<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>110843</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/07/2021 14:10</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/07/2021 14:10</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รัฐบาลสนับสนุนกยศ.ช่วยเหลือลูกหนี้สู้ภัยโควิดผ่อนสูงสุด 30 ปี หักเงินเดือนขั้นต่ำเพียง10 บาท   </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
23 ก.ค.64-&amp;nbsp; นางสาวรัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พลเอก ประยุทธ์ จันท์โอชา นายกรัฐมนตรี ย้ำความสำคัญในการช่วยเหลือนักเรียน/นักศึกษาและผู้ปกครอง ลดบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายด้านการศึกษารวมทั้งลูกหนี้ กยศ.&amp;nbsp; ล่าสุดกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) เห็นชอบมาตรช่วยเหลือลูกหนี้เพิ่มเติมจากที่ได้ยกเลิกกำหนดให้มีผู้ค้ำประกันการชำระเงินคืนกองทุนในสัญญากู้ยืมเงินใหม่ตั้งแต่ปีการศึกษา 2564&amp;nbsp; โดยเตรียมมาตรการปรับโครงสร้างหนี้ผู้กู้ยืม ปรับลำดับตัดชำระหนี้และปรับเงื่อนไขการผ่อนชำระ ผู้กู้ยืมที่อยู่ในระบบหักเงินเดือนสามารถขอปรับลดจำนวนเงินที่หักเหลือขั้นต่ำ 10 บาทต่อเดือน ซึ่งจะมีผลตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2564 - มิถุนายน 2565&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้นายกรัฐมนตรียังมอบหมายให้กระทรวงศึกษาธิการและ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาตร์ วิจัยและนวตกรรม นำมาตรการลดค่าค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาของนักเรียนและนักศึกษาในปีการศึกษา 2564 เข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีพิจารณาในสัปดาห์หน้า (27 กรกฎาคม 2564) ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ กยศ.&amp;nbsp; เตรียมแนวทางการปรับโครงสร้างหนี้ ปรับเปลี่ยนลำดับตัดชำระหนี้และเปลี่ยนเงื่อนไขการผ่อนชำระสำหรับผู้กู้ยืมกลุ่มก่อนฟ้องคดีเพื่อช่วยเหลือผู้กู้ยืมที่ค้างชำระและลดปัญหาหนี้ค้างชำระของกองทุนจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. ปรับโครงสร้างหนี้ สำหรับผู้กู้ยืมที่อยู่ระหว่างผ่อนชำระหนี้ที่ยังไม่ถูกฟ้องคดี หากไม่สามารถผ่อนชำระเงินคืนตามสัญญา กองทุนจะให้ผู้กู้ยืมทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้โดยขยายระยะเวลาผ่อน และเปลี่ยนเงื่อนไขเพื่อให้มีระยะเวลาในการผ่อนชำระมากขึ้น สามารถผ่อนได้สูงสุด 30 ปี แต่ในการชำระเงินงวดสุดท้ายผู้กู้ยืมต้องมีอายุไม่เกิน 65 ปีบริบูรณ์ และมีส่วนลดเบี้ยปรับโดยให้ชำระในงวดสุดท้าย ทั้งนี้ ผู้กู้ยืมสามารถแจ้งความประสงค์ขอปรับโครงสร้างหนี้ได้ที่แอปพลิเคชัน กยศ.Connect หรือทางเว็บไซต์ https://wsa.dsl.studentloan.or.th ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2564 เป็นต้นไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. ปรับเปลี่ยนลำดับตัดชำระหนี้ สำหรับผู้กู้ยืมที่อยู่ระหว่างผ่อนชำระเงินคืนกองทุนที่ยังไม่ถูกฟ้องคดี จากเดิมที่ใช้วิธีการตัดเบี้ยปรับ ดอกเบี้ย และเงินต้น กองทุนจะปรับเปลี่ยนลำดับการตัดชำระหนี้ใหม่ โดยจะนำเงินที่ได้รับชำระไปตัดเงินต้น ดอกเบี้ย และเบี้ยปรับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. ปรับเปลี่ยนเงื่อนไขการผ่อนชำระเงินคืน สำหรับผู้กู้ยืมรายใหม่ และผู้กู้ยืมที่อยู่ระหว่างปลอดหนี้และยังไม่ครบกำหนดชำระหนี้ จากเดิมที่ผ่อนชำระเป็นรายปี กองทุนจะปรับให้ผ่อนชำระเป็นรายเดือนในอัตราเท่ากันทุกเดือน และเพิ่มระยะเวลาการผ่อนชำระจากเดิมไม่เกิน 15 ปี เป็นไม่เกิน 30 ปี ขึ้นอยู่กับยอดหนี้ของผู้กู้ยืมแต่ละราย ทั้งนี้ในการชำระเงินงวดสุดท้ายผู้กู้ยืมจะต้องมีอายุไม่เกิน 60 ปีบริบูรณ์ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ลดเบี้ยปรับให้เหลือเพียง 0.5% กรณีผู้กู้ยืมไม่สามารถชำระหนี้ได้ในสถานการณ์นี้ รวมทั้งชะลอการฟ้องคดี บังคับคดี ยกเว้นคดีที่จะขาดอายุความ และงดการขายทอดตลาดไว้จนถึงสิ้นปีนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ท่านนายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญในการแก้ปัญญาหนี้ภาคประชาชน&amp;nbsp; ส่งเสริมสร้างวินัยทางการเงิน&amp;nbsp; ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมายังสนับสนุนนโยบาย กยศ. ในการช่วยเหลือลูกหนี้ กยศ. ให้มีความสามารถในการชำระหนี้คืนจากมาตรการต่างๆของกองทุน ซึ่งจะเป็นผลดีต่อลูกหนี้ กยศ. ที่อยู่ระหว่างการชำระหนี้จำนวน 3.5 ล้านราย หากสนใจก็สามารถเข้าร่วมโครงการ ก็จะได้รับประโยชน์จากมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ กยศ. ในครั้งนี้ด้วย&amp;rdquo; นางสาว รัชดาฯ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/110843</URL_LINK>
                <HASHTAG>การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด – 19, ติดหนี้กยศ., น.ส.รัชดา ธนาดิเรก, พล.อ.ประยุทธ์ จัทนร์โอชา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210629/image_big_60dae66499436.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>108353</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/07/2021 06:33</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/07/2021 06:33</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ที่ปรึกษาศบค.แนะให้ตั้งความหวังอยู่บนพื้นฐานที่เป็นจริง เพราะโควิดจะอยู่กับเราจนถึงอย่างน้อยปีหน้า </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2 ก.ค.64 - ผศ.ดร.วรัชญ์ ครุจิต รองคณบดีฝ่ายวางแผนและพัฒนา คณะนิเทศศาสตร์และนวัตกรรมการจัดการ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) และที่ปรึกษาด้านการสื่อสาร ศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.)&amp;nbsp; โพสต์เฟซบุ๊ก&amp;nbsp; ระบุว่า
ตั้งความหวังที่เป็นจริง
.
