<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>119008</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/10/2021 21:23</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/10/2021 06:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เจาะวงเสวนาสายกรีน ส่องนวัตกรรมกู้วิกฤตโลกรวน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;ภาวะโลกรวน&amp;rdquo; ถือเป็นวิกฤตของโลกที่ส่งสัญญาณอันทรงพลังต่อมวลมนุษยชาติถึงความไม่จริงจังต่อการแก้ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่มีปริมาณสูงขึ้น จนนำมาสู่ความแปรปรวนของสภาพอากาศ ภัยพิบัติทางธรรมชาติ และระบบนิเวศของสิ่งมีชีวิตบนโลกที่สูญเสียสมดุล ทำให้หลายประเทศหันกลับมาตระหนักว่า เราไม่สามารถปล่อยให้สิ่งแวดล้อมถูกทำลายไปมากกว่านี้จนไม่สามารถแก้ไขอะไรได้ และนำมาสู่ความพยายามเดินหน้าสู่สังคมคาร์บอนต่ำในเวทีโลก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) จึงจัดเวทีเสวนาร่วมกับกูรูสิ่งแวดล้อมในสาขาต่าง ๆ เพื่อร่วมแบ่งปันทิศทางการแก้ปัญหามลพิษทางอากาศและแนวคิดนวัตกรรมสีเขียวที่จะมาช่วยกู้วิกฤตโลกรวนให้ดีขึ้น ในหัวข้อ &amp;ldquo;นวัตกรรมช่วยลดโลกรวน #รวมพลังเพื่อลมหายใจแห่งอนาคต&amp;rdquo; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ศาสตราจารย์ ดร.พิสุทธิ์ เพียรมนกุล รองคณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านคุณภาพอากาศและสิ่งแวดล้อมของไทย เปิดเผยว่า จากการดำเนินโครงการตรวจวัดคุณภาพอากาศในโครงการ Sensor for All ที่ดำเนินโครงการโดยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและภาคีเครือข่าย ชี้ให้เห็นว่านอกจากเรื่องของฝุ่นละอองขนาดเล็ก หรือ PM2.5 แล้ว ยังควรเดินหน้าต่อยอดในเรื่องของมลพิษที่เป็นแก๊สซึ่งมีความซับซ้อนมากขึ้นและการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) โดยการนำข้อมูลสิ่งแวดล้อมที่เก็บรวบรวมผ่านเซนเซอร์เป็น Big Data มาวิเคราะห์ประมวลผล เพื่อช่วยในการตัดสินใจและเลือกว่าคนไทยจะใช้ชีวิตต่อไปอย่างไร รวมไปถึงการกำหนดนโยบายเพื่อสร้างความยั่งยืนตามแนวยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี นอกจากนี้ข้อมูลดังกล่าวยังเป็นภาพสะท้อนให้เห็นว่า เราคือเจ้าของปัญหาที่เกิดขึ้นเพราะสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องของคนไทยทุกคน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; สำหรับหัวใจสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาคุณภาพอากาศและและการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศคือ การเชื่อมโยงข้อมูลและบูรณาการข้อมูลจากหน่วยงานต่างๆ ควบคู่กับการนำนวัตกรรมเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาวิกฤตโลกรวนใน 4 ด้านคือ&lt;/p&gt;


	การพัฒนาคน ต้องสร้างพฤติกรรมด้านสิ่งแวดล้อม (Pro-environmental behavior : PEBS) และส่งเสริมการเรียนรู้ให้เกิดความตระหนักและการกระทำเพื่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้น
	เครื่องมือ การจัดทำแผนที่ความเสี่ยง (Risk map) ในการกำหนดพื้นที่เสี่ยงด้านคุณภาพอากาศ ซึ่งปัจจุบันสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) กำลังดำเนินการ หรือการนำเทคโนโลยีการดักจับ การใช้ประโยชน์ และการกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture, Utilization and Storage: CCUS) เข้ามาใช้ในกระบวนต่าง ๆ 
	โครงสร้าง ต้องพัฒนาแพลตฟอร์มในการจัดเก็บข้อมูลจากเซนเซอร์อย่างครบวงจร เพื่อให้เกิดการเชื่อมโยงข้อมูลด้านคุณภาพอากาศที่มีประสิทธิภาพ รวมถึงการส่งเสริมตลาดซื้อขายคาร์บอน (Carbon Market) เพื่อช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
	โครงการ สร้างกระบวนการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการดูแลสิ่งแวดล้อมผ่านโครงการต่าง ๆ กิจกรรม CSR ที่มุ่งเน้นในการสร้างพื้นที่สีเขียว รวมถึงการพัฒนาเกษตรตามแนวคิดโคก หนอง นาโมเดล &amp;nbsp;&amp;nbsp;


&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ด้าน ดร.วงกต วิจักขณ์สังสิทธิ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่สายงานดิจิทัล บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT กล่าวถึงการดำเนินโครงการ &amp;ldquo;ศูนย์ข้อมูลสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ&amp;rdquo; ซึ่งได้นำเทคโนโลยี IoT เซนเซอร์ และ Big Data เข้ามาตรวจวัดและจัดเก็บข้อมูลคุณภาพอากาศทั่วประเทศกว่า 8,000 จุด ทั้งฝุ่นละอองขนาดเล็ก การตรวจวัดอุณหภูมิ ความกดอากาศ ความเร็วลม โดยข้อมูลทั้งหมดจะถูกส่งผ่านด้วยเทคโนโลยี IoT ในรูปแบบเรียลไทม์และจัดเก็บข้อมูลไว้ในฐานข้อมูลที่สามารถเชื่อมโยงกับฐานข้อมูลด้านคุณภาพอากาศของหน่วยงานอื่น ๆ เพื่อบูรณาการข้อมูลและสามารถนำมาวิเคราะห์ถึงปัจจัยที่ส่งผลต่อคุณภาพอากาศ และนำข้อมูลคุณภาพอากาศแบบเรียลไทม์สามารถนำไปใช้เพื่อแจ้งเตือนประชาชนในการปฏิบัติตนเมื่อมีปัญหามลภาวะทางอากาศ ใช้สำหรับการคาดการณ์คุณภาพอากาศล่วงหน้า รวมถึงเป็นข้อมูลสนับสนุนในการตัดสินใจเพื่อกำหนดนโยบายด้านคุณภาพอากาศของประเทศในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ผศ.ดร.ธนพล เพ็ญรัตน์ ผู้เชี่ยวชาญระดับสูงสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) และคณะอนุกรรมาธิการสภาฯ ด้านแก้ไขปัญหา PM 2.5 ให้ทัศนะว่า คนไทยไม่จำเป็นต้องเสียสละสุขภาพและอากาศที่ดีเพื่อให้เศรษฐกิจของประเทศเติบโต เพราะทั้งสองสิ่งนี้สามารถพัฒนาไปพร้อมกันได้ โดยหยิบยกกรณีตัวอย่างของประเทศสหรัฐอเมริกาถึงความสำเร็จในการแก้ปัญหามลพิษทางอากาศด้วยกฎหมายสะอาด (Clean Air Act) ทั้งการใช้อำนาจตามกฎหมายและการนำองค์ความรู้ด้านนวัตกรรมมาใช้อย่างมีประสิทธิภาพ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; สำหรับประเทศไทยก็ได้พัฒนานวัตกรรมเซนเซอร์ตรวจวัดฝุ่นละอองขนาดเล็กฝีมือคนไทยที่ชื่อว่า &amp;ldquo;Dust Boy&amp;rdquo; โดยมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่มีความแม่นยำถึง 85% สามารถช่วยแจ้งเตือนให้ประชาชนรับทราบและวางแผนจัดการความเสี่ยงกับฝุ่น &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ส่วน ดร.นณธภัทร ธีระวรรธนะสิริ นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการ กลุ่มพัฒนาอนามัยสิ่งแวดล้อม ศูนย์อนามัยที่ 1 เชียงใหม่ ได้ยกตัวอย่างความสำเร็จต้นแบบ &amp;ldquo;ระบบเฝ้าระวังและสื่อสารความเสี่ยงฝุ่นควันอัตโนมัติ&amp;rdquo; ของเขตสุขภาพที่ 1 ของจังหวัดเชียงใหม่ โดยมุ่งเน้นการมีส่วนร่วมของชุมชนและภาคีเครือข่ายที่จะช่วยกันเฝ้าระวังและส่งเสริมให้ประชาชนป้องกันฝุ่นควันด้วยตัวเอง โดยแบ่งเป็น 3 ระบบ คือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 1. Smoke Alert สำหรับแจ้งเตือนสถานการณ์ฝุ่นควันอัตโนมัติและแนะนำวิธีปฏิบัติตัว &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 2. ระบบผ่อดีดีโรงเรียน ซึ่งเป็นระบบสำหรับโรงเรียนหรือสถานศึกษาในแจ้งเตือนสถานการณ์ฝุ่นควันเพื่อการเฝ้าระวัง งดกิจกรรมนอกห้องเรียน และให้คำแนะนำในการปฏิบัติตัวแก่นักเรียน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 3. ระบบผ่อดีดีตำบล ซึ่งเป็นระบบสำหรับตำบลในการแก้ไขปัญหา ปฏิบัติการด้านการแพทย์และสาธารณสุขในการป้องกันหรือลดผลกระทบจากฝุ่นควัน ซึ่งหากสถานการณ์มีความรุนแรงก็จะแจ้งเตือนไปยังอำเภอหรือจังหวัดด้วย &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ปัจจุบันเขตสุขภาพที่ 1 ของจังหวัดเชียงใหม่ ได้ร่วมกับมหาวิยาลัยเชียงใหม่พัฒนาแพลตฟอร์มไฮบริดข้อมูล PM 2.5 จากหน่วยงานต่าง ๆ มาใช้สำหรับการบริหารจัดการเชิงสุขภาพระดับพื้นที่ในอนาคตด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ด้าน ดร.