<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>110792</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/07/2021 08:58</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/07/2021 08:46</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;หมอธีระวัฒน์&#039; แนะ &#039;6 อย่า&#039; ช่วงโควิด รักษาตัวให้แข็งแรงเท่ากับช่วยประเทศ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;23 ก.ค. 64 - ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา หัวหน้าศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ได้โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊ก ระบุว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;6 อย่า&amp;rdquo; ช่วงโควิด รักษาตัวให้แข็งแรงเท่ากับช่วยประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่าทนงตนว่าเป็นหนุ่มสาวหรือไม่มีโรคประจำตัวแล้วไม่เป็นไร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;* นอกจากจะเป็นตัวแพร่เชื้อที่มีประสิทธิภาพแล้ว เราเห็นกันแล้วว่าเกิดอะไรขึ้นในโรงพยาบาลขณะนี้ ที่คนแข็งแรงอาการหนักได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่าคิดว่าเมื่อติดเชื้อแล้วและเริ่มมีอาการจะรักษาง่ายๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;* กลไกของการติดเชื้อเมื่อเข้าร่างกายแล้วจะเพิ่มจำนวน และถ้าหยุดยั้งไม่ได้หรือไม่ทันเชื้อจะกระตุ้นภูมิคุ้มกันของร่างกายอีกระบบที่ทำให้เกิดการอักเสบอย่างรุนแรงกว่าเชื้อไวรัสอื่นๆ จากผลของการอักเสบจะกระทบทุกอวัยวะในร่างกาย และทำให้เลือดข้น เกิดลิ่มเลือดเล็กๆ ทั่วไปด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่าคิดว่ามียาต้านไวรัสแค่นั้นก็พอ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;* เมื่อมีการอักเสบเกิดขึ้นจำเป็นต้องให้ยากดการอักเสบ ซึ่งทำให้ติดเชื้ออื่นได้ง่ายขึ้นจากการกดภูมิคุ้มกันและปอดอักเสบที่เห็นนั้น จะกลายเป็นทั้งจากไวรัสและแบคทีเรียซ้ำซ้อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่าคิดว่าถ้าตัวเลขลดลงหมายความว่าต่อไปนี้ไม่ต้องระวังตัวแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;* ต้องเข้าใจข้อจำกัดของการที่จะตรวจให้ได้ทุกคนในทุกพื้นที่ของประเทศ แม้ว่าตัวเลขจะลดลงก็ตามยังคงมีผู้ติดเชื้อที่ไม่รู้ตัวและไม่แสดงอาการอยู่ทั่วไปได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่าเข้าไปในสถานที่แออัด ที่อับ อากาศถ่ายเทไม่สะดวก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;* สถานที่ดังกล่าวและยิ่งมีคนที่แพร่เชื้อได้หลายคน โอกาสที่จะได้รับเชื้อยิ่งสูงขึ้นและจำนวนเชื้อมากขึ้นตั้งแต่ต้น เชื้อที่อยู่กับละอองฝอยจะอบอวลอยู่ในอากาศได้นาน และแม้เมื่อตกพื้นไปแล้วการเดินจะกระพือให้ละอองฝอยเหล่านี้ลอยขึ้นอีก (จากข้อมูลของประเทศจีนตั้งแต่ปี 2563)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