เราทุกคน หวังว่าโควิดจะหายไปจากโลกนี้
หวังว่าเราจะได้กลับไปใช้ชีวิตเหมือนเดิม เหมือนก่อนโควิด
.
แต่ความเป็นจริงคือ &amp;nbsp;
- โควิด จะอยู่กับเราต่อไปจนถึงอย่างน้อยปีหน้า และต่อๆไปก็จะยังกลับมาเรื่อยๆ แม้ว่าอาจจะเกิดภูมิคุ้มกันหมู่แล้ว ก็ยังไม่มีอะไรรับประกันได้
- การที่เราจะใช้มาตรการกดจำนวนผู้ติดเชื้อให้ลดลง อาจตามมาด้วยความทุกข์เข็ญของปากท้องของผู้คนจำนวนมากเช่นกัน แต่ถ้าให้เสรีภาพในการทำมาหากินตามปกติ ก็จะเกิดความเสี่ยงต่อการรวมตัวและแพร่ระบาดอีก
- นับจนถึงวันนี้ ยังไม่มีประเทศไหนที่ได้กลับไปใช้ชีวิตเหมือนก่อนโควิดจริงๆเลยแม้แต่ประเทศเดียว ไม่ว่าจะฉีดวัคซีนไปเท่าไหร่ก็ตาม จะมีก็แค่ช่วงสั้นๆเท่านั้น &amp;nbsp;
.
ดังนั้นสิ่งที่เราทำได้ และควรทำ อาจเริ่มต้นจากการ set expectation หรือตั้งความหวังที่อยู่บนพื้นฐานความเป็นจริง เช่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;- ยอมรับว่าเราต้องอยู่ร่วมกับโควิดไปอีกอย่างน้อยหนึ่งปีหรือนานกว่านั้น คงไม่ต้องรอว่าเมื่อไหร่เราจะได้กลับมาทำอะไรเหมือนเดิม แต่คิดล่วงหน้าไปเลยว่าเราจะทำอย่างไร เปลี่ยนแปลงตัวอย่างไรเพื่อให้อยู่กับโควิดให้ได้ และหวังว่าสิ่งที่เราเปลี่ยนแปลงนั้น จะทำให้เราอยู่รอดปลอดภัยได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;- รับรู้ว่าสงครามครั้งนี้มีศึกสองด้าน คือสุขภาพกับเศรษฐกิจ ถ้าเลือกดูแลด้านหนึ่งเป็นพิเศษ อีกด้านก็จะแย่ ประเทศส่วนใหญ่ในช่วงแรกก็จะเน้นสุขภาพ แต่เมื่อเวลาผ่านไป สุดท้ายก็ต้องกลับมาสู่ทางสายกลาง ซึ่งไม่มีทางที่จะกดยอดให้ต่ำมากๆได้ เพราะว่าจะเปิดช่องให้ทำมาหากิน ดำเนินชีวิตกันไปเท่าที่จะทำได้ ดังนั้นความหวังของเราคือ การสามารถอยู่ร่วมกับโควิดไปได้โดยไม่มีความเสี่ยงมากเกินไป โดยที่ยังทำมาหากิน ใช้ชีวิตตามเดิมได้เท่าที่จะทำได้ บวกกับการใช้ชีวิตแบบใหม่ที่มาจากการปรับตัวของเรา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;- รับรู้ว่ายอดผู้ติดเชื้อ เป็นระลอก มีขึ้นมีลง ขาขึ้นจะดูน่ากลัว เราก็ต้องเพิ่มความระมัดระวังตัวสูงขึ้นตามไปด้วย แต่ไม่ว่าจะยอดจะขึ้นไปสูงอย่างไร ก็จะต้องมีจุดที่ตกลงมา เหมือนกับที่เกิดขึ้นกับทุกประเทศ ความหวังของเราคือ ทำอย่างไรให้การระบาดนั้นสั้นที่สุด ผู้เสียชีวิตน้อยที่สุด (ซึ่งเป็นเหตุผลที่จำเป็นต้องให้คนแก่และกลุ่มเสี่ยงฉีดวัคซีนให้เร็วที่สุด)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;- รับรู้ว่าในวิกฤต จะมีความวุ่นวายสับสน เหมือนในภาวะสงคราม โดยเฉพาะเรื่องข้อมูลข่าวสาร และก็ไม่ใช่ทุกสื่อมวลชนที่จะเป็นที่พึ่งได้ แทบเป็นไปไม่ได้ที่จะคาดหวังว่าการสื่อสารจะต้องเป็นไปในทางเดียวกันทั้งหมด ตราบใดที่ทุกคนจะพูดจะเขียนอะไร ไม่ว่าจะจริงหรือเท็จ ก็มีช่องทางให้ทำได้ทั้งสิ้น หรือจะหวังให้ทุกสื่อทุกคนสื่อสารด้วยจริยธรรมก็คงไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ ดังนั้นนอกจากเราควรจะคาดหวังข้อมูลที่ดี มีประโยชน์จากทางการแล้ว อีกสิ่งที่สำคัญก็คือที่แต่ละคนควรจะหวังพึ่ง ก็คือสติของเราเองในการแยกแยะข้อมูลข่าวสารที่ท่วมท้นในทุกๆวัน ไม่เช่นนั้นเราก็จะตกเป็นเหยื่อเองได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เรื่องมาตรการต่างๆของรัฐ เป็นสิ่งที่เราทุกคนในฐานะประชาชนมีสิทธิเรียกร้องและแสดงความคิดเห็น ซึ่งผมก็เชื่อว่าสถานการณ์วิกฤตเช่นนี้ คงไม่มีประเทศไทยอยากใดต้องการให้เกิดความเสียหายหรือใครเสียชีวิต และอยากจะแก้ปัญหาให้ดีที่สุด ซึ่งก็คงไม่สามารถจะเป็นที่พอใจของทุกคนได้ และก็คงไม่มีประเทศไหนที่สามารถดูแลทุกคนได้ทุกวันตลอดไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่อย่างน้อย ถ้าเราเริ่มต้นจากการตั้งความหวังที่เป็นจริง เราอาจจะเริ่มมองว่า เป้าหมายของเรา ไม่ใช่การกลับไปสู่อดีตที่เคยทำ เพราะมันอาจจะเป็นไปไม่ได้ แต่อาจจะเป็น การยอมรับความจริงว่าชีวิตของเราคงไม่ได้กลับไปเหมือนเดิมอีกแล้ว และเราจะทำอย่างไรให้มันดีที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขอเป็นกำลังใจให้กับทุกๆท่านครับ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/108353</URL_LINK>
                <HASHTAG>การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด – 19, ที่ปรึกษาศบค., ผศ.ดร.วรัชญ์ ครุจิต, สุขภาพกับเศรษฐกิจ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210521/image_big_60a6f213e2d2b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>107595</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/06/2021 13:59</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/06/2021 13:58</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> ปิดแล้วจบไหม! จับตานายกฯเรียก&#039;ทีมแพทย์-ศปก.ศบค.&#039;ประชุมด่วน ล็อกดาวน์กทม.หรือไม่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25 มิ.ย.64-&amp;nbsp; ที่บมจ.โทรคมนาคมแห่งชาติ ถนนแจ้งวัฒนะ เขตหลักสี่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ภายหลังตรวจเยี่ยมศูนย์ฉีดวัคซีนซิโนฟาร์ม ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ว่า สำหรับการแพร่ระบาดที่มียอดสูงขึ้นทุกวัน หลายคนมีข้อเสนอแนะมากมายซึ่งตนจำเป็นต้องหารือกับกระทรวงสาธารณสุข และ ศบค.ว่ามาตรการต่างๆที่เหมาะสมควรเป็นอย่างไร ซึ่งต้องคำนึงหลายๆเรื่องด้วยกัน ขณะที่การตรวจเชิงรุกแน่นอนยอดมันต้องมี แต่มันก็ดีกว่าไม่ตรวจ ถูกหรือไม่ ตรวจแล้วก็รักษาได้ ควบคุมได้ ส่วนเรื่องเตียงผู้ป่วยสีแดง ตนได้สั่งให้มีการจัดหาเพิ่มเติม ซึ่งได้คุยกันเรียบร้อยแล้วกับกทม.และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข อันดับแรกคือต้องหาสถานที่ให้ได้ หาห้องความดันลบที่ใช้รักษาพยาบาลผู้ป่วยหนักหรือผู้ป่วยสีแดงให้ได้ และต้องหาเจ้าหน้าที่ให้เพียงพอ จะเห็นได้ว่าวันนี้ทุกคนเต็มที่แล้ว ที่มีอยู่ปัจจุบันทั้งฉีดและคัดกรอง ตรวจรับ และรักษา และเราจะหาเพิ่มเติมได้จากไหน จะปรับกันอย่างไร ตนคิดว่าขั้นตอนน่าจะเรียบร้อยภายในไม่กี่วันนี้ วันนี้ตนได้สั่งนโยบายไปว่าต้องหาเตียงเพิ่มให้ได้ 100 เตียง โดยเร็วที่สุด ซึ่งต้องใช้อุปกรณ์วิจัยต่างๆที่ได้มีการพัฒนาแล้ว เหมือนกับโรงพยาบาลบุษราคัม และต้องเชื่อมต่อระบบได้ด้วย นั่นคือสิ่งสำคัญ และต้องมีหมอเฉพาะทางดูแล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ผมติดตามทุกเรื่อง ผมก็ถามคุณหมอ หลายคนเสนอว่าต้องทำอย่างนี้อย่างนั้น ปิดโน่นปิดนี่ เราก็พยายามทำอย่างดีที่สุด ชีวิตต้องเดินหน้า ครอบครัวต้องหากินต้องมีเงินใช้ วันนี้เราแก้ด้วยวิธีการ พบการระบาดตรงไหนก็ปิดตรงนั้น สำคัญต้องร่วมมือ ปิดก็คือปิด ต้องอยู่ในพื้นที่เพื่อไม่ให้แพร่ไปที่อื่น และแก้รักษาให้ได้ สิ่งนี้คือสิ่งที่อยากให้ร่วมมือกับผม ถ้าเล็ดลอดกันไป ก็มากันอีก จะปิดตรงไหนก็รั่วหมด จะพิจารณาอย่างรอบคอบที่สุด เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบทางด้านสุขภาพและเศรษฐกิจ เพราะรู้ว่าคนของเรามีรายได้น้อยจำนวนมาก หาเช้ากินค่ำ ฉะนั้นเราต้องเร่งรัดการดำเนินการเรื่องวัคซีนให้เร็วที่สุด ให้สอดคล้องกับจำนวนวัคซีนที่เข้ามา&amp;quot; นายกฯกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกฯกล่าวอีกว่า เรื่องแรงงานต่างด้าว ได้กวดขันทุกช่องทางในเรื่องการลักลอบ มีการเพิ่มจุดตรวจ 400-600จุดแล้ว แต่จะวางตลอดแนวไม่ได้ ระยะทางตั้ง 2,500 กม. เข้าใจหรือไม่ แต่ก็ยังมีคนพยายามที่จะลักลอบเข้ามา ซึ่งก็ถูกจับได้ ตนได้กำชับไปที่กระทรวงแรงงาน ซึ่งวันนี้แรงงานที่เข้ามามี 3 ประเภท 1.ถูกกฎหมาย มาทำงานในพื้นที่อนุญาต 2.ถูกกฎหมาย และทำงานนอกพื้นที่ 3.