<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>117530</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/09/2021 15:21</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/09/2021 15:21</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;วิรไท&#039;อดีตผู้ว่าธปท.จี้รัฐบาลเร่งแก้ 7 เรื่องกระทบเศรษฐกิจวงกว้าง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 ก.ย. 2564 นายวิรไท สันติประภพ อดีตผู้ว่ากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยในงานประชุมประจำปี 2564 สำนักงานพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ในหัวข้อเสวนา &amp;quot;13 หมุดหมาย พลิกโฉมประเทศไทย&amp;quot; ว่า แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 นั้น ก่อนที่จะพูดถึงโครงสร้างหรือปัญหา จะต้องมองบริในการเปลี่ยนแปลงของโลกด้วย ซึ่งหากมองเฉพาะสถานการณ์ที่เกิดขึ้นคนอาจจะมองว่าไม่เป็นปัญหา ซึ่งหากมองบริบทของการเปลี่ยนแปลงที่จะต้องเผชิญจะทำให้เห็นความแตกต่างชัดเจนขึ้น โดยระยะเวลาในแผนฉบับที่ 13 จะเห็นบริบทการเปลี่ยนของโลกที่สำคัญ ที่เรียกว่า &amp;ldquo;VUCA&amp;rdquo;&amp;nbsp;ทั้งความผันผวน ความไม่แน่นอน ความซับซ้อน และความคลุมเครือสูง

&amp;ldquo;เศรษฐกิจภาคสังคมที่เคยทำย้ายไปทำอุตสาหกรรมแบบใหม่ เช่น เรื่องคนที่เคยทำอุตสาหกรรมท่องเที่ยว เคยรับนักท่องเที่ยว 40 ล้านคน อนาคตก็จะยากหากจะกลับไปจำนวนเท่าเดิม ซึ่งมีโอกาสยากมากขึ้น เพราะต้นทุนในการเดินทางจะสูงขึ้นเยอะ และมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นมาก และรูปแบบการท่องเที่ยวแบบเดิมก็สร้างปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมต่างๆ กำลังการผลิตในส่วนของท่องเที่ยวก็จะมีเหลือเยอะ เช่น โรงแรม ฉะนั้น ต้องคิดในเรื่องการปรับเปลี่ยน ให้ทรัพยากรไปใช้ในเรื่องใหม่ๆ ด้วย&amp;rdquo;

&amp;nbsp;ทั้งนี้มองว่าในโลกที่ผ่านมาก็เป็น&amp;nbsp;VUCA&amp;nbsp;มากขึ้น โดยเฉพาะวิกฤติโควิดที่ทำให้เกิดความไม่แน่นอนกระทบวงกว้างของโลก แต่ในระยะข้างหน้าจะยิ่งมีความเป็น&amp;nbsp;VUCA&amp;nbsp;มากขึ้น ในการตั้งรับและเตรียมพร้อม การเปลี่ยนแปลงจะมากรุนแรงกว่าเดิม และซับซ้อน ไม่แน่นอน เราต้องมีภูมิคุ้มกันที่ดี และต้องมีความคิดฉากทัศน์หลายๆฉากทัศน์ เพราะมีความคลุมเคลือมาก

&amp;nbsp;สำหรับแผนพัฒนาฯฉบับที่ 13 ไทยจะต้องเร่งแก้ไข 7 ข้อหลักให้ได้ เพื่อหลีกหนีจากจุด&amp;nbsp;Tipping Point&amp;nbsp;ซึ่งถือเป็นจุดหักเห หรือ อันตราย และหากปล่อยไว้ให้สถานการณ์ไหลลงไปเรื่อง จะยากที่จะนำกลับมาเหมือนเดิม และผลกระทบก็จะยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นและกระจายเป็นวงกว้าง โดย 7 ข้อที่ต้องเร่งแก้ คือ1.ขนาดของภาครัฐ ที่มีขนาดใหญ่มากขึ้น ซึ่งภาคราชการ มีจำนวนหน่วยงาน เจ้าหน้าที่ระดับสูงมากขึ้น ส่งผลให้งบประจำในงบประมาณ ซึ่งเป็นงบเงินเดือนอยู่ในระดับสูง ซึ่งถ้าปล่อยไว้ ก็จะทำให้เบียดบังงบอื่น และหากขนาดใหญ่โตการแก้ไขปัญหาจะยากมากขึ้น ซึ่งจะทำให้เกิดจุดTipping Point&amp;nbsp;ได้

&amp;nbsp;2.แก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำ การฟื้นตัว ที่ไม่เท่ากัน ที่จะได้ประโยชน์จากการฟื้นตัวเศรษฐกิจเห็นเส้นแบ่งกันมากขึ้นในอนาคต ระหว่างคนรวยและคนจน เห็นเส้นแบ่งโอกาส เช่น ทางการศึกษาคนที่มีฐานะส่งไปนานาชาติ หรือ ตปท. แต่ก็ยังมีประชาชนที่ยังไม่มีโอกาสเข้าถึงการศึกษา ความสามารถในการแข่งขันเอสเอ็มอีทำได้อย่างเท่าทันส่งผลกระทบต่อรายได้เช่นกัน 3.ความสามารถในการแข่งขันของไทย ในหลายผลิตภัณฑ์ ที่ต้องระวังไม่ให้หลุดจากห่วงโซ่มูลค่า (Global Value Chain)&amp;nbsp;เนื่องจากปัจจุบันไทยไม่ได้อยู่ในกรอบการค้าเสรีสำคัญของโลก โดยเฉพาะ&amp;nbsp;CPTPP&amp;nbsp;ที่กำลังเป็นที่สนใจของทั่ว โลก แม้ในช่วงก่อนหน้าจะมีหลายประเทศที่ยังไม่เข้าร่วมแต่ปัจจุบันมีท่าทีที่จะพิจารณาในเรื่องดังกล่าวยกเว้นไทยที่ยังไม่เห็นความชัดเจนในเรื่องนี้ ซึ่งจะทำให้เป็นปัญหาอย่างมาก เพราะในอนาคตหากประเทศไทยหลุดจาก&amp;nbsp;Global Value Chain&amp;nbsp;จะทำให้ไทยไม่ได้รับการเป็นที่สนใจของนักลงทุนอีก

