<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>84447</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/11/2020 07:49</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/11/2020 07:49</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ทะลุ57ล้านแล้ว!&#039;หมอธีระ&#039;แนะต้องติดตามการพบโควิดสายพันธุ์ใหม่ในตัวมิ้งค์ที่เดนมาร์ก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;

20 พ.ย.63 - รศ.นพ.ธีระ วรธนารัตน์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ความเห็น รายงานสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 ทั่วโลก 20 พฤศจิกายน 2563 มีเนื้อหาดังนี้
ทะลุ 57 ล้านไปแล้ว อเมริกาติดเกิน 12 ล้าน อินเดียเกิน 9 ล้าน ส่วนรัสเซียเลยสองล้านคนเป็นประเทศที่ 5
ลองวิเคราะห์ความเร็วในการติดเชื้อเพิ่ม 25 ล้านคนในช่วงที่ผ่านมา พบว่าการติดเชื้อเพิ่มทุก 5 ล้านคนใช้เวลาสั้นลงเรื่อยๆ จาก 17 วัน 14 วัน 10 วัน&amp;nbsp; 9 วัน และ 8.5 วันตามลำดับ
เมื่อวานทั่วโลกติดเพิ่มอีกถึง 669,842 คน รวมแล้วตอนนี้ 57,189,371 คน ตายเพิ่มอีก 10,834 คน ยอดตายรวม 1,364,479 คน
อเมริกา เกินแสนคนอย่างต่อเนื่อง ติดเพิ่ม 194,538 คน รวม 12,046,567 คน ตายเพิ่มอีกถึง 2,033 คน ยอดตายรวม 258,083 คน
อินเดีย ติดเพิ่ม 46,182 คน รวม 9,004,325 คน
บราซิล ติดเพิ่ม 34,364 คน รวม 5,981,767 คน พรุ่งนี้จะเกินหกล้านคน
ฝรั่งเศส ติดเพิ่ม 21,150 คน รวม 2,086,288 คน
รัสเซีย ติดเพิ่มทำลายสถิติเดิมอีกครั้ง 23,610 คน รวม 2,015,608 คน หากจำไม่ผิด เคยคาดประมาณไว้ว่า ยอดติดเชื้อสูงสุดต่อวันอาจอยู่ระหว่าง 15,000-30,000 คนต่อวัน และระลอกนี้อาจมีคนติดเชื้อรวมราวเก้าแสนถึงล้านสอง เอาใจช่วยให้เค้าควบคุมโรคได้โดยเร็ว&amp;nbsp; &amp;nbsp;
อันดับ 6-10 ตอนนี้เป็น สเปน สหราชอาณาจักร อาร์เจนตินา อิตาลี และโคลอมเบีย ส่วนใหญ่ติดกันหลายพันถึงหลายหมื่นต่อวัน
ใน 10 อันดับแรกของโลก มีอัตราเสียชีวิต 1.5-3.7% สูงสุดตอนนี้คือ สหราชอาณาจักรและอิตาลี
เยอรมัน เนเธอร์แลนด์ สวิสเซอร์แลนด์ เบลเยี่ยม ออสเตรีย โปแลนด์ แคนาดา รวมถึงอิหร่าน บังคลาเทศ ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น มาเลเซีย และเมียนมาร์ ติดกันเพิ่มหลักพันถึงหลายหมื่น
หลายต่อหลายประเทศในยุโรป ก็ยังติดกันหลักร้อยถึงหลักพัน
เกาหลีใต้ติดกันเพิ่มหลักร้อย ส่วนจีน และฮ่องกงติดเพิ่มหลักสิบ ในขณะที่สิงคโปร์ ออสเตรเลีย เวียดนาม และนิวซีแลนด์ ยังมีติดเพิ่มต่ำกว่าสิบ
...สถานการณ์ในเมียนมาร์ เมื่อวานติดเพิ่มขึ้นอีก 1,560&amp;nbsp; คน ตายเพิ่มอีก 26 คน ตอนนี้ยอดรวม 74,882 คน ตายไป 1,676 คน อัตราตายตอนนี้ 2.2%
ญี่ปุ่นระลอกสามนี้น่าจะหนักหากไม่รีบจัดการ จำนวนติดเชื้อต่อวันสูงสุดในระลอกสามนี้อาจอยู่ระหว่าง 2,229-5,994 คนต่อวัน และระบาดยาวไปถึงราวกลางมกราคม 2564 ลองประมาณโดยคร่าว คาดว่าอาจมีผู้ติดเชื้อรวมในระลอกนี้อย่างน้อย 57,318-66,870 คน
หากเราตามข่าวเรื่องการกลายพันธุ์ของไวรัสโรค COVID-19 จะพบว่าตอนนี้ที่กังวลกันก็คือ สายพันธุ์ใหม่ที่ตรวจพบในตัวมิ้งค์ที่ประเทศเดนมาร์ก ซึ่งทำให้ไวรัสนั้นตอบสนองต่อภูมิคุ้มกันในน้ำเลือดหรือแอนติบอดี้น้อยลง และอาจส่งผลต่อประสิทธิภาพของวัคซีนป้องกันโรคที่เรากำลังวิจัยกัน