จิราพร ศิริคำ รองผู้ว่าการยุทธศาสตร์ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กล่าวถึงการพัฒนานวัตกรรมเพื่อช่วยแก้ปัญหาภาวะโลกรวนว่า กฟผ. สนับสนุนการเดินหน้าสู่สังคมไร้คาร์บอนตามนโยบาย Carbon Neutrality ของประเทศ มุ่งเน้นส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนให้เพิ่มมากขึ้น โดย กฟผ. ได้นำร่องโครงการโซลาร์เซลล์ลอยน้ำแบบไฮบริดที่ใหญ่ที่สุดในโลกซึ่งมีกำลังผลิต 45 เมกะวัตต์ ที่เขื่อนสิรินธร จ.อุบลราชธานี และยังมีแผนขยายไปตามเขตเขื่อนทั่วประเทศรวม 2,725 เมกะวัตต์ รวมถึงการพัฒนาระบบไฟฟ้าให้มีความยืดหยุ่น (Grid Modernization) การพัฒนาแบตเตอรี่กักเก็บพลังงาน เพื่อสร้างเสถียรภาพให้กับพลังงานหมุนเวียน สามารถจ่ายไฟได้อย่างต่อเนื่อง ตลอดจนสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่ช่วยลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อันเป็นสาเหตุของภาวะโลกร้อนและปัญหาฝุ่น PM 2.5 ได้อย่างเป็นรูปธรรม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; กฟผ. ยังมีนโยบาย EGAT Air Time ร่วมมือกับภาคีเครือข่ายพัฒนาแพลตฟอร์มและรูปแบบการดำเนินการเพื่อเพิ่มคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้น โดยขับเคลื่อนกลยุทธ์ T-I-M-E คือ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; T : Tree &amp;amp; Tourism การเพิ่มพื้นที่สีเขียวเพื่ออากาศบริสุทธิ์ และส่งเสริมการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดย กฟผ. ตั้งเป้าปลูกป่า 1 ล้านไร่ในอีก 10 ปีข้างหน้า &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; I : Innovation พัฒนานวัตกรรมเพื่อดูแล ลดปัญหา และจัดการคุณภาพอากาศ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; M : Monitoring ตรวจวัดและแสดงผลคุณภาพอากาศ เพื่อวางแผนป้องกัน ลดการปล่อย PM2.5 ให้มากขึ้น &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; E: Education &amp;amp; Engagement กฟผ. ได้ร่วมกับภาคีเครือข่ายสื่อสารองค์ความรู้ในการดูแลคุณภาพอากาศ สิ่งแวดล้อม และสร้างการมีส่วนร่วม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; กฟผ. ยินดีและภูมิใจในการดูแลสภาพอากาศให้ดีขึ้น อันเป็นผลมาจากการวิจัยพัฒนาและนวัตกรรมต่าง ๆ ตลอดจนความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายในการติดตามและดูแลคุณภาพอากาศอย่างจริงจัง เพื่อให้ประเทศไทยเดินหน้าสู่สังคมคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืนในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-1.15pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;ทั้งนี้คนไทยทุกคนก็สามารถร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการกู้วิกฤตภาวะโลกรวนได้ด้วยการช่วยกันดูแลสิ่งแวดล้อม โดยเริ่มจากเรื่องง่าย ๆ รอบตัวเรา&amp;nbsp; อาทิ การเลือกเครื่องใช้ไฟฟ้าเบอร์ 5 การเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะ ปลูกต้นไม้ให้เพิ่มขึ้น สนับสนุนการใช้พลังงานหมุเวียน เพื่อช่วยลดผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ร่วมสร้างอากาศบริสุทธิ์ เพื่อสุขภาวะที่ดีของคนไทย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119008</URL_LINK>
                <HASHTAG>Carbon Neutrality, EGAT Air Time, กฟผ., การแก้ปัญหามลพิษทางอากาศ, การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย, ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์, ดร.จิราพร ศิริคำ, ดร.นณธภัทร ธีระวรรธนะสิริ, ดร.วงกต วิจักขณ์สังสิทธิ์, นวัตกรรมกู้วิกฤตโลกรวน, นวัตกรรมช่วยลดโลกรวน, ปัญหา PM 2.5, ผศ.ดร.ธนพล เพ็ญรัตน์, ภาวะโลกรวน, รวมพลังเพื่อลมหายใจแห่งอนาคต, ศาสตราจารย์ ดร.พิสุทธิ์ เพียรมนกุล, สังคมไร้คาร์บอน, เสวนาสายกรีน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211006/image_big_615daefd28785.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>116925</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/09/2021 15:46</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/09/2021 06:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พลังแห่งการมีส่วนร่วมขับเคลื่อนแม่เมาะ สู่ 5 รางวัล ASEAN Coal Awards 2021</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; อำเภอแม่เมาะ จังหวัดลำปาง ถือเป็นหนึ่งในพื้นที่ยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงพลังงานไฟฟ้าในพื้นที่ภาคเหนือของประเทศไทย เนื่องจากมีเหมืองถ่านหินลิกไนต์สำหรับผลิตไฟฟ้าที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งช่วยรักษาสมดุลทั้งความหลากหลายของเชื้อเพลิงและต้นทุนค่าไฟฟ้า นอกจากนี้ยังเป็นพื้นที่เป้าหมายของการขับเคลื่อนสู่ &amp;ldquo;แม่เมาะเมืองน่าอยู่ (Mae Moh Smart City)&amp;rdquo; เพื่อเป็นต้นแบบเมืองน่าอยู่เชิงนิเวศด้วยนวัตกรรมด้านสิ่งแวดล้อม สนับสนุนการทำงานของวิสาหกิจชุมชนและยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่อย่างยั่งยืน โดยกุญแจสำคัญของการขับเคลื่อนดังกล่าวคือ การผสานความร่วมมือจากทั้งพลังชุมชนที่เข้มแข็ง หน่วยงานภาครัฐ และภาคเอกชนในพื้นที่แม่เมาะ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ปัจจุบันแม่เมาะกลายเป็นพื้นที่ที่ได้รับการยอมรับและเสียงชื่นชมทั้งในระดับประเทศและระดับสากลจากความพยายามในการเรียนรู้และแก้ไขปัญหาจากบทเรียนในอดีตของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ร่วมกับชุมชน อันนำมาสู่การพัฒนาพลิกโฉมแม่เมาะจนกลายเป็นพื้นที่ที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจ สังคม และมีคุณภาพสิ่งแวดล้อมที่ดี จนสามารถคว้ารางวัล ASEAN Coal Awards 2021 มาได้ถึง 5 รางวัล&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;จากรางวัล Green CSR เดินหน้าสู่เมืองน่าอยู่ด้วยพลังแห่งความร่วมมือ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; กฟผ.แม่เมาะ และชุมชนต่าง ๆ ในพื้นที่ อ.