อย่านิ่งนอนใจในภาวะโรคประจำตัวทุกอย่าง ต้องคุมให้ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;* โรคประจำตัวจะเปิดโอกาสทำให้มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้ง่ายขึ้น เกี่ยวข้องกับกลไกในการรับเชื้อและการเพิ่มจำนวนของเชื้อได้เก่งขึ้น นอกจากนั้น โรคประจำตัวหลายชนิดจะมีลักษณะของการเอื้อให้เกิดมีการอักเสบในร่างกายอยู่แล้ว เช่น โรคหัวใจ อัมพฤกษ์ การอักเสบของข้อ การรักษาจะยิ่งซับซ้อนขึ้น ทั้งจากโควิด-19 เอง และโรคประจำตัวที่ปะทุซ้ำซ้อนขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ต้องรักษาตัวให้แข็งแรง คุมโรคประจำตัวให้หมดจดที่สุดเท่าที่จะทำได้ หลีกเลี่ยงการเอาตัวเข้าไปในที่เสี่ยง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ช่วยตัวเองได้ = ช่วยคนไทยทั้งประเทศ&amp;rdquo;.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/110792</URL_LINK>
                <HASHTAG>#โรคหัวใจ, การแพร่ระบาดของเชื้อโควิด, นพ. ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210622/image_big_60d1492c1161a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>110294</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/07/2021 13:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/07/2021 13:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>มองโควิดผ่านประวัติศาสตร์โรคระบาด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ถึงเดือนนี้การระบาดของโควิด-19 ทั่วโลกก็ยืดเยื้อมานานกว่า 18 เดือนหรือปีครึ่ง และไม่มีท่าทีว่าจะจบง่าย ๆ ล่าสุดจำนวนผู้ติดเชื้อใหม่เพิ่มเฉลี่ยเจ็ดวันอยู่ที่ 373,545 คนต่อวัน (ตัวเลขวันจันทร์ที่แล้ว) ในประเทศเราทั้งตัวเลขระบาดใหม่และผู้เสียชีวิตก็อยู่ในเกณฑ์น่าเป็นห่วง ทำให้มีการวิตกกันว่าสถานการณ์จะดีขึ้นหรือไม่ และทางการจะควบคุมการระบาดได้หรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;สาเหตุที่การระบาดทั่วโลกยังมีต่อเนื่องคงเกิดจากหลายปัจจัย แต่ที่สำคัญน่าจะเป็นสามเรื่อง หนึ่ง เชื้อไวรัสโควิด-19 มีการกลายพันธุ์อยู่ตลอด ทำให้การควบคุมการระบาดทำได้ยาก สอง พฤติกรรมใช้ชีวิตของคนทั่วโลกก็สลับไปสลับมาระหว่างการมีวินัยทางสาธารณสุขเพื่อป้องกันการระบาด กับการผ่อนคลายวินัย เมื่อสถานการณ์ระบาดดูดีขึ้นที่อาจเร็วเกินไป สาม ความเหลื่อมล้ำในการกระจายและฉีดวัคซีนทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ จุดอ่อนเหล่านี้เปิดพื้นที่ให้การระบาดกลับมาได้ง่ายและในหลายพื้นที่ เช่น ยุโรป ตะวันออกกลาง อัฟริกา และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมประเทศไทย การระบาดขณะนี้รุนแรงมากกว่าครั้งก่อน ล่าสุดองค์การอนามัยโลกได้ออกมาเตือนว่า ในหลายประเทศการระบาดรอบใหม่นี้กำลังพุ่งขึ้นเป็นเส้นตรง คำถาม คือ เราจะหยุดการระบาดได้หรือไม่ และจะหยุดอย่างไร&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ประเด็นที่ต้องเข้าใจคือ เรากำลังอยู่ในสถานการณ์โรคระบาดใหญ่ที่เกิดขึ้นทั่วโลก หรือ Pandemic เป็นเหตุการณ์ที่นาน ๆ จะเกิดขึ้นครั้ง ครั้งสุดท้ายก็คือการระบาดใหญ่ของไข้หวัดใหญ่สเปน ปี 1918-20 ที่ใช้เวลากว่าสองปีก่อนที่การระบาดจะสงบ คร่าชีวิตผู้คนไปมาก และถ้าเราศึกษาการระบาดใหญ่อื่น ๆ ที่เกิดขึ้นก่อนปี 1918 จะเห็นว่าในทุกการระบาดใหญ่ ลักษณะของผลกระทบที่มีต่อสังคมและเศรษฐกิจจะคล้ายกัน คือ เป็นรูปแบบ หรือ Pattern เดียวกัน เพราะเป็นผลของพฤติกรรมมนุษย์ที่มีต่อการระบาด และพฤติกรรมมนุษย์มักไม่เปลี่ยนแม้เวลาจะผ่านไปเป็นร้อยปี ทำให้จะมีทั้งข่าวดีและข่าวร้ายที่มากับการระบาดใหญ่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ข่าวร้ายคือการระบาดจะไม่จบเร็ว แต่จะยืดเยื้อและใช้เวลา สร้างความเสียหายต่อชีวิตและเศรษฐกิจ ส่วนข่าวดีคือ ทุกการระบาดใหญ่จะจบ และเมื่อจบแล้วสังคมก็จะมีการเปลี่ยนแปลงใหญ่ทางเศรษฐกิจและการเมืองเกิดขึ้นตามมา นำประเทศไปสู่สิ่งที่ดีขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ข้อสังเกตนี้มาจากงานเขียนล่าสุดของศาสตราจารย์ นิโคลัส คริสตาคิส (Niclolas Christakis) มหาวิทยาลัยเยล สหรัฐอเมริกา ในหนังสือ &amp;quot;ลูกศรของอพอลโล&amp;quot; หรือ Apollo&amp;#39;s Arrow : The Profound and Enduring Impact of Coronavirus on the Way We Live ตีพิมพ์ปี 2020 ผู้เขียนเป็นทั้งแพทย์และนักสังคมวิทยาที่ศึกษาการระบาดใหญ่ที่เกิดขึ้นในอดีตและวิเคราะห์รูปแบบของผลกระทบที่มีต่อสังคมและเศรษฐกิจ ซึ่งน่าสนใจมาก &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ผู้เขียนวิเคราะห์การระบาดใหญ่ โดยแบ่งช่วงเวลาการระบาดเป็นสามช่วง ช่วงแรก คือ ช่วงที่การระบาดเกิดขึ้น ช่วงสอง คือ ช่วงกลางที่การระบาดลดลงและสังคมเริ่มปรับตัวกลับสู่ความเป็นปรกติ ช่วงสาม คือ ช่วงหลังการระบาดที่การระบาดสงบและโลกเข้าสู่โลกใหม่ที่ดีขึ้น ทั้งในแง่เศรษฐกิจและสังคม ในแต่ละช่วงพฤติกรรมของคนในสังคมจะเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ระบาด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ช่วงแรกที่เกิดการระบาด ผลกระทบจะรุนแรงทั้งในเรื่องสาธารณสุขและเศรษฐกิจ การสูญเสียจะมากเพราะไม่มีวิธีแก้ไขโรคระบาด ต้องพึ่งแนวทางดั้งเดิมคือ กักตัวลดการติดต่อเพื่อหยุดการระบาด ช่วงนี้การใช้อำนาจของรัฐจะเพิ่มมากเพื่อแก้ไขปัญหา และประชาชนหวังให้รัฐทำหน้าที่ เช่น ให้ข้อมูลที่ถูกต้องแก่ประชาชน ออกกฏเกณฑ์ที่จำเป็นต่อการอยู่ร่วมกันของคนในสังคมเพื่อลดการระบาด รักษาระบบสาธารณสุขให้ทำงานได้ต่อไป เยียวยา และพัฒนายา หรือวัคซีน ขณะเดียวกันการระบาดก็เปิดให้เห็นปัญหาต่าง ๆ ที่สังคมและเศรษฐกิจมี เช่น ปัญหาความเหลื่อมล้ำ ความยากจน ความไม่เพียงพอของระบบประกันสังคม เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;สำหรับประชาชนที่ต้องกักตัวอยู่บ้านพฤติกรรมก็จะเปลี่ยน คิดถึงชีวิตตนเองและความสำคัญของครอบครัวมากขึ้น ลดการใช้จ่าย เก็บออม เข้าหาศาสนา และมองหาความหมายของชีวิต ขณะเดียวกันก็อึดอัดกับความเหลื่อมล้ำที่ทำให้ความไม่เป็นธรรมในสังคมเห็นได้ชัดเจน เช่น การเข้าถึงการรักษาพยาบาล เกิดความไม่พอใจที่รัฐควบคุมการระบาดไม่ได้ และจะปลดปล่อยความรู้สึกเหล่านี้ด้วยการแสดงออกหรือประท้วง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ศาสตราจารย์ คริสตาคิส วิเคราะห์ว่า ช่วงการระบาดนี้จะจบเมื่อสังคมมีภูมิต้านทานหมู่มากพอที่จะชะลอพลังทางชีวภาพของไวรัสและลดการระบาด