<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>73735</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/08/2020 17:27</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/08/2020 17:24</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ระบบกษัตริย์ในระบอบรัฐธรรมนูญเอื้อต่อการมีความต่อเนื่องในความเปลี่ยนแปลง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อเสด็จพระราชดำเนินกลับจากประเทศสหรัฐอเมริกาและคานาดาได้ไม่นาน (เสด็จฯ ไประหว่างวันที่ ๖ เมษายนและวันที่ ๒๘ กันยายน พ.ศ. ๒๔๗๔ &amp;nbsp;พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าไตรทศประพันธ์ กรมหมื่นเทววงศ์วโรทัย อภิรัฐมนตรีและเสนาบดีกระทรวงการต่างประเทศดำเนินการเรื่องร่างรัฐธรรมนูญขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายอีกฉบับหนึ่ง หลังจากฉบับที่พระยากัลยาณไมตรีเคยร่างเมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๙&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่สองนี้ภายใต้ชื่อว่า &amp;ldquo;An Outline of Changes in the Form of Government&amp;rdquo;หรือ &amp;ldquo;เค้าโครงความเปลี่ยนแปลงในรูปแบบของการปกครอง&amp;rdquo; มีนายเรมอนด์ บี.สตีเวนส์ (Raymond B. Stevens) ที่ปรึกษาการต่างประเทศในขณะนั้นและพระยาศรีวิสารวาจา (เทียนเลี้ยง ฮุนตระกูล) ปลัดทูลฉลองกระทรวงการต่างประเทศเป็นผู้ร่าง นายสตีเวนส์นั้นเป็นนักกฎหมายและอดีตสมาชิกสภาผู้แทนของสหรัฐอเมริกา ส่วนพระยาศรีวิสารวาจาสำเร็จเนติบัณฑิตจากประเทศอังกฤษ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ร่างรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นภาษาอังกฤษนี้ทูลเกล้าฯ ถวายเมื่อวันที่ ๙ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๗๔ (ซึ่งก็คือต้น พ.ศ. ๒๔๗๕ ตามปฏิทินปัจจุบัน) ในช่วงเวลาซึ่งระลอกสุดท้ายของความขัดแย้งในเรื่องนโยบายเศรษฐกิจกำลังเริ่มขึ้น และนายสตีเวนส์เป็นบุคคลหนึ่งที่ทรงปรึกษาเกี่ยวกับเรื่องนั้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อนำสภาพการณ์ดังกล่าวซึ่งกำลังบั่นทอนความน่าเชื่อถือของรัฐบาลของพระองค์อยู่ ดังปรากฎเป็นบทวิจารณ์ในหน้าหนังสือพิมพ์ และการที่เมื่อเสด็จฯ ถึงสหรัฐอเมริกา พระองค์ได้พระราชทานสัมภาษณ์นักหนังสือพิมพ์อเมริกันว่ากำลังจะมีกฎหมายให้สิทธิเลือกตั้งในระดับเทศบาลแก่ราษฎรมาพิจารณาด้วยแล้ว เห็นได้ว่าต้องพระราชประสงค์ที่จะเร่งกระบวนการของการที่จะทรงจัดให้มีการปกครองโดยตัวแทน (representative government) เกิดขึ้น ก่อนที่อาจมีการก่อการเปลี่ยนแปลงจากเบื้องล่างซึ่งก็ได้รับสั่งเล่าทำนองนี้พระราชทานพระยามโนปกรณ์นิติธาดา ประธานคณะกรรมการราษฎรและผู้แทนคณะราษฎรที่เข้าเฝ้าฯ เมื่อวันที่ ๓๐ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๗๕ (๖ วันหลังการยึดอำนาจของคณะราษฎร) ดังข้อความใน&amp;ldquo;บันทึกลับ&amp;rdquo;การเข้าเฝ้าฯ ครั้งนั้นของเจ้าพระยามหิธร (ลออ ไกรฤกษ์) ราชเลขาธิการ ที่ว่า &amp;ldquo;ทรงเห็นว่าควรจะต้องให้Constitution มาตั้งแต่รัชกาลที่ ๖ แล้ว และเมื่อได้ทรงรับราชสมบัติ ก็มั่นพระราชหฤทัยว่า เป็นหน้าที่ของพระองค์ที่จะให้ Constitution แก่สยามประเทศ&amp;rdquo; และ &amp;ldquo;เมื่อเสด็จกลับมา (จากสหรัฐอเมริกา &amp;ndash;ผู้เขียน) ยิ่งรู้สึกแน่ใจว่าจะกักไว้อีกไม่สมควรเป็นแท้...&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พระยาศรีวิสารวาจา &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สาระของร่าง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เอกสารของนายสตีเวนส์และพระยาศรีวิสารวาจา &amp;nbsp;เกริ่นนำว่าเป็น เค้าโครงของรัฐธรรมนูญใหม่ &amp;ldquo;ซึ่งทูลเกล้าฯ ถวาย &amp;ldquo;ตามพระราชประสงค์&amp;rdquo; &amp;nbsp;เพื่อเป็น &amp;ldquo;จุดเริ่มต้นของรูปแบบการปกครองในระบบรัฐสภา&amp;rdquo; แม้ว่า &amp;ldquo;ในทางทฤษฎีพระมหากษัตริย์จะยังคงทรงเป็นหัวหน้าฝ่ายบริหารและผู้ทรงนิติบัญญัติ&amp;rdquo; แต่พระองค์จักได้ทรงเลือกและแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีผู้ซึ่งต้องรับผิดชอบต่อพระองค์ และพระองค์ทรงถอดออกจากตำแหน่งได้ นายกรัฐมนตรีจักเลือกรัฐมนตรีของเขาเองเป็นคณะรัฐมนตรีใช้อำนาจบริหาร แต่ก็โดยมีสภานิติบัญญัติใช้อำนาจบางประการกำกับอยู่ ในทำนองระบบรัฐสภา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สภาใหม่นี้ ในระยะเริ่มแรก ควรมีสมาชิกประเภทแต่งตั้งและประเภทเลือกตั้งจำนวนเท่ากัน ที่น่าสนใจคือ ในประเภทแต่งตั้ง จะมีข้าราชการประจำเกินกึ่งหนึ่งไม่ได้ เท่ากับว่าร่างนี้ แม้ว่าจะเห็นว่าสมาชิกประเภทเลือกตั้งจะยังต้องมี &amp;ldquo;พี่เลี้ยง&amp;rdquo; แต่ก็ต้องการจะป้องกันมิให้ข้าราชการครอบงำ ลักษณะเช่นนี้แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญจากพระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พ.ศ. ๒๔๗๕ (๒๗ มิถุนายน) ซึ่งคณะราษฎรเป็นผู้ร่างและพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ ทรงเติมคำว่า &amp;ldquo;ชั่วคราว&amp;rdquo; ลงไป ที่ไม่มีบทบัญญัติ หรือจำนวนข้าราชการประจำที่จะเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้ ไม่ว่าประเภทแต่งตั้งหรือเลือกตั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในร่างสตีเวนส์-ศรีวิสาร การเลือกตั้งสมาชิกสภานิติบัญญัติจักเป็นโดยอ้อม ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง (voters) ในอำเภอผู้ซึ่งต้องมีสัญชาติสยามและพำนักอยู่ในประเทศ และเสียภาษีจักเลือกตั้งผู้เลือกตั้ง (electors) ผู้แทนมณฑล ซึ่งต้องไม่เป็นข้าราชการประจำ เข้าเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติ ซึ่งมีอำนาจออกกฎหมายตรวจสอบการบริหารราชการแผ่นดิน และออกเสียงลงคะแนนไว้วางใจในรัฐบาล หากสองในสามของสภาฯ ลงมติไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรีต้องกราบถวายบังคมทูลฯ ลาออก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับวาระการดำรงตำแหน่งนั้น ทั้งนายกรัฐมนตรีและสภานิติบัญญัติมีวาระเท่ากันโดยดำรงตำแหน่งในขณะเดียวกันเป็นเวลา ๔-๕ ปี พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจในการทรงยับยั้ง (veto) กฎหมาย แต่ต้องทรงอธิบายเหตุผล นอกจากนั้นยังทรงมีอำนาจในการออกกฎหมายในภาวะฉุกเฉินซึ่งส่งผลกระทบต่อประโยชน์สาธารณะ หรือเพื่อความมั่นคง โดยไม่ต้องผ่านสภานิติบัญญัติ ทั้งยังทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจในการยุบสภานิติบัญญัติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พระยากัลยาณไมตรี (ฟรานซิส บี. แซร์)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บทวิเคราะห์ร่างฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แม้ว่าร่างใหม่นี้จะมีความแตกต่างอย่างสำคัญจากร่างของพระยากัลยาณไมตรีตรงที่เปิดช่องทางให้มีการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนผ่านการเลือกตั้งสมาชิกสภานิติบัญญัติโดยทางอ้อมก็ตาม แต่ก็ยังไม่ได้เป็นในรูปแบบของการปกครองในระบบรัฐสภาประชาธิปไตย เพราะพระมหากษัตริย์จะทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจในการแต่งตั้งและถอดถอนนายกรัฐมนตรี รวมทั้งในการยุบสภา หากแต่ว่า พลังขับเคลื่อนทางการเมืองที่ร่างนี้จะปลดปล่อยออกมาน่าจะเป็นไปในทางต้านทานการทรงใช้อำนาจสมบูรณาญาสิทธิ์ หรือตามอำเภอพระราชหฤทัย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อต่างอีกประการหนึ่งคือ การเน้นย้ำว่าอภิรัฐมนตรีสภาจักต้องเป็นองค์กรถวายคำปรึกษาในนโยบายทั่วไปเท่านั้น และอภิรัฐมนตรีจักต้องไม่เป็นรัฐมนตรีในขณะเดียวกัน หรือเข้าร่วมประชุมคณะรัฐมนตรี ความข้อนี้แสดงให้เห็นชัดเจนว่า ความมุ่งหมายคือการถ่ายโอนงานบริหารราชการแผ่นดินทั้งปวงออกไปจากพระมหากษัตริย์และอภิรัฐมนตรีสภาให้นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี อีกทั้งเป็นการทอนอำนาจอภิรัฐมนตรีสภาไปโดยปริยาย ส่วนประเด็นที่ว่า เป็นการมุ่ง &amp;ldquo;ถวายพระราชอำนาจคืน&amp;rdquo; แด่พระมหากษัตริย์หรือไม่นั้นเป็นที่ถกเถียงกัน