แม่เมาะ เปรียบเสมือนเพื่อนสนิทที่พึ่งพาซึ่งกันและกันมานานกว่า 42 ปี ด้วยหลักคิดที่มองสังคมและชุมชนเป็นตัวตั้ง มุ่งเน้นกระบวนการมีส่วนร่วมและคำนึงถึงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมในทุกมิติ เพื่อจับมือเดินหน้าสู่เป้าหมายแม่เมาะเมืองน่าอยู่ไปด้วยกัน ทำให้ไทยสามารถคว้ารางวัลชนะเลิศ ASEAN Coal Awards 2021 ด้านความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม (CSR) ได้ถึง 4 ปีซ้อน โดยในปีนี้ได้รับรางวัลจากผลงาน &amp;ldquo;Green CSR&amp;rdquo; ของ กฟผ. เหมืองแม่เมาะ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; การเพิ่มพื้นที่สีเขียวเป็นหนึ่งในแนวทางการพัฒนาแม่เมาะที่เกิดจากความต้องการของชุมชน ซึ่ง กฟผ. แม่เมาะ ได้ร่วมพลิกฟื้นพื้นที่ที่ผ่านการทำเหมืองให้กลายเป็นพื้นที่ป่าโดยรอบเกือบ 12,000 ไร่ และทุ่งดอกบัวตองขนาดใหญ่ที่ติดอันดับ 1 ใน 3 ของประเทศ ซึ่งกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของจังหวัดลำปาง ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในท้องถิ่น ควบคู่กับการส่งเสริมอาชีพให้กับวิสาหกิจชุมชนโดยนำวัตถุพลอยได้จากการทำเหมืองและผลิตไฟฟ้า อาทิ สารปรับปรุงดินจากฮิวมัสล้านปีซึ่งมีแร่ธาตุสูงอยู่ในดินก่อนถึงชั้นถ่านหิน บล็อกประสานจากเถ้าหนักโรงไฟฟ้าแม่เมาะ เพื่อให้ชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองและพัฒนาไปสู่วิสาหกิจเพื่อสังคมในอนาคต รวมถึงการนำความรู้ด้านนวัตกรรมมาพัฒนาแอปพลิเคชัน &amp;ldquo;Lampang Hotspot&amp;rdquo; ทำงานร่วมเพื่อให้ชุมชนทราบสถานการณ์หมอกควันและไฟป่าในจังหวัดลำปาง และร่วมกันหาแนวทางรับมือในระยะยาวอย่างยั่งยืน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:12.0pt; margin-right:0in; margin-bottom:0in; margin-left:0in&quot;&gt;รางวัลแห่งความมุ่งมั่น...พัฒนาเทคโนโลยีสะอาดขับเคลื่อนสู่ความยั่งยืน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ทุกกระบวนการในเหมืองและโรงไฟฟ้าของ กฟผ. แม่เมาะ ยิ่งให้ความสำคัญต่อการดำเนินงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ส่งผลให้ไทยมีผลการดำเนินงานด้านถ่านหินเป็นเลิศในภูมิภาคอาเซียน คว้ารางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 จากการประกวด ASEAN Coal Awards 2021 ประเภทการทำเหมืองถ่านหินแบบเปิดจากผลงานการขับเคลื่อนสู่ความยั่งยืนของ กฟผ. เหมืองแม่เมาะ และประเภทการใช้เทคโนโลยีถ่านหินสะอาดในโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่จากผลงานนวัตกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อมของโรงไฟฟ้าแม่เมาะ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; สำหรับการดำเนินงานขุดดิน ขนถ่านหินของเหมืองแม่เมาะล้วนมีมาตรการควบคุมผลกระทบอย่างเคร่งครัดทั้งฝุ่น กลิ่น เสียง การสั่นสะเทือน คุณภาพน้ำ รวมถึงการให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบผลกระทบสิ่งแวดล้อมอยู่เสมอ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;เป็นสิ่งดีที่ชุมชนได้มีส่วนร่วมตรวจติดตามด้านสิ่งแวดล้อมและรับทราบถึงการดำเนินงานในบ่อเหมืองแม่เมาะ เพราะเมื่อพบปัญหาเราสามารถเสนอแนะให้แก้ไขได้ทันที ที่ผ่านมาชุมชนได้รับการสนับสนุนและปัญหาก็ได้รับการปรับแก้เป็นอย่างดี&amp;rdquo; นายมาย ปักราช ประธานสภา อบต.บ้านดง หนึ่งในผู้แทนชุมชนที่เข้าร่วมตรวจสอบคุณภาพสิ่งแวดล้อมเหมืองแม่เมาะกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; คณะกรรมการการมีส่วนร่วมดำเนินการด้านสิ่งแวดล้อมตำบลบ้านดงร่วมตรวจสิ่งแวดล้อมในพื้นที่บ่อเหมืองแม่เมาะ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ส่วนกระบวนการการผลิตไฟฟ้า โรงไฟฟ้าแม่เมาะได้เลือกใช้เทคโนโลยีสะอาดประสิทธิภาพสูงเพื่อดูแลสิ่งแวดล้อม อาทิ เทคโนโลยีอัลตร้าซูปเปอร์คริติคอล (Ultra Supercritical) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ทันสมัยสามารถลดปริมาณการใช้เชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้า ควบคุมมลสารได้ดีขึ้น การติดตั้งเครื่องกำจัดก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (FGD) เครื่องกำจัดฝุ่นด้วยไฟฟ้าสถิต (ESP) รวมถึงเครื่องดักจับก๊าซไนโตรเจนออกไซด์ ส่งผลให้คุณภาพอากาศรอบโรงไฟฟ้าแม่เมาะอยู่ในเกณฑ์ดีกว่ามาตรฐานที่ประเทศไทยกำหนดและดีกว่าค่าแนะนำที่องค์การอนามัยโลกกำหนด &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:12.0pt; margin-right:0in; margin-bottom:0in; margin-left:0in&quot;&gt;รางวัลนวัตกรรม...คิดและทำเพื่อคนไทยทุกคน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:12.0pt; margin-right:0in; margin-bottom:0in; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; กฟผ. ยังเดินหน้าพัฒนานวัตกรรมด้านถ่านหินอย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมศักยภาพการผลิตไฟฟ้าให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้นและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยการประกวด ASEAN Coal Awards 2021 กฟผ. จึงได้รับรางวัลประเภทนวัตกรรมถ่านหินมาถึง 2 รางวัล คือ รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 จากผลงานแบบจำลองยีออยด์ MAEMOH2019 ของ กฟผ. เหมืองแม่เมาะ และรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 จากผลงานการปรับปรุงกระบวนการลำเลียงวัตถุพลอยได้ด้วยสายพานของโรงไฟฟ้าแม่เมาะ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:6.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; สำหรับแบบจำลองยีออยด์ท้องถิ่นเหมืองแม่เมาะ&amp;nbsp;&amp;nbsp;(Geoid Model MAEMOH2019) คือ&amp;nbsp;การปรับปรุงความถูกต้องของค่าพิกัดทางดิ่งจากการรังวัดดาวเทียม เพื่อนำไปใช้งานร่วมกับเทคโนโลยีสำรวจที่ทันสมัยในการดำเนินงานของเหมืองแทนวิธีดั้งเดิม&amp;nbsp;ทั้งการหาปริมาตรการขุด ขนดินและถ่านหินได้อย่างถูกต้องแม่นยำ การตรวจสอบความเคลื่อนตัวของผนังบ่อเหมืองและพื้นที่ทิ้งดิน การกำหนดตำแหน่งในการติดตั้งเครื่องจักร เครื่องโม่และสายพาน การสำรวจทำแผนที่ภาพถ่ายทางอากาศด้วยอากาศยานไร้คนขับ ซึ่งแบบจำลองยีออยด์ MAEMOH2019 สามารถใช้งานได้ครอบคลุมทั้งเหมืองแม่เมาะและพื้นที่โดยรอบในรัศมีประมาณ 10 กิโลเมตรได้อย่างมีประสิทธิภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:6.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:6.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:6.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:6.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ส่วนผลงานการปรับปรุงกระบวนการลำเลียงวัตถุพลอยได้ด้วยสายพานของโรงไฟฟ้าแม่เมาะ โดยการปรับปรุงการเลื่อนของสายพาน ปรับจุดศูนย์ถ่วงของสายพานลำเลียงถ่านหิน ติดตั้งลูกกลิ้งประคองสายพาน (Guide Roller) และควบคุมปริมาณในการขนถ่าย ทำให้ไม่ต้องปรับปรุงโครงสร้างสายพานทั้งระบบ ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้ถึง 1,100 เท่า อีกทั้งยังช่วยป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาฝุ่นละอองและการร่วงหล่นตามแนวสายพานอีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:6.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:6.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:6.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:6.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; รางวัล ASEAN Coal Awards 2021 ทั้ง 5 รางวัล ไม่เพียงสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของประเทศไทยในการดำเนินการโรงไฟฟ้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยคำนึงถึงการมีส่วนร่วมของประชาชนในทุกมิติเท่านั้น แต่ยังเป็นความสำเร็จที่เกิดจากความทุ่มเทของทุกภาคส่วนในอำเภอแม่เมาะที่รวมพลังกันช่วยขับเคลื่อนพัฒนาแม่เมาะเพื่อเดินหน้าไปสู่เป้าหมายแม่เมาะเมืองน่าอยู่ด้วยระบบอัจฉริยะทั้งในด้านสิ่งแวดล้อม พลังงาน และเศรษฐกิจต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/116925</URL_LINK>