และมองการพัฒนาวัคซีนที่ทำได้สำเร็จคราวนี้เป็นความก้าวหน้าสำคัญของมนุษยชาติเทียบกับการระบาดใหญ่ในอดีตที่ไม่มีวัคซีน ทำให้เราขณะนี้กำลังอยู่ในช่วงปลายของช่วงการระบาด และประเทศอย่างสหรัฐอเมริกาก็จะเข้าสู่ช่วงที่สอง คือ ช่วงการระบาดต่ำประมาณปลายปีนี้ ถ้าสามารถฉีดวัคซีนให้ประชาชนได้มากกว่าร้อยละ 75 เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ ด้วยเหตุนี้วัคซีนจึงสำคัญมากต่อการลดการระบาด และปัญหาขณะนี้คือการผลิต และการกระจายวัคซีนให้ทั่วถึงทุกประเทศในโลกเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันหมู่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ช่วงสอง เป็นช่วงที่การระบาดลดลงจากผลของภูมิคุ้มกันหมู่ แต่การระบาดยังมีอยู่ แต่เป็นการระบาดในระดับต่ำ ทำให้มาตรการป้องกันต่าง ๆ เริ่มผ่อนคลายได้เพื่อให้ประชาชนกลับมาใช้ชีวิตอย่างปรกติ ช่วงนี้ความไม่แน่นอนยังมีมาก แต่ประชาชนและเศรษฐกิจก็เริ่มปรับตัวเข้าสู่ความเป็นปรกติ โดยประชาชนจะให้ความสำคัญกับการหารายได้ การมีงานทำ และการศึกษาเล่าเรียนของลูกหลานว่าจะชดเชยเวลาเรียนที่เสียไปอย่างไร ภาคธุรกิจก็จะปรับตัวด้วยวิธีการทำงานใหม่ ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมมากขึ้น เพื่อเคลื่อนย้ายทรัพยากรและกำลังการผลิตออกจากสาขาเศรษฐกิจที่ไปต่อไม่ได้ไปสู่สาขาเศรษฐกิจที่มีศักยภาพ ขณะเดียวกันประชาชนก็ต้องการแนวทางว่าจะอยู่ในโลกที่โควิดมีการระบาดต่ำอย่างไรอย่างปลอดภัย ซึ่งต้องพึ่งคำชี้แนะและแนวทางที่ชัดเจนจากภาครัฐ และขณะนี้หลายประเทศ เช่น สิงคโปร์ก็เริ่มวางแนวทางในเรื่องนี้ ศาสตราจารย์คริสตาคิส ประเมินว่า ช่วงการระบาดต่ำนี้จะใช้เวลาสองปีก่อนที่โลกจะเข้าสู่ช่วงสาม คือ ช่วงโลกใหม่หลังโควิดในปี 2024&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ช่วงสาม คือ ช่วงที่โควิดหายไปจากโลก อย่างน้อยก็ระยะหนึ่ง ทำให้ชีวิตกลับมาเป็นปรกติไม่ต้องระมัดระวัง ผลคือ ในช่วงนี้กิจกรรมทางเศรษฐกิจจะพุ่งทะยาน เศรษฐกิจจะเติบโตมากจากความอึดอัดที่มีมานาน พฤติกรรมบุคคลจะเปลี่ยนตรงข้ามกับความระมัดระวังที่เคยมีในช่วงโควิด คนพร้อมที่จะผจญภัยและเสี่ยงมากขึ้น ใช้ชีวิตและสังคมกันเต็มที่ เป็นช่วงเวลาที่ความคิดและนวัตกรรมใหม่ ๆ จะพรั่งพรู และเศรษฐกิจจะเติบโตมาก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ขณะเดียวกันประชาชนก็ต้องการเห็นประเทศเปลี่ยนแปลงในทางดีขึ้น เป็นโลกที่ดีขึ้นหลังโควิด จะมีการผลักดันการปฏิรูปหลายอย่างให้เกิดขึ้น&amp;nbsp; เป็นการปฏิรูปใหญ่ที่ทุกคนอยากเห็นเพื่อไม่ให้ประเทศกลับไปเหมือนเดิม ไม่ว่าจะเป็นปฏิรูประบบการเมือง ระบบข้าราชการ การศึกษา ระบบประกันสังคมและสุขภาพ และแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ นำมาสู่เศรษฐกิจและการเมืองใหม่ที่จะทำให้ประเทศดีขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;นี่คือบริบทที่รออยู่ข้างหน้า มองผ่านประวัติศาสตร์ของโรคระบาดใหญ่ที่เกิดขึ้นในอดีต ซึ่งการระบาดของโควิด-19 คราวนี้ก็คงอยู่ในแนวนี้ไม่ต่างกัน คือ มีเริ่ม มีจบ และระยะทางระหว่างเริ่มกับจบก็จะใช้เวลา