ผิดกฎหมายทั้งหมด เราต้องแก้ตรงนี้ให้ได้ ตนได้สั่งกระทรวงแรงงานให้ไปตรวจโรงงานที่มีแรงงานผิดกฎหมายจะต้องมีความผิด นั่นคือการแก้ปัญหาที่ดีที่สุด ตราบใดที่มีดีมานก็ต้องมีซัพพลาย มีคนแสวงหาผลประโยชน์ตรงนี้ ซึ่งตนไม่ยอมทั้งสิ้น ไม่ว่าใครก็ตามที่เกี่ยวข้องจะต้องถูกลงโทษ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า จากผลกระทบโควิด-19 รัฐบาลพยายามแก้ปัญหาทุกอย่าง รัฐบาลแก้ปัญหาหลายเรื่องไม่ได้ทำงานหน้าเดียว ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เรื่องสำคัญที่รัฐบาล ศบค. และกระทรวงสาธารณสุข ยึดหลักในการแก้ปัญหา คือการติดเชื้อการแพร่ระบาดตรวจสอบคัดกรองเชิงรุก ปิดกั้นพื้นที่แพร่ระบาด ด้วยความร่วมมือทุกภาคส่วน การจัดหาวัคซีน ให้ฉีดได้มากที่สุดและเร็วที่สุด พร้อมกับการจัดหาเพิ่มเติม และให้เศรษฐกิจเดินหน้าไปให้ได้ แม้ว่าจะมีโควิดในเวลานี้ แต่ก็ยังมีหลายประเทศอยากจะมาเยี่ยมเยือนเมืองไทย ซึ่งเราต้องมีมาตรการที่รัดกุม เช่น ที่ภูเก็ต วันนี้ก็มอบหมายให้รองนายกฯเศรษฐกิจและด้านสาธารณสุข โดยตนจะไปเปิดงานในวันที่ 1 กรกฎาคม มันต้องทำทั้งสองอย่าง ไม่ใช่หยุดทั้งหมด นั่นคือเป้าหมายที่เราต้องการ การทำงานต้องมีเป้าหมาย ส่วนนี้ก็แก้ปัญหาแล้วเดินหน้าไป ถ้ามันทำได้ก็ทำได้ ถ้าทำไม่ได้เราก็ต้องหยุดก็แค่นั้น ถ้าทำได้เราก็ใช้แนวคิดเเซนด์บ็อกซ์ ไปในส่วนอื่นๆได้ เพราะการท่องเที่ยวเป็นรายได้หลักของประเทศถึง 40 เปอร์เซ็นต์ วันนี้เป็นศูนย์ไม่มีรายได้ รายได้การจัดเก็บภาษีก็ลดลง เราไปรีดกับใครไม่ได้ เราจึงต้องเร่งเปิดตรงนี้ หลายประเทศเขาบอกว่าไม่กังวลประเทศไทย แม้สถิติเราจะตกใจ แต่เขาไม่ตกใจ เขามากกว่าเราเยอะ แต่เราก็ต้องทำให้เขาปลอดภัยกลับไป จะประมาทไม่ได้ เราต้องดูแล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกฯกล่าวอีกว่า เรื่องของการเปิดประเทศที่พูดกันมาหลายวัน ก็ต้องขอบคุณบรรดาคณะแพทย์ที่มีความห่วงใย แต่ก็ขอความกรุณาฟังทางนี้ ทั้งศบค.และสาธารณสุขซึ่งเป็นผู้ปฏิบัติงานจริง ซึ่งเขามีข้อมูล หากสงสัยขอให้ถามกันมา ถ้าจะไปพูดกันไปกันมามันก็จะไปคนละทางสองทาง ตนคิดว่าเราไม่อยากเดินหน้าไปสู่ความวุ่นวายที่จะทำให้เกิดความสับสนอลม่าน ความอดอยากปากแห้งของพี่น้องคนไทย นั่นคือสิ่งที่รัฐบาลต้องทำไปพร้อมกับการให้ความสำคัญกับเรื่องสุขภาพ ไม่ใช่นายกฯจะทำตรงนี้แล้วไม่สนใจเรื่องสุขภาพมันใช่ที่ไหน เราก็ทำอย่างนี้มาเรื่อยๆอยู่แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;วันนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระราชินี และพระบรมวงศานุวงศ์ สถาบันทุกพระองค์ ทรงทำตรงนี้กันอยู่ และวันนี้ก็ได้เน้นผู้ที่ด้อยโอกาสผู้พิการ หรือกลุ่มเปราะบางเป็นหลัก ส่วนที่เหลือก็จะฉีดให้อีก ทุกสถานที่มีการฉีดมีทุกที่ สำคัญที่สุดผู้ลงทะเบียนหมอพร้อมต้องได้รับการฉีดเราต้องเคลียร์ตรงนี้ให้ได้ก่อน วันนี้แอปพลิเคชันมาจากหลายที่ ก็ขอให้มีการเสนอเข้ามาก่อน ยังไม่ต้องนัด เพราะหากนัดก่อนวัคซีนมา ก็จะมีปัญหาอันนี้คือบทเรียน&amp;quot;นายกฯกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่า เอาชัดๆเลยว่ายังไม่ถึงขั้นล็อกดาวน์กทม.ใช่หรือไม่ นายกฯตอบว่า กำลังพิจารณาอยู่ ก็ยังไม่ยืนยันว่าจะทำหรือไม่ทำ เดี๋ยวต้องฟังข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขและคณะแพทย์ถึงเหตุผลและความจำเป็น และจะนำไปพิจารณาในที่ประชุมศบค.ซึ่งมีอยู่หลายกระทรวงด้วยกันรวมถึงจะต้องไปถามพี่น้องประชาชนข้างล่างด้วยว่าจะทำอย่างไร เขาจะร่วมมือกับเราอย่างไร ถ้าจะต้องปิด เขาจะเดือดร้อนอย่างไร รัฐบาลก็ต้องหาเงินไปดูแลเขาอีก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อผู้สื่อข่าวถามย้ำว่า หลายคนเสนอให้เจ็บแล้วจบ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวย้อนว่า &amp;quot;แล้วแน่ใจไหมว่าปิดแล้วมันจบ คุณรับรองให้ผมได้ไหม ถ้านักข่าวบอกให้ผมปิด แล้วถ้าผมปิด แล้วถ้าไม่จบจะทำยังไง ตอบคำถามผมต่อซิ ผมกำลังคิดว่า ถ้ามันทำเจ็บแล้วจบมันก็ควรทำ แต่ถ้าเจ็บแล้วไม่จบมันต้องหาวิธีการอื่นไหม ทำให้ดีที่สุดนั่นแหละ อยู่ที่คนทุกคนต้องปกป้องระวังตัวเอง ผมไม่โทษใครทั้งสิ้น แต่ทุกคนต้องมีจิตสำนึก&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่า หากไม่ล็อกดาว์น 7วัน จะใช้กฎหมายแรงขึ้นหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า กฎหมายมีทุกตัวอยู่แล้ว ถามว่าคนที่เคารพกฎหมาย เมื่อวานก็ยังเดินเกะกะอยู่ ไม่เห็นหรือ กลัวกฎหมายไหม ข้อสำคัญคือ กฎหมายบังคับคนทุกคน ในสถานการณ์เช่นนี้ไม่ควรจะฝืนกฎหมาย ต้องถามเขาว่ากลัวกฎหมายหรือไม่ เพราะคนที่กลัวกฎหมายคือพวกเรา ตนก็กลัว แล้วคนที่ไม่กลัวกฎหมายคือใคร แล้วสร้างประโยชน์อะไรให้ประเทศชาติบ้างไหม อย่าเอาเรื่องนี้มาถามตนอีก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่า ในช่วงบ่ายวันเดียวกันนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม จะเรียกประชุมศูนย์ปฎิบัติการศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด - 19 หรือ ศปก.