&amp;nbsp;4.ความเห็นต่างของคนระหว่างรุ่น ซึ่งปัจจุบันพบว่า มีการขัดแย้งกันทางความคิด ดั่งนั้นจะทำ อย่างไรให้ความเห็นต่างของคนระหว่างรุ่น มีทางเบาบางลง ทำอย่างไรให้มองอนาคตประเทศร่วมกัน และมองเห็นจุดร่วมกันที่จะพัฒนาต่อยอด ของคนรุ่นใหม่และคนรุ่นเก่า ลดความขัดแย้งของคนในสังคม 5.คุณภาพของระบบการศึกษาไทย ที่จะต้องเร่งยกระดับให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น 6.ความสามารถในการใช้ ประโยชน์จากเทคโน โลยีสมัยใหม่และ7.การแก้ปัญหาการคอรัปชั่น ซึ่งเป็นเรื่องที่มีการพูดถึงกันอย่างมาก แต่สถานการณ์คอร์รัปชั่นยังเป็นเรื่องที่มองว่ารุนแรงมากในประเทศไทย และมีหลายระดับมาก จะต้องไม่ทำให้คอร์รัปชั่นเป็นเรื่องปกติในสังคม ซึ่งจะส่งผลต่อคนเก่งไม่มีที่ยืน แข่งขันไม่ได้อย่างเป็นธรรม
&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117530</URL_LINK>
                <HASHTAG>การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ, ดร.วิรไท สันติประภพ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210302/image_big_603e1dc2b13e2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>111606</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/07/2021 10:04</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/07/2021 10:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;นักโทษคดีจำนำข้าว&#039;จวกรัฐคุมโควิดผิดพลาด ปชช.ขาดรายได้ กระทบห่วงโซ่เศรษฐกิจ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;30 ก.ค.64 - นส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โพสต์เฟซบุ๊คส่วนตัวว่า ดิฉันได้เฝ้าติดตามสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 ในไทยด้วยความเป็นห่วงมาโดยตลอดค่ะ จึงขอส่งกำลังใจให้พี่น้องประชาชนรวมถึงบุคลากรด่านหน้าไปจนถึงทีมงานสนับสนุนทุกท่าน ทุกคนทำงานอย่างเหน็ดเหนื่อย ดิฉันขอไม่วิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นเพราะอะไรที่นำพาประเทศเรามาถึงภาวะการณ์เช่นนี้ ได้แต่ขอภาวนาให้ระดับนโยบายทำในสิ่งที่ถูกที่ควร เพื่อให้คนไทยได้มีชีวิตความเป็นอยู่ทางสาธารณสุขที่ปลอดภัยที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดิฉันกังวลค่ะว่าวิกฤติที่เกิดขึ้นกำลังทำลายระบบเศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชนอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน มาตรการของภาครัฐทำให้ประชาชนจำนวนมากขาดอาชีพ ขาดรายได้ และมีความเสี่ยงตกงานเพิ่มขึ้น หนี้ครัวเรือนพุ่งไม่หยุด ผู้ประกอบการทั้งรายย่อย รายเล็ก รายกลาง แม้แต่รายใหญ่ในหลายธุรกิจ กำลังเผชิญกับภาวะขาดรายได้ ขาดสภาพคล่อง ขณะที่หลายโรงงานในภาคส่งออกที่เป็นเครื่องจักรเดียวของเศรษฐกิจมีผู้ติดเชื้อเป็นหลักพัน ส่งผลกระทบไปทั้งห่วงโซ่อุปทานการผลิต เสี่ยงลามไปถึงระบบธนาคารที่เป็นหัวใจ และเส้นเลือดของระบบเศรษฐกิจ เพราะเมื่อรายได้หดหายลง การชำระเงินต้นและดอกเบี้ยก็จะยากมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในอดีตภาคการเกษตรเคยเป็นที่หลบภัยของผู้ตกงาน แต่ในวันนี้กำลังอ่อนแออย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ราคาสินค้าเกษตรหลัก ๆ ตกต่ำแทบทุกผลผลิต การผลักคนกลับสู่ต่างจังหวัดไม่ทำให้อะไรดีขึ้นเพราะคนไม่มีหนทางทำกิน ทุกคนจนลง สวนทางกับค่าครองชีพทั้งสินค้าอุปโภคบริโภค สาธารณูปโภค รวมไปถึงราคาเชื้อเพลิงกลับทะยานสูงขึ้น ขณะที่การลงทุนทางตรงทั้งจากธุรกิจไทยและต่างชาติที่เคยหวังว่าจะก่อให้เกิดการจ้างงานใหม่แก่ผู้จบการศึกษา ยังมองไม่เห็นอนาคตเพราะต้องรอจนกว่าความเชื่อมั่นจะกลับมา นอกจากนี้ปัญหาความอ่อนแอทางการคลังทั้งของรัฐบาลกลาง และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น คงทำให้ประชาชน ภาคเอกชน ต้องหันมาพึ่งพิงตัวเอง และพึ่งพากันและกันเป็นหลัก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดิฉันขอส่งความห่วงใยไปยังครอบครัวของผู้สูญเสียและร่วมเป็นแรงใจให้คนไทยผ่านพ้นความยากลำบากทั้งความปลอดภัยจากโรคร้ายและภัยทางเศรษฐกิจที่กำลังรุมเร้าไปให้ได้นะคะ ดิฉันมั่นใจค่ะว่าในทุกวิกฤติยังมีความหวังและโอกาสหากประเทศเรามีผู้นำและรัฐบาลที่มีวิสัยทัศน์ แต่สถานการณ์ในปัจจุบันประเทศต้องการมืออาชีพเข้ามาแก้ไขปัญหา พร้อมกับจัดหาวัคซีนที่สามารถรับมือกับเชื้อกลายพันธุ์อย่างเร่งด่วน และต้องไม่ลืมที่จะดูแลเยียวยาประชาชนที่กำลังหายใจรวยรินเพราะพิษเศรษฐกิจจากการบริหารผิดพลาดของรัฐบาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดิฉันหวังว่าวันนั้นจะมาถึงเร็วๆ ค่ะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/111606</URL_LINK>
                <HASHTAG>การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ, น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร, มาตรการคุมโควิด, เชื้อโควิดกลายพันธุ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210730/image_big_6103698720272.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>108364</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/07/2021 09:11</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/07/2021 09:11</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;พิชัย&#039;อัด&#039;ประยุทธ์&#039;ล้มเหลวทุกด้านพิการทางความคิด แนะยุบสภาอย่าอยู่ถ่วงความเจริญ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
2 ก.ค.64 -&amp;nbsp; นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ด้านเศรษฐกิจ กล่าวว่า นอกจากรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จะล้มเหลวเรื่องการควบคุมการระบาดของไวรัสที่มีคนเจ็บคนตายเพิ่มไม่หยุด การจัดการวัคซีนที่มีปัญหาทั้งปริมาณและคุณภาพ การแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่นับวันจะรุนแรงมากขึ้น การประกาศปิดเข้มงวดตี 1 คนเดือดร้อนกันมาก การเยียวยาที่ล้มเหลว เปิดประเทศไม่น่าจะได้ใน 120 วันจริงตามที่ได้ประกาศไว้ ล่าสุด การเปิดประชุมสภา โดยประธานสภาฯ ในฝั่งของรัฐบาลเองเป็นผู้อยากให้เปิดสภาเอง แต่ปรากฏว่าสภาล่ม มี ส.ส. แสดงตนเพียง 206 คน จากซึ่งจะครบองค์ประชุมต้องมีสมาชิก 242 คน ทำให้ไม่ครบองค์ประชุม ประธานสภาต้องสั่งปิดการประชุมทันที เป็นการเสียเครดิตในฝั่งรัฐบาลอย่างมาก และสร้างความไม่พอใจให้กับประชาชนเป็นจำนวนมากจน แฮทแท็ก #สภาล่ม ขึ้นอันดับ 1 ทำให้รู้สึกกันว่าหากพลเอกประยุทธ์ จะล้มเหลวทุกเรื่อง ล้มเหลวซ้ำซาก พลเอกประยุทธ์ ก็น่าจะต้องลาออกหรือไม่ก็ยุบสภาและเลือกตั้งใหม่ได้แล้ว เพื่อให้ประชาชนได้ตัดสินผลงานที่ล้มเหลวของพลเอกประยุทธ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพิชัย กล่าวว่า เรื่องที่น่าแปลก คือ ส.ส. ฝั่งรัฐบาลจำนวนมากทั้งจากพรรคพลังประชารัฐ และ พรรคภูมิใจไทย ก็อยู่กันในสภา แต่กลับไม่ยอมแสดงตัวกัน เหมือนตั้งใจจะให้สภาล่ม ไม่แน่ใจว่าทำไมถึงทำเช่นนั้น ทั้งที่เมื่อสภาล่มย่อมส่งผลกระทบไปถึงเครดิตของพลเอกประยุทธ์&amp;nbsp; และรัฐบาล เหมือนตั้งใจจะหักหน้ากันเลย และคนที่ต้องเสียหน้าและเสียเครดิตที่สุดก็คือพลเอกประยุทธ์ นายกรัฐมนตรี และ พลเอกประวิตร หัวหน้าพรรค พปชร.