นักวิเคราะห์บางคนผู้ซึ่งติดใจกับการที่ท้ายที่สุดอำนาจยังกระจุกอยู่ที่พระมหากษัตริย์ได้มีข้อสรุปว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มุ่งที่จะค้ำจุนระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์หรืออำนาจเด็ดขาดของพระมหากษัตริย์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในที่นี้จะวิเคราะห์ไปทางตรงกันข้ามว่า ร่างรัฐธรรมนูญนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อปูทางไปสู่ระบอบประชาธิปไตยแบบที่ผู้เขียนขอเรียกว่าระบบกษัตริย์ในระบอบรัฐธรรมนูญ (Constitutional Monarchy) ด้วยเหตุที่ว่า ในขณะนี้การให้มีการตรวจสอบและถ่วงดุลกันในระดับหนึ่งระหว่างฝ่ายบริหารกับฝ่ายนิติบัญญัติแสดงให้เห็นลักษณะบางอย่างของระบบแบ่งแยกอำนาจ (separation of powers system) แต่การที่ให้นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีมีสิทธิ์ที่จะเข้าร่วมประชุมและมีสิทธิ์ออกเสียงในการประชุมสภานิติบัญญัติ ทำให้เห็นได้ชัดว่าจุดมุ่งหมายอยู่ที่การนำระบบการหลอมอำนาจ (fusion of powers system) อย่างของอังกฤษ มาเป็นแม่แบบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในประเทศนั้น กษัตริย์ทรงอยู่ (และยังทรงคงอยู่อย่างน้อยในเชิงสัญญลักษณ์) ณ จุดตัดระหว่างอำนาจ ๓ ฝ่ายคือ นิติบัญญัติ บริหารและตุลาการ หน้าที่ของกษัตริย์ในพระราชสถานะประมุขของรัฐและชาติ คือการเกื้อหนุนให้ระบอบการปกครองมีความเป็นเอกภาพและได้ดุล แต่ก็มิใช่ว่าจะทรงปลอดจากแรงผลักดันทางการเมืองในขณะที่ต้องทรงทำหน้าที่ดังกล่าว ในประเทศอังกฤษ ระบบนี้ได้ค่อยๆ แปรสภาพเป็นระบบกษัตริย์ในระบอบรัฐธรรมนูญและประชาธิปไตยในระบบรัฐสภาในปัจจุบัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หากวิเคราะห์จากมุมมองนี้ เห็นได้ว่าโครงการในสยามของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวมุ่งสู่ระบบพระมหากษัตริย์ในระบอบรัฐธรรมนูญ และต่อไปในทิศทางของระบอบประชาธิปไตยในระบบรัฐสภา ดังนั้น ในระยะเปลี่ยนผ่าน ร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ ๒ นี้ จึงได้ขยับพระมหากษัตริย์ให้ห่างจากการปฏิบัติการบริหารราชการแผ่นดิน และมีการจำกัดอำนาจของพระองค์อยู่บางประการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการที่พระมหากษัตริย์ยังคงไว้ซึ่ง &amp;ldquo;อำนาจที่มีเผื่อไว้&amp;rdquo;(reserve power) ในอันที่จะกระทำการถอดออกจากตำแหน่งบุคคลผู้ที่เห็นจากการปฏิบัติแล้วว่าเขาไร้ความเหมาะสมที่จะคงทำการบริหารต่อไป อำนาจที่มีเผื่อไว้นี้มีไว้เพื่อที่จะได้ไม่ต้องก่อการปฏิบัติ (revolution) &amp;nbsp;เพื่อที่จะขับไล่เขา อำนาจเช่นนี้มีในทุกประเทศ &amp;ldquo;และในประเทศเฉกเช่นสยามโดยตรรกแล้ว ย่อมมีไว้ให้พระมหากษัตริย์ทรงใช้&amp;rdquo; ดังที่พระยากัลยาณไมตรีอธิบายไว้แล้วแต่ พ.ศ. ๒๔๖๙&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อีกทั้ง แม้ในปัจจุบันในอังกฤษซึ่งมีสภาสามัญชนจากการเลือกตั้งเป็นใหญ่ในรัฐสภา ท้ายที่สุดแล้ว กษัตริย์ในระบอบรัฐธรรมนูญก็ยังทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจในการทรงใช้ดุลยพินิจของพระองค์เอง (personal prerogative) ในการทรงเลือกนายกรัฐมนตรีและในการไม่ทรงเห็นชอบกับคำขอยุบสภาของนายกรัฐมนตรี และนายกรัฐมนตรีผู้นั้นย่อมรู้สึกว่าต้องลาออก &amp;nbsp; ทั้งนี้แม้ว่าเมื่อ ๒-๓ ปีมานี้ มีการเปลี่ยนแปลงในเรื่องการยุบสภาให้ต้องทรงใช้พระวิจารณญาณน้อยลง)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนั้น กษัตริย์อังกฤษยังทรงพระราชอำนาจในการยับยั้งการออกกฎหมายในกรณีที่กฎหมายนั้นอาจกระทบต่อประโยชน์ของชาติ (the national interest) แม้ว่าจะไม่มีการทรงใช้พระราชอำนาจนี้มาหลายร้อยปีแล้วก็ตาม แต่ในค.ศ. ๑๙๑๔ (พ.ศ. ๒๔๕๗) ซึ่งเป็นปีที่สมเด็จเจ้าฟ้ากรมขุนศุโขทัยธรรมราชาเสด็จกลับจากการทรงศึกษา ณ ประเทศนั้น พระเจ้าจอร์จที่ ๕ เกือบจะทรงใช้พระราชอำนาจยับยั้งกฎหมายว่าด้วยการปกครองตนเองของไอร์แลนด์ (Irish Home Rule Bill) แต่ท้ายที่สุด ไม่จำเป็นต้องทรงใช้ เพราะนายกรัฐมนตรีโอนอ่อนผ่อนตามคำทรงทักท้วง (the right to warn) อันเป็นหนึ่งใน &amp;ldquo;องค์สามพระราชสิทธิ์&amp;rdquo;(the trinity of rights) ของกษัตริย์ &amp;nbsp; หากสมเด็จเจ้าฟ้าฯ ซึ่งต่อมาคือพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงทราบถึงเหตูการณ์ดังกล่าว ย่อมไม่ทรงเห็นว่าการคงไว้ซึ่งพระราชอำนาจยับยั้งกฎหมายในร่างรัฐธรรมนูญของสตีเวนส์/ศรีวิสารเป็นของแปลก หรือขัดต่อพระราชประสงค์ที่จะเคลื่อนสู่ระบบกษัตริย์ในระบอบรัฐธรรมนูญ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;วิเคราะห์ตามหลักวิชาการได้ว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มุ่งที่จะสร้างระบบกษัตริย์ในระบอบรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่เพื่อค้ำจุนระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พระยามโนปกรณ์นิติธาดา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ความเห็นของผู้ร่าง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สิ่งที่นับว่าแปลกก็คือทั้งนายสตีเวนส์และพระยาศรีวิสารฯ ผู้ร่าง เห็นว่ายังไม่ควรที่จะใช้ร่างรัฐธรรมนูญนั้นอย่างเต็มรูปในเวลานั้น วัลย์วิภา จรูญโรจน์แสดงความฉงนว่า ถ้าเช่นนั้น เหตุใดจึงได้ร่างขึ้น เธอวิเคราะห์ว่าเป็นเพราะเป็นพระราชประสงค์ และให้ความเห็นของเธอว่าพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลกว่าบรรดาที่ปรึกษาของพระองค์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสตีเวนส์เห็นว่าการตั้งนายกรัฐมนตรีสามารถทำได้โดยไม่มีผลกระทบ แต่การที่จะสถาปนาสภานิติบัญญัติที่มีสมาชิกจากการเลือกตั้งเป็นบางส่วนและใช้อำนาจทั้งนิติบัญญัติและบริหารนั้น ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะเอื้อต่อการที่สมาชิกประเภทเลือกตั้งจะมีอำนาจเพิ่มพูนขึ้นเป็นเงาตามตัว เขาจึงเตือนว่า &amp;ldquo;เป็นการยากยิ่งที่จะเอาอำนาจที่ให้แก่ประชาชนแล้วคืนมา&amp;rdquo; เขาจึงเห็นว่ายังไม่ควรที่จะสถาปนาสภานิติบัญญัติในขณะนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนายสตีเวนส์และพระยาศรีวิสารวาจาเห็นว่าประชาชนยังไม่มีความพร้อมที่จะรับ &amp;ldquo;การกระจายอำนาจ&amp;rdquo; สู่เขา นายสตีเวนส์วิเคราะห์ว่าความระส่ำระส่ายที่มีอยู่ในขณะนั้น &amp;ldquo;มีที่มาจากเหตุผลทางเศรษฐกิจ ไม่ใช่เพราะรูปแบบการปกครอง&amp;rdquo; ดังนั้น จึงไม่น่าจะแก้ไขโดยการเปลี่ยนแปลงเชิงรัฐธรรมนูญ พระยาศรีวิสารฯ เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงเช่นนั้นจะทำให้อำนาจของรัฐบาลอ่อนลง จึงควรประวิงเวลาไปอย่างน้อยจนกระทั่งวิกฤตทางเศรษฐกิจได้ผ่านพ้นไปแล้ว ทั้งสองเห็นควรมุ่งไปที่การจัดให้ประชาชนได้รับการฝึกหัดและมีประสบการณ์ในการปกครองตนเองในระดับท้องถิ่นก่อนอื่นใด ส่วนการสถาปนาสภานิติบัญญัตินั้นควรคอยไว้ก่อน แต่การตั้งนายกรัฐมนตรีนั้นเป็นสิ่งที่ดำเนินการได้เลย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ความเห็นของอภิรัฐมนตรี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แม้ว่าหลักฐานจดหมายเหตุจะมีอยู่อย่างจำกัดในปัจจุบัน แต่พอจะสรุปได้ว่า เมื่อวันที่ ๑๒ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๗๔ (พ.ศ. ๒๔๗๕ ตามปฏิทินปัจจุบัน) พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงส่งร่างรัฐธรรมนูญพร้อมบันทึกความเห็นของผู้ร่างทั้งสองไปยังอภิรัฐมนตรีเป็นรายพระองค์ &amp;nbsp;และอาจจะได้มีการประชุมอภิรัฐมนตรีสภาหลังจากนั้นในเดือนนั้น โดยต้องพระราชประสงค์จะพระราชทานรัฐธรรมนูญในช่วงของการเฉลิมฉลองพระบรมราชจักรีวงศ์ และกรุงรัตนโกสินทร์ ๑๕๐ ปีในเดือนเมษายน พ.