวนายมาหะมะรอมือลี สาแม อายุ 56 ปี ครูสอนศาสนา (อุสตาซ)&amp;nbsp;โรงเรียนรุ่งอรุณวิทยา ใน จ.สตูล ชาว จ.ยะลา ผู้ต้องหาตามหมายจับเลขที่ 87/2548 ลงวันที่ 7 ม.ค. 2548 ข้อหาร่วมกันใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย เพื่อแบ่งแยกราชอาณาจักรหรือยึดอำนาจปกครองในส่วนหนึ่งส่วนใดแห่งราชอาณาจักร อันเป็นความผิดฐานกบฏ, สะสมกำลังพลหรืออาวุธตระเตรียมการอื่นใดหรอสมคบกันเพื่อเป็นกบฏหรือกระทำความผิดใดๆ อันเป็นส่วนหนึ่งของแผนการเพื่อเป็นกบฏหรอรู้ว่ามีผู้จะเป็นกบฏแล้วกระทำการใดเป็นการช่วยปกปิดไว้, ใช้กำลังประทุษร้ายหรือกระทำการใดอันก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิต หรืออันตรายอย่างร้ายแรงต่อร่างกาย กระทำการใดอันก่อให้เกิดความเสียหายแก่ทรัพย์สินของรัฐ หรือน่าจะก่อให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างสำคัญ การกระทำนั้นได้กระทำโดยมีความมุ่งหมายเพื่อขู่เข็ญหรือเพื่อสร้างความปั่นป่วนโดยให้เกิดความหวาดหวั่นในหมู่ประชาชน อันเป็นลักษณะการกระทำผิดฐานก่อการร้าย, สะสมกำลังพลหรืออาวุธจัดหาหรือรวบรวมทรัพยสินหรือรับการฝึกการก่อการร้าย สมคบกันเพื่อก่อการร้ายหรือกระทำความผิดใดๆ อันเป็นส่วนหนึ่งของแผนการเพื่อก่อการร้าย มาฝากขังครั้งแรกมีกำหนด 12 วัน ตั้งแต่วันที่ 4-15 ต.ค. 2562&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คำร้องฝากขังระบุพฤติการณ์สรุปว่า ผู้ต้องหาได้ร่วมกับผู้ต้องหาอื่นๆ ในคดีนี้ กระทำความผิดโดยร่วมกันเป็นกลุ่มบุคคล ร่วมกรรมดำเนินการเป็นขบวนการและมีวัตถุประสงค์แบ่งแยกดินแดนใน 5 จังหวัดชายแดนใต้คือ นราธิวาส ยะลา ปัตตานี สตูล และสงขลา มีการวางแผนและดำเนินการในลักษณะใช้วิธีการกระทำความผิดร่วมใช้กำลังประทุษร้าย หรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย เพื่อแบ่งแยกราชอาณาจักรหรือยึดอำนาจปกครองในส่วนหนึ่งส่วนใดแห่งราชอาณาจักรอันเป็นความผิดฐานกบฏ จากการสอบสวนข้อเท็จจริงคือการสืบสวนสอบสวนติดตามอาวุธปืนและคนร้ายในคดีปล้นปืนของทางราชการจำนวน 4 คดี ซึ่งเป็นคดีพิเศษมีอาวุธปืนที่ถูกปล้นจำนวน 4 ครั้ง รวม 478 กระบอก ยังไม่สามารถติดตามคืนได้ เหตุปล้นปืนทั้ง 4 คดีดังกล่าวเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับขบวนการแบ่งแยกดินแดนในจังหวัดชายแดนใต้ มีนายสะแปอิง บาซอ ครูใหญ่โรงเรียนธรรมวิทยามูลนิธิ เป็นหัวหน้าขบวนการแบ่งแยกดินแดน เกี่ยวข้องกับการปล้นอาวุธปืนของทางราชการ รวมทั้งก่อคดีความไม่สงบที่เกิดขึ้นในจังหวัดชายแดนภาคใต้อีกหลายคดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยมีพยานซึ่งเป็นสมาชิกในขบวนการให้การสนับสนุนจำนวนหลายปาก และในทางสอบสวนเจ้าหน้าที่ได้ทำการตรวจยึดอาวุธปืนชนิด เอ็ม 16 จำนวน 1 กระบอก มาตรวจสอบพิสูจน์แล้วเป็นปืนที่ถูกปล้นไปจากกองพันพัฒนาที่ 4 อำเภอเจาะไอร้อง จังหวัดนราธิวาส และการยึดอาวุธปืนชนิด เฮชเค 33 จำนวน 1 กระบอก เมื่อได้ตรวจพิสูจน์แล้วพบว่า เป็นปืนที่ปล้นมาจากอุทยานบางลาง อำเภอบันนังสตา จังหวัดยะลา จากการวิเคราะห์ผลการซักถามบุคคลจำนวนหลายร้อยคนยืนยันว่ามีขบวนการแบ่งแยกดินแดนจริงใช้ชื่อว่า บีอาร์เอ็น โค-ออร์ดิเนต (BRN co-ordinate) ในการสอบสวนพบว่า เหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้มีความเชื่อมโยงเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันคือปี 2545 เกิดเหตุ 51 ครั้ง, ปี 2546 เกิดเหตุ 54 ครั้ง, ปี 2547 เกิดเหตุ 496 ครั้ง โดยเฉพาะในปี 2547 พบว่ามีการลอบยิงประมาณ 600 ครั้ง มีเจ้าหน้าที่ตำรวจเสียชีวิตและบาดเจ็บ 136 คน กำนันผู้ใหญ่บ้าน 30 คน เจ้าหน้าที่รัฐอื่นๆ 