                <HASHTAG>ASEAN Coal Awards 2021, Green CSR, Mae Moh Smart City, Ultra Supercritical, กฟผ., การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย, คิดและทำเพื่อคนไทยทุกคน, จังหวัดลำปาง, นวัตกรรมด้านสิ่งแวดล้อม, พลังแห่งการมีส่วนร่วม, ยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงพลังงานไฟฟ้า, รางวัล Green CSR, อำเภอแม่เมาะ, เทคโนโลยีอัลตร้าซูปเปอร์คริติคอล, เมืองน่าอยู่, เมืองน่าอยู่เชิงนิเวศ, เหมืองถ่านหินลิกไนต์, แม่เมาะเมืองน่าอยู่, โรงไฟฟ้าแม่เมาะ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210916/image_big_614303b95a637.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>115540</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/09/2021 20:07</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/09/2021 20:05</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“การเคหะแห่งชาติ” ผนึกภาคีสำคัญ เดินหน้าเสริมแกร่งโครงการ SSC โชว์ต้นแบบ “บางโฉลง” ชุมชนอัจฉริยะและน่าอยู่อย่างยั่งยืนเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายทวีพงษ์&amp;nbsp; วิชัยดิษฐ ผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ กล่าวถึงความคืบหน้าของโครงการชุมชนอัจฉริยะและน่าอยู่อย่างยั่งยืนเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น (Smart and Sustainable Community for Better Well - being : SSC) ว่า การเคหะแห่งชาติได้ดำเนินการเกี่ยวกับ &amp;ldquo;SSC&amp;rdquo; มาตั้งแต่ปี 2560 โดยได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย และบริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) ในการนำองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรม มาร่วมสนับสนุนการดำเนินโครงการ &amp;ldquo;SSC&amp;rdquo; ในมิติ&amp;nbsp;&amp;nbsp; ที่แตกต่างกัน จนสามารถเดินหน้าโครงการนำร่องที่โครงการบ้านเอื้ออาทรบางโฉลง (นิติ 1) ได้อย่างเป็นรูปธรรม&amp;nbsp; และเป็นแนวทางสำคัญของโครงการบ้านเคหะสุขประชา &amp;ldquo;บ้านเช่าพร้อมอาชีพ&amp;rdquo; ที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ โดยการเคหะแห่งชาติกำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้ ตามนโยบายของ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และนายจุติ ไกรฤกษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายทวีพงษ์ กล่าวอีกว่า แนวคิดในการขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Community) ของการเคหะแห่งชาติได้ดำเนินงานร่วมกับภาคีสำคัญข้างต้นครอบคลุมทั้ง 4 มิติ ได้แก่ มิติที่ 1 การมีส่วนร่วมและความรับผิดชอบ มีการเปิดโอกาสให้มีการแสดงความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน ให้โอกาสในการตัดสินใจเกี่ยวกับความเป็นอยู่ของตนเอง และการเข้าถึงข้อมูลสาธารณะ มิติที่ 2 ความมั่นคงของระบบนิเวศ มุ่งดำเนินการใน 5 ด้าน คือ คุณภาพอากาศ น้ำ และพลังงาน การบริหารจัดการขยะ การจัดการน้ำเสีย และการจัดการพื้นที่สีเขียว เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตให้กับผู้อยู่อาศัยในชุมชน ขณะที่มิติที่ 3 ความมั่นคงทางเศรษฐกิจได้ดำเนินการให้ความรู้&amp;nbsp;&amp;nbsp; เพื่อสร้างอาชีพให้กับชุมชนในการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรในพื้นที่เพื่อสร้างรายได้ รวมถึงประชาสัมพันธ์ให้ความรู้ สร้างความตระหนัก และพัฒนาชุมชนให้สามารถประหยัดค่าไฟในครัวเรือน ส่วนมิติที่ 4&amp;nbsp; สุขภาวะทางสังคม มีการดำเนินการด้านสุขภาพที่เพียงพอให้กับชุมชน ให้ชุมชนมีความปลอดภัยและมีสุขภาวะที่ดี มีสิ่งแวดล้อมที่เป็นมิตร&amp;nbsp; ต่อสุขภาพ รวมถึงความสามารถในการปรับตัวในสภาวะต่างๆ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ตัวอย่างสำคัญของการดำเนินการ ได้แก่ &amp;ldquo;Sensor for All&amp;rdquo; ร่วมกับคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ผู้อาศัยในชุมชน สามารถติดตามและป้องกันตนเองจากฝุ่นควันและมลพิษ&amp;nbsp; ทางอากาศที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ ปัจจุบันการเคหะแห่งชาติได้ติดตั้งเครื่องเซนเซอร์ตรวจวัดฝุ่นและคุณภาพอากาศแล้ว จำนวน 32 เครื่อง ที่บริเวณสำนักงานใหญ่การเคหะแห่งชาติ จำนวน 2 เครื่อง และติดตั้งบริเวณสำนักงานเคหะนครหลวงและสำนักงานเคหะจังหวัดในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล 10 พื้นที่ จำนวน 30 เครื่อง ได้แก่ ร่มเกล้า, หนองจอก, รามคำแหง, นวมินทร์, ออเงิน, บ่อนไก่ นนทบุรี, ปทุมธานี, นครปฐม และสมุทรปราการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ยังมีการดำเนินการด้านจัดการน้ำเสีย การทดลองปรับพื้นที่เพื่อการใช้ประโยชน์และเพิ่มพื้นที่สีเขียว การส่งเสริมโมเดลการจัดขยะ 3 ประเภท คือ ขยะรีไซเคิล ขยะอาหาร ขยะอันตราย และการทำถังหมักรักษ์โลก (Green Cone) รวมถึงยังมีแนวทางด้านการจัดการพลังงานด้วยการการติดตั้ง Smart Meter (เครื่องมือวัดพลังงานแบบไร้สาย) เพื่อวัดการใช้พลังงานของแต่ละอาคาร โดยแสดงผลการใช้พลังงานผ่านการแสดงผลในรูปแบบ Dashboard ซึ่งทำให้ผู้พักอาศัยภายในโครงการรับรู้ข้อมูล การใช้พลังงานของตน และเกิดการมีส่วนร่วมในการช่วยกันลดการใช้พลังงานผ่านการจัดกิจกรรมต่างๆ และยังอยู่ระหว่างวางแผนติดตั้ง Solar Powered Pump โดยนำพลังงานไฟฟ้าที่ได้มาใช้ในการสูบน้ำเข้าถังเก็บน้ำ และกรณีที่ไม่มีการทำงานของปั๊มน้ำ พลังงานไฟฟ้าที่ได้จะถูกส่งไปที่ตัวอาคารเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ภายในอาคารต่อไป รวมถึงอยู่ในระหว่างวางแผนจะติดตั้ง Solar Powered Aerator เพื่อเติมอากาศบำบัดบ่อนํ้าเสีย อีกทั้งเมื่อช่วงเดือนพฤษภาคม 2564 ที่ผ่านมานี้ การเคหะแห่งชาติ และหน่วยงานภาคีเครือข่ายได้ร่วมกันจัดงานเสวนาออนไลน์ขึ้น ในหัวข้อ &amp;ldquo;การพัฒนาความยั่งยืนให้ชุมชน&amp;rdquo; พร้อมทั้งนำออกเผยแพร่ในรูปแบบนิทรรศการออนไลน์ ซึ่งก็มีทั้งเนื้อหาวิชาการ และสื่อมัลติมีเดียหลายรูปแบบ เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงและเข้าใจแนวคิด SSC มากยิ่งขึ้นอีกด้วย นอกจากนี้ ยังมีแผนที่จะดำเนินการขยายผลต่อเนื่อง ในปี 2565 อีก 4 ชุมชน ได้แก่ โครงการบ้านเอื้ออาทรบางบัวทอง 2 