ศ. ๒๔๗๕&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เอกสารอภิรัฐมนตรีที่มีอยู่ในปัจจุบันเพียงอย่างเดียวคือของสมแด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ซึ่งชี้ให้เห็นว่าจะทรงคัดค้านการประกาศใช้ นักการทูตอังกฤษรายงานว่ากรมหมื่นเทววงศ์วโรทัย ทรงยืนยันกับเขาว่าอภิรัฐมนตรีส่วนใหญ่คัดค้าน แม้ว่าพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวจะได้ทรงคาดว่าจะมีการยึดอำนาจและเผด็จการทหารตามมา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พระราชดำริที่ตามมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เกี่ยวกับการเข้าเฝ้าฯ ของพระยามโนฯ และผู้แทนคณะราษฎรเมื่อวันที่ ๓๐ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๗๕ &amp;nbsp;เจ้าพระยามหิธรได้จดบันทึกการเข้าเฝ้าฯ ไว้ว่าพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวรับสั่งว่า ทรงรู้สึกว่า &amp;ldquo;ได้แก้ไขช้าไปบ้างและอ่อนไปบ้าง...เพราะ...จะดันทุรังไปก็ไม่ใคร่ได้ ด้วยมีผู้ใหญ่ผู้ที่ชำนาญการห้อมล้อมอยู่&amp;rdquo; รับสั่งต่อไปว่าการที่ผู้ร่างทั้งสอง &amp;ldquo;ขัดข้องเสียดั่งนี้ การก็เลยเหลวอีก ต่อมาได้เตรียมว่าจะไม่ประกาศก่อนงานสมโภชพระนคร ๑๕๐ ปีแล้ว เพราะจะเป็นขี้ขลาด รอว่าพองานแล้วจะประกาศ ได้เสนอที่ประชุมอภิรัฐมนตรี...ที่ประชุมก็ขัดข้องว่ากำลังเป็นเวลาโภคกิจตกต่ำ&amp;rdquo; รับสั่งต่อไปว่าทรงพระราชดำริสืบเนื่องว่าทางหนึ่งคือแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีโดยมีสภาตั้งกระทู้ถามรัฐมนตรีและเสนอให้ถอดออกจากตำแหน่งได้ รวมทั้งให้มี &amp;ldquo;ผู้แทนจากหัวเมือง&amp;rdquo; อีกทางหนึ่งคือให้เสนาบดีกระทรวงมุรธาธร (ราชเลขาธิการ) เป็นประธานในที่ประชุมเสนาบดีแทนพระองค์ และขยายจำนวนกรรมการองคมนตรีทำหน้าที่อย่างรัฐสภา ทรงนำ ๒ แผนนี้ติดพระองค์ไปหัวหินด้วย เพื่อจะทำบันทึกเสนอเสนาบดีสภา แต่ก็ได้เกิดการยึดอำนาจเสียก่อน พระองค์ &amp;ldquo;เสียพระราชหฤทัยที่ได้ช้าไป ทำความเสื่อมเสียให้เป็นอันมาก&amp;rdquo; ทั้งหมดแสดงว่ามิได้ทรงละความพยายามที่จะทรงขับเคลื่อนพระราชประสงค์จำนงหมายที่จะให้เกิดมีระบบกษัตริย์ในระบอบรัฐธรรมนูญขึ้นให้ได้ สอดคล้องกับการที่ในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๗๕ ได้ทรงแสดงความเห็นว่าการที่จะเอาอย่างการจัดการศึกษาให้คนไทยนิยมการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เหมือนกับอิตาลีสมัยมุสโสลินีสอนให้คนของเขานิยมการปกครองแบบฟาสซิสต์ (เผด็จการเบ็ดเสร็จชนิดหนึ่ง) นั้น ไม่น่าจะเป็นไปได้ จึงทรงเสนอแนะให้การศึกษาไปในทางที่เอื้อแก่การเตรียมการที่จะเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นแบบระบบกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ (Constitutional Monarchy)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สรุป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งหมด จึงเห็นได้ชัดว่าพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวซึ่งในขณะนั้นทรงสมบูรณาญาสิทธิ มิได้แต่เพียงทรงแสวงหาระบบกษัตริย์ในระบอบรัฐธรรมนูญซึ่งเข้าพระราชหฤทัยว่าในโลกสมัยใหม่เป็นระบอบประชาธิปไตยประเภทหนึ่ง การที่ทรงเห็นว่าระบอบประชาธิปไตยประเภทนี้น่าจะมีความเหมาะสมกับสังคมไทย ก็เพราะจะเป็นการผสมผสานธรรมเนียมที่มีมาแต่เดิมเข้ากับธรรมเนียมใหม่อย่างมีโอกาสลงตัว ทั้งนี้ ด้วยเป็นพระราชปณิธานตั้งแต่ต้นรัชกาลที่จะทรงดูแลให้กระบวนการเปลี่ยนแปลงดำเนินไปโดยราบรื่น และเพื่อให้ระบอบใหม่ที่จะสร้างขึ้นนั้นมีความยั่งยืน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อนึ่ง ศาสตราจารย์เวอร์นอน บ็อกดานอร์ (Vernon Bogdanor) ผู้เชี่ยวชาญรัฐธรรมนูญอังกฤษชี้ให้เห็นว่า ระบบกษัตริย์ในระบอบรัฐธรรมนูญเอื้อต่อการมีความต่อเนื่องในความเปลี่ยนแปลง เพราะเป็นรูปการของการแก้ไขความขัดกันระหว่างแนวคิดการมีกษัตริย์กับแนวคิดการมีประชาธิปไตย ทั้งยังไม่ได้เป็นอันตรายต่อประชาธิปไตย หากแต่สามารถช่วยในการประกันความเป็นประชาธิปไตย เนื่องจากกษัตริย์ผู้สืบสายเลือดที่เป็นประมุขไม่มีภูมิหลังทางการเมือง จึงมีโอกาสที่จะไม่เป็นฝักฝ่ายทางการเมืองกว่าประมุขประเภทอื่น.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;---------&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อมูล:สถาบันพระปกเกล้า.รองศาสตราจารย์ ม.ร.ว. พฤทธิสาณ ชุมพล&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/73735</URL_LINK>
                <HASHTAG>กาลครั้งหนึ่ง, ประชาธิปไตย, ร.7, ระบบกษัตริย์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200807/image_big_5f2d29de7a559.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>66532</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/05/2020 14:56</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/05/2020 14:55</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ร.7ทรงสละราชสมบัติที่ทรงเข้าสู่ในฐานะพระมหากษัตริย์สมบูรณาญาสิทธิ ไม่ใช่ตามรัฐธรรมนูญ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสละราชสมบัติเมื่อวันที่ ๒ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๗๗ (ซึ่งตามปฏิทินปัจจุบันเป็น พ.ศ. ๒๔๗๘) ด้วยเหตุต่างๆ ในที่นี้ขอเสนอบทวิเคราะห์องค์พระราชหัตถเลขาแต่เพียงโดยสังเขป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เริ่มที่ข้อความย่อหน้าที่ ๒ หน้า ๕ ที่ว่า &amp;ldquo;ข้าพเจ้ามีความเต็มใจที่จะสละอำนาจเป็นของข้าพเจ้าอยู่แต่เดิมให้แก่ราษฎรโดยทั่วไป แต่ข้าพเจ้าไม่ยินยอมยกอำนาจทั้งหลายของข้าพเจ้าให้แก่ผู้ใดคณะใดโดยเฉพาะ เพื่อใช้อำนาจนั้นโดยสิทธิขาดและโดยไม่ฟังเสียงอันแท้จริงของประชาราษฎร&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลายคนอ่านแค่นี้แล้วเข้าใจไปว่า ทรงสละพระราชอำนาจในวาระที่ทรงสละราชสมบัติ ซึ่งจริงๆ แล้ว ทรงสละพระราชอำนาจสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเกือบ ๓ ปีก่อนหน้านั้นแล้ว คือเมื่อมีการ &amp;ldquo;ก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครอง&amp;rdquo; เมื่อวันที่ ๒๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๗๕ และทรงรับเป็น &amp;ldquo;พระเจ้าแผ่นดินปกครองตามพระธรรมนูญ&amp;rdquo; ซึ่งหมายความว่าไม่ทรงมีอำนาจการบริหารราชการแผ่นดินอยู่ในพระหัตถ์อีกต่อไปแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น ข้อความที่คัดมาข้างต้นจึงเป็นการทรงย้อนไปกล่าวถึงเมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๕ ว่าได้ทรงสละพระราชอำนาจให้แก่ราษฎรโดยทั่วไป เพื่อประกอบการทรงอธิบายเหตุผลว่า เหตุใดจึงต้องสละราชสมบัติใน พ.ศ. ๒๔๗๗&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คำอธิบายของพระองค์โดยสรุปอยู่ที่ย่อหน้าที่ ๑ ของหน้าเดียวกัน ใจความดังต่อไปนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ข้าพเจ้าเห็นว่าคณะรัฐบาลและพวกพ้อง ใช้วิธีการปกครองซึ่งไม่ถูกต้องตามหลักการของเสรีภาพในตัวบุคคลและหลักความยุตติธรรมตามความเข้าใจและยึดถือของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าไม่สามารถที่จะยินยอมให้ผู้ใดคณะใดใช้วิธีการปกครองอย่างนั้น ในนามของข้าพเจ้าต่อไปได้&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กล่าวคือเมื่อทรงสละพระราชอำนาจ (เมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๕) แล้วทรงพบว่า &amp;ldquo;รัฐบาลและพวกพ้อง&amp;rdquo; ทำการปกครองในพระปรมาภิไธย (ในนาม) ของพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ (องค์พระประมุข) ในรูปแบบที่ผิด &amp;ldquo;หลักการของเสรีภาพในตัวบุคคล&amp;rdquo; และ &amp;ldquo;หลักความยุติธรรม&amp;rdquo; (ตามที่ทรงเข้าพระราชหฤทัย)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตรงนี้อธิบายขยายความได้ว่า สองหลักนี้มีความเชื่อมโยงกันเป็นหลักของระบอบรัฐธรรมนูญแบบเสรีนิยม กล่าวคือ ถือว่ามนุษย์แต่ละคนมีเสรีภาพ (freedom) มาแต่กำเนิด ด้วยเหตุผลที่ว่ามนุษย์แตกต่างจากสัตว์เดียรัจฉาน ตรงที่ คิดเป็น ใช้เหตุผลเป็น และจึงสร้างสรรค์เป็น (ส่วนจะคิดหรือใช้หรือไม่เป็นอีกเรื่องหนึ่ง)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เสรีภาพนี้จึงต้องได้รับความคุ้มครองจากการถูกริดรอนโดยการใช้อำนาจจากมนุษย์คนอื่นโดยเฉพาะยิ่งจากผู้ปกครอง จึงเป็นที่มาของแนวคิด การปกครองโดยหลักนิติธรรม (the rule of law) การปกครองโดยหลักนิติธรรมนี้พูดง่ายๆ ก็คือสิ่งที่ตรงกันข้ามกับการปกครอง (การใช้อำนาจ) ตามอำเภอใจของผู้ปกครอง (arbitrary rule) เท่ากับว่าผู้ปกครองจะต้องทำการตัดสินใจตามกฎเกณฑ์หรือหลักการที่ใช้บังคับทั่วไปกับบุคคลทุกผู้ทุกนามอย่างไม่เลือกที่รักมักที่ชัง ไม่เลือกปฏิบัติ กล่าวคือการตัดสินใจต้องเป็นกลางไม่โอนเอียงเข้ากับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง และใช้กับทุกกรณี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หากการปกครองเป็นเช่นนี้ได้แล้ว ทุกคนก็จะมี &amp;ldquo;ความเสมอภาคกันในสายตาของกฎหมาย (equality before the law)&amp;rdquo; และมีเสรีภาพ คือปราศจากความหวาดกลัวว่าจะมีการใช้อำนาจตามอำเภอใจของผู้ปกครอง (freedom from fear) กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ เป็นการปกครองที่ปวงประชาได้รับการปกป้อง (demo-protection) แนวคิด &amp;ldquo;การปกครองโดยหลักนิติธรรม&amp;rdquo; นี้เองเป็นที่มาของแนวคิด ระบอบรัฐธรรมนูญ (constitutionalism) ซึ่งต้องบอกว่ายังไม่ถึงกับเป็นประชาธิปไตย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คราวนี้มาดูย่อหน้าที่ ๓ หน้า ๔ ซึ่งแยกแยะได้เป็นสองตอน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตอนแรกมีว่า &amp;ldquo;บัดนี้ข้าพเจ้าเห็นว่าความประสงค์ของข้าพเจ้าที่จะให้ราษฎรมีสิทธิออกเสียงในนโยบายของประเทศโดยแท้จริงไม่เป็นผลสำเร็จ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เท่ากับว่าทรงนำเรื่องประชาธิปไตยหรืออำนาจอธิปไตยของปวงประชาเข้ามาเกี่ยวข้องโดยตรง หมายความว่า นอกจากประชาชนจะต้องมีเสรีภาพที่มีการปกครองในหลักนิติธรรม (ในระบอบรัฐธรรมนูญ) เป็นประกันแล้ว ยังต้องมีสิทธิทางการเมือง คือที่จะมีส่วนร่วมในการชี้ว่านโยบายของประเทศจะเป็นเช่นใดด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อธิบายเพิ่มเติมตามศาสตราจารย์จีโอวานี ซาตอรี่ (Giovanni Sartori) นักรัฐศาสตร์ชั้นนำชาวอเมริกันเชื้อสายอิตาลีได้ว่า สองเสาหลัก (เสาเข็ม) ของประชาธิปไตยนั้น คือการปกครองโดยหลักนิติธรรม (the rule of law หรือ demo-protection) ประการหนึ่งและอำนาจอธิปไตยของปวงชนหรือ อำนาจของปวงชน (demo-power) อีกประการหนึ่ง (Sartori 2001)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซาตอรีตั้งปุจฉาชวนคิดไว้ต่อไปว่า &amp;ldquo;หากคุณต้องเลือกระหว่างการอยู่ในประเทศที่ demoprotection อย่างเดียวกับประเทศที่มี demo-power อย่างเดียว คุณจะเลือกอยู่ที่ไหน?&amp;rdquo; เขาวิสัชนาว่าเขาจะเลือกอย่างแรก และไขปริศนาไว้ด้วยว่า เพราะหากปวงประชาไม่ได้รับการปกป้องจากการใช้อำนาจตามอำเภอใจเสียแล้วไซร้ ปวงประชานั้นจะมีหนทางใดเล่าที่จะ (ใช้ความคิดปรึกษากัน รวมตัวกัน) สร้างอำนาจปวงประชาขึ้นมาได้ ดังนั้น การปกป้องปวงประชา หรือการปกครองโดยหลักนิติธรรม (หรือระบอบรัฐธรรมนูญ) จึงเป็นเงื่อนไขที่จำเป็นของการที่จะมีประชาธิปไตย และจึงเป็นเสาหลักหนึ่งขาดไม่ได้ของระบอบประชาธิปไตย แต่มีเสานี้เสาเดียวก็ไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นระบอบประชาธิปไตย ต้องมีอีกเสาหนึ่งคือ อำนาจของปวงประชา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนที่ว่าแต่ละประเทศจะจัดการให้มีทั้ง ๒ เสาบนสภาพจริงตลอดจนชีวิตวัฒนธรรมของแต่ละประเทศนั้น คนในประเทศนั้นๆ ต้องคิดอ่านกันให้ดี สำหรับองค์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวนั้นได้ทรงเอาพระราชหฤทัยใส่ในเรื่องปัญหาการปรับใช้อยู่ไม่น้อย เห็นได้จากพระราชบันทึก Problems of Siam (พ.ศ. ๒๔๖๙) และ Democracy in Siam (พ.ศ. ๒๔๗๐) หรือแม้แต่ในพระราชหัตถเลขาสละราชสมบัตินี้เอง ดังความในย่อหน้าที่ ๓ ตอนหลังที่ว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;และเมื่อข้าพเจ้ารู้สึกว่าบัดนี้เปนอันหมดหนทางที่ข้าพเจ้าจะช่วยเหลือหรือให้ความคุ้มครองแก่ประชาชนได้ต่อไปแล้ว ข้าพเจ้าจึงของสละราชสมบัติและออกจากตำแหน่งพระมหากษัตริย์แต่บัดนี้เปนต้นไป&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อความนี้ไม่ค่อยมีใครให้ความสนใจ แต่ว่าน่าสนใจเพราะว่าทรงย้อนไปอ้างถึงพระราชภาระของพระมหากษัตริย์สยามตามคติธรรมราชาที่จะต้องทรง &amp;ldquo;ปกป้องปวงประชา&amp;rdquo; ดังความในพระปฐมบรมราชโองการของพระองค์ เมื่อทรงบรมราชาภิเษก ในวันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๖๘ ที่ว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;บัดนี้เราทรงราชภาระ ครองแผ่นดินโดยธรรมสม่ำเสมอ เพื่อประโยชน์สุขเกื้อกูลและสุขแห่งมหาชน เราแผ่ราชอาณาเหนื่อท่านทั้งหลายกับโภคสมบัติ เป็นที่พึ่งจัดการปกครองกันอันเป็นธรรมสืบไป ท่านทั้งหลายจงวางใจอยู่ตามสบาย เทอญฯ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พึงสังเกตว่าได้ทรงสัญญาไว้ว่าจะทรง &amp;ldquo;จัดการปกครองป้องกันอันเป็นธรรม&amp;rdquo; แต่เมื่อได้ทรง &amp;ldquo;เต็มใจ&amp;rdquo; สละพระราชอำนาจแล้วเมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๕ ดังนั้นใน พ.ศ. ๒๔๗๗ ขณะที่จะทรงสละพระราชสมบัติจึงไม่ทรงมีพระราชอำนาจในการจัดการปกครองแล้ว เพราะได้ทรงกลายเป็นพระมหากษัตริย์ในระบอบรัฐธรรมนูญ ทรงมีแต่สิ่งที่เรียกว่า &amp;ldquo;พระราชสิทธิ&amp;rdquo; ของพระมหากษัตริย์ในระบอบรัฐธรรมนูญตามธรรมเนียมของระบอบนั้นในตะวันตก เช่นอังกฤษ ที่จะทรงรับปรึกษาหารือที่จะพระราชทานกำลังใจและที่จะทรงร้องขอตักเตือนผู้ที่กระทำการปกครองจริงๆ ซึ่งพระองค์ก็ได้ทรงใช้พระราชสิทธิ &amp;ldquo;ร้องขอ&amp;rdquo; ระหว่างพระองค์กับคณะผู้แทนรัฐบาลจากกรุงเทพฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เท่ากับว่าทรงรู้สึกว่าทรงล้มเหลวในอันที่จะทรงช่วยประคับประคองการเปลี่ยนแปลงการปกครองไปสู่ระบอบรัฐธรรมนูญและประชาธิปไตย และที่สำคัญไม่อาจที่จะทรงทำหน้าที่ของธรรมราชาในการปกป้องปวงประชาดังที่ทรงสัญญาไว้แต่ครั้งที่ทรงขึ้นสู่ตำแหน่งพระมหากษัตริย์ได้สำเร็จ จึงทรงสำนึกว่าต้องทรงรับผิดชอบ ด้วยการทรงลาออกจากตำแหน่ง ซึ่งก็คือสละราชสมบัติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พึงสังวรว่าทรงสละราชสมบัติที่ทรงเข้าสู่ในฐานะพระมหากษัตริย์สมบูรณาญาสิทธิ ไม่ใช่ตามรัฐธรรมนูญ จึงทรงสำนึกว่าต้องทรงรับผิดชอบกับการที่ทรงยินยอมเปลี่ยนพระราชสถานะแล้ว การณ์ปรากฏภายหลังว่าไม่อาจทรงรักษาสัญญาไว้ได้ จะใช้ตามภาษาปัจจุบันว่าทรง &amp;ldquo;ตรวจสอบ&amp;rdquo; พระองค์เองก็ได้ แต่ในการนั้นได้ทรงเน้นย้ำถึงหลักการของระบอบประชาธิปไตย ๒ หลักไว้ให้เราคนรุ่นหลังได้เรียนรู้ทำความเข้าใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เอกสารอีกชิ้นหนึ่งที่สนับสนุนการตีความเช่นนี้ก็คือ สำเนาแปลโทรเลขซึ่งส่งมาจากอังกฤษหลังจากที่ทรงสละราชสมบัติแล้วไม่กี่วัน อัญเชิญพระราชกระแสมายัง &amp;ldquo;บรรดาข้าราชการในพระราชสำนัก&amp;rdquo; ความตอนหนึ่งว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ข้าพเจ้าขอให้ทุกคนจงให้อภัยแก่ข้าพเจ้า ถ้าอภัยให้ได้ ในการที่ได้ละทิ้งไปเสียในเวลานี้แต่ข้าพเจ้ารู้สึกว่า จำเป็นต้องต่อสู้เพื่อสิ่งที่ข้าพเจ้าคิดเห็นว่า ถูกและเป็นความยุตติธรรม ข้าพเจ้าไม่สามารถจะทำตนให้ต่ำลง และครองชีวิตอยู่ได้ตลอดไปด้วยความอัปประยศเพื่อว่าจะได้ครอบครองราชย์สมบัติสืบไป...&amp;rdquo; &amp;emsp;
--------------
ผู้เรียบเรียง : รองศาสตราจารย์ ม.ร.ว. พฤทธิสาณ ชุมพล
สถาบันพระปกเกล้า
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/66532</URL_LINK>
                <HASHTAG>2475, กาลครั้งหนึ่ง, ร.7, สละราชสมบัติ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200521/image_big_5ec6334ae5817.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>60160</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/03/2020 14:12</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/03/2020 14:12</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ชักธงเหลืองโรคห่าลงพระสงฆ์ทิ้งวัด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