ดังนั้นถ้าเราตระหนักเช่นนี้ เราจะมองสถานการณ์ระบาดในประเทศขณะนี้ด้วยความสุขุมและร่วมกันนำประเทศออกจากวิกฤติด้วยสติและปัญญา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ในแง่เศรษฐกิจ ช่วงแรกที่เกิดการระบาด เศรษฐกิจจะตกต่ำมากจากผลของการระบาด อย่างที่เห็นปีที่แล้ว และเมื่อการระบาดลดลงเข้าสู่ช่วงที่สองของการระบาดต่ำ กิจกรรมทางเศรษฐกิจก็จะเริ่มฟื้นตัว ก่อนเข้าสู่ช่วงที่สามที่การระบาดสงบ เศรษฐกิจจะรุ่งเรือง และเติบโตมาก &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ที่ต้องระวังคือ การเติบโตของเศรษฐกิจในช่วงสามอาจเพาะเชื้อวิกฤติเศรษฐกิจให้เกิดขึ้นตามมาได้ถ้าไม่ระมัดระวัง ดูจากตัวอย่างที่เกิดขึ้นในเศรษฐกิจโลกร้อยปีที่แล้ว หลังการระบาดของไข้หวัดสเปนจบลงในปี 1920 จากนั้นสองปีที่เศรษฐกิจใช้เวลาปรับตัวและเศรษฐกิจโลกก็บูมมากช่วงปี 1922-29 ตลาดหุ้นบูม ทั้งจากนวัตกรรมทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นและการเก็งกำไร จนเกิดภาวะฟองสบู่แตกในตลาดหุ้นในปี 1929 นำไปสู่ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำรุนแรงทั่วโลกในปี 1930 ตามมา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นหนึ่งร้อยปีที่แล้ว คำถามคือ ประวัติศาสตร์จะซ้ำรอยได้หรือไม่ ที่การพุ่งทะยานของเศรษฐกิจโลกหลังโควิดจบลงจะนำไปสู่ภาวะฟองสบู่แตกและวิกฤติเศรษฐกิจโลกตามมา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;เรื่องนี้คงยังไม่มีใครตอบได้ เป็นสิ่งที่รอพิสูจน์และสิบปีก็ไม่นานเกินรอว่าจะเป็นเหมือนที่&amp;nbsp;มาร์ค ทเวน (Mark Twain) นักเขียนชาวอเมริกัน เคยพูดไว้หรือไม่ว่า History never repeat itself, but it rhymes คือ ประวัติศาสตร์จะไม่ซ้ำรอย แต่จะสัมผัสเหมือนบทกวี.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;คอลัมน์ เขียนให้คิด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ดร.บัณฑิต นิจถาวร&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ประธานมูลนิธินโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมาภิบาล&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/110294</URL_LINK>
                <HASHTAG>การแพร่ระบาดของเชื้อโควิด, ดร.บัณฑิต นิจถาวร, เขียนให้คิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210719/image_big_60f5142260c72.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>109120</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/07/2021 09:13</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/07/2021 09:13</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ดร.พิชาย&#039;ชำแหละความผิดพลาดรัฐบาลประยุทธ์ทำให้สถานการณ์โควิดก้าวสู่ภาวะ chaos</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;

09 ก.ค.64 - รศ.ดร.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต อดีตคณะบดีพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม&amp;nbsp; สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์(นิด้า)และประธานคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) โพสตข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า