&amp;nbsp; รวมถึงนายอนุทิน หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ด้วยทำเหมือนต้องการจะต่อรองบางเรื่อง การกระทำดังกล่าวทำให้มีเสียงด่าทอไปยัง ส.ส. ฝั่งของรัฐบาลอย่างมาก และ มีการเรียกร้องกันว่าในเมื่อ ส.ส. ขี้เกียจประชุมและปล่อยให้สภาล่ม ก็น่าจะควรให้มีการยุบสภาเพื่อเลือกตั้งใหม่ เผื่อจะมี ส.ส. ใหม่ที่ขยันมากกว่าเข้ามาทำงานเพื่อประชาชนมากขึ้น ทั้งนี้ นักวิชาการบางท่านยังเชื่อว่าการตั้งใจทำให้สภาล่มแบบนี้ น่าจะเป็นการกระทำที่ผิดกฏหมายด้วย
&amp;nbsp;
&amp;quot;พลเอกประยุทธ์ ต้องสำนึกได้แล้วว่าตัวเองบริหารล้มเหลวทุกด้าน ทำอะไรก็เละไปหมด และลามไปเละถึงงานในสภาแล้ว ซึ่งถ้ายังไม่สำนึกหรือยังคิดไม่ได้ ก็แสดงชัดเจนว่าพลเอกประยุทธ์ เป็น ผู้นำพิการทางความคิดอย่างแท้จริง ซึ่งถ้าคิดได้ต้องรู้แล้วว่าประชาชนส่วนใหญ่คิดอย่างไรกับพลเอกประยุทธ์ และอย่าอยู่เพื่อถ่วงความเจริญ ควรจะต้องหาทางลงได้แล้ว เพราะประชาชนเอือมละอาเต็มทีแล้ว ก่อนที่จะถูกประชาชนไล่ลง&amp;quot;นายพิชัย กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/108364</URL_LINK>
                <HASHTAG>การเยียวยา, การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ, นายพิชัย นริพทะพันธุ์, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, สภาล่ม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210324/image_big_605b3eaa9615d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>107580</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/06/2021 11:35</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/06/2021 11:35</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;สส.สาว เพื่อไทย&#039;อัด&#039;บิ๊กตู่&#039;สอบตกด้านเศรษฐกิจอวดเก่งไม่ฟังใครทำนักลงทุนเมินไทย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25 มิ.ย.64-น.ส.กิตติ์ธัญญา วาจาดี ส.ส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่า การระบาดของไวรัสโควิด-19 กระทบกับประชาชนเป็นวงกว้าง ทั้งการใช้ชีวิตและการหารายได้ ประชาชนไม่มีความเชื่อมั่นว่าพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จะสามารถแก้ปัญหาและกู้วิกฤตที่เกิดขึ้นได้เพราะ 7 ปีที่ผ่านมา พลเอกประยุทธ์ ไม่มีความน่าเชื่อถือในสายตานักลงทุนทั่วโลก แม้จะออกมาตรการกระตุ้นการลงทุนแต่นักลงทุนไม่ให้ความสนใจเพราะรัฐบาลไร้ความจริงใจกับการพัฒนาขีดความสามารถของประเทศ และผลจากการถูกตัดสิทธิพิเศษจากการส่งออกจึงส่งผลให้นักลงทุนเมิน ยิ่งแก้ปัญหาโควิดช้าผลที่ออกมาคือประเทศไทยก้าวไม่ทันกับการแข่งขันในระบบการค้าโลกแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;จากการปล่อยปละละเลยของรัฐบาลก่อให้เกิดการระบาดของไวรัสในรอบ 3 สร้างปัญหาให้กับประเทศมหาศาล ทุกระบบล้มเหลวหมด ตั้งแต่ระบบสาธารณสุข ที่บุคลากรทางการแพทย์ต้องทำงานหนัก ทั้งการรักษาและการดูแลผู้ป่วย ทั้งผู้ป่วยเก่าและผู้ป่วยรายใหม่ที่เพิ่มขึ้นตลอดเวลา อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน(อสม.) ต้องออกไปเผชิญกับโรคทุกวันแต่รัฐไม่สนับสนุนอุปกรณ์แม้แต่เงินช่วยเหลือก็น้อยนิด คนเหล่านี้ต้องเสี่ยงชีวิตทุกวัน รัฐควรมีความชัดเจนในการที่จะดูแลบุคลากรไม่ให้เขารู้สึกโดดเดี่ยว ปัญหาเหล่านี้รัฐไม่เคยเหลียวแล และไม่คิดจะแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างจริงจัง&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.