ไวรัสโควิด-19 ระบาดหนักจากเอเชีย เริ่มต้นที่เมืองอู่ฮั่นลามมายังไทยและไปประเทศข้างเคียงของจีน อาทิ ญี่ปุ่น, เกาหลีใต้, ไต้หวัน ก่อนลุกลามไปทั่วเอเชีย ขณะนี้ไปถึงยุโรปและอเมริกา นับเป็นการระบาดของโรคครั้งใหม่และครั้งใหญ่ลำดับต้นๆ ในประวัติศาสตร์&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับประเทศไทยมีโรคระบาดมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน ช่วงหลังๆ เป็นโรคอุบัติใหม่ อาทิ ไข้หวัดนก, ซาร์ส, เมอร์ส จนมาถึงโควิด-19 แต่ในอดีตนั้นโรคที่น่ากลัวที่สุดสำหรับประเทศไทยคือ &amp;nbsp;อหิวาตกโรค เพราะการระบาดแต่ละครั้งทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อหิวาตกโรคเป็นโรคระบาดประจำถิ่นของประเทศในทวีปอาเซียนและทวีปอินเดีย โดยเฉพาะในลุ่มแม่น้ำคงคาที่เป็นแม่น้ำสายหลักในการดำรงชีวิต ก่อให้การระบาดไปสู่ภูมิภาคอื่นๆ ของโลกตามเส้นทางค้าขายทั้งทางบกและทางเรือ ซึ่งการระบาดครั้งใหญ่ๆ ในโลกแบ่งได้เป็น 7 ครั้ง ได้แก่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การระบาดครั้งที่ 1 พ.ศ.2359-2369 ถือว่าเป็นการระบาดใหญ่ครั้งแรกในโลก โดยเริ่มจากเบงกอล แพร่ขยายไปสู่ทวีปอินเดีย, จีน และคาบทะเลแคสเปียน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การระบาดครั้งที่ 2 พ.ศ.2372-2394 เป็นการแพร่ระบาดในทวีปยุโรป โดยเฉพาะอังกฤษและฝรั่งเศส ในปี พ.ศ.2374 มีผู้เสียชีวิตที่มหานครลอนดอนด้วยอหิวาตกโรคสูงถึง 6,536 คน ที่กรุงปารีสมีผู้เสียชีวิตประมาณ 20,000 คน การระบาดครั้งนี้แพร่กระจายขึ้นไปจนถึงประเทศรัสเซีย ข้ามไประบาดถึงควิเบก ออนตาริโอ แคนาดา และนครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา และข้ามประเทศไประบาดถึงฝั่งแปซิฟิกของสหรัฐฯ ในปี พ.ศ.2377&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การระบาดครั้งที่ 3 พ.ศ.2395-2403 การระบาดครั้งนี้ส่วนใหญ่จะเกิดในประเทศรัสเซีย มีจำนวนผู้เสียชีวิตสูงถึงล้านคน ในปี พ.ศ.2397 เกิดการระบาดของอหิวาตกโรคในนครชิคาโก สหรัฐอเมริกา ทำให้มีผู้เสียชีวิตประมาณ 3,300 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การระบาดครั้งที่ 4 พ.ศ.2406-2418 ส่วนใหญ่เป็นการระบาดในทวีปยุโรปและแอฟริกา โดย พ.ศ.2409 มีการระบาดหนักที่ประเทศในทวีปอเมริกาเหนือ และมหานครลอนดอน ที่มีการระบาดกระจายไปหลายพื้นที่ โดยเฉพาะในย่านอีสต์เอนด์ (East End) ทำให้มีคนตายถึง 5,596 คน และในกรุงอัมสเตอร์ดัม เนเธอร์แลนด์ มีผู้เสียชีวิตประมาณกว่า 21,000 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การระบาดครั้งที่ 5 พ.ศ.2424-2439 มีการระบาดใหญ่ที่นครฮัมบูร์ก เยอรมนี พ.ศ.2435 ทำให้มีผู้เสียชีวิตสูงถึง 8,600 คน ซึ่งการระบาดครั้งนี้นับว่าเป็นการระบาดที่รุนแรงครั้งสุดท้ายในทวีปยุโรป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การระบาดครั้งที่ 6 พ.ศ.2442-2466 การระบาดครั้งนี้จะเกิดขึ้นในประเทศรัสเซียและประเทศในกลุ่มอาณาจักรออตโตมันเป็นส่วนใหญ่ ทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การระบาดครั้งที่ 7 พ.ศ.2504-2513 การระบาดครั้งนี้เริ่มที่เมืองสุลาเวสี อินโดนีเซีย แพร่ระบาดไปถึงบังกลาเทศ เข้าสู่อินเดียในปี พ.ศ.2507 และสหภาพโซเวียตในปี พ.ศ.2509 ในขณะเดียวกันเกิดการระบาดในญี่ปุ่น ประเทศในหมู่เกาะแปซิฟิกใต้ ประเทศในแอฟริกาเหนือ และแพร่ไปยังประเทศอิตาลีในปี พ.ศ.2515 ซึ่งหลังจากนั้นไม่มีรายงานการระบาดที่รุนแรงเกิดขึ้นอีก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การระบาดของอหิวาตกโรค หรือ &amp;quot;โรคห่า&amp;quot; ในไทยนั้น มีการบันทึกไว้เป็นหลักฐานในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ได้แก่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สมัยรัชกาลที่ 2 จากบันทึกของ &amp;quot;เจ้าพระยาทิพากรวงศ์&amp;quot; เล่าถึงการระบาดรุนแรงของอหิวาตกโรคครั้งแรกไว้ว่า ในปี พ.ศ.2363 ที่มีการระบาดจากอินเดียเข้ามาไทย ผ่านทางปีนังและหัวเมืองฝ่ายตะวันตก เข้ามาถึงสมุทรปราการและพระนคร ระบาด 2 สัปดาห์ ทำให้มีคนตายจำนวนมาก จนเผาศพไม่ทัน กองอยู่ในวัดต่างๆ ได้แก่ วัดสระเกศ, วัดบางลำภู, วัดบพิตรพิมุข, วัดปทุมคงคา และวัดอื่นๆ ถนนหนทางเกลื่อนกลาดเต็มไปด้วยซากศพ ประชาชนอพยพหนีออกจากเมืองด้วยความกลัว พระสงฆ์ทิ้งวัด &amp;nbsp;รัชกาลที่ 2 โปรดฯ ให้ตั้งพิธีขับไล่โรคนี้ขึ้น เรียกว่า &amp;quot;พิธีอาพาธพินาศ&amp;quot; จัดขึ้นที่พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท มีการยิงปืนใหญ่รอบพระนครตลอดคืน อัญเชิญพระแก้วมรกตและพระบรมสารีริกธาตุออกแห่และโปรยพระพุทธมนต์ตลอดทาง การระบาดครั้งนี้มีคนตายในกรุงเทพฯ และหัวเมืองใกล้เคียงประมาณ &amp;nbsp;30,000 คน และมีการระบาดอีกครั้งในปี พ.ศ.2365 ในกรุงเทพฯ แต่ไม่ร้ายแรงเท่าการระบาดปี 2363 รัชกาลที่ 2 ทรงประกาศให้ราษฎรหยุดงานทั้งปวง ทำบุญให้ทานและห้ามฆ่าสัตว์ตัดชีวิต มีกำหนด 7 &amp;nbsp;วัน ในการระบาดคราวนี้มีพระเจ้าน้องยาเธอสิ้นพระชนม์ด้วยอหิวาตกโรคพระองค์หนึ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สมัยรัชกาลที่ 3 เกิดอหิวาตกโรคระบาดมากในปี พ.ศ.2392 เรียกกันว่า &amp;quot;ห่าลงปีระกา&amp;quot; ซึ่งตรงกับการระบาดทั่วโลกครั้งที่ 2 ที่เริ่มจากอินเดียระบาดไปยุโรป อเมริกา และระบาดเข้าไทยผ่านปีนัง, &amp;nbsp;ปัตตานี, สงขลา ระบาดทางเรือเข้าสมุทรปราการ, กรุงเทพฯ และแพร่ระบาดไปยังเมืองต่างๆ ได้แก่ &amp;nbsp;ปทุมธานี, พิษณุโลก และอ่างศิลา ชลบุรี การระบาดครั้งนี้มีผู้เสียชีวิตถึง 40,000 คน รัชกาลที่ 4 หรือเจ้าฟ้ามงกุฎฯ ในขณะนั้นทรงดำรงเพศบรรพชิต ทรงบัญชาให้ 3 วัด คือ วัดสระเกศ, วัดบางลำพู (วัดสังเวชวิศยาราม) และวัดตีนเลน (วัดเชิงเลน หรือวัดบพิตรพิมุข) เป็นสถานที่สำหรับเผาศพ ซึ่งมีศพที่เผาไม่ทันถูกกองสุมกันอยู่ตามวัด โดยเฉพาะวัดสระเกศมีศพมากที่สุด ทำให้ฝูงแร้งแห่ไปลงกินซากศพ จนตามลานวัด บนต้นไม้ บนกำแพง และหลังคากุฏิเต็มไปด้วยแร้ง แม้เจ้าหน้าที่จะถือไม้คอยไล่ก็ไม่อาจกั้นฝูงแร้งที่จ้องเข้ามารุมทึ้งซากศพอย่างหิวกระหาย ทำให้พฤติกรรมของ &amp;quot;แร้งวัดสระเกศ&amp;quot; เป็นที่กล่าวขวัญกันไปทั่ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สมัยรัชกาลที่ 4 โรคได้ระบาดขึ้นอีกครั้งเมื่อปี พ.ศ.2403 ซึ่งตรงกับการระบาดทั่วโลกครั้งที่ 3 โดยเกิดขึ้นที่เมืองตากก่อน แล้วระบาดมาถึงกรุงเทพฯ ซึ่งการระบาดครั้งนี้ไม่รุนแรง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สมัยรัชกาลที่ 5 เกิดการระบาดในปี พ.ศ.2416 ตรงกับการระบาดทั่วโลกครั้งที่ 4 การระบาดผ่านมาทางมลายู เข้าสู่ไทย ทำให้รัชกาลที่ 5 โปรดฯ ให้มีการจัดการและป้องกันอหิวาตกโรคตามหลักวิชาการขึ้นเป็นครั้งแรก ด้วยการจัดตั้งกรมพยาบาลจัดการสุขาภิบาลและการประปาขึ้น และเมื่ออหิวาตกโรคระบาดหนักในปีมะเส็ง พ.ศ.2424 ทรงโปรดฯ ให้จัดตั้งโรงรักษาคนเจ็บอหิวาตกโรคขึ้นในกรุงเทพฯ และจากการระบาดของอหิวาตกโรคที่มีลักษณะการระบาดมาจากทางภาคใต้ ทำให้สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ขณะดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย มีดำริให้ตั้งสถานกักโรคขึ้นตามเมืองท่าในปักษ์ใต้ ตกลงออกเป็นพระราชบัญญัติระงับโรคระบาด ที่หัวเมืองบังคับให้ตั้งด่านตรวจโรคและชักธงเหลือง หากเมืองใดเกิดโรคอหิวาตกโรคให้ชักธงเหลืองขึ้นที่ปากอ่าวหรือทางร่วมเพื่อให้ราษฎรได้ทราบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลังจากนั้นมามีการระบาดใหญ่อีก 5 ครั้ง ได้แก่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การระบาดครั้งที่ 1 (ตั้งแต่ พ.ศ.2461-2463) เกิดขึ้นที่จังหวัดตาก มาจากประเทศพม่า ลุกลามลงมาทางล่างตามลำน้ำปิงและแม่น้ำเจ้าพระยา มีการระบาดไปยังจังหวัดใกล้เคียงทางเหนือถึงจังหวัดเชียงใหม่ ทางใต้ถึงจังหวัดปัตตานี, ระนอง ทางตะวันออกเฉียงเหนือถึงอุบลราชธานี ระบาดรวม 51 &amp;nbsp;จังหวัด มีคนตาย 13,918 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การระบาดครั้งที่ 2 (พ.