ศบค. และทีมที่ปรึกษาด้านสาธารณสุข ศูนย์โควิด-19 ที่มี นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร เป็นประธาน เข้าหารือถึงการแก้ไขปัญหาสถานการณ์โควิด - 19 และเรื่องวัคซีน ท่ามกลางสถานการณ์ความตึงเครียด ที่แพทย์และหลายฝ่ายต้องรองรับสถานการณ์โควิด หลายโรงพยาบาลปิดรับห้องฉุกเฉินและห้องไอซียู เนื่องจากเต็มหมดแล้ว รวมไปถึงโรงพยาบาลสนามอีกหลายแห่ง รวมถึงโรงพยาบาลสนามบุษราคัมจะหมดสัญญาเช่า ประกอบกับจำนวนผู้ติดเชื้อรายวันมี 3,000 -4,000 ราย ติดต่อกัน และมีผู้เสียชีวิตเพิ่มเป็นจำนวนมาก จึงทำให้มีการเสนอให้ที่ประชุมศบค.พิจารณา ถึงเรื่องการล็อกดาวน์กรุงเทพฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/107595</URL_LINK>
                <HASHTAG>การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด – 19, พล.อ.ประยุทธ์ จัทนร์โอชา, ล็อกดาวน์กรุงเทพ, ศปก.ศบค.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210625/image_big_60d57d3fa3607.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>106804</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/06/2021 15:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/06/2021 15:19</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เปิดแผนจัดสรรวัคซีนก.ค.10 ล้านโดส เร่งฉีดเข็มสองภูเก็ตให้ได้ 70% ภายในเดือนหน้า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
18 มิ.ย.64 -&amp;nbsp;&amp;nbsp; ที่ทำเนียบรัฐบาล นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. แถลงภายหลังการประชุม ศบค.ชุดใหญ่ ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ในฐานะผอ.ศบค.เป็นประธาน ว่า&amp;nbsp; สำหรับเกณฑ์การจัดสรรวัคซีนของแต่ละจังหวัดในเดือน ก.ค. โดยกำหนดเป้าหมายไว้ 10 ล้านโดส ซึ่งจะพิจารณาจัดสรรให้ผู้ที่จองวัคซีนล่วงหน้าในระบบหมอพร้อมสำหรับผู้สูงอายุและผู้ป่วยเรื้อรัง และพิจารณาให้ กทม.ได้รับการจัดสรรวัคซีนอย่างน้อย 5 ล้านโดสภายในเดือน ก.ค. และจะพิจารณาให้ จ.ภูเก็ตได้รับวัคซีนเข็มที่สองอย่างน้อยร้อยละ 70 ภายใน ก.ค.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ สำหรับวัคซีน 10 ล้านโดสในเดือน ก.ค. จะมีการจัดสรรให้จังหวัดที่มีการแพร่ระบาดในพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด 5 จังหวัด ร้อยละ 30 ได้แก่ กทม. (รวม ทปอ.และประกันสังคม) 2.5 ล้านโดส&amp;nbsp; สมุทรปราการ นนทบุรี ปทุมธานี 6 แสนโดส และจังหวัดที่มีแผนเปิดท่องเที่ยวได้แก่ จ.ภูเก็ต 2 แสนโดส, จังหวัดที่มีชายแดนติดกับประเทศเพื่อนบ้าน จังหวัดพื้นที่ควบคุมสูงสุด หรือมีความเร่งด่วนในการเตรียมความพร้อมรองรับสถานการณ์ภายหลังการระบาด ร้อยละ 25 หรือ 2.5 ล้านโดส เฉลี่ยจังหวัดละ 1 แสนโดส โดยมี 23 จังหวัด ได้แก่ เชียงราย เชียงใหม่ ตาก หนองคาย สระแก้ว ระนอง นราธิวาส ยะลา ปัตตานี สงขลา ตรัง ประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี นครปฐม พระนครศรีอยุธยา ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง จันทบุรี บุรีรัมย์ สุราษฎร์ธานี (เกาะสมุย) พังงา และกระบี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนที่เหลืออีก 49 จังหวัด จะได้รับการจัดสรรร้อยละ 35 หรือ 3.5 ล้านโดส เฉลี่ยจังหวัดละ 7 หมื่นโดส โดยจะมีการเก็บไว้เป็นส่วนกลาง องค์กรภาครัฐ และสำรองส่วนกลางสำหรับตอบโต้การระบาดอีกร้อยละ 10 หรือ 1 ล้านโดส ซึ่งการจัดสรรขึ้นอยู่กับจำนวนวัคซีนที่บริษัทผู้ผลิตส่งมอบและสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามสถานการณ์การระบาดของโรค&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.