สายพันธุ์ดังกล่าวเกิดการระบาดในฟาร์มมิ้งค์ทางตอนเหนือของเดนมาร์ก จนเป็นสาเหตุให้ทางเดนมาร์กตัดสินใจฆ่ามิ้งค์ทั้งหมดกว่า 15-17 ล้านตัว เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดต่อ
ขณะนี้ทางสวีเดน และไอร์แลนด์ ก็กำลังพิจารณาวางแผนเรื่องนี้เช่นกัน เพราะสวีเดนเพิ่งพบคนงานในฟาร์มมิ้งค์ที่ติดเชื้อด้วย
เรื่องดังกล่าวเป็นสิ่งที่ต้องติดตาม เพราะหากปล่อยให้เกิดการระบาด อาจทำให้วัคซีนต่างๆ ที่กำลังจะออกมาใช้ควบคุมโรคอาจได้ประสิทธิภาพที่ลดลง ทั้งนี้ฟาร์มมิ้งค์มีการทำในหลายประเทศทั่วโลก รวมถึงอเมริกา แคนาดา และจีนด้วย
โดยรวมแล้ว สถานการณ์การระบาดทั่วโลกยังรุนแรงต่อเนื่อง มาตรการเข้มข้นที่หลายประเทศได้ทำมาหลายสัปดาห์ยังไม่เห็นผลที่ชัดเจนนัก จากที่ตดิตามมา คาดว่าประเทศที่เข้มมากๆ น่าจะสามารถกดการระบาดได้ก่อนถึงช่วงคริสตมาส แต่หลายประเทศน่าจะลำบากและอาจระบาดรุนแรงยาวไปถึงต้นปีหน้าเป็นอย่างน้อย เช่น ยุโรปตะวันออก ยูเรเชีย รัสเซีย รวมถึงญี่ปุ่น
ไทยเรา ขอให้ระมัดระวังตัวเสมอ รักตัวเอง รักครอบครัว ป้องกันตัวให้ดี
ใส่หน้ากากเสมอ...ล้างมือบ่อยๆ...อยู่ห่างคนอื่นหนึ่งเมตร...พบคนน้อยๆ สั้นๆ...เลี่ยงที่แออัดที่ชุมนุมที่อโคจร...และคอยสังเกตอาการตนเองและครอบครัว หากไม่สบาย ให้หยุดเรียนหยุดงานและรีบไปตรวจ
ด้วยรักต่อทุกคน
รศ.นพ.ธีระ วรธนารัตน์
คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/84447</URL_LINK>
                <HASHTAG>การแพร่เชื้อไวรัสโควิด-19, ตัวมิ้งค์, รศ.นพ.ธีระ วรธนารัตน์, ไวรัสโควิดสายพันธุ์ใหม่</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200708/image_big_5f05230a5ece1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>76460</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/09/2020 07:52</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/09/2020 07:50</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;หมอมนูญ&#039;เผยโรคไวรัสโควิด-19 เป็นแล้วเป็นซ้ำได้อีก-กลายพันธุ์อยู่ตลอด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
4 ก.ย.63- นพ.มนูญ ลีเชวงวงศ์ แพทย์เฉพาะทางด้านโรคระบบการหายใจ โรงพยาบาลวิชัยยุทธ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก หมอมนูญ ลีเชวงวงศ์ FC ว่า มีเนื้อหาดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โรคไวรัสโควิด-19 เป็นแล้วเป็นซ้ำได้อีก รายงาน 3 คนแรกเป็นครั้งที่ 2 อาการน้อยกว่าครั้งแรก เพราะร่างกายมีภูมิต้านทานจากการติดเชื้อครั้งแรก ทำให้มีอาการน้อย หรือไม่มีอาการเลย ยกเว้นรายงานล่าสุด