บ้านเอื้ออาทรรังสิตคลอง 10/2 บ้านเอื้ออาทรราชบุรี 3/2 และบ้านเอื้ออาทรเศรษฐกิจ 3&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;การเคหะแห่งชาติมุ่งมั่นที่จะร่วมมือกับภาคีสำคัญในการผลักดันนำพาทุกชุมชนของการเคหะ ก้าวไปสู่ Smart and Sustainable Community โดยการบูรณาการด้วยหลัก 3P ได้แก่ Profit ผลกำไร, People คุณภาพชีวิตของประชาชน และ Planet สิ่งแวดล้อม โดยเน้นความสำคัญของการมีส่วนร่วมจากผู้อยู่อาศัยเป็นประเด็นหลัก เพราะท้ายที่สุดแล้วการพัฒนาทุกอย่างก็เพื่อประโยชน์และความสุขอย่างยั่งยืนของพี่น้องประชาชนผู้อยู่ในอาศัยในชุมชนของการเคหะแห่งชาตินั่นเอง&amp;rdquo; ผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ด้าน นายวิชัย คำบุญเรือง ผู้นำชุมชนโครงการบ้านเอื้ออาทร บางโฉลง นิติ 1 กล่าวว่า การดำเนินการเกี่ยวกับ SSC ที่บางโฉลงในช่วงแรกได้รับความร่วมมือจากกลุ่มเล็กๆ ในชุมชน ต่อมาการเคหะแห่งชาติ และหน่วยงานภาคี เข้ามาสนับสนุนเพิ่มเติมทำให้สามารถขยายกิจกรรมมากขึ้น เมื่อเกิดตัวอย่างที่สร้างประโยชน์ได้จริงอย่างเป็นรูปธรรม ความร่วมมือจากสมาชิกผู้อยู่อาศัยในชุมชนก็เพิ่มมากขึ้น โดยมีการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจนโดยใช้พลังกลุ่มเยาวชนซึ่งมุ่งเน้นการสร้างการมีส่วนร่วม &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;สิ่งสำคัญอย่างมากคือกลุ่มผู้นำชุมชน ต้องตั้งใจ ทำให้เห็นเป็นตัวอย่างเชิงประจักษ์ เมื่อเราจับมือร่วมกันทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อทั้งตนเองและส่วนรวมไปด้วยกัน พลังจากความตั้งใจและการลงมือทำนี้ จะทำให้มีแนวร่วม แล้วในที่สุดการพัฒนาและความสุขที่ยั่งยืนก็จะเกิดขึ้นในชุมชนของเราครับ&amp;rdquo; นายวิชัยกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115540</URL_LINK>
                <HASHTAG>Green Cone, People, Planet, Profit, Sensor for All, Smart and Sustainable Community, Smart and Sustainable Community for Better Well - being : SSC, Smart Meter, SSC, Sustainable Community, กคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์, การพัฒนาที่ยั่งยืน, การเคหะแห่งชาติ, การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย, ถังหมักรักษ์โลก, นายจุติ ไกรฤกษ์, นายทวีพงษ์  วิชัยดิษฐ, นายวิชัย คำบุญเรือง, บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน), บ้านเช่าพร้อมอาชีพ, ป้องกันตนเองจากฝุ่นควันและมลพิษ, หลัก 3P, เครื่องมือวัดพลังงานแบบไร้สาย, โครงการชุมชนอัจฉริยะและน่าอยู่อย่างยั่งยืนเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น, โครงการบ้านเอื้ออาทรบางโฉลง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210903/image_big_61321db02da0a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>113845</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/08/2021 12:43</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/08/2021 12:42</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘จิตอาสา กฟผ.’ พลังเล็ก ๆ ที่ทำด้วยใจ เคียงข้างคนไทยทุกวิกฤต</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในสถานการณ์โควิด-19 ระบาดที่จำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มสูงขึ้นแต่ยังมีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่เรียกว่า &amp;lsquo;จิตอาสา กฟผ.&amp;rsquo; จากหน่วยงานการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)ใช้ใจที่มุ่งมั่นเอาชนะความกลัว ออกจากบ้านไปสนับสนุนการช่วยเหลือผู้ป่วยโควิด-19 ท่ามกลางสถานการณ์โรคระบาดที่จำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มสูงขึ้นอย่างไม่ลดละ เพื่อเป็นอีกหนึ่งพลังความช่วยเหลือในการร่วมบรรเทาวิกฤตด้านสุขภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;สำหรับเรื่องเร่งด่วนที่สุดและมีชีวิตเป็นเดินพันคือการเข้าถึงการรักษาและเตียงที่เพียงพอ &amp;lsquo;จิตอาสา กฟผ. จึงได้ร่วมกับภาครัฐและเอกชนหนุนจัดตั้งศูนย์พักคอยและโรงพยาบาลสนาม&amp;rsquo; โดยจิตอาสา กฟผ. จำนวนมากได้เข้าไปช่วยงานสร้างโรงพยาบาลสนามขนาดใหญ่ เช่นที่โรงพยาบาลสนามใต้ร่มพระบารมี ณ คลังสินค้า 4 สนามบินดอนเมือง กรุงเทพมหานครที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อรองรับผู้ป่วยประมาณ 2,000 เตียง จิตอาสา กฟผ. ได้เข้าไปมีส่วนร่วมจัดตั้ง ตั้งแต่การวางระบบไฟฟ้าภายในโรงพยาบาลสนามทั้งหมดขนสิ่งของ ประกอบเตียงสนาม จัดวางเตียง ฟูกนอน หมอนและสิ่งจำเป็นต่าง ๆ รวมไปถึงการสร้างห้องน้ำ 300 ห้อง ซ่อมแซมหลังคาและบริเวณที่ชำรุด ตลอดจนสนับสนุนของกิน ของใช้ หรือสิ่งของจำเป็นอื่น ๆ เพื่อให้พร้อมรองรับผู้ป่วยที่จะเข้ามารับการรักษา และล่าสุด กฟผ. ยังได้ร่วมกับมูลนิธิเขื่อนยันฮี ชวนคนไทยร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการบริจาคสมทบทุนจัดซื้อเตียงสนาม จำนวน 1,000 ชุด เพื่อรองรับผู้ป่วยโควิด-19 ที่เพิ่มสูงขึ้นให้มีพื้นที่รองรับตั้งแต่แรกเริ่ม เพิ่มโอกาสและทางรอด ลดอัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วยโควิด-19 ให้ได้มากที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนั้นยังมี &amp;lsquo;จิตอาสาหาเตียงให้ผู้ป่วยโควิด-19 พื้นที่สีแดงเข้ม&amp;rsquo;ทีมจิตอาสา กฟผ. หลายชีวิตได้ร่วมแรงร่วมใจเข้าร่วม&amp;lsquo;โครงการร่วมใจดูแลผู้ป่วย COVID-19&amp;rsquo; ของสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) เพื่อเร่งช่วยเหลือในการหาเตียงให้ผู้ป่วยที่ยังไม่ได้รับการจัดสรรเตียงและรอเข้ารับการรักษา ตลอดจนประสานงานการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ซึ่งเป็นพื้นที่สีแดงเข้มไปยังโรงพยาบาล โรงพยาบาลสนาม หรือ Hospitel ในจังหวัดใกล้เคียง หรือส่งกลับภูมิลำเนาโดยเร็วที่สุดนอกจากนั้นยังได้เข้าร่วมกับสาธารณสุขจังหวัดนนทบุรี (สสจ.นนทบุรี) ภายใต้โครงการคน กฟผ. ร่วมกับ สสจ.นนทบุรี สนับสนุนการประสานงานลงทะเบียนผู้ป่วยโควิด-19 ในจังหวัดนนทบุรีซึ่งจะช่วยเสริมกำลังการทำงานให้กับเจ้าหน้าที่สาธารณสุขจังหวัดนนทบุรี เพื่อให้ผู้ป่วยในพื้นที่จังหวัดนนทบุรีเข้าถึงการรักษาได้อย่างรวดเร็วมากยิ่งขึ้นรวมทั้ง &amp;nbsp;&amp;lsquo;จิตอาสาติดตามอาการผู้ป่วย&amp;rsquo; ที่ได้ร่วมกับหน่วยงานสาธารณสุขติดตามสถานการณ์อาการของผู้ป่วยโควิด-19 ตั้งแต่ระยะหาเตียง กระทั่งหายดีและกลับไปกักตัวสังเกตอาการ 14 วัน ต่อที่บ้าน อาทิ ให้คำแนะนำวิธีการปฏิบัติตัวในช่วงของการกักตัว ตลอดจนส่งมอบอาหารแห้ง น้ำ และของใช้จำเป็นไปให้ผู้ป่วยระหว่างการกักตัวที่บ้าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในอีกมุมหนึ่งยังมี&amp;lsquo;จิตอาสาหนุนการทำงานสนามฉีดวัคซีน&amp;rsquo; สถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 ทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้นภาครัฐจึงต้องเร่งระดมฉีดวัคซีนให้ได้มากและเร็วที่สุดทีมจิตอาสา กฟผ. ก็ได้เข้าไปมีส่วนช่วยทำงานหลังบ้านในการบันทึกข้อมูลของผู้ที่มาฉีดวัคซีน