ทวีศิลป์ กล่าวว่า ในที่ประชุมเห็นชอบเพิ่มกรอบการจัดสรรวัคซีนจาก 100 ล้านโดสภายในปี 64 เป็น 150 ล้านโดสภายในปี 65 เพื่อรองรับกรณีที่ต้องมีการเพิ่มความครอบคลุมการได้รับวัคซีน เพิ่มกลุ่มเป้าหมาย เพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกันโรค หรือกรณีอื่นใดที่ต้องมีการใช้วัคซีนเพิ่มเติม ขณะนี้ประเทศไทยมีการจัดหาและดำเนินการจองวัคซีนแล้ว 105.5 ล้านโดส ดังนั้น จึงต้องเตรียมงบประมาณสำหรับจัดหาจัดซื้อวัคซีนเพิ่มเติมให้ครบ 150 ล้านโดส โดยให้ภาครัฐจัดหาวัคซีนวัคซีน ดังต่อไปนี้ ซิโนแวค 28 ล้านโดส วัคซีนโควิดอื่นๆ ประมาณ 22 ล้านโดส ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับผลการศึกษาประสิทธิภาพของวัคซีนและสถานการณ์ของเชื้อกลาย &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/106804</URL_LINK>
                <HASHTAG>การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด – 19, น.พ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน, แผนฉีดวัคซีน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210618/image_big_60cc567324a4a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>104443</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/05/2021 08:05</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/05/2021 06:51</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;หมอยง&#039;รับไม่สามารถกำจัดไวรัสโควิดให้หมดสิ้นไปได้ จึงจำเป็นที่ให้คนหมู่มากมีภูมิคุ้มกันจากวัคซีน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;28 พ.ค.64 - ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยา คลินิกภาควิชากุมาร​เวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์เฟซบุ๊ก&amp;nbsp; ระบุว่าจากการติดตามการเปลี่ยนแปลงการแพร่ระบาดของ covid-19 ในประเทศไทยจะเห็นได้ว่าในปีที่แล้วสายพันธุ์ที่ระบาดในประเทศไทยจะเป็นสายพันธุ์มาจากประเทศจีน ในขณะนั้นจากการตรวจจะพบว่าปริมาณไวรัสที่ตรวจพบในผู้ที่ติดเชื้อมีปริมาณ ไม่มากเท่าในปัจจุบัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การควบคุมระยะแรกเรามีมาตรการเต็มที่ ก็สามารถควบคุมได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมาเมื่อการระบาดในและนอก 2 ตั้งแต่กลางเดือนธันวาคมปีที่แล้ว สายพันธุ์ได้พัฒนาเป็นสายพันธุ์ G&amp;nbsp; หรือที่ระบาดมาจากแรงงานที่มาจากประเทศเพื่อนบ้าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การตรวจพบปริมาณไวรัสในผู้ป่วยก็มีปริมาณเพิ่มขึ้น โรคก็ทำท่าที่จะควบคุมได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การระบาดระลอก 3 เกิดขึ้น ปลายเดือนมีนาคมการระบาดครั้งนี้เป็นสายพันธุ์อังกฤษ ปริมาณไวรัสที่ตรวจพบในลำคอผู้ป่วยสูงมากจริงๆ จึงทำให้เกิดการแพร่กระจายได้ง่าย และอย่างรวดเร็ว กว่าสายพันธุ์เดิมๆ ทำให้การควบคุมลำบากยิ่งขึ้นอีก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จนถึงวันนี้ ก็ยังไม่สามารถที่จะควบคุมได้ ปริมาณไวรัสที่มีจำนวนมาก ทำให้เกิดการแพร่กระจายได้ง่าย โดยเฉพาะกลุ่มคนที่อยู่รวมกัน หรือในครอบครัวเดียวกัน ซึ่งแตกต่างกับปีที่แล้วอย่างมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต เมื่อเราเรียนรู้เราก็พยายามที่จะต่อสู้ ลดจำนวนการแพร่กระจายของไวรัส แต่ไวรัสเองก็มีการปรับตัว ให้แพร่กระจายได้ง่าย เพิ่มขึ้น เพื่อต่อสู้กับมาตรการต่างๆที่มนุษย์สร้างขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เราไม่สามารถที่จะกำจัดไวรัสโควิด 19 ให้หมดสิ้นไปได้ ขณะนี้ทำอย่างไรที่จะให้ เราและไวรัสอยู่ด้วยกันได้ ก็ต้องหมายความว่าถ้าเรามีภูมิต้านทาน และไม่เกิดโรครุนแรง หรือเสียชีวิต และไวรัสก็ต้องไม่ทำร้ายเซลล์เจ้าบ้านที่ไปอาศัยอยู่ โดยกฎเกณฑ์จะต้องมีการเลือกตามทฤษฎีแห่งความอยู่รอด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้นถ้าทุกคนมีภูมิต้านทาน ไม่ว่าจะเกิดจากการติดเชื้อ หรือจากการให้วัคซีน และถ้าติดเชื้อไวรัสแล้วไม่เกิดโรคหรือเกิดน้อยที่สุด อย่างเช่นไวรัสทางเดินหายใจอื่นๆที่พบอยู่มากมาย ก็จะเป็นวิธี ที่จะทำให้สงบลงได้ จึงมีความจำเป็นที่ให้คนหมู่มากมีภูมิคุ้มกันจากวัคซีน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;#หมอยง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/104443</URL_LINK>