ผู้ป่วยชายชาวอเมริกันอายุ 25 ปี ปกติแข็งแรง ไม่มีโรคประจำตัว วันที่ 25 มีนาคม มีอาการไอ เจ็บคอ ปวดศีรษะ คลื่นไส้ ท้องเสีย วันที่ 18 เมษายน ตรวจรหัสพันธุกรรมพบว่าติดเชื้อโรคไวรัสโควิด-19 วันที่ 27 เมษายน หายเป็นปกติ วันที่ 9 และ 26 พฤษภาคม ตรวจรหัสพันธุกรรมซ้ำให้ผลเป็นลบ ผู้ป่วยสบายดี หายเป็นปกติ จนกระทั่งวันที่ 31 พฤษภาคม มีอาการไข้ ไอ ปวดศีรษะ คลื่นไส้ ท้องเสีย เอกซเรย์ปอดปกติ แพทย์ให้กลับบ้าน วันที่ 5 มิถุนายน กลับมารพ.อีก ด้วยอาการไอ เหนื่อย ปวดกล้ามเนื้อ เอกซเรย์ปอดครั้งนี้พบปอดอักเสบทั้งสองข้าง วัดระดับออกซิเจนในเลือดต่ำ ต้องให้ออกซิเจน ตรวจรหัสพันธุกรรมพบติดเชื้อไวรัสโควิด-19&amp;nbsp; รหัสพันธุกรรมของเชื้อไวรัสโควิดครั้งที่ 2 แตกต่างกับครั้งแรก แพทย์วินิจฉัยว่าผู้ป่วยรายนี้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ครั้งที่ 2 ห่างจากการติดเชื้อครั้งแรก 48 วัน
หลังการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 คนส่วนใหญ่จะสร้างภูมิต้านทาน แต่ภูมิอาจอยู่ได้ไม่นาน ทำให้มีโอกาสเป็นซ้ำได้อีก แต่อาการจะน้อยกว่าครั้งแรก ที่น่าเป็นห่วงผู้ป่วยรายนี้เป็นซ้ำ แต่อาการหนักกว่าเดิม ทำให้สงสัยว่าภูมิต้านทานที่เกิดขึ้นจากการติดเชื้อครั้งแรกอาจส่งเสริมทำให้อาการติดเชื้อครั้งที่ 2 รุนแรง เหมือนกับไข้เลือดออกเป็นครั้งที่ 2 จะหนักกว่าครั้งแรก ทำให้มีความวิตกกังวลว่าการฉีดวัคซีนไวรัสโควิด-19 อาจทำให้คนที่ได้รับเชื้อไวรัสโควิด-19 ครั้งแรก มีอาการหนักกว่าคนที่ไม่เคยได้วัคซีน เหมือนกับวัคซีนไข้เลือดออกที่ถูกถอนออกจากประเทศฟิลิปปินส์หลังเริ่มใช้ได้ไม่นาน แต่ประเทศไทยยังให้ใช้วัคซีนไข้เลือดออกนี้อยู่
เชื้อไวรัสโควืด-19 กลายพันธุ์อยู่ตลอด เราต้องรอการศึกษาความปลอดภัยและประสิทธิภาพของวัคซีนโควิดระยะที่ 3 ในอาสาสมัครจำนวนหลายหมื่นคนซึ่งต้องใช้เวลาหลายเดือน เพื่อพิสูจน์ว่าวัคซีนที่ผลิตขึ้น ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพป้องกันได้อย่างน้อยร้อยละ 50 ถึงจะอนุญาตนำมาใช้กับคนทั่วไปได้ ระหว่างรอวัคซีนคนไทยทุกคนต้องปฏิบัติตัวในยุคนิวนอร์มัล สวมหน้ากากอนามัย เว้นระยะห่าง และล้างมือบ่อยๆเหมือนเดิม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/76460</URL_LINK>
                <HASHTAG>การแพร่เชื้อไวรัสโควิด-19, นพ. มนูญ ลีเชวงวงศ์, โควิด-19กลายพันธุ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200521/image_big_5ec67499796d4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>75110</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/08/2020 10:55</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/08/2020 10:55</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สบายใจได้!ปลัดสธ.ย้ำตรวจเชื้อโควิดคนใกล้ชิดหญิง2รายแล้วยังปกติแนะม็อบนศ.ดูแลสุขภาพตนเอง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
21 ส.ค.63 - ที่ทำเนียบรัฐบาล นพ.สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ถึงกรณี 2 หญิงไทยที่เดินทางกลับจากต่างประเทศ และผ่านการกักกันตัวรัฐ แต่พบซากเชื้อโควิด-19&amp;nbsp; ว่าคนไทยที่เดินทางกลับจากประเทศกลุ่มเสี่ยง เช่นกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง อินเดีย มีโอกาสที่จะติดเชื้อโควิด-19 ได้ บางคนเป็นแล้วหาย แต่เมื่อหายแล้วบางคนยังพบซากเชื้ออยู่ ดังนั้น​ สิ่งที่ต้องทำในวันนี้ คือ ทุกคนที่เดินทางเข้าประเทศไทยต้องผ่านการกักกันตัวอย่างน้อย 14 วัน และทำการตรวจเชื้อ ทั้งเพื่อลดการแพร่กระจายของเชื้อโรค ทั้งนี้ เคสที่เกิดขึ้นล่าสุด พบเชื้อที่น้อยมาก แต่ก็ดำเนินการตรวจเพาะเชื้ออีกครั้ง ซึ่งจะทราบผลใน 7 วันและตรวจภูมิคุ้มกันมั่นใจเคสนี้ไม่ได้เพิ่งเป็น แต่เป็นมานานแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.