กิตติ์ธัญญา กล่าวว่า 7 ปี ของพลเอกประยุทธ์ไร้ประสิทธิภาพ ขาดการวางแผนงานในการยกระดับชุมชน ไม่เคยพัฒนาศักยภาพของประชาชนและชุมชนให้มีความสามารถในการแข่งขัน จากเดิมในอดีตสินค้าโอทอปเป็นสินค้าไทยที่ได้รับการยอมรับจากทั่วโลก สามารถสร้างรายได้ให้กับชุมชนจำนวนมหาศาล แต่รัฐมองว่าเป็นโครงการของรัฐบาลที่ผ่านมาเลยไม่ให้ความสำคัญและทอดทิ้ง ทั้งๆที่ควรที่จะต่อยอดเพื่อสร้างรายได้ให้กับชุมชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ที่เป็นเช่นนี้เพราะพลเอกประยุทธ์ ในฐานะหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ ขาดความรู้ ความเข้าใจ ด้านเศรษฐกิจ แต่อวดเก่งไม่ฟังใคร ทั้งๆ ที่มีคนเก่งอยู่จำนวนมาก แต่กลับไม่สนใจจะรับฟัง พลเอกประยุทธ์ไม่รู้ก็ไม่ควรเย่อหยิ่ง ควรที่จะหาคนเก่งและมีความสามารถมาช่วยกันคิด แก้ปัญหาประเทศเพื่อสร้างโอกาสในอนาคต อย่าอวดเก่งอยู่คนเดียว&amp;rdquo;นส.กิตติ์ธัญญา กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/107580</URL_LINK>
                <HASHTAG>การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ, น.ส.กิตติ์ธัญญา วาจาดี, พล.อ.ประยุทธ์ จันทรโอชา, โควิดระบาดรอบ3</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210625/image_big_60d55adb14470.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>79272</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/10/2020 08:32</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/10/2020 08:27</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รองหัวหน้าพท.คนใหม่โชว์กึ๋นแก้เศรษฐกิจซัดประยุทธ์แก้ไม่ได้ฟันธงปีนี้เผาจริง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;02 ต.ค.63 - นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีต รมว. พลังงาน รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ตนได้ตัดสินใจกลับเข้าพรรคเพื่อไทยตามคำเชิญชวนของผู้ใหญ่ที่เคารพในพรรคหลายท่าน และตนดีใจที่ได้กลับมาเพราะพรรคเพื่อไทยเปรียบเสมือนเป็นบ้านที่คุ้นเคยมาตลอด ขนาดตนอยู่ข้างนอก คนก็คิดว่าตนเป็นคนของพรรคเพื่อไทยอยู่แล้ว แม้กระทั่งสื่อหลักหลายสำนักก็ยังสนอข่าวตนว่าเป็นคนของพรรคเพื่อไทยมาตลอด และเชื่อว่าพรรคเพื่อไทยจะสามารถเป็นทางเลือกอันดับหนึ่งให้กับประชาชนได้ในขณะที่รัฐบาลพลเอกประยุทธ์มีความนิยมทรุดหนัก โดยโพลสำรวจล่าสุดพรรคเพื่อไทยยังมาเป็นอันดับหนึ่ง 19.3% โดยมี พรรคก้าวไกล 12.7% และ พรรคพลังประชารัฐ 12.3 % ตามมา แต่ยังมีประชาชนที่ยังไม่ตัดสินใจเลือกพรรคไหนอีก 41.5% ซึ่งพรรคเพื่อไทยจะต้องโน้มน้าวประชาชนกลุ่มนี้ให้มาเลือกพรรคเพื่อไทยให้ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยเฉพาะประเด็นทางด้านเศรษฐกิจจะเป็นจุดขายหลัก เพราะปัจจุบันประเทศกำลังประสบปัญหาทางเศรษฐกิจอย่างมาก และเป็นความล้มเหลวของการบริหารของรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ ซึ่งตนได้รับมอบหมายให้เป็นกรรมการบริหารพรรค เป็นรองหัวหน้าพรรคเพื่อมาดูเรื่องเศรษฐกิจ ซึ่งเชื่อว่าแนวทางเศรษฐกิจของพรรคเพื่อไทยต่อจากนี้จะเป็นทางออกให้กับประเทศได้ และจะสามารถโน้มน้าวให้ประชาชนมาเลือกพรรคเพื่อไทยให้มากขึ้นจนสามารถจัดตั้งรัฐบาลเพื่อแก้ปัญหาให้กับประชาชนได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้จากการติดตามสภาวะเศรษฐกิจของไทยพบว่ามีภาวะเสื่อมถอยอย่างรุนแรงและรวดเร็ว เหมือนที่ ดร. วีรพงษ์ รามางกูร อดีต&amp;nbsp; รองนายกฯ และ รมว. คลัง ได้เตือนไว้แล้วว่า ปีนี้เศรษฐกิจไทยจะเผาจริง โดยล่าสุดธนาคารโลกได้ออกเตือนว่าเศรษฐกิจไทยจะติดลบมากที่สุดในเอเซียตะวันออก โดยจะติดลบที่ -8.3 % และอาจจะลบหนักไปถึง -10.4% และอาจจะต้องใช้เวลาถึง 3 ปี กว่าจะฟื้นมาที่เดิม อีกทั้งรัฐบาลยังใช้เงินอย่างสะเปะสะปะไม่ตรงจุดในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ สภาพัฒน์ฯ ได้ออกมาเตือนในหลายเรื่องเช่น ความเหลื่ยมล้ำของรายได้ที่คนรวย 10% มีรายได้มากกว่าคนจน 10% ถึง 20 เท่า อีกทั้งยังมีความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ที่ลูกคนรวยมีอัตราเรียนต่อปริญญาตรี 65.6 % ในขณะที่ลูกคนจนมีเพียง 3.8% เท่านั้น และคนจนในไทยเพิ่มขึ้นระหว่างปี 60-63 ต่อเนื่องจากที่ธนาคารโลกบอกในปี 58-61 ประเทศไทยมีคนจนเพิ่มขึ้นเกือบ 2 ล้านคน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ล่าสุด หนี้ครัวเรือนของไทยได้พุ่งสูงถึง 83.8% ของ จีดีพี และอาจพุ่งทะลุ 90% ในปลายปีนี้เมื่อจีดีพีของไทยจะติดลบหนักในขณะที่หนี้จะยิ่งเพิ่มขึ้น ซึ่งประชาชนจะเดือดร้อนกันอย่างมาก และที่สำคัญคือตลอดหลายปีที่ผ่านมาความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยไม่ได้เพิ่มขึ้นเลยแถมยังลดลงด้วย อีกทั้งยังมีปัญหาเศรษฐกิจไทยขยายตัวต่ำ รายได้ของประชาชนลดลง การส่งออกที่ไม่ขยายตัวเลยตลอด 6 ปี และการลงทุนหดหายแถมยังมีการโยกย้ายฐานการผลิตเช่น บริษัทพานาโซนิคที่เพิ่งจะย้ายออกจากไทยไปเวียดนาม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัญหาเหล่านี้จะเป็นปัญหาหลักของประเทศที่รัฐบาลพลเอกประยุทธ์จะไม่สามารถแก้ไขได้ เพราะตลอด 6 ปีที่ได้พิสูจน์แล้วว่าบริหารล้มเหลว ซึ่งยิ่งทำให้ปัญหาเพิ่มขึ้น แต่กลับไม่ยอมรับและพยายามโกหกประชาชนมาโดยตลอด ดังนั้นพรรคเพื่อไทยได้ทราบปัญหาเหล่านี้เป็นอย่างดี และเชื่อว่าหากประชาชนให้ความมั่นใจ พรรคเพื่อไทยจะสามารถแก้ไขได้แน่ เพราะเรามีแนวคิดและมีบุคคลากรที่มีความพร้อม แต่อาจจะต้องใช้เวลาในการฟื้นเศรษฐกิจซักช่วงหนึ่ง เนื่องจากผลกระทบที่เกิดขึ้นจากความล้มเหลวของรัฐบาลพลเอกประยุทธ์มีมาอย่างรุนแรงและยาวนาน แต่ยืนยันว่าจะฟื้นได้แน่ โดยหากปล่อยให้พลเอกประยุทธ์บริหารประเทศต่อไปเศรษฐกิจไทยจะไม่มีทางฟื้นได้เลย.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/79272</URL_LINK>
                <HASHTAG>การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ, นายพิชัย นริพทะพันธุ์, พลเอกประยุทธ์ จันโอชา, หนี้ครัวเรือน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201002/image_big_5f7680f6deb85.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>73157</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/08/2020 10:35</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/08/2020 10:35</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เพื่อไทยแนะ 5 ข้อสอน&#039;บิ๊กตู่&#039;แก้ปัญหาเศรษฐกิจจี้รับฟังคนเห็นต่าง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
2 ส.ค. 2563 ร.ต.อ.วัฒนรักษ์ อำนรรฆสรเดช กรรมการกิจการพิเศษ และหัวหน้าศูนย์ข้อมูลสารสนเทศ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า รัฐบาลของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กำลังเจอกับศึกรอบทิศที่นับวันจะโหมกระหน่ำมาเรื่อย ๆ จะเรียกได้ว่ารัฐบาลโดนทั้งศึกในและศึกนอกก็คงไม่ผิด เศรษฐกิจที่ตกต่ำมาตลอด 6 ปีที่รัฐบาลแก้ไม่ได้เสียที พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะนายกรัฐมนตรีก็ต้องเร่งแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ประชาชนทุกคนมีภาระค่าใช้จ่ายและประสบกับปัญหาปากท้องทุกวัน จึงขอเสนอให้ประเทศไทยวางยุทธศาสตร์แบบวันต่อวัน แก้ไขปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจและปัญหาสังคมในมิติต่าง ๆ ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. การใช้งบประมาณของรัฐเพื่อสร้างโครงการที่ทันสมัยร่วมกับภาคประชาชน เพื่อให้ทุกโครงการสามารถจับต้องได้ นำโครงการมาพัฒนาต่อได้ สร้างการมีส่วนร่วมกับประชาชน และโครงการเหล่านั้นจะต้องกระจายงบประมาณโดยตรงให้ถึงกระเป๋าของประชาชน และช่วยเพิ่มมูลค้าสินค้าไทยเพื่อการส่งออกอย่างมีประสิทธิภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศมีรายได้ที่น้อยลง ดังนั้นภาครัฐต้องช่วยลดค่าครองชีพให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ประชาชนกำลังประสบกับภาวะข้าวยากหมากแพง รัฐควรควบคุมราคาสินค้าที่จำเป็นต่อการดำรงชีพ และในส่วนของการศึกษา เด็กไทยควรได้รับการศึกษาอย่างเท่าเทียม มีคุณภาพและฟรีตลอดระยะเวลา 15 ปี และที่สำคัญคือ &amp;ldquo;ต้องฟรีจริง&amp;rdquo; ไม่ใช่ฟรีแค่ชื่อโครงการ แต่ยังมีค่าใช้จ่ายแอบแฝงอยู่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. รัฐบาลควรเร่งเพิ่มรายได้จากการท่องเที่ยว โดยการทำ Travel Bubble (การเชื่อมต่อการเดินทางระหว่างสองประเทศที่สามารถจัดการเรื่องโรคโควิด-19 ได้ดี) ให้สำเร็จร่วมกับหลาย ๆ ประเทศภายใน 14 วัน เพราะก่อนหน้านี้การท่องเที่ยวสร้างเม็ดเงินจำนวนมหาศาลให้เศรษฐกิจไทย แต่ปัจจุบันไทยไม่มีรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างประเทศเลย นั้นหมายความว่านักท่องเที่ยวต่างชาติหายไปกว่า 39.7 ล้านคน หรือขาดรายได้ 1.93 ล้านล้านบาท อย่างไรก็ตามรัฐบาลควรหาจุดสมดุลระหว่างการเปิดประเทศและป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ไปในเวลาเดียวกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4. ประเทศไทยพึ่งพารายได้จากการส่งออกเป็นอย่างมาก จึงไม่ควรเลือกข้างในสงครามการค้า (Trade War) ระหว่างสหรัฐฯ-จีน เพราะการเลือกข้างผิดก็อาจทำให้เศรษฐกิจไทยตกต่ำลงไปอีก แต่เราควรเร่งสร้างข้อตกลงการค้า (Trade Deal) ระหว่างประเทศต่าง ๆ เพื่อเสริมสร้างศักยภาพการส่งออกไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5. ประเทศไทยได้เปรียบเรื่องความมั่นคงทางอาหาร (Food Security) อย่างไรก็ตาม แม้เราจะส่งออกสินค้าทางการเกษตรต่าง ๆ ทั้งสัปปะรดกระป๋อง ข้าว น้ำตาล กุ้ง และไก่ เป็นอันดับต้น ๆ ของโลก แต่ชาวไร่ ชาวนายังคงลำบาก รัฐบาลควรผลักดันให้ไทยเป็นครัวโลก (Kitchen of the World) ควบคู่กับการกำกับดูแลราคาสินค้าเกษตรอย่างจริงจัง ไม่ให้ชาวไร่ ชาวนาโดนเอาเปรียบจากพ่อค้าคนกลางหรือจากกลุ่มนายทุน นี้ถือว่าเป็นการสร้างความเสมอภาค ลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมในอีกมิติหนึ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ร.ต.อ.วัฒนรักษ์กล่าวว่า ศึกต่าง ๆ ที่เข้ามาในตอนนี้คงเป็นตัวเร่งให้ พล.อ.ประยุทธ์ เริ่มสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุน โดยจุดเริ่มต้นที่ง่ายที่สุดคือ การปรับทัศนคติตนเองเสียก่อน ให้เข้าใจว่าคนที่เห็นต่างไม่ใช่ศัตรู ให้รับฟังความคิดเห็นและนำมาแก้ไข จะได้ความเห็นที่หลากหลายขึ้นในการแก้ปัญหา เพราะถ้าหากเศรษฐกิจดีขึ้น ศึกที่กำลังรุมเร้ารัฐบาลอยู่ในขณะนี้ก็จะลดลง ส่วนเหตุที่เยาวชนออกมาเรียกร้องก็เพราะ เยาวชนเหล่านั้นมองไปข้างหน้าไม่เห็นอนาคต ทุกอย่างดูมืดแปดด้าน ก็คงเป็นตามที่กลุ่มเยาวชนได้ออกมาพูดว่า เราทุกคนไม่ควรมาอยู่ตรงนี้ด้วยซ้ำ เราควรทำในสิ่งที่พวกเราอยากทำ&amp;rdquo; แต่ในเมื่อสิ่งที่พวกเขาอยากทำมันอยู่ในอนาคตมีความมืดมนในทุกมิติเสียแล้ว ใครจะเป็นผู้แก้ไขและรับผิดชอบ ถ้าหากรัฐบาลไม่สามารถเข้าใจถึงความเสมอภาพทางสังคม (Social Equality) และไม่รับฟังความต้องการของประชาชนทุกฝ่าย เราก็คงหมดหวังที่จะแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคมได้ เพราะทั้งการเมืองและชีวิตประจำวันของเราย่อมเดินควบคู่ไปด้วยกันเสมอ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/73157</URL_LINK>