ณ สนามฉีดวัคซีนต่าง ๆ เพื่อแบ่งเบาภาระเจ้าหน้าที่ด้านสาธารณสุขให้สามารถบริการฉีดวัคซีนแก่ประชาชนได้อย่างเต็มกำลัง รวดเร็ว ไม่มีสะดุดเพราะยิ่งประชาชนเข้าถึงวัคซีนได้เร็วเท่าไหร่ยิ่งรักษาชีวิตให้ปลอดภัยได้มากเท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รวมถึง &amp;lsquo;จิตอาสาให้บริการงานขนส่ง&amp;rsquo; สนับสนุนการจัดส่งทุกสิ่งของจำเป็นต่อการเอาชนะโควิด-19 ไม่ว่าใกล้หรือไกลก็พร้อมออกเดินทางไปทุกหนแห่งทั่วไทย บรรทุกสิ่งของไม่ว่าจะหนักหรือจะใหญ่แค่ไหนที่ กฟผ. ต้องการส่งต่อด้วยใจ ไม่ว่าจะเป็นสิ่งของจำเป็นทางการแพทย์ต่าง ๆ เจลแอลกอฮอล์ ชุด PPE หมวกคลุมผม ถุงมือทางการแพทย์ ถุงคลุมเท้า และหน้ากากอนามัยจำนวนมากมาย หมวก PAPR และตู้เก็บตู้เก็บสิ่งส่งตรวจเชื้อโควิด-19 จำนวนหลายร้อย เตียงกระดาษและชุดเครื่องนอนนับพัน สิ่งของจำเป็น ถุงยังชีพและน้ำดื่มน้ำใจ กฟผ. นับหมื่น ตลอดจนการให้ความร่วมมือกับภายนอกขนส่งสิ่งของต่าง ๆ &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;คงจะไปถึงมือผู้รับปลายทางโรงพยาบาลสนามและศูนย์พักคอยที่ขาดแคลนทุกภูมิภาคทั่วไทยอย่างทันท่วงทีไม่ได้เลย หากขาดศักยภาพด้านการขนส่งและทีมจิตอาสา กฟผ. ที่ออกเดินทางส่งต่อการช่วยเหลือและความห่วงใยอย่างไม่ลดละ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตลอดจน &amp;lsquo;จิตอาสารวมพลังแพ็คถุงยังชีพ&amp;rsquo; ตั้งแต่เริ่มการระบาดของโควิด-19 ในปี 2563 จนถึงปัจจุบัน กฟผ. ได้ส่งมอบ&amp;nbsp;ถุงยังชีพที่เต็มไปด้วยสิ่งของจำเป็นต่าง ๆ อาทิ น้ำดื่ม เครื่องอุปโภคบริโภค อาหารกล่อง และเวชภัณฑ์ ให้ประชาชนที่ได้รับผลกระทบเป็นจำนวนมาก ด้วยการสนับสนุนด้านแรงกายและแรงใจของทีมจิตอาสา กฟผ.ทำให้การแพ็คถุงยังชีพในปริมาณมากเสร็จสิ้นภายในเวลาอันรวดเร็ว สามารถส่งมอบถึงมือประชาชนได้อย่างต่อเนื่องและทันท่วงที&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แล้วยังมี &amp;lsquo;จิตอาสาผลิตเจลอนามัย &amp;ldquo;น้ำใจ&amp;rdquo; กฟผ.&amp;rsquo; เจลแอลกอฮอลล์ฆ่าเชื้อโรคเป็นสิ่งจำเป็นอันดับต้น ๆ ที่ขาดไม่ได้ใน&amp;nbsp;การรักษาสุขอนามัยท่ามกลางวิกฤตโควิด-19 กฟผ. ได้เปิดพื้นที่โรงผลิตขึ้นภายในสำนักงานใหญ่ โดยควบคุมการผลิตและคุณภาพจากผู้เชี่ยวชาญด้านเคมี ซึ่งผลิตตามสูตรที่ผ่านมาตรฐานสากลภายใต้การร่วมให้คำปรึกษาจากทีมแพทย์ของ กฟผ. ความต้องการใช้ที่มาก ย่อมส่งผลให้กำลังการผลิตและการบรรจุมากตามไปด้วย จิตอาสา กฟผ. หลายร้อยชีวิตจากทุกหน่วยงาน ต้องพลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันเข้าประจำการในแต่ละตำแหน่ง เพื่อเร่งมือประกอบร่างเจลอนามัย &amp;ldquo;น้ำใจ&amp;rdquo; กฟผ. ให้แล้วเสร็จและพร้อมส่งมอบถึงมือบุคลากรทางการแพทย์และประชาชนอย่างต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และ &amp;lsquo;จิตอาสาผลิตนวัตกรรมสิ่งประดิษฐ์เสริมแกร่งด่านหน้า&amp;rsquo; ตั้งแต่การระบาดของโควิด-19 ระลอกแรกจิตอาสา กฟผ. ที่มีทักษะวิชาชีพช่างและความชำนาญในการประดิษฐ์นวัตกรรมได้ริเริ่มพัฒนาหมวกป้องกันเชื้อ PAPR ขึ้นภายใต้การดูแลมาตรฐานโดย นพ.อนวัช เสริมสวรรค์ รองคณบดีคณะแพทยศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง และปรับปรุงเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานให้ดียิ่งขึ้นตามคำแนะนำจากการนำไปทดลองใช้งานจริงของแพทย์โรงพยาบาลรามาธิบดี จนได้เป็นต้นแบบหมวก PAPR รุ่นล่าสุดที่มีความเหมาะสมต่อการใช้งาน โดย กฟผ. วางแผนผลิตและส่งมอบให้โรงพยาบาลทั่วประเทศรวม 1,000 ชุด เพราะตระหนักดีว่านวัตกรรมนี้จะช่วยเพิ่มการไหลเวียนอากาศบริสุทธิ์ปลอดเชื้อมีประโยชน์ต่อการทำงานของบุคลากรทางการแพทย์ที่จำเป็นต้องสวมชุดPPE ตลอดชั่วโมงการทำงานที่หนักหน่วงเพื่อดูแลรักษาชีวิตผู้ป่วยโควิด-19 &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนั้นจิตอาสา กฟผ. ยังได้ผลิตตู้เก็บสิ่งส่งตรวจเชื้อโควิด-19ที่มีประสิทธิภาพ เพื่อช่วยลดความเสี่ยงในการสัมผัสสาร คัดหลั่งและจำกัดพื้นที่การฟุ้งกระจายสารคัดหลั่งของผู้ป่วย เสริมความปลอดภัยระหว่างการตรวจโรคของบุคลากรทางการแพทย์อีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในช่วงเวลาที่วิกฤตที่สุด &amp;lsquo;จิตอาสา กฟผ.&amp;rsquo;พร้อมทุ่มเทแรงกายและแรงใจ ที่แม้มีเงินมากมายก็หาซื้อไม่ได้ เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือสังคม จากพลังเล็ก ๆ รวมกันเป็นพลังสร้างสรรค์สิ่งที่ยิ่งใหญ่ กฟผ. จะทำอย่างสุดกำลังพร้อม&amp;nbsp;&amp;nbsp; เคียงข้างคนไทยผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้ไปด้วยกัน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/113845</URL_LINK>
                <HASHTAG>hospitel, กฟผ., การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย, จิตอาสา กฟผ, จิตอาสาติดตามอาการผู้ป่วย, จิตอาสาผลิตนวัตกรรมสิ่งประดิษฐ์เสริมแกร่งด่านหน้า, จิตอาสาผลิตเจลอนามัย “น้ำใจ” กฟผ., จิตอาสารวมพลังแพ็คถุงยังชีพ, จิตอาสาหนุนการทำงานสนามฉีดวัคซีน, จิตอาสาหาเตียงให้ผู้ป่วยโควิด-19 พื้นที่สีแดงเข้ม, จิตอาสาให้บริการงานขนส่ง, นพ.อนวัช เสริมสวรรค์, น้ำใจ, บริจาคสมทบทุนจัดซื้อเตียงสนาม, ภาครัฐและเอกชน, มุ่งมั่นเอาชนะความกลัว, มูลนิธิเขื่อนยันฮี, ศูนย์พักคอยและโรงพยาบาลสนาม, สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ, สพฉ., หมวกป้องกันเชื้อ PAPR, โรงพยาบาลสนาม, โรงพยาบาลสนามใต้ร่มพระบารมี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210819/image_big_611ded3674f64.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>109346</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/07/2021 14:34</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/07/2021 14:34</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ผนึกพลังสร้างอากาศบริสุทธิ์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เพื่อสร้างอากาศบริสุทธิ์ให้กับคนไทย การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) พันธมิตรในการติดตั้งเซ็นเซอร์ (Sensor) ตรวจวัด PM2.5 เพิ่มทั่วประเทศ ขานรับนโยบายกระทรวงพลังงาน เดินหน้าสร้างอากาศบริสุทธิ์ ซึ่ง นายจรัญ คำเงิน ผู้ช่วยผู้ว่าการบริหารจัดการความยั่งยืน กฟผ. เปิดเผยว่า กฟผ.ได้ประสานงานกับสำนักงานพลังงานจังหวัด (สพจ.) หน่วยงานเจ้าของสถานที่ต่างๆ ทั้ง 76 จังหวัดทั่วประเทศ และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เร่งติดตั้งอุปกรณ์เซ็นเซอร์ ภายใต้โครงการพัฒนาแอปพลิเคชัน Sensor for All ซึ่ง กฟผ.ได้ร่วมมือกับจุฬาฯ และพันธมิตรพัฒนาขึ้น โดยมุ่งหวังให้เกิดการขยายผลการนำแอปพลิเคชันดังกล่าวไปใช้งานในวงกว้างมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการขับเคลื่อนประเทศสู่การปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ (Carbon Neutral) ในอนาคตต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ทั้งนี้ กระทรวงพลังงานได้พิจารณาให้ติดตั้งเซ็นเซอร์เพิ่มอีกจังหวัดละ 3 จุด รวมทั้ง 76 จังหวัด เป็น 228 จุด โดยมุ่งให้ติดตั้งในบริเวณพื้นที่โรงไฟฟ้าหรือโรงงานขนาดใหญ่ สี่แยกไฟแดง หรือเขตถนนที่มีการจราจรหนาแน่น และสถานที่ท่องเที่ยวประจำจังหวัด โดย กฟผ.