สุขุม​ กล่าวว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่ ได้ติดตามญาติ พี่น้อง คนใกล้ชิด เพื่อให้เกิดความมั่นใจ นำมาตรวจเชื้อ โดยขณะนี้พบว่า ทุกคนยังเป็นปกติ จึงอยากให้ทุกคนมั่นใจ และขณะนี้ทางกระทรวงสาธารณสุข ก็ได้พัฒนาแล็ป ในการตรวจเชื้อ ซึ่งได้ดำเนินการตรวจเชื้อไปแล้วถึง 8 แสนราย เทียบอัตราส่วน 16,000 คนต่อประชากร 1 ล้านคน พบคนติดเชื้อเพียงร้อยละ 0.5 เท่านั้น ถือว่าอยู่ในปริมาณที่น้อยมาก และนี่คือการติดตามและควบคุมได้ดี​ อย่างไรก็ตาม&amp;nbsp; ในที่ประชุม ศบค.จะรายงานให้นายกฯได้รับทราบถึงการตรวจเชื้อ และการติดตามในทุกขั้นตอน&amp;nbsp; รวมถึงการรายงานสถานการณ์โควิด 19 ทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะต่างประเทศที่มีการระบาดรอบ 2 และการเตรียมหาวัคซีน อุปกรณ์ทางการแพทย์ให้กับประชาชนด้วย ขอให้ประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ 2 จังหวัด ที่พบซากเชื้อโควิดสบายใจได้ เพราะจากการตรวจเชื้อเบื้องต้นบุคคลใกล้ชิดยังไม่พบใครติดโควิด-19&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.สุขุม​ กล่าวว่า​ ส่วนความคืบหน้าพัฒนาวัคซีนในไทย​ มีทั้งการพัฒนาในมหาวิทยาลัย และความร่วมมือด้านวิชาการกับทางมหาวิทยาลัย ต่างประเทศ&amp;nbsp; รวมถึงการจัดหาวัคซีนจากบริษัทอื่นๆ ซึ่งเร่งดำเนินการในเร็วๆ นี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปลัดกระทรวงสาธารณสุข​ ยังกล่าวถึง​การชุมนุมของกลุ่มนักศึกษาว่า​ ขณะนี้เป็นการแสดงออกทางความคิดเห็นในทางประชาธิปไตยเป็นสิทธิเสรีภาพ แต่ต้องดูแลสุขภาพตนเองด้วย ดังนั้นขอให้ระมัดระวัง ใส่หน้ากากอนามัย ล้างมือ ใครเจ็บป่วยเป็นหวัด ควรหลีกเลี่ยงการชุมนุม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/75110</URL_LINK>
                <HASHTAG>กักตัว 14 วัน, การแพร่เชื้อไวรัสโควิด-19, นพ.สุขุม กาญจนพิมาย, ม็อบนิสิต-นักศึกษา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200821/image_big_5f3f4442083a8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>68462</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/06/2020 06:59</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/06/2020 06:58</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> &#039;หมอยง&#039;แนะผ่อนปรนการศึกษาโรงเรียนกวดวิชามีความเสี่ยงมากกว่าโรงเรียนธรรมดา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;12 มิ.ย.63 - ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Yong Poovorawan มีเนื้อหาดังนี้
โควิด -19 ควรเปิดโรงเรียน ก่อน เปิดโรงเรียนกวดวิชา
สภาพความเป็นจริง การผ่อนปรน การศึกษามีความสำคัญ
นักเรียนประถมในต่างจังหวัด โดยเฉพาะในชนบท มีนักเรียนน้อยมาก
พร้อมที่จะเปิดได้ ให้เจ้าหน้าที่สาธารณสุขคอยดูแล
โรงเรียนใหญ่ในเมือง ควรจะต้องมีมาตรการเคร่งครัด กำหนดระยะห่างของนักเรียน