สถานการณ์โควิดไทยกำลังก้าวสู่ภาวะ chaos
แบบแผนการแพร่ระบาดโควิดในเวลานี้ เป็นการระบาดแบบทั่วหน้า หรือ ระบาดไปทุกหนทุกแห่งทั่วประเทศ&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ไม่ใช่เป็นกลุ่ม ๆ แบบเดิม&amp;nbsp; สิ่งนี้เกิดขึ้น เพราะความผิดพลาดและไร้ประสิทธิภาพอย่างรุนแรงในการจัดการโควิด19 ของรัฐบาลประยุทธ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1 แหล่งตรวจโรคไม่เพียงพอ
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 1.1&amp;nbsp; มีประชาชนจำนวนรอคิวล้นทะลัก นอนรอข้างถนน เพื่อตรวจว่า ตนเองติดเชื้อโควิดหรือไม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 1.2 คนจำนวนมากเดินไปหาโรงพยาบาลหลายแห่ง แต่ถูกปฏิเสธครั้งแล้วครั้งเล่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. แหล่งรักษาพยาบาลไม่พอ
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 2.1&amp;nbsp; คนจำนวนมากเมื่อรู้ว่า ตนเองเป็นโควิด ไม่อาจหาสถานพยาบาลเข้ารักษาได้&amp;nbsp; หลายคนนอนตายคาบ้าน
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 2.2&amp;nbsp; มีผู้ป่วยหนักจำนวนมาก ที่รอเครื่องช่วยหายใจ
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 2.3 โรงพยาบาลเกือบทุกแห่งในกรุงเทพมหานครและปริมณฑลประกาศว่าเตียงเต็ม
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 2.4&amp;nbsp; มีความพยายามเพิ่มโรงพยาบาลสนาม&amp;nbsp; แต่ดูล่าช้า&amp;nbsp; และไม่พอ&amp;nbsp; จึงออกมาตรการให้ประชาชนจำนวนหนึ่งที่อาการไม่หนักมากรักษาตนเองที่บ้าน
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 2.5&amp;nbsp; มีนโยบายปิดแคมป์แรงงาน&amp;nbsp; ทำให้เกิดการแพร่กระจายของโควิดไปทั่วประเทศ จะเห็นได้ชัดว่า&amp;nbsp; หลังปิดแคมป์คนงาน ตัวเลขผู้ติดเชื้อโควิดเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วภายในไม่กี่วันจากระดับ 3-4 พันคนต่อวัน&amp;nbsp; กลายเป็น 7- 9 พันคนต่อวัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
3. วัคซีน
&amp;nbsp; 3.1&amp;nbsp; วัคซีนหลักบางตัวที่ใช้มีประสิทธิภาพไม่เพียงพอในการหยุดยั้งการแพร่เชื้อ&amp;nbsp; โควิดได้&amp;nbsp; แม้จะฉีดแล้วสองเข็ม ก็ยังมีคนติดเชื้อจำนวนมาก ดังนั้นวัคซีนนี้ไร้สมรรถนะในการหยุดยั้งการระบาดของโรค&amp;nbsp;&amp;nbsp; กระนั้นรัฐบาลก็ยังยืนยันการใช้วัคซีนตัวนี้ต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แม้ว่าในภายหลังจะมีการสั่งวัคซีนที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันมากกว่ามาใช้บ้างแล้วก็ตาม&amp;nbsp; แต่ไม่เพียงพอและล้าช้ามาก&amp;nbsp;&amp;nbsp; การเลือกใช้วัคซีนที่คุณภาพต่ำในช่วงต้นของรัฐบาลเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาดอย่างร้ายแรง