ศ.2468-2472) เกิดขึ้นในท้องที่อำเภอป้อมปราบและปทุมวัน แล้วระบาดไปในพระนคร-ธนบุรี มีคนตาย 14,902 คน เกิดจากมีคนป่วยที่เดินทางมากับเรือที่มาจากประเทศจีน ถูกกักตรวจที่ด่านกักโรค มีผู้โดยสารบางคนหนีขึ้นบกทำให้เกิดการระบาดขึ้น มีคนป่วยจำนวนมากจนมีการตั้งโรงพยาบาลสำหรับผู้ป่วยด้วยอหิวาตกโรคขึ้นที่วังเก่าสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาชัยนาทนเรนทร ที่วงเวียน 22 กรกฎา หลังวัดเทพศิรินทร์และที่สุขศาลาบางรัก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การระบาดครั้งที่ 3 (พ.ศ.2478-2480) ครั้งนี้เกิดที่อำเภอวังกะ กาญจนบุรี ระบาดมาจากประเทศพม่า แพร่กระจายไปยังจังหวัดต่างๆ ที่อยู่ริมแม่น้ำแม่กลอง ท่าจีน เช่น ราชบุรี, สมุทรสงคราม, &amp;nbsp;สมุทรสาคร, เพชรบุรี แพร่เข้ามายังพระนครธนบุรี และระบาดไปตามจังหวัดต่างๆ ใน 40 จังหวัด มีคนตาย 10,005 คน ทำให้มีการเกณฑ์นักศึกษาแพทย์ชั้นปีที่ 3 และชั้นปีที่ 4 จากศิริราชมาช่วยฉีดวัคซีนตามสถานีรถไฟและท่าเรือต่างๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การระบาดครั้งที่ 4 (พ.ศ.2486-2490) เริ่มที่กิ่งอำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี เกิดจากเชลยศึกพม่าที่ทหารญี่ปุ่นเกณฑ์มาสร้างทางรถไฟสายมรณะจากบ้านโป่ง ผ่านกาญจนบุรีเพื่อเข้าสู่ประเทศพม่า ระบาดจากต้นแม่น้ำแม่กลองไปตามจังหวัดต่างๆ โดยทางน้ำ ได้แก่ ราชบุรี, เพชรบุรี, &amp;nbsp;สมุทรสงคราม, สมุทรสาคร และพระนคร ระบาดในท้องที่ 50 จังหวัด มีคนตาย 13,036 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การระบาดครั้งที่ 5 (พ.ศ.2501-2502) เริ่มในท้องที่อำเภอราษฎร์บูรณะ ธนบุรี ระบาดในจังหวัดธนบุรี, พระนครและจังหวัดอื่นๆ ในภาคกลางที่มีเขตติดต่อกับธนบุรีเป็นลำดับ อันเนื่องมาจากการคมนาคมที่สะดวกทำให้โรคระบาดไปสู่ภาคใต้ถึงจังหวัดสุราษฎร์ฯ ภาคเหนือถึงจังหวัดตาก และบางจังหวัดทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รวม 38 จังหวัด มีคนตาย 2,372 คน หลังจากการระบาดครั้งนี้แล้วอหิวาตกโรคไม่ได้สาบสูญไปจากไทย ยังคงพบผู้ป่วยอยู่ประปราย และไทยได้มีการยกเลิกการรายงานโรคอหิวาตกโรคในปี 2532 โดยเปลี่ยนชื่อเป็นโรคอุจจาระร่วงอย่างแรง.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
---------------
ข้อมูล : hfocus.org
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/60160</URL_LINK>
                <HASHTAG>กาลครั้งหนึ่ง, ชักธงเหลืองโรคห่าลงพระสงฆ์ทิ้งวัด, ห่าลง, โควิด-19, โรคระบาด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200318/image_big_5e71c9a58b5e3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>59465</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/03/2020 15:16</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/03/2020 15:16</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สาเหตุที่ไม่มีการนองเลือดครั้งใหญ่เมื่อคราวเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา มีการพูดถึงการเปลี่ยนแปลงการปกครองในหมู่กลุ่มคนต่อต้านรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มีการหยิบยกคำกล่าวของนายพลตรี หลวงพิบูลสงคราม อดีตนายกรัฐมนตรี ในสภาผู้แทนราษฎร เกี่ยวแก่ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมบทเฉพาะกาล พุทธศักราช ๒๔๘๓ เมื่อวันที่ &amp;nbsp;๑๕ สิงหาคม ๒๔๘๓ เพื่อแสดงให้เห็นถึงความผิดพลาดในอดีตที่ไม่มีการถอนรากถอนโคนในการเปลี่ยนแปลงของชาติในยุโรป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คำกล่าวของหลวงพิบูลสงครามที่ถูกหยิบยกมาเผยแพร่อีกครั้ง มีดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;...........&amp;quot;ผมขอยืนยันว่า ในชั่วชีวิตเรา บางทีลูกเราด้วย จะต้องรบกันไปอีก และแย่งกันในระบอบเก่ากับระบอบใหม่นี้ เพราะเหตุเราจะต้องประสานกัน เราต้องการความสงบสุข เราต้องการสร้างชาติ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เพราะฉะนั้นการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ นั้น เราจึงไม่ได้ทำอะไรเลยกับพวกที่เห็นตรงกันข้าม ใครจะไปไหนก็ได้ ทำอะไรก็ได้ เมื่อเปรียบกับในต่างประเทศ ท่านทั้งหลายจะเห็นว่า เราทำมาผิดกันไกล เช่น ฝรั่งเศสปฏิวัติกัน เขาก็ฆ่ากันนับพันๆ คน จนถึงกับเอาใส่รถใส่เกวียนไปฆ่ากัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนเราเปลี่ยนกัน เปลี่ยนทั้งพระมหากษัตริย์ เปลี่ยนทั้งอำนาจอะไรต่ออะไรด้วย เราก็ไม่ได้ทำอะไรกันเลย มิได้มีการเสียเลือดเนื้อกันเลย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และผมว่า ในชีวิตเรา ในชีวิตลูกของเรา พวกรักระบอบเก่าแก้แค้นก็ไม่หมด เพราะว่าเราปล่อยไว้ &amp;nbsp;อย่าว่าแต่การเปลี่ยนระบอบการปกครองและเปลี่ยนพระมหากษัตริย์เลย ขอให้มองดูใกล้ๆ การเปลี่ยนแต่พระมหากษัตริย์ ตัวอย่าง สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ เปลี่ยนจากพระเจ้าตากมาแล้ว ฝ่ายพระเจ้าตากเป็นอย่างไร ฝ่ายพระเจ้าตากต้องถูกประหารชีวิตหมด ถึงกระนั้นก็ดี ตอนหลังก็ยังปรากฏว่าจะมีการแย่งกันอีกเล็กน้อย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นี่ตัวอย่างที่เราเป็นมาแล้ว แต่เราไม่ได้ทำอันตรายใครเกินเหตุ จึงทำให้พะวักพะวนอยู่ แต่ห่วงพวกรักระบอบเก่า พวกผมขอให้หมด ปิดฉากพยาบาทกัน แต่พวกตรงข้ามเขาไม่ยอม ก็ไม่ทราบจะทำอย่างไร เขาแสดงทีท่าว่า ต่อให้ถึงลูกหลานเหลนของเราก็ต้องรบกันอยู่นั่นเอง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ก็มีปัญหาขึ้นว่า ถ้าเช่นนั้นทำไมจึงไม่แก้เล่า ถ้ามีการแก้ ก็ต้องทำเด็ดขาดอย่างพระพุทธยอดฟ้าฯ &amp;nbsp;ทรงปฏิบัติกับพวกเจ้าตาก ซึ่งได้ผลดีมาแล้ว แต่เราทำไม่ได้ จะไปล่มเรือฆ่ากันอย่างนั้นพ้นสมัย และกลัวบาปด้วย แต่ฆ่า ๑๘ คนเท่านี้ก็พออยู่แล้ว เป็นประวัติการณ์ที่เรายังไม่ลืมเหตุการณ์อันนี้ ถ้าเราจะให้หมดไปจริงๆ ที่จะให้ระบอบใหม่นี้มั่นคงแล้วจะเป็นอย่างไร&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดูอย่างฝรั่งเศสเมื่อครั้งพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๖ นั้น เอาไปประหารกันทีเดียว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อีกอย่างหนึ่ง เราจะปราบด้วยวิธีอื่นก็ได้ พวกที่อยู่ในระบอบเก่าไม่เปลี่ยนหัวมาเป็นระบอบใหม่ ก็ให้หนีไปเสียจากเมืองไทย สภาฯ นี้ก็อนุมัติให้รัฐบาลทำได้ ให้ออกกฎหมายว่าพวกนี้ให้ผมริบทรัพย์ แล้วเนรเทศไปให้หมด&amp;quot;..............&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากคำกล่าวดังกล่าวของหลวงพิบูลสงคราม ซึ่งถือเป็นมุมเดียวของประวัติศาสตร์ ขณะที่อีกด้านหนึ่งมีการบันทึกไว้เช่นกัน นั่นคือบันทึกของพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเล่าถึงเหตุการณ์ในวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ ปรากฏความตอนหนึ่งว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;.....&amp;quot;ถ้าเราจะรบโดยใช้ทหารหัวเมืองหรือ นั่นเป็นของแน่ที่เราอาจทำได้ แต่ฉันไม่ยินยอมเลยแม้แต่ชั่วขณะเดียว เพราะเจ้านายในกรุงเทพฯ อาจจะถูกฆ่าหมด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ฉันรู้สึกว่าฉันจะนั่งอยู่บนราชบัลลังก์ที่เปื้อนโลหิตไม่ได้ สมเด็จกรมพระสวัสดิ์ฯ แนะนำตลอดเวลาให้ยินยอมกลับกรุงเทพฯ และช่วยคณะราษฎรจัดตั้งการปกครอง โดยมีกษัตริย์และรัฐธรรมนูญ ซึ่งก็เป็นของที่ฉันเคยอยากจะทำมานานแล้ว แต่ว่าฉันเสียขวัญ&amp;quot;....&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ห้วงเวลาดังกล่าวนั้น คณะผู้ก่อการได้จับพระบรมวงศานุวงศ์ผู้ใหญ่เป็นตัวประกัน อาธิ สมเด็จฯ &amp;nbsp;เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ฯ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ อภิรัฐมนตรี, &amp;nbsp;สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ อภิรัฐมนตรี, พลตรี หม่อมเจ้านิลประภัศร เกษมศรี เจ้ากรมยุทธศึกษาทหารบก, พลตรี หม่อมเจ้านักขัตรมงคล กิติยากร (พลเอก พระวรวงศ์เธอ &amp;nbsp;กรมหมื่นจันทบุรีสุรนาถ) ผู้ช่วยเสนาธิการทหารบกฝ่ายยุทธการ และพลโท พระยาสีหราชเดโชชัย &amp;nbsp;(สวัสดิ์ บุนนาค) เสนาธิการทหารบก เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และเมื่อคณะราษฎรได้ตัวประกันคนสำคัญมาครบ จึงได้ออกประกาศว่า&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ด้วยบัดนี้ คณะราษฎรได้จับพระบรมวงศานุวงศ์มาไว้เป็นประกันแล้ว ถ้าผู้ใดขัดขวางคณะราษฎร ผู้นั้นจะต้องถูกลงโทษ และพระบรมวงศานุวงศ์จะต้องถูกทำร้ายด้วย&amp;quot;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ก่อนที่คณะราษฎรจะออกประกาศว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;quot;...ราษฎรทั้งหลาย เมื่อกษัตริย์องค์นี้ได้ครองราชสมบัติสืบต่อจากพระเชษฐานั้น ในขั้นต้นราษฎร