หรือลดจำนวนนักเรียนลงต่อหน่วยเวลา
เด็กโต หรือหนุ่มสาว จะมีโอกาสแพร่กระจายโรคได้มากกว่า
เพราะเดินทางไปได้ไกล สัมผัสคนได้มากกว่าเด็กเล็กมาก
โรงเรียนกวดวิชา จะมีเด็กหนาแน่นมาก และสถานที่ตั้งส่วนใหญ่ จะอยู่ในที่ชุมชนหนาแน่น
เช่นในห้าง บริเวณพื้นที่รวมกันหนาแน่น ห้องเรียนก็จะมีนักเรียนจำนวนมาก
เมื่อผ่อนปรนตามความเสี่ยงแล้ว โรงเรียนกวดวิชาจะมีความเสี่ยงมากกว่าโรงเรียนธรรมดา
การกำหนดระยะห่างของโรงเรียน และดูแลสุขอนามัย มีความจำเป็นมาก
ระเบียบวินัยต้องเคร่งครัด
เด็กโตหรือหรือนักศึกษา จะต้องฝึกให้เรียนออนไลน์ได้ แล้วสลับกันไปเรียนภาคปฏิบัติ
เรียนที่บ้าน ทำการบ้านที่โรงเรียน จะเหมาะสมในยุค โควิด -19&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/68462</URL_LINK>
                <HASHTAG>การแพร่เชื้อไวรัสโควิด-19, นพ.ยง ภู่วรวรรณ, ผ่อนปรนการศึกษา, โรงเรียนกวดวิชา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200521/image_big_5ec5de92a5fef.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>66598</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/05/2020 10:56</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/05/2020 10:55</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ไม่ได้หายไปไหน&#039;บิ๊กแดง&#039;นั่งประชุมออนไลน์25ผบ.ทบ.อินโด-แปซิฟิก2วันแลกเปลี่ยนไวรัสโควิด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
22พ.ค.63-พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก เปิดเผยถึงการทำงานในช่วงสถานการณ์โควิด -19ว่า ก็ไม่ได้หายไปไหน ยังประชุมอยู่ในกองบัญชาการกองทัพบก โดยในช่วงวันที่ 20 พ.ค.- 22 พ.ค. 2563 ตลอด 2 วันที่ผ่านมา ได้ประชุมผ่านระบบออนไลน์ครั้งแรกร่วมกับ ผบ.ทบ. ภาคพื้น อินโด &amp;ndash; แปซิฟิก &amp;ldquo; อินโด - แปซิฟิก แลนด์เพาเวอร์ คอนเฟอเรนซ์ &amp;rdquo; ( Indo &amp;ndash; Pacific Land power Conference ) กับ ผบ.ทบ.สหรัฐ ออสเตรเลีย และผบ.ทบ. ในภูมิภาคนี้รวม25ประเทศเป็นการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ การช่วยเหลือกันในการแก้ปัญหา โรคติดเชื้อ โควิด &amp;ndash; 19 โดยสหรัฐฯ ชื่นชม ไทยในการวางมาตรการระหว่างการฝึกร่วมผสมคอบร้าโกลด์ 2020 ที่เริ่มมีการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19แล้ว
&amp;ldquo;กรณีของเรื่องสนามมวยเป็นเรื่องส่วนบุคคล สิ่งที่เขาชมเชยเราคือเรื่องระเบียบวินัย และการวางมาตรการต่างๆ ระหว่างการฝึก ทางผู้บัญชาการทหารสหรัฐฯชื่นชมเราในที่ประชุม ในการฝึกร่วมผสมคอบร้าโกลด์ และหนุมานการ์เดี้ยนว่าเราทำได้ดีมาก ทั้งเรื่องการเว้นระยะห่าง การตรวจตรากำลังพล ถือว่าได้มาตรฐาน รวมทั้งภาพรวมมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของโรค การประกาศเคอร์ฟิวส์ โดยเฉพาะของกองทัพบกได้ประกาศมาก่อนแล้วให้ทหารเข้าค่าย3 ทุ่ม ตอนนี้ก็ขยายเวลาเป็น 5ทุ่มเท่ากับเวลาที่รัฐบางประกาศ เราเข้มงวดจริงกับหน่วยทหารทั่วประเทศ อย่างไรก็ตาม การประชุมในสถานการณ์ขณะนี้ถือว่าได้ประโยชน์มากในการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ พร้อมเห็นร่วมกันว่าการฝึกร่วมของกองทัพบกมิตรประเทศยังคงดำเนินต่อไป &amp;ldquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.