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อย่าลืมว่าเป้าหมายหลักของการใช้วัคซีนคือ การป้องกันการติดเชื้อ&amp;nbsp; ส่วนการบรรเทาความรุนแรงของการเจ็บป่วยเป็นเป้าหมายรองเท่านั้น&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่ที่ผ่านมารัฐบาลมักนำเป้าหมายรองมาตอกย้ำเพื่อกลบเกลื่อนความผิดพลาดของตนเอง
&amp;nbsp; 3.2&amp;nbsp; ยุทธศาสตร์การเลือกกลุ่ม และจัดลำดับความสำคัญกลุ่มเป้าหมายในการฉีดวัคซีนผิดพลาด&amp;nbsp; และไม่คงเส้นคงวา&amp;nbsp; ทั้งยังมีการให้โควต้าแก่ข้าราชการระดับสูงและนักการเมืองบางคน&amp;nbsp; ก็ยิ่งทำให้ยุทธศาสตร์สับสน&amp;nbsp; และไม่สามารถบรรลุเป้าหมายในการใช้วัคซีนเพื่อหยุดยั้งการแพร่ระบาดโรคได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/109120</URL_LINK>
                <HASHTAG>การฉีดวัคซีนโควิด19, การแพร่ระบาดของเชื้อโควิด, ปิดแคมป์คนงาน, พล.อ.ประยุทธ์ จันทรโอชา, รศ.ดร.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200525/image_big_5ecb47e547e51.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>99004</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/04/2021 09:50</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/04/2021 09:50</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;สมพงษ์&#039; เซ็นด่วน! พรรคเพื่อไทยเลื่อนประชุมใหญ่หนีโควิด-19</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 เม.ย.64 - นางสาวอรุณี กาสยานนท์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีการแพร่ระบาดของโควิด -19 คลัสเตอร์ทองหล่อ ซึ่งมีศูนย์กลางการแพร่ระบาดในเขตกรุงเทพมหานคร และมีความเสี่ยงที่จะแพร่กระจายไปสู่ต่างจังหวัด พรรคเพื่อไทยเห็นว่าการจัดประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2564 ในวันจันทร์ที่ &amp;nbsp;20 เมษายน 2564 &amp;nbsp;เวลา 9:00 น. ณ.ที่ทำการพรรค อาคารโอเอไอทาวเวอร์ ชั้น 7 ถนน เพชรบุรีตัดใหม่ แขวงบางกะปิ เขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร ซึ่งได้แจ้งให้สมาชิกพรรค ทราบโดยประกาศผ่านเว็บไซต์ของพรรคก่อนที่จะเกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เพื่อให้สอดรับกับมาตรการควบคุมและป้องกันการแพร่ระบาดอย่างเข้มงวด การประชุมซึ่งมีคนจํานวนมากมารวมตัวกันจึงมีความเสี่ยงที่จะเกิดการแพร่ระบาดของโรคได้ &amp;nbsp; &amp;nbsp;อีกทั้งหลายจังหวัดได้ประกาศมาตรการควบคุมและป้องกันการแพร่ระบาด ทำให้สมาชิกพรรคที่จะเข้าร่วมประชุมอาจจะไม่สะดวกเดินทางเข้าร่วมประชุมได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้วยเหตุผลดังกล่าว นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย จึงได้ลงนามขอแจ้งยกเลิกการจัดประชุมใหญ่สามัญประจําปี 2564ในวันที่ 20 เมษายนออกไปก่อน ส่วนกำหนดวันประชุมใหญ่ที่จะจัดขึ้นในวันใดนั้น พรรคจะได้แจ้งให้สมาชิกพรรคทราบอีกครั้ง.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/99004</URL_LINK>
                <HASHTAG>การแพร่ระบาดของเชื้อโควิด, พรรคเพื่อไทย, อรุณี กาสยานนท์, โควิด19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210410/image_big_60711143d0e5a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