จะร่วมสนับสนุนงบประมาณค่าเครื่องเซ็นเซอร์ พร้อมค่า Sim card และค่าบำรุงรักษาเซ็นเซอร์ตลอดระยะเวลา 3 ปีแรก รวมถึงสนับสนุนการติดตั้งเซ็นเซอร์ตามจุดเป้าหมายดังกล่าว ซึ่งหากเป็นบริเวณที่เป็นแหล่งชุมชนก็จะเพิ่มการติดตั้งจอแสดงผลข้อมูลคุณภาพอากาศ (Display Billboard) เพื่อเป็นอีกหนึ่งช่องทางในการให้ข้อมูลประชาชนเพิ่มเติมจากการติดตามผ่านทางแอปพลิเคชัน Sensor for All ด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยนับตั้งแต่ปี 2563 ที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน กฟผ.ได้ร่วมกับจุฬาฯ และพันธมิตร ในการพัฒนาแอปพลิเคชันและติดตั้งเซ็นเซอร์แล้วประมาณ 200 จุดทั่วประเทศ และในอนาคต กฟผ.ยังเตรียมขยายเครือข่ายความร่วมมือด้านข้อมูลคุณภาพอากาศร่วมกับแพลตฟอร์มอื่นๆ เพื่อให้เกิดเป็น Big Data ปรากฏอยู่ภายในแอปพลิเคชัน Sensor for All เพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์สูงสุดจากการใช้งานแอปพลิเคชันดังกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัจจุบันประชาชนสามารถติดตามข้อมูลรายงานผลคุณภาพอากาศแบบ Real Time ได้ตลอด 24 ชม. ผ่านแอปพลิเคชัน Sensor for All โดยสามารถดาวน์โหลดผ่าน App Store และ Play Store และผ่านทาง website &amp;nbsp;https://sensorforall.eng.chula.ac.th/ เพื่อเฝ้าระวังและวางแผนการใช้ชีวิตประจำวันให้เหมาะสมกับสภาพอากาศ เพื่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/109346</URL_LINK>
                <HASHTAG>กฟผ., การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย, พลังงาน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210711/image_big_60ea9e827eede.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>107212</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/06/2021 16:22</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/06/2021 12:37</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>MEA จับมือ กฟผ. และ รฟท. ผนึกกำลังรองรับยานยนต์ไฟฟ้าสาธารณะ ช่วยลดมลภาวะ กระตุ้นเศรษฐกิจไทย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกีรพัฒน์ เจียมเศรษฐ์ ผู้ว่าการการไฟฟ้านครหลวง หรือ MEA พร้อมด้วย นายบุญญนิตย์ วงศ์รักมิตร ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และ นายอวิรุทธ์ ทองเนตร รองผู้ว่าการกลุ่มอำนวยการ การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ร่วมพิธีเปิดสถานีต้นทางบางซื่อ การไฟฟ้านครหลวง และ สถานีไฟฟ้าแรงสูงจตุจักร การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พร้อมส่งจ่ายพลังงานไฟฟ้ารองรับสถานีกลางบางซื่อและโครงการระบบรถไฟชานเมือง (สายสีแดง) รวมถึงรองรับการใช้ไฟฟ้าพื้นที่เมืองมหานครในอนาคต เพื่อร่วมพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน รับเทรนด์การเดินทางด้วยยานยนต์ไฟฟ้า เพื่อลดปัญหาการปล่อยมลพิษทางอากาศ ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ ณ สถานีไฟฟ้าแรงสูงจตุจักร และ สถานีต้นทางบางซื่อ กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2564 ที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกีรพัฒน์ เจียมเศรษฐ์ ผู้ว่าการ MEA เปิดเผยว่า MEA เริ่มดำเนินการก่อสร้างสถานีต้นทางบางซื่อตั้งแต่เดือนธันวาคม 2560 รองรับปริมาณพลังงานไฟฟ้าสูงถึง 1,800 MVA (เมกะโวลต์แอมป์) เพื่อรองรับการจ่ายไฟฟ้าพื้นที่สถานีกลางบางซื่อ และโครงการระบบรถไฟชานเมือง (สายสีแดง) โดยผ่านการควบคุมบริหารจัดการระบบไฟฟ้าด้วยระบบ SCADA ที่ทันสมัย ทั้งยังออกแบบให้มีระบบสำรองไฟฟ้าในกรณีเหตุฉุกเฉินโดยบูรณาการร่วมกับ กฟผ. ในการเชื่อมโยงระบบสายส่งไฟฟ้าแรงสูงจากแหล่งจ่ายสถานีไฟฟ้าแรงสูงข้างเคียงของ กฟผ. ในพื้นที่โดยรอบ 3 สถานี (สถานีไฟฟ้าแรงสูงแจ้งวัฒนะ พระนครเหนือ และลาดพร้าว) รวมถึงการเชื่อมโยงจากสายส่งไฟฟ้าจากสถานีย่อยข้างเคียงของ MEA เอง ทำให้เสถียรภาพของระบบไฟฟ้ามีความมั่นคงยิ่งขึ้น โดย MEA มีความพร้อมในการจัดการควบคุมจ่ายไฟฟ้าให้กับทุกสถานีรถไฟฟ้าทั้งในปัจจุบัน นอกจากนี้ MEA ได้เตรียมความพร้อมรองรับการเชื่อมโยงระบบไฟฟ้าสำหรับการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าที่จะมาทดแทนรถยนต์น้ำมันต่อไปในอนาคต เพื่อสร้างความสะดวกสบายให้กับประชาชน ลดปัญหามลพิษทางอากาศ ตลอดจนการติดตั้งและพัฒนาสถานีอัดประจุไฟฟ้าของ MEA เชื่อมต่อ Platform ระบบบริหารจัดการเครื่องอัดประจุไฟฟ้าอัจฉริยะ วิเคราะห์ข้อมูลการชาร์จ เชื่อมต่อกับ MEA EV Application รองรับการใช้งานและอำนวยความสะดวกแก่ผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าอย่างครบวงจรในพื้นที่ให้บริการได้แก่ กรุงเทพมหานคร นนทบุรี และสมุทรปราการ MEA จึงมีความพร้อมพัฒนางานบริการเทคโนโลยีด้านระบบไฟฟ้าที่ทันสมัยขับเคลื่อนระบบพลังงานอัจฉริยะเพื่อวิถีชีวิตเมืองมหานคร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายบุญญนิตย์ วงศ์รักมิตร ผู้ว่าการ กฟผ. กล่าวว่า กฟผ. ได้ดำเนินการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคม ร่วมกับ การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) โดยก่อสร้างสถานีไฟฟ้าแรงสูงจตุจักรเพื่อเตรียมความพร้อมในการส่งจ่ายพลังงานไฟฟ้ารองรับการใช้ไฟฟ้าของสถานีกลางบางซื่อ และโครงการระบบรถไฟชานเมือง (สายสีแดง) ช่วงบางซื่อ - รังสิต และช่วงบางซื่อ - ตลิ่งชัน&amp;nbsp; ซึ่งจะเป็นศูนย์กลางการคมนาคมระบบรางของไทยแห่งใหม่ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในอาเซียน เป็นเส้นทางการคมนาคมขนส่งระบบรางที่สำคัญในอนาคตและยังถือเป็นโอกาสที่ดีในการ Restart กระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ ทั้งนี้ สถานีไฟฟ้าแรงสูงจตุจักร เริ่มดำเนินการก่อสร้างเมื่อเดือนมีนาคม 2560 พร้อมส่งจ่ายไฟฟ้าให้สถานีต้นทางบางซื่อ MEA เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2563 ที่ผ่านมา เป็นสถานีไฟฟ้าแรงสูงแบบใช้ฉนวนก๊าซ (Gas Insulated Substation: GIS ) โดยเชื่อมโยงกับสถานีไฟฟ้าแรงสูงลาดพร้าว แจ้งวัฒนะ และพระนครเหนือ ด้วยสายส่งไฟฟ้าแรงสูงระดับแรงดัน 230 kV (กิโลโวลต์) รวมทั้งสิ้นจำนวน 4 วงจร พร้อมออกแบบและติดตั้งเสาไฟฟ้าแรงสูงแบบพิเศษที่มีเพียงต้นเดียวในประเทศไทย ให้สามารถใช้งานในพื้นที่จำกัดได้อย่างมีประสิทธิภาพ และควบคุมความสูงของเสาไม่ให้ส่งกระทบต่อระบบการจ่ายกระแสไฟฟ้าเดิม โดยสามารถส่งจ่ายพลังงานไฟฟ้าได้สูงสุดถึง 2,400 MW (เมกะวัตต์) หรือเทียบเท่าโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ จำนวน 3 แห่ง รองรับการใช้ไฟฟ้าของสถานีกลางบางซื่อ และโครงการรถไฟชานเมือง (สายสีแดง) ช่วงบางซื่อ - รังสิต และช่วงบางซื่อ - ตลิ่งชัน ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และรองรับการคมนาคมของประเทศไทยในอนาคต