อ.อภิรัชต์ ยังกล่าวถึงความร่วมมือในการวิจัยพัฒนายาต้านไวรัสของหน่วยวิจัยแพทย์ทหารว่า ความร่วมมือทางด้านการทหารของทบ.ไทย กับ หน่วยแพทย์ทหารบกสหรัฐฯ ที่สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์การแพทย์ทหาร (USAMC-AFRIMS) ตั้งอยู่ที่ รพ.พระมงกุฎเกล้าฯ ทำงานร่วมกันมากว่า 40 ปี ซึ่งงานวิจัยวัคซีนเป็นความร่วมมือของทุกภาคส่วน ซึ่งทีมแพทย์พลเรือนก็มีส่วนที่ดำเนินการกันอยู่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การประชุมอินโด-แปซิฟิก แลนด์เพาเวอร์ คอนเฟอเรนซ์ (Indo-Pacific Landpower Conference) เป็นจัดขึ้นแทนการประชุม LANPAC Symposium &amp;amp; Exposition ที่เคยจัดมาแล้ว 8 ครั้ง โดยจัดขึ้นครั้งแรกเมื่อปี 2556 และได้จัดประชุมต่อเนื่องมาเป็นประจำทุกปี โดยมีสมาพันธ์กองทัพบกสหรัฐฯ (Association of the United States Army, AUSA) เป็นเจ้าภาพ และมีผู้บัญชาการทหารบก หรือผู้แทนกลุ่มประเทศในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก เข้าร่วมการประชุมฯซึ่งประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นหารือในการประชุมฯ ได้แก่ การสร้างความสมดุลระหว่างความมั่นคงในภูมิภาคกับการแข่งขัน และการเปิดกว้างใน 10 ปีข้างหน้าของภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อีกทั้งยังได้นำเอาแนวทางการปฏิบัติและการแก้ไขปัญหาเชิงรุกในการป้องกันโรคติดเชื้อ โควิด-19 ของเกาหลีใต้ที่ประสบความสำเร็จ มาเป็นกรณีศึกษา โดยการใช้มาตรการล็อคดาวน์และ เว้นระยะห่างทางสัมคมที่เข้มงวด และการมีวินัยของประชาชนเป็นหัวใจสำคัญ นอกจากนี้ ทางกองทัพบกสหรัฐฯ ยังได้ให้ความสำคัญกับ กองทัพบกไทยที่มีการพัฒนาสัมพันธ์มาอย่างใกล้ชิดในฐานะหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ ซึ่งยืนยันถึงความสัมพันธ์ที่แนบแน่นระหว่างกองทัพบกทั้งสองประเทศที่พร้อมสนับสนุนกันในทุกมิติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/66598</URL_LINK>
                <HASHTAG>การแพร่เชื้อไวรัสโควิด-19, คอบร้าโกลด์, บิ๊กแดง-พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์, ผบ.ทบ.ภาคพื้นอินโด–แปซิฟิก, สมาพันธ์กองทัพบกสหรัฐฯ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200522/image_big_5ec74b483829a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>64105</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/04/2020 11:06</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/04/2020 11:05</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ล็อกดาวน์ทำลายเงินในกระเป๋าทุกวัน!โฆษกพท.จี้คลายล็อกหยุดฆ่าตัวตายรายวัน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