                <HASHTAG>การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด – 19, นพ.ยง ภู่วรวรรณ, สร้างภูมิคุ้มกันหมู่, ไวรัสสายพันธ์ุอังกฤษ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210420/image_big_607e6584b3b7a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>103102</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/05/2021 17:20</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/05/2021 17:20</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ทอท.ชี้แจงคลัสเตอร์สุวรรณภูมิติดเชื้อโควิด-19 ไม่กระทบต่อการให้บริการ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;16 พ.ค.2546-นายแพทย์ณรงค์ อภิกุลวณิช ผู้ตรวจราชการ กระทรวงสาธารณสุข เขตที่ 6 เปิดเผยว่าจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด &amp;ndash; 19 ระลอกใหม่ ขณะนี้ยอดผลการตรวจโรคโควิด 19&amp;nbsp;&amp;nbsp;ในกลุ่มผู้ที่มีความเสี่ยงสูง จำนวนกว่า 190&amp;nbsp;&amp;nbsp;คน พบว่า มีผู้ติดเชื้อ 126 คน จากที่ได้แจ้งทาง ศบค.ก่อนหน้านี้ 105 คน ซึ่งผลจะทยอยออกและจะมีตัวเลขที่อาจเปลี่ยนแปลงได้อีก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ส่วนสาเหตุการติดเชื้อมาจากการเคลื่อนที่ของบุคคล พนักงาน ที่ยังพบปะกัน แม้ว่าในกลุ่มของพนักงานในคลังสินค้า จากเดิมที่เป็นกลุ่มของผู้เสี่ยงต่ำ แต่ก็พบว่ามีการติดเชื้อมาจากการติดกันภายใน &amp;nbsp;โดยคาดทางทีมแพทย์ได้เข้าทำการตรวจเชิงรุก พร้อมกับเร่งแผนการฉีดวัคซีน หลังจากที่ฉีดวัคซีนในกลุ่มพนักงานบริการด่านหน้าที่มีความเสี่ยงสูง 4,371 คนครบทั้ง 2 โดสแล้ว ซึ่งในวันที่ 17 พ.ค นี้จะฉีดวัคซีนสำหรับกลุ่มเสี่ยงสูงรองลงมา เพื่อเร่งฉีดให้ครบตามแผนในมิ.ย.นี้
ด้านน.ท.สุธีรวัฒน์ &amp;nbsp;สุวรรณวัฒน์ ผู้อำนวยการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (ทอท.) เปิดเผยว่าจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด &amp;ndash; 19 ระลอกใหม่ ซึ่งมีแนวโน้มการแพร่ระบาดและพบผู้ติดเชื้อมากขึ้นอย่างต่อเนื่องปัจจุบัน ทสภ. ได้รับรายงานว่ามีผู้ปฏิบัติงานจากหน่วยงานภายใน ทสภ. ได้รับการตรวจพบว่าติดเชื้อไวรัสโควิด -19 จำนวนหลายราย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ในส่วนของ ทสภ. มีพนักงานและลูกจ้างของฝ่ายขนส่งทางอากาศติดเชื้อไวรัสโควิด-19 จำนวน 34 คน เมื่อได้รับทราบ ก็ได้มีการดำเนินการและกำชับให้หน่วยงานมีการดำเนินการตามมาตรการของกระทรวงสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด เพื่อความปลอดภัยของผู้โดยสารและผู้ใช้บริการรวมถึงสวัสดิภาพของพนักงานที่ปฏิบัติงานภายใน ทสภ. เป็นสำคัญ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามทสภ. ได้มีแนวทางปฏิบัติดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. ให้ผู้ที่สัมผัสกับผู้ป่วยและมีความเสี่ยงสูงได้เข้าทำการตรวจหาเชื้อไวรัสโควิด - 19 และสั่งการให้พนักงานผู้สัมผัสเสี่ยงสูงกับผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 จะต้องทำการกักตัว 14 วัน โดยได้จัดให้พนักงานฝ่ายอื่นมาปฏิบัติงานเเทนซึ่งไม่ส่งผลกระทบต่อการให้บริการของทสภ.