บางคนได้หวังกันว่ากษัตริย์องค์ใหม่นี้คงจะปกครองให้ราษฎรได้ร่มเย็น แต่การก็หาได้เป็นไปตามที่คิดหวังกันไม่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กษัตริย์คงทรงอำนาจเหนือกฎหมายตามเดิม...เหตุฉะนั้น ราษฎร ข้าราชการ ทหาร และพลเมืองที่ได้รู้เท่าถึงการกระทำอันชั่วร้ายของรัฐบาลดังกล่าวแล้ว จึงรวมกำลังกันตั้งเป็นคณะราษฎรขึ้น และได้ยึดอำนาจของกษัตริย์ไว้แล้ว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คณะราษฎรเห็นว่าการที่จะแก้ความชั่วร้ายนี้ได้ ก็โดยที่จะต้องจัดการปกครองโดยมีสภา ได้ช่วยกันปรึกษาหารือหลายๆ ความคิด ดีกว่าความคิดเดียว ส่วนผู้เป็นประมุขของประเทศนั้นคณะราษฎร ไม่ประสงค์ทำการแย่งชิงราชสมบัติ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ฉะนั้น จึงได้ขออัญเชิญให้กษัตริย์องค์นี้ดำรงตำแหน่งกษัตริย์ต่อไป แต่จะต้องอยู่ใต้กฎหมายธรรมนูญการปกครองแผ่นดิน จะทำอะไรโดยลำพังไม่ได้...&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จะเห็นได้ว่า คำกล่าวของหลวงพิบูลสงคราม มิได้ถูกต้องไปเสียทั้งหมด และคณะราษฎรเองก็มิได้ใจดีกับพระบรมวงศานุวงศ์ แต่เพราะเหตุการณ์บังคับให้คณะราษฎรไม่สามารถใช้ความรุนแรงได้ &amp;nbsp;เพราะจะเกิดการนองเลือดขึ้นอย่างแน่นอน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และฝ่ายที่เสียหายอย่างหนักอาจเป็นคณะราษฎรเองด้วยซ้ำ.
------------------
ข้อมูล : สถาบันพระปกเกล้า, หอจดหมายเหตุแห่งชาติ, ห้องสมุดสภาผู้แทนราษฎร
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/59465</URL_LINK>
                <HASHTAG>กาลครั้งหนึ่ง, พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว, ร.7, หลวงพิบูลสงคราม, เปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200311/image_big_5e689db00af25.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>58652</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/03/2020 15:36</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/03/2020 15:36</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;...เสด็จไปทางไหน ใครๆ ก็ยกลูกสาวให้...&quot; </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นพระราชโอรสพระองค์ที่ ๓ ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ ๒ และสมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินี ทรงเป็นพระอนุชาร่วมพระมารดาเดียวกับพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ความผูกพันของทั้งสองพระองค์ในครั้งที่พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงประชวรหนักแล้วกลับมารักษาพระองค์ในพระบวรราชวัง พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินมาเยี่ยมถึงห้องพระบรรทม ทั้งๆ ที่อาจยังทรงมีเรื่องขุ่นข้องในพระราชหฤทัยในเรื่องที่ทรงได้ยินมาว่าพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสะสมกำลังและอาวุธเป็นจำนวนมากเพื่อจะก่อการไม่ชอบมาพากลต่อพระองค์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในครั้งนั้น พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว &amp;ldquo;...เสด็จเข้ามากอดพระบาททรงพระกันแสงว่า หาช่องทางที่จะกราบทูลอยู่ช้านาน ก็ไม่มีโอกาส บัดนี้ไม่มีใคร จะขอกราบทูลน้ำใจที่ซื่อสัตย์สุจริตต่อใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท มีผู้กราบบังคมทูลกล่าวโทษว่าสะสมเครื่องศาสตราวุธกระสุนดินดำขึ้นไว้ ก็ได้สะสมไว้จริงมีอยู่มาก ไม่นึกกลัวใคร แต่เปนความสัตย์จริงที่จะได้คิดประทุษร้ายต่อใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทไม่มีเลยสักขณจิตหนึ่ง แล้วถวายสัตยสาบานเปนอันมาก ซึ่งตระเตรียมไว้นั้นเพื่อป้องกันผู้อื่นเท่านั้นเอง...&amp;rdquo;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเองก็ทรงรักและห่วงใยพระอนุชาธิราชเป็นอย่างยิ่ง เสด็จขึ้นไปบนที่ประทับทรงรักษาพยาบาลทั้งกลางวันกลางคืน จวบจนพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคต เมื่อวันที่ ๗ มกราคม ๒๔๐๘ สิริรวมพระชนมายุได้ ๕๘ พรรษา ทรงดำรงพระอิสริยยศในฐานะพระมหาอุปราชที่ทรงศักดิ์สูงเสมอด้วยพระมหากษัตริย์ เป็นเวลา ๑๕ ปี พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งพระโกศพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวในพระที่นั่งอิศราวินิจฉัย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;...การพระศพ โปรดให้เรียกว่า พระบรมศพ จัดเหมือนอย่างพระบรมศพสมเด็จพระเจ้าแผ่นดินทุกอย่าง เว้นแต่มิได้ประกาศให้คนโกนหัวไว้ทุกข์ทั้งเมือง เป็นแต่สังกัดที่มีในพระบวรราชวัง...&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;โปรดเกล้าฯ ให้มีการพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพในปีถัดมา ระหว่างวันที่ ๘-๒๐ &amp;nbsp;กุมภาพันธ์ ๒๒๐๙ ณ ท้องสนามหลวง โปรดฯ ให้ตั้งพระเมรุมาศตามแบบอย่างพระเมรุมาศพระบรมศพสมเด็จ
พระเจ้าแผ่นดิน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พระเมรุมาศในการพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ณ ท้องสนามหลวง วันที่ ๑๗ กุมภาพันธ์ ๒๔๐๙&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากหลักฐานเอกสารหลายฉบับได้กล่าวถึงพระอัชฌาศัยในพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวว่าเป็นเจ้านายที่เฉลียวฉลาด ชอบการทหาร ช่างสังเกต มีพระอารมณ์ขัน ไม่ถือพระองค์ และทรงพระรูปงาม เป็นที่ยำเกรงและรักใคร่แก่ผู้พบเห็น และด้วยความที่โปรดการเล่นสักวา จึงทรงทำให้ &amp;quot;คุณพุ่ม&amp;quot; หรือ &amp;quot;บุษบาท่าเรือจ้าง&amp;quot; ที่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดนั้น ตามเสด็จเข้าไปอยู่ในพระราชวังเดิมด้วยระยะหนึ่ง ทรงมีพระสนมเจ้าจอมหม่อมห้ามอยู่มาก ตั้งแต่ยังทรงพระยศกรมขุนอิศเรศรังสรรค์ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ยังทรงค่อนสมเด็จพระอนุชาธิราชว่า&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;...เสด็จไปทางไหน ใครๆ ก็ยกลูกสาวให้...&amp;quot;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับเจ้าจอมมารดาและพระสนมในพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวที่ปรากฏหลักฐานกล่าว
ถึงมีอยู่ ๓๔ ท่าน ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;๑.เจ้าคุณจอมมารดาเอม มีบรรพบุรุษเป็นนายสำเภาจีนแซ่อ๋อง เข้ามาตั้งแต่สมัยอยุธยา เข้ารับราชการในราชสำนักสยามทำความดีความชอบสืบต่อกันมา ปักหลักค้าขายในกรุงธนบุรีและบางกอกสืบต่อกันอย่างมั่นคง เป็นพระมารดาในพระเจ้าราชวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าชายยอดยิ่งยศบวราโชรสรัตนราชกุมาร ต่อมาทรงได้รับการสถาปนาเป็น กรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ วังหน้าในรัชกาลที่ ๕ พระเจ้าราชวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าชายปรีดา สิ้นพระชนม์โดยไม่มีสายสืบราชสกุล พระเจ้าราชวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าชายเนาวรัตน์ ต่อมาทรงได้รับการสถาปนาเป็น กรมหมื่นสถิตย์ธำรงสวัสดิ์ ต้นราชสกุลนวรัตน และพระเจ้าราชวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าหญิงวงจันทร์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;๒.เจ้าจอมมารดาช้อย ณ ราชสีมา ธิดาพระยานครราชสีมา (คุณชายเมฆ ณ ราชสีมา) สืบเชื้อสายสกุลมาจากสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช เป็นพระมารดาพระเจ้าราชวรวงศ์เธอ กรมหมื่นจรัสพรปฏิภาณ (พระองค์เจ้าชายจรูญโรจน์เรืองศรี ต้นราชสกุล จรูญโรจน์ ณ อยุธยา)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;๓.เจ้าจอมฉิม ณ ราชสีมา สืบเชื้อสายสกุลมาจากสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ในสายของเจ้าพระยานครราชสีมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;๔.เจ้าจอมมารดามาลัย ผู้สืบสายสกุลจากสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เจ้าคุณจอมมารดาเอม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;๕.เจ้าจอมมารดาเอี่ยม พระธิดาสมเด็จเจ้าฟ้าชายนเรนทราราชกุมาร สายสกุลจากสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช มีพระราชโอรส คือพระเจ้าราชวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าชายภาณุมาศ ต้นราชสกุล &amp;quot;ภาณุมาศ ณ อยุธยา&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;๖.เจ้าจอมผ่อง น้องสาวเจ้าจอมมารดาเอี่ยม พระธิดาสมเด็จเจ้าฟ้าชายนเรนทราราชกุมาร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;๗.เจ้าจอมมาลัย พระธิดาสมเด็จเจ้าฟ้าชายนเรนทราราชกุมาร สายสกุลจากสมเด็จพระเจ้าตากสิน