24 เม.ย.63 - นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีมีกระแสข่าวรัฐบาลเตรียมขยายพ.ร.ก.ฉุกเฉินและเคอร์ฟิวออกไปไม่ต่ำกว่า 1 เดือน ว่า ระหว่างสถานการณ์การติดเชื้อโควิดกับวิกฤตเศรษฐกิจที่ลามถึงปากท้องความอยู่รอดของประชาชน อย่างไหนหนักกว่ากัน ในขณะเฝ้าติดตามยอดผู้ติดเชื้อรายใหม่จะกลายเป็นศูนย์เมื่อไหร่ สถิติการฆ่าตัวตายรายวันจากการล็อกดาวน์อาจพุ่งแซงผู้ติดเชื้อรายใหม่ก็ได้ ไม่ใช่ทุกอาชีพสามารถเวิร์คฟอร์มโฮม ทำงานจากที่บ้านได้ทั้งหมด แม้แต่เคอร์ฟิวก็เกิดปัญหาในการบังคับใช้ มาตรฐานในการตั้งด่านเคอร์ฟิวแต่ละพื้นที่ แต่ละจังหวัดก็ไม่เหมือนกัน มีหลายกรณีสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนที่ต้องผ่านด่านเป็นอย่างมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;บางด่านมีการใช้อำนาจเกินความจำเป็น อย่างเช่นกรณีจับรถขนผักที่จะมาตลาดสี่มุมเมือง หรือ กรณีฉีกใบอนุญาตคนงานก่อสร้าง บางพื้นที่บอกว่าหนังสือขออนุญาตผ่านด่านเคอร์ฟิวต้องให้ผู้ว่าราชการจังหวัดหรือฝ่ายปกครองลงนาม แต่บางพื้นที่ให้ต้นสังกัดลงนามก็ใช้ได้ ประเด็นเหล่านี้ เป็นการซ้ำเติมความเดือดร้อนของประชาชน เพราะลำพังแค่การต้องรีบกลับก่อน 4 ทุ่ม ก็กระทบมากอยู่แล้ว เช่น กลุ่มแท็กซี ยังต้องมาเจอปัญหาการบังคับใช้ มาตรฐานที่แตกต่างกันของเจ้าหน้าที่อีก&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอนุสรณ์ กล่าวว่า ปัญหาการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 อาจอยู่อีกเป็นปี แต่ถ้าคลายล็อกอย่างปลอดภัย ร่วมกันปรับเปลี่ยนพฤติกรรม รักษา Social Distancing ใส่หน้ากาก ใช้เจลล้างมือ ฆ่าเชื้อทำความสะอาดพื้นผิวสัมผัส เพื่อให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจบางประเภทดำเนินต่อไปได้ โดยเฉพาะการคลายล็อกให้กับประเภทธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับผู้มีรายได้น้อยและไม่สุ่มเสี่ยงต่อการแพร่เชื้อ
&amp;nbsp;
&amp;ldquo;โควิด-19 ทำลายปอด แต่ล็อกดาวน์ ทำลายเงินในกระเป๋าสตางค์ทุกวัน ความทุกข์ของประชาชนรอไม่ได้ รัฐบาลต้องคลายล็อก อย่างปลอดภัย ประชาชนจะได้กลับไปทำมาหากิน อย่างมีศักดิ์ศรี ปลอดโรค ปลอดภัย&amp;rdquo; นายอนุสรณ์ กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/64105</URL_LINK>
                <HASHTAG>social distancing, การแพร่เชื้อไวรัสโควิด-19, คลายล็อกดาวน์, นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด, เคอร์ฟิว</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200302/image_big_5e5c8f21e2164.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>64085</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/04/2020 07:41</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/04/2020 07:41</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;หมอมนูญ&#039;ยกผลวิจัยครอบครัวในจีนแนะร้านอาหารวิธีลดความเสี่ยงการติดเชื้อโควิด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;24 เม.ย.63 - นพ.มนูญ ลีเชวงวงศ์ แพทย์เฉพาะทางด้านโรคระบบการหายใจ โรงพยาบาลวิชัยยุทธ&amp;nbsp; โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก หมอมนูญ ลีเชวงวงศ์ FC&amp;nbsp; มีเนื้อหาดังนี้
อากาศถ่ายเทไม่ดี เป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญในการแพร่กระจายเชื้อไวรัสโควิด-19 โดยเฉพาะเวลาที่อยู่ร่วมกัน พูดคุยกัน และต้องถอดหน้ากากอนามัยเพื่อรับประทานอาหาร ดื่มน้ำหรือเครื่องดื่ม เช่นในภัตตาคาร ผับ บาร์