120 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากการตรวจพิสูจน์ปลอกกระสุนในที่เกิดเหตุพบว่า มีการนำอาวุธปืนกระบอกเดียวกันมาใช้ก่อเหตุตามสถานที่ต่างๆ ชี้ให้เห็นว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นดังกล่าวมีกลุ่มบุคคลที่ได้ร่วมกันวางแผนเป็นขั้นเป็นตอนในการดำเนินการอย่างเป็นขบวนการ เริ่มตั้งแต่มีการจัดตั้งมวลชน ปลุกระดม ปลูกฝังแนวความคิดโดยนำประวัติศาสตร์บางตอนและคำสอนของศาสนามาบิดเบือนในการใช้ปลุกระดม นำความบกพร่องในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐมาอ้างเป็นเงื่อนไข จากการสอบสวนพบว่ากระบวนการดังกล่าวได้มีการวางแผนมาเป็นเวลานานเป็นแผนบันได 7 ขั้น เพื่อไปสู่การแบ่งแยกดินแดน ได้ใช้โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาโรงเรียนปอเนาะและตาดีกาในพื้นที่จังหวัดปัตตานี ยะลา นราธิวาส ใช้บังหน้าและแฝงตัวใช้เป็นฐานในการปฏิบัติการเชื่อมโยงเป็นเครือข่าย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แกนนำของขบวนการ ได้แก่ นายสะแปอิง บาซอ, นายอดุลย์ มูณี, นายการียา ยะลาแป, นายแวยูโซะ แวดือราแม และ นายหีพนี มะเร๊ะ โดยเป็นผู้ร่วมกันกำหนดนโยบายเช่น การปล้นอาวุธปืนของทางราชการ ตามนโยบายของกลุ่มที่ว่า &amp;quot;ปืนของรัฐคือปืนของเรา&amp;quot; การทำลายพืชผลทางการเกษตรและการวางนโยบายว่า หากสมาชิกคนใดจะถอนตัวออกจากขบวนการ หรือให้ข้อมูลกับทางราชการ หรือไปเป็นพยานให้กับทางราชการ แกนนำของขบวนการจะมีคำสั่งให้ฆ่าบุคคลดังกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พนักงานสอบสวนคดีพิเศษได้สืบสวนสอบสวน รวบรวมพยานหลักฐานต่างๆ ทุกชนิด ทั้งจากพยานหลักฐานเดิมที่ได้มีแนวทางในการสืบสวนไว้ จากหน่วยงานต่างๆ ของเจ้าหน้าที่รัฐและคดีสำคัญๆ ที่เกิดขึ้นที่สามารถแสดงได้ว่าเป็นการกระทำของกลุ่มบุคคล ซึ่งการกระทำเป็นขบวนการและมีวัตถุประสงค์พิเศษซึ่งเป็นเรื่องของกบฏ ก่อการร้าย อังยี่ ซ่องโจร รวมถึงการสืบสวนสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานใหม่ มีพยานหลักฐานที่พิสูจน์ข้อเท็จจริงแห่งคดีในความผิดที่กล่าวหา ในคดีนี้ได้ข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเห็นว่า นายมะหะมะรอมือลี สาแม ผู้ต้องหา เป็นผู้จัดตั้งมวลชนแนวร่วมเป็นกองกำลังจัดการประชุม เพื่อหาผู้ที่จะเข้าเป็นแนวร่วมของกระบวนการโดยการปลุกระดม เผยแพร่อุดมการณ์ชาตินิยม โดยบิดเบือนคำสอนในศาสนาเป็นผู้ที่มีความคิดรุนแรงในอุดมการณ์ชาติปัตตานี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยเมื่อวันที่ 3 ต.ค. 2562 เวลาประมาณ 10.00 น.เจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษได้ติดตามจับกุมตัวนายมะหะมะรอมือลี สาแม ผู้ต้องหาได้ที่ค่ายอิงคยุทธบริหาร ตำบลบ่อทอง อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี ในชั้นสอบสวนผู้ต้องหาไม่ขอให้การใดๆ ทั้งนี้ การสอบสวนยังไม่เสร็จสิ้น เนื่องจากอยู่ระหว่างการรอผลตรวจประวัติอาชญากรรมของผู้ต้องหา ด้วยเหตุผลดังกล่าวจึงขอศาลฝากขังผู้ต้องหารายนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อนึ่งผู้ต้องหารายนี้มีหมายจับตั้งแต่ปี 2548 และมีการประกาศให้เงินรางวัลผู้นำจับจากหน่วยงานรัฐตั้งแต่ปี 2551 เชื่อว่าผู้ต้องหาทราบถึงการถูกออกหมายจับมาโดยตลอดแต่ได้หลบหนี ในระหว่างหลบหนีได้กระทำการในลักษณะเดียวกันกับความผิดในคดีนี้อยู่อย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน พบว่าเมื่อวันที่ 16 ก.