ซึ่งจะปรับเปลี่ยนเข้าสู่รูปแบบการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า หรือ EV มากยิ่งขึ้น ซึ่งปัจจุบัน กฟผ. ได้พัฒนานวัตกรรมรถยนต์ EV รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า และเรือไฟฟ้า เพื่อเชื่อมต่อการเดินทาง &amp;ldquo;ล้อ ราง เรือ&amp;rdquo; สร้างความสะดวกสบายในการเดินทางให้กับประชาชน สามารถช่วยลดปัญหาการปล่อยมลพิษทางอากาศและฝุ่น PM 2.5 จากภาคการขนส่ง นับเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินงานตามแนวคิด EGAT for ALL&amp;nbsp;เพราะ กฟผ. เป็นของทุกคน ทำเพื่อทุกคน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน นายอวิรุทธ์ ทองเนตร รองผู้ว่าการกลุ่มอำนวยการ รฟท. กล่าวว่า พลังงานไฟฟ้าเป็นปัจจัยสำคัญยิ่งสำหรับสถานีกลางบางซื่อ สถานีรถไฟหลักแห่งใหม่ ซึ่งจะเปิดดำเนินการอย่างเป็นทางการในฐานะศูนย์กลางระบบรางที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน ที่เชื่อมต่อทุกรูปแบบการเดินทางของระบบขนส่งมวลชนอื่น ๆ ได้อย่างสะดวกสบาย ทั้งทางราง ทางบก ทางอากาศ ซึ่งโครงการระบบรถไฟชานเมือง (สายสีแดง) ถือเป็นโครงการระบบขนส่งมวลชนทางรางที่เป็นโครงข่ายเชื่อมโยงการเดินทางของประชาชนระหว่างพื้นที่ใจกลางเมืองของกรุงเทพมหานครและปริมณฑล เป็นศูนย์กลางการคมนาคมระบบรางของไทยแห่งใหม่ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในอาเซียน และยังเป็นศูนย์เปลี่ยนถ่ายการเดินทางที่เชื่อมต่อกับรูปแบบการเดินทางอื่น ๆ ได้อย่างสะดวกสบาย โดยคดว่าสามารถเปิดให้ประชาชนทดลองใช้บริการในเดือนกรกฎาคมนี้ และให้บริการเชิงพาณิชย์ได้ ประมาณปลายปี 2564 นี้ ซึ่งจะช่วยอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนที่อาศัยอยู่ในเขตพื้นที่ชานเมือง ได้เดินทางเข้าสู่ใจกลางเมืองด้วยระบบรางที่มีประสิทธิภาพ และช่วยอำนวยความสะดวกให้ผู้โดยสารสามารถเข้าสู่โครงข่ายระบบรถไฟขนส่งมวลชนอื่นได้อย่างสะดวกรวดเร็ว สามารถรองรับรองรับประชาชนที่มาใช้บริการที่สถานีกลางบางซื่อ จำนวน 624,000 คน ต่อวัน และโครงการระบบรถไฟชานเมือง (สายสีแดง) ช่วงบางซื่อ - รังสิต และช่วงบางซื่อ - ตลิ่งชัน จำนวน 463,000 คน ต่อวัน ทำให้ทุกวันแห่งการเดินทางมีแต่รอยยิ้มแห่งความสุขที่เกิดจากคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นตลอดไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/107212</URL_LINK>
                <HASHTAG>EGAT for ALL, Energize smart living, Energy for city life, Gas Insulated Substation: GIS, MEA, MEA EV Application, Restart กระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ, กฟผ., การรถไฟแห่งประเทศไทย, การไฟฟ้านครหลวง, การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย, ฉนวนก๊าซ, นายกีรพัฒน์ เจียมเศรษฐ์, นายบุญญนิตย์ วงศ์รักมิตร, นายอวิรุทธ์ ทองเนตร, ผู้ว่าการการไฟฟ้านครหลวง, ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย, พระนครเหนือ, พลังงานเพื่อวิถีชีวิตเมืองมหานคร, พิธีเปิดสถานีต้นทางบางซื่อ, ยานยนต์ไฟฟ้า, รฟท., ระบบ SCADA, ลดปัญหาการปล่อยมลพิษทางอากาศ, ลาดพร้าว, สถานีไฟฟ้าแรงสูงจตุจักร, สถานีไฟฟ้าแรงสูงแจ้งวัฒนะ, เพราะ กฟผ. เป็นของทุกคน ทำเพื่อทุกคน, โครงการระบบรถไฟชานเมือง (สายสีแดง)</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210622/image_big_60d1791cb481f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>101877</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/05/2021 19:04</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/05/2021 19:04</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กลุ่มกฟผ.ทุ่ม 81 ล้าน อัดงบให้รพ.สู้ภัยโควิด-19 </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
5 พ.ค. 2564 - นายบุญญนิตย์ วงศ์รักมิตร ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อโคโรนา 2019 (โควิด-19) ระลอกใหม่ที่ยังคงวิกฤต เนื่องจากยังพบผู้ป่วยยืนยันติดเชื้อรายใหม่อย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดพบการระบาดไปยังคลัสเตอร์ใหม่ในพื้นที่ชุมชนคลองเตย กรุงเทพมหานคร กฟผ. และบริษัทในกลุ่ม กฟผ. ได้แก่ บริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) และบริษัท กฟผ. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ได้ระดมงบประมาณเพิ่มเติมอีก 81 ล้านบาท เพื่อร่วมบริจาคให้กับโรงพยาบาลต่าง ๆ ครอบคลุมทั้ง 77 จังหวัดทั่วประเทศ นำไปจัดซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ หวังให้ทีมแพทย์ทำงานได้อย่างคล่องตัว และมีความปลอดภัย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ กฟผ. ได้ประสานตรงไปยังโรงพยาบาล เพื่อสำรวจความต้องการอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่จำเป็นต้องใช้ในการรักษาผู้ป่วยโควิด-19 เพื่อให้ความช่วยเหลือเป็นไปด้วยความรวดเร็วและครอบคลุมทุกพื้นที่ โดยได้มอบเงินสนับสนุนให้กับโรงพยาบาลแล้ว 2 แห่งแรก ได้แก่ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ และโรงพยาบาลรามาธิบดี เพื่อให้โรงพยาบาลได้นำไปจัดซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ที่จำเป็นต่อการรักษาผู้ป่วยโควิด-19&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุรศักดิ์ ลีลาอุดมลิปิ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวว่า ในสถานการณ์ปัจจุบัน อุปกรณ์ทางการแพทย์มีความสำคัญมาก โดยทุกโรงพยาบาลจำเป็นต้องมีอุปกรณ์ที่ครบครัน เช่น เครื่องช่วยหายใจ เพื่อใช้ช่วยชีวิตคนไข้ได้อย่างต่อเนื่อง อีกทั้งเพื่อรักษาและเปลี่ยนคนไข้จากกลุ่มสีแดง ที่มีอาการรุนแรง เพื่อไปยังกลุ่มสีเหลือง ซึ่งมีอาการไม่รุนแรง ให้ผ่านวิกฤตและปลอดภัย จนไปสู่กลุ่มสีเขียว ที่ไม่มีอาการหรือมีอาการเพียงเล็กน้อย ทั้งนี้อุปกรณ์ทางการแพทย์ ยังช่วยลดการแพร่กระจายเชื้อไปยังบุคลากร เพื่อให้ทีมแพทย์ปลอดภัย และสามารถทำหน้าที่รักษาคนไข้ต่อไปได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ภายในสัปดาห์นี้จะดำเนินการส่งมอบเงินสนับสนุนให้กับ 6 โรงพยาบาล ประกอบด้วย โรงพยาบาลศิริราช โรงพยาบาลวชิรพยาบาล โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ โรงพยาบาลราชวิถี โรงพยาบาลพระนั่งเกล้า และโรงพยาบาลสิรินธร รวมจำนวนเงินที่จะส่งมอบภายในสัปดาห์นี้ทั้งสิ้น 13.3 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัจจุบันมีโรงพยาบาล จำนวน 149 แห่ง 77 จังหวัด ที่ได้แสดงความประสงค์ขอรับการสนับสนุนจากกลุ่ม กฟผ. ซึ่ง กฟผ. และบริษัทในกลุ่ม จะเร่งส่งมอบเงินสนับสนุนให้แก่โรงพยาบาลโดยเร็วที่สุด&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/101877</URL_LINK>
                <HASHTAG>การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย, บุญญนิตย์ วงศ์รักมิตร, มอบเงินช่วยโรงพยาบาลสนาม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210505/image_big_6092898b35faa.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