รายงานจากการวิจัยโดย Jianyun Lu และคณะจากศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคกวางโจว พบการแพร่เชื้อจากผู้ป่วยโรคโควิด-19 รายหนึ่งที่ยังไม่มีอาการ กลับมาจากเมืองอู่ฮั่นเมื่อวันที่ 23 มกราคม ไปรับประทานอาหารกลางวันกับคนในครอบครัวของเขาที่ภัตตาคารแห่งหนึ่งในเมืองกวางโจว ประเทศจีน สามารถแพร่เชื้อให้กับคนในครอบครัว และคนที่นั่งโต๊ะข้างๆได้
ห้องอาหารนี้ยาว 6 เมตร กว้าง 5 เมตร ติดตั้งระบบแอร์แบบหมุนวน ไม่มีหน้าต่าง&amp;nbsp; มีโต๊ะตั้งอยู่ 3 ตัว ห่างกันราว 1 เมตร
อากาศเย็นออกจากแอร์ที่ติดตั้งเหนือโต๊ะแรก C มีคนนั่ง 7 คน&amp;nbsp; ผ่านมาโต๊ะ A ของคนที่แพร่เชื้อ มีคนนั่ง 10 คน ผ่านไปโต๊ะหลังสุด B มีคนนั่ง 4 คน ก่อนจะวนกลับมาผ่านโต๊ะของคนแพร่เชื้อ A แล้วกลับมาถึงโต๊ะแรก C (ดูรูป) คนนั่งรับประทานอาหารกันนานประมาณ 1 ชั่วโมง หลังรับประทานอาหาร ผู้ป่วย A1 เริ่มมีอาการไข้ ไอ ไปโรงพยาบาลวันนั้น ตรวจพบติดเชื้อโควิด-19 หลังจากนั้น 2 สัปดาห์มีคนป่วยเพิ่มขึ้น 9 คน โดย 4 คนนั่งโต๊ะเดียวกับผู้ป่วย&amp;nbsp; 3 คนนั่งโต๊ะ B ใต้ทิศทางลมของโต๊ะผู้ป่วย อีก&amp;nbsp; 2 คนนั่งโต๊ะ C เหนือทิศทางลมของโต๊ะผู้ป่วย
ผู้ป่วยรายนี้ถึงจะไม่มีอาการอยู่ในระยะฟักตัวก็สามารถแพร่เชื้อให้กับผู้อื่นได้ คนที่มารับประทานอาหารไม่มีใครใส่หน้ากากอนามัยอยู่แล้ว ละอองทั้งใหญ่และเล็กลอยออกมาจากทางเดินหายใจของผู้ป่วยเวลาหายใจออก พูดคุยกับคนในครอบครัว เครื่องปรับอากาศระบบหมุนวนช่วยกระจายทั้งละอองใหญ่และละอองฝอย ให้ไปมาได้ไกลถึง 3 ช่วงโต๊ะ ทำให้มีผู้ติดเชื้อหลายคนในเวลาเดียวกัน
ทีมวิจัยสรุปว่าการติดเชื้อน่าจะเกิดจากละอองใหญ่ (droplet) ที่ออกจากผู้ป่วยลอยไปให้คนนั่งโต๊ะใกล้ๆ (ถึงแมัจะนั่งห่างกัน 1 เมตร) ตามความเร็วและทิศทางของลมจากเครื่องปรับอากาศแบบหมุนวน ยังแยกไม่ได้ว่าติดกันทางละอองฝอยขนาดเล็กกว่า 5 ไมครอน (aerosol) หรือไม่
ดังนั้นร้านอาหารควรเพิ่มระยะห่างระหว่างโต๊ะให้เป็น 2 เมตร และปรับปรุงการระบายอากาศ เพื่อลดความเสี่ยงของการติดเชื้อ ถ้าจะให้ดี ไม่ควรติดตั้งเครื่องปรับอากาศ เปิดประตูหน้าต่างให้อากาศถ่ายเททางธรรมชาติ เปิดพัดลม โอกาสติดเชื้อจะลดลงมาก
ถ้าเราต้องไปในทุกสถานที่มีเครื่องปรับอากาศ เช่นสำนักงาน ห้างสรรพสินค้า โรงแรมโรงพยาบาล นั่งในรถแท็กซี่ รถตู้ รถประจำทาง รถไฟฟ้า จำเป็นต้องใส่หน้ากากอนามัยตลอดเวลา อย่าถอดออก
ถ้าไปร้านอาหาร ภัตตาคาร ผับ บาร์ สถานที่ที่เราจำเป็นต้องถอดหน้ากาก เราต้องเว้นระยะห่างระหว่างบุคคลให้มากขึ้น ถ้าเป็นไปได้ควรเลือกร้านอาหารที่เปิดโล่ง เปิดหน้าต่างเพื่อให้อากาศถ่ายเทตามธรรมชาติ ไม่ติดตั้งเครื่องปรับอากาศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/64085</URL_LINK>
                <HASHTAG>การแพร่เชื้อไวรัสโควิด-19, ค่าฝ่านละออง, นพ. มนูญ ลีเชวงวงศ์, ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคกวางโจว, เมืองอู่ฮั่น</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200401/image_big_5e83e0db998fb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