ย. 2562 มีกลุ่มบุคคลลอบวางระเบิดและซุ่มยิงเจ้าหน้าที่อาสาสมัครชุดคุ้มครองตำบลนาประดู่ อำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี ขณะปฏิบัติหน้าที่ดูแลความปลอดภัยครูโรงเรียนควนปะ เป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่เสียชีวิต 2 คนและได้รับบาดเจ็บ 4 คน จากการสืบสวนสอบสวนพบว่า ผู้ต้องหาเป็นผู้ร่วมดำเนินการด้วยการเป็นคนจัดหาโทรศัพท์และซิมการ์ด ให้ผู้ก่อเหตุไปใช้ในการวางระเบิด ทั้งนี้ หากผู้ต้องหาขอปล่อยชั่วคราวพนักงานสอบสวนคดีพิเศษขอคัดค้านการประกันตัวผู้ต้องหา เนื่องจากเป็นคดีที่มีอัตราโทษสูง เกรงว่าผู้ต้องหาจะหลบหนีและไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐานได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศาลพิจารณาคำร้องแล้วสอบถามผู้ต้องหาแล้วไม่คัดค้าน จึงอนุญาตให้ฝากขังได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันนี้ไม่ปรากฏว่า มีญาติหรือทนายความของนายมาหะมะรอมือลี ผู้ต้องหา&amp;nbsp;ยื่นคำร้องและหลักทรัพย์ขอปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหาแต่อย่างใด เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์จึงนำตัวผู้ต้องหาไปคุมขังไวัที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/47320</URL_LINK>
                <HASHTAG>การแก้ปัญหาความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้, มาหะมะรอมือลี สาแม, อุสตาซ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191004/image_big_5d970def586d7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>27348</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/01/2019 20:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/01/2019 20:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;อนาคตใหม่&#039;ชี้เปรี้ยงฆ่าผู้นำศาสนาเกิดจากความขัดแย้งทางการเมือง ต้องแก้ด้วยรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;23 ม.ค 62 - พล.ท.พงศกร รอดชมภู รองหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ กล่าวถึงกรณีเหตุรุนแรงล่าสุดในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ ซึ่งมีการสังหารผู้นำทางศาสนาทั้งสองฝ่าย ว่าอย่ามองเหตุดังกล่าวเป็นความขัดแย้งระหว่างศาสนา &amp;nbsp;เพราะในความเป็นจริง ปัญหาชายแดนใต้เป็นปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.ท.พงศกร กล่าวต่อว่าเหตุรุนแรงล่าสุด เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ว่าการบริหารจัดการปัญหาความขัดแย้งในพื้นที่ชายแดนใต้เป็นไปอย่างไร้ประสิทธิภาพ ทั้งๆที่งบประมาณที่ถูกใช้ไปในการแก้ไขปัญหาตลอด 15 ปีที่ผ่านมา จากปี 2547-2561 จำนวนกว่า 3 แสนล้านบาท ถูกใช้ไปโดยไม่เกิดประโยชน์ และยังเป็นการสร้างเครือข่ายผลประโยชน์ในพื้นที่ ซึ่งทับถมปัญหาให้เลวร้ายไปยิ่งกว่าเดิม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ &amp;nbsp;กล่าวว่าสำหรับปัญหาความขัดแย้งในพื้นที่ดังกล่าว พรรคอนาคตใหม่เห็นว่าต้องแก้ไขด้วยวิถีทางทางการเมือง เดินหน้ากระบวนการเจรจาสันติภาพในพื้นที่ต่อ ภายใต้ยุทธศาสตร์การเมืองนำการทหาร เพราะเป็นหนทางเดียวที่จะนำความสงบสุขกลับมาสู่พื้นที่ได้ ควบคู่ไปกับการทำให้การกำหนดพื้นที่ปลอดภัย ทำได้จริง เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนในพื้นที่ ยับยั้งการโจมตีเป้าหมายอ่อน หรือเป้าหมายที่เป็นพลเรือน ซึ่งปัจจัยสำคัญที่จะทำให้การเดินหน้าเจรจาประสบความสำเร็จก็คือการมีรัฐบาลพลเรือนจากการเลือกตั้ง ซึ่งมีความชอบธรรมทางการเมืองมากกว่า รวมถึงสามารถเปิดพื้นที่ให้ประชาชนมีส่นร่วมได้ดีกว่า&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ยังต้องมีการพัฒนาเศรษฐกิจในพื้นที่ซึ่งถูกทอดทิ้งมานาน ทั้งๆที่ชายแดนใต้เป็นพื้นที่ๆมีศักยภาพ ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมอาหารฮาลาล ท่องเที่ยว อุตสาหกรรมนมแพะ ซึ่งควรได้รับการส่งเสริม โดยพรรคอนาคตใหม่เห็นว่าเศรษฐกิจสามารถเป็นตัวแปรสำคัญในการสร้างสันติภาพได้ เพราะเมื่อประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ความไม่พอใจของประชาชนย่อมลดลง เอื้อให้บรรยากาศโดยรวมดีขึ้นได้.