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. &amp;nbsp;ทสภ. ดำเนินการทำความสะอาดโดยการฉีดพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อโรค และทำความสะอาดแบบ Deep cleaning ในบริเวณพื้นที่ที่ผู้ป่วยและผู้มีความเสี่ยงสูงปฏิบัติงาน เพื่อเป็นการสร้างความมั่นใจให้แก่พนักงานและผู้มาใช้บริการตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา (COVID-19) และตามคำแนะนำของสาธารณสุข&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. ในส่วนของพนักงานที่ปฏิบัติงานในพื้นที่ที่มีผู้ติดเชื้อทั้งหมดได้รับตรวจเชิงรุก (Active Case Finding) โดยฝ่ายการแพทย์ประสานสาธารณสุขอำเภอบางพลี และโรงพยาบาลบางพลีเพื่อดำเนินการรวมทั้งจัดเตรียมพื้นที่ที่เหมาะสมสำหรับการตรวจดังกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4. ให้พนักงานและลูกจ้างฯ สวมใส่หน้ากากอนามัยและถุงมือในขณะปฏิบัติหน้าที่ และหมั่นล้างมือด้วยเจลแอลกอฮอล์ รวมถึงการรักษาระยะห่าง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5. &amp;nbsp;แบ่งพื้นที่ในการทำงานของแต่ละส่วนงาน ให้มีพื้นที่ปลอดภัย (Safe Zone) เป็นพื้นที่ทำงานชั่วคราวแทนได้ โดย ทสภ. ได้จัดหาพื้นที่กักตัวสำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงสูง และจะเพิ่มพื้นที่กักตัวในกรณีที่มีผู้มีความเสี่ยงสูงเพิ่มขึ้นจากเดิม
น.ท.สุธีรวัฒน์ &amp;nbsp;กล่าวว่า ทั้งนี้ ทสภ. ได้มีการปฏิบัติตามแนวทางและมาตรการที่สาธารณสุขกำหนด โดยให้พนักงานทำงานจากที่บ้าน (Work From Home) อย่างน้อย 80% ตั้งแต่ในช่วงกลางเดือนเมษายน พ.ศ.2564 เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด &amp;ndash; 19 และเน้นย้ำในการดูแลรักษาความสะอาดในทุกพื้นที่ภายในท่าอากาศยาน รวมถึงบริเวณพื้นที่จุดสัมผัสต่าง ๆ เช่น ห้องน้ำ ลิฟต์ ทางเดินเลื่อน แบบ Deep Cleaning อย่างต่อเนื่องทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง&amp;nbsp;
ทั้งนี้ได้ขอความร่วมมือให้ผู้โดยสารและผู้ใช้บริการทุกคนรวมถึงผู้ปฏิบัติงานต้องถือปฏิบัติยึดหลักบินวิถีใหม่ D &amp;ndash; M &amp;ndash; H &amp;ndash; T &amp;ndash; T ซึ่งประกอบด้วย D (DISTANCING) เว้นระยะห่างกัน หลีกเลี่ยงการสัมผัสผู้อื่น M (MASK- WEARING) สวมหน้ากากผ้าหรือหน้ากากอนามัยตลอดเวลา H (HAND WASHING) หมั่นล้างมือด้วยเจลแอลกอฮอล์ T (TEMPERATURE CHECK) ตรวจวัดอุณหภูมิร่างกายและ T (THAICHANA) สแกนแอปพลิเคชั่นไทยชนะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ท.สุธีรวัฒน์ &amp;nbsp;กล่าวว่า ที่ผ่านมา ทสภ. ได้ให้ความสำคัญกับพนักงานและลูกจ้าง ตลอดจนเจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วน ที่เป็นด่านหน้าในการให้บริการผู้โดยสาร ซึ่งใกล้ชิดผู้โดยสาร และมีความเสี่ยงในการติดเชื้อโรค Covid-19 ทสภ. จึงได้สนับสนุนพื้นที่ในการให้บริการจุดฉีดวัคซีน สำหรับผู้ปฏิบัติงาน ณ ทสภ. บริเวณห้องโถงผู้โดยสารขาออกชั้น 4 ประตู 9 บริเวณเคาน์เตอร์เช็คอิน Row U และ W โดย ทสภ. ต้องขอขอบคุณกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) และศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินด้านความมั่นคงประจำท่าอากาศยานที่ได้ให้การสนับสนุนวัคซีนสำหรับผู้ปฏิบัติงานทุกหน่วยงานภายใน ทสภ.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยปัจจุบันมีการฉีดวัคซีนให้กับพนักงานและผู้ปฏิบัติงานไปแล้วกว่า 4,371 คน ซึ่งจะเร่งฉีดวัคซีนให้ผู้ปฏิบัติงานที่ให้บริการภาคพื้น รวมถึงพนักงานในเขตพื้นที่เขตปลอดอากรก่อนเป็นการเร่งด่วน และจะทยอยฉีดให้ผู้ปฏิบัติงานอื่นๆ จนครบทุกคนภายในเดือนมิถุนายน 2564&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รายงานข่าวแจ้งว่าในการแถลงข่าวครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมได้แก่ พลเอก ปรีชา เบ็ญจขันธ์ &amp;nbsp;ผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน ด้านความมั่นคงประจำท่าอากาศยาน นพ.ณรงค์ อภิกุลวณิช ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข เขตที่ 6 ผู้แทนบริษัท การบินไทย จำกัด(มหาชน) ผู้แทนบริษัท Bangkok Flight Services (BFS) ผู้แทนบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/103102</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงสาธารณสุข เขตที่ 6, การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด – 19, นายแพทย์ณรงค์ อภิกุลวณิช, สุวรรณภูมิ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210516/image_big_60a0f17b8745f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