                <HASHTAG>#พรรคเพื่อไทย, การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ, ร.ต.อ.วัฒนรักษ์ อำนรรฆสรเดช, สอนบิ๊กตู่</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200719/image_big_5f14518abbd6d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>65982</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/05/2020 09:57</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/05/2020 09:56</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> &#039;ไก่จ๋า&#039;อัดรัฐบาลใช้โควิดเป็นแพะรับบาปความล้มเหลวศก.ย้ำควรเลิกพรก.ฉุกเฉิน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
15พ.ค.63-นายวัฒนา เมืองสุข แกนนำพรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความผ่านเพจเฟซบุ๊กWatana Muangsookมีเนื้อหาดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วานนี้พบผู้ติดเชื้อโควิด-19 เพิ่ม 1 คน ทำให้จำนวนรวมของผู้ติดเชื้อโควิดสะสมทั้งประเทศ 3,018 คน เหลือรักษาตัวในโรงพยาบาล 112 คน ตาย 56 คน เท่ากับตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาดประเทศไทยมีผู้ติดเชื้อไม่ถึง 0.005% ส่วนยอดคนตายมีน้อยกว่า 7 วันสงกรานต์นับสิบเท่า แต่รัฐบาลยังฉวยโอกาสคงประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินไว้
สิ่งที่น่ากลัวมากกว่าโควิด-19 คือรัฐบาลประยุทธ์ที่กำลังใช้โควิดเป็นแพะรับบาปกลบความล้มเหลวในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจที่คนไทยต้องฆ่าตัวตายมาก่อนเกิดการแพร่ระบาดแล้ว และกำลังจะใช้เป็นข้ออ้างในการปิดประเทศต่อเพราะกลัวคนออกมาไล่ วันนี้สถานการณ์เข้าสู่ภาวะปกติที่การสาธารณสุขไทยรองรับได้ รัฐบาลควรยกเลิกการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจที่ล่มสลายอีกรอบเพราะการล็อคดาวน์ประเทศ
โอกาสที่มาพร้อมกับโควิดคือความได้เปรียบของไทยที่จะกลายเป็นศูนย์กลาง (hub) ของคนกลัวตาย อุตสาหกรรมอาหาร การท่องเที่ยวและบริการซึ่งรวมถึงด้านการแพทย์ และอสังหาริมทรัพย์จะเป็นที่ต้องการของโลก หน้าหนาวของไทยจะกลายเป็นสวรรค์ที่คนกลัวตายซึ่งมีเงินจะหนีมาพักเพื่อท่องเที่ยวและทำงาน ทั้งหมดคือสิ่งที่ผมพูดมาตลอดตั้งแต่เกิดโควิดที่รัฐบาลควรใช้เวลาจากนี้ไปเตรียมตัวเพื่อรองรับโอกาสที่จะมาในช่วงสิ้นปีนี้และต้นปีหน้า
ถ้าผมเป็นรัฐบาลผมจะยกเลิกสถานการณ์ฉุกเฉินและใช้เวลา 6 เดือนเพื่อเตรียมการ โดยจะเยียวยาคนไทยเป็นรายครัวเรือนๆ ละ 10,000 บาทต่อเดือน ประมาณ 20 ล้านครัวเรือนใช้เงินประมาณไม่เกินเดือนละ 200,000 ล้านบาทรวม 6 เดือนเพื่อสร้างกำลังซื้อเป็นพลังขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจให้เกิดการบริโภคภายใน พร้อมกันนั้นจะจับมือกับประเทศคู่ค้าการท่องเที่ยวเช่น จีน ญี่ปุ่น และประเทศทางตะวันตกเพื่อกำหนดมาตรฐานด้านสาธารณสุขของคนที่จะเข้ามาในประเทศ เสริมสร้างสมรรถนะ (capacity building) คนไทยที่อยู่ในอุตสาหกรรมเป้าหมายที่กล่าวข้างต้น และลงทุนโครงสร้างพื้นฐานทางด้านสาธารณสุข
บางส่วนที่กล่าวมาผมพูดไปบ้างแล้วและจะพูดอีกครั้งในงานเสวนา &amp;ldquo;อนาคตประเทศไทยหลังโควิด-19&amp;rdquo; ของพรรคเพื่อไทยในวันจันทร์ที่ 18 พฤษภาคม เวลา 13.30-15.30 น. รัฐบาลก็ติดตามรับฟังได้ไม่เก็บเงิน
วัฒนา เมืองสุข
15 พฤษภาคม 2563&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/65982</URL_LINK>
                <HASHTAG>การระบาดของไวรัสโควิด-19, การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ, จ่ายเงินเยียวยา, นายวัฒนา เมืองสุข, พ.ร.ก.ฉุกเฉิน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180601/image_big_5b113f1b34ceb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