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/27348</URL_LINK>
                <HASHTAG>กลุ่มก่อความไม่สงบ, การแก้ปัญหาความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้, พรรคอนาคตใหม่, พล.ท.พงศกร รอดชมภู, ไฟใต้</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181217/image_big_5c1744bd340c3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>27102</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/01/2019 09:34</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/01/2019 09:34</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;บิ๊กป้อม&#039;เตือนสติฝ่ายความมั่นคงไม่ผูกใจเจ็บยึดสันติวิธีดับไฟใต้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 ม.ค.62-พล.ท.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงสถานการณ์จังหวัดชายแดนภาคใต้ว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ย้ำถึงนโยบายการแก้ปัญหาความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ &amp;nbsp;รัฐบาลยังคงยึดหลักสันติวิธี ผ่านกระบวนการพูดคุยเพื่อสันติสุข ซึ่งได้กำหนดเป็นวาระแห่งชาติ &amp;nbsp; รวมทั้งการเดินหน้าใช้แนวทางการพัฒนา เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่มีความมั่นคง มั่งคั่ง อย่างยั่งยืนมาโดยตลอด &amp;nbsp;ทั้งนี้ได้ดำเนินการควบคู่กับ การมุ่งเน้นสร้างสังคมพหุวัฒนธรรม &amp;nbsp;การอำนวยความเป็นธรรมภายใต้หลักสิทธิมนุษยชน &amp;nbsp;รวมทั้งให้ความสำคัญกับ การพัฒนาการศึกษา การเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ และการใช้มาตรการรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินให้แก่ประชาชนในพื้นที่อย่างเข้มงวด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;พล.อ.ประวิตร ยังได้กำชับ ฝ่ายความมั่นคงในพื้นที่ ไม่หลงไปกับการยั่วยุให้เกิดความขัดแย้งระหว่างศาสนา โดยให้ปฏิบัติตามหน้าที่อย่างมีสติและไม่ประมาท ไม่ผูกใจแค้น อาฆาต พยาบาท ในการติดตามและดำเนินการตามกฏหมายกับผู้กระทำผิด &amp;nbsp; ทั้งนี้ขอให้ช่วยกันดูแลและปกป้องประชาชนที่บริสุทธิ์และสนับสนุนให้ทุกศาสนสถาน ในพื้นที่ 3 จชต.สามารถปฏิบัติศาสนกิจได้ตามปกติ &amp;nbsp;เพื่อให้ประชาชนในทุกศาสนา ยึดมั่นในหลักคำสอน &amp;ldquo;เมตตา ให้อภัย&amp;rdquo; และการไม่ใช่ความรุนแรงต่อกัน &amp;nbsp;ซึ่งจะนำไปสู่การช่วยเหลือให้กลุ่มที่เห็นต่างและยังใช้ความรุนแรงในปัจจุบัน สามารถหลุดพ้นจากวงจรมาใช้ชีวิตอย่างปกติของการอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างสันติสุข&amp;quot; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/27102</URL_LINK>
                <HASHTAG>การแก้ปัญหาความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้, ดับไฟใต้, บิ๊กป้อม-พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ, พล.ท.คงชีพ ตันตระวาณิชย์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180919/image_big_5ba1c669c8e70.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