มหาราช&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;๘.เจ้าจอมมารดากลีบ พระมารดาของพระเจ้าราชวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโตสินี ต้นราชสกุล &amp;quot;โตษะณีย์&amp;quot; เป็นพระสนมที่พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดปรานมาก ที่ประทับในพระที่นั่งวงจันทร์ &amp;nbsp;(พระที่นั่งอิศเรศราชานุสรณ์) กับพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว &amp;quot;...เจ้ากลีบเปนพระมเหษี เฮอมายิสตีข้างใน..&amp;quot; พระเจ้าลูกเธอและพระสนมกำนัลขึ้นเฝ้าแต่เฉพาะเวลาเสวยเท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;๙.เจ้าจอมมารดากุหลาบ พระมารดาพระเจ้าราชวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสุธารส หรือ &amp;quot;พระองค์วัน&amp;quot; ต้นสกุล สุธารส&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;๑๐.เจ้าจอมมารดาเกด พระมารดาในพระเจ้าราชวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิศาลบวรศักดิ์ พระนามเดิมว่า &amp;quot;พระองค์เจ้าวรรัตน์&amp;quot; หรือ &amp;quot;พระองค์โตใหญ่&amp;quot; ต้นสกุล วรรัตน์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;๑๑.เจ้าจอมมารดาหนู พระมารดาในพระเจ้าราชวรวงศ์เธอ กรมหมื่นบริรักษ์นรินทรฤทธิ์ มีพระนามเดิมว่า &amp;quot;พระองค์เจ้าหัสดินทร์&amp;quot; ต้นสกุล หัสดินทร์ และพระเจ้าราชวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้านันทวัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;๑๒.เจ้าจอมมารดาแย้ม พระมารดาในพระเจ้าราชวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้ายุคุนธร ต้นสกุล ยุคนธรานนท์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;๑๓.เจ้าจอมมารดาอ่อน พระมารดาของพระเจ้าราชวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสนั่น ต้นสกุล สายสนั่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;๑๔.เจ้าจอมมารดาสีดา หลานสาวนายกองขุนราม มีพระธิดานามว่า พระองค์เจ้าหญิงเฉิดโฉม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;๑๕.เจ้าจอมมารดาวันดี เชื้อสายลาวเวียงจันทน์ มีพระองค์เจ้า ๒ พระองค์ คือ พระเจ้าราชวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพิมพับสรสร้อย และพระเจ้าราชวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสอางองค์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;๑๖.เจ้าจอมมารดาตาด ๑๗.เจ้าจอมมารดาใย ๑๘.เจ้าจอมมารดาบัว ๑๙.เจ้าจอมมารดาเพื่อน ๒๐. เจ้าจอมมารดาด๊า ๒๑.เจ้าจอมมารดาเยียง ๒๒.เจ้าจอมมารดาเท้ย ๒๓.เจ้าจอมมารดาพัน ๒๔.เจ้าจอมมารดาขลิบ ๒๕.เจ้าจอมมารดาจันฐ ๒๖.เจ้าจอมมารดาพลับ ๒๗.เจ้าจอมมารดาลำภู ๒๘.เจ้าจอมมารดาพลอย ๒๙.เจ้าจอมมารดาส่วน ๓๐.เจ้าจอมมารดาแก้ว ๓๑.เจ้าจอมมารดาพรหมา ๓๒.เจ้าจอมมารดาหงส์ ๓๓.เจ้าจอมมารดาสายบัว และ ๓๔.คุณหญิงคล้าย ธิดาเจ้าพระยานครน้อย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พระองค์เจ้ายอดยิ่งประยูรยศ บวรราโชรสรัตนราชกุมาร&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชโอรสพระราชธิดา ๕๘ พระองค์ พระโอรสองค์แรกคือ พระองค์เจ้ายอดยิ่งประยูรยศ บวรราโชรสรัตนราชกุมาร ประสูติเมื่อพุทธศักราช ๒๓๘๑ ในเจ้าจอมมารดาเอม ซึ่งต่อมาทรงบวรราชาภิเษกเป็น กรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระโอรสและพระธิดาที่ประสูติก่อนการพระราชพิธีบวรราชาภิเษก &amp;nbsp;๓๓ พระองค์ และประสูติหลังจากบวรราชาภิเษก ๒๕ พระองค์ ทรงมีพระราชทายาทสืบสายสกุล ๑๑ ราชสกุล คือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;๑.สุธารส ต้นราชสกุลคือ พระเจ้าราชวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสุธารส หรือ &amp;quot;พระองค์วัน&amp;quot; ทรงเป็น
พระราชโอรสลำดับที่ ๑๐ และที่ ๒ ในเจ้าจอมมารดากุหลาบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;๒.วรรัตน์ ต้นราชสกุลคือ พระเจ้าราชวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิศาลบวรศักดิ์ มีพระนามเดิมว่า &amp;quot;พระองค์เจ้าวรรัตน์&amp;quot; หรือ &amp;quot;พระองค์โตใหญ่&amp;quot; ทรงเป็นพระราชโอรสลำดับที่ ๑๒ ในเจ้าจอมมารดาเกศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;๓.ภาณุมาศ ต้นราชสกุลคือ พระเจ้าราชวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภาณุมาศ ทรงเป็นพระราชโอรสลำดับที่ ๑๘ และที่ ๑ ในเจ้าจอมมารดาเอี่ยม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;๔.หัสดินทร ต้นราชสกุลคือ พระเจ้าราชวรวงศ์เธอ กรมหมื่นบริรักษ์นรินทรฤทธิ์ มีพระนามเดิมว่า &amp;quot;พระองค์เจ้าหัสดินทร์&amp;quot; ทรงเป็นพระราชโอรสลำดับที่ ๑๙ และที่ ๑ ในเจ้าจอมมารดาหนู&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;๕.นวรัตน์ ต้นราชสกุลคือ พระเจ้าราชวรวงศ์เธอ กรมหมื่นสถิตธำรงสวัสดิ์ มีพระนามเดิมว่า &amp;quot;พระองค์เจ้าเนาวรัตน์&amp;quot; ทรงเป็นพระราชโอรสลำดับที่ ๒๐ และที่ ๔ ในเจ้าคุณจอมมารดาเอม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;๖.ยุคนธรานนท์ ต้นราชสกุลคือ พระเจ้าราชวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้ายุคุนธร ทรงเป็นพระราชโอรสลำดับที่ ๒๓ ในเจ้าจอมมารดาแย้ม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;๗.โตษะณีย์ ต้นราชสกุลคือ พระเจ้าราชวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโตสินี ชาววังทั่วไปเรียกว่า &amp;quot;พระองค์โตเล็ก&amp;quot; ทรงเป็นพระราชโอรสลำดับที่ ๓๔ และที่ ๕ ในเจ้าจอมมารดากลีบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;๘.นันทวัน ต้นราชสกุลคือ พระเจ้าราชวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้านันทวัน ทรงเป็นพระราชโอรสลำดับ
ที่ ๓๖ และที่ ๒ ในเจ้าจอมมารดาหนู&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;๙.พรหเมศ ต้นราชสกุลคือ พระเจ้าราชวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพรหเมศ ทรงเป็นพระราชโอรสลำดับที่ ๕๐ ในเจ้าจอมมารดาพรหมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;๑๐.จรูญโรจน์ ต้นราชสกุลคือ พระเจ้าราชวรวงศ์เธอ กรมหมื่นจรัสพรปฏิภาณ มีพระนามเดิมว่า &amp;quot;พระองค์เจ้าจรูญโรจน์เรืองศรี&amp;quot; ทรงเป็นพระราชโอรสลำดับที่ ๕๓ และที่ ๒ ในเจ้าจอมมารดาช้อย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;๑๑.สายสนั่น ต้นราชสกุลคือ พระเจ้าราชวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสนั่น ทรงเป็นพระราชโอรสลำดับที่ &amp;nbsp;๕๕ ในเจ้าจอมมารดาอ่อน.
-------------
ข้อมูล : เมื่อตะวันออกพบตะวันตก พิพิธสมบัติพระราชา ณ วังหน้า
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/58652</URL_LINK>
                <HASHTAG>กาลครั้งหนึ่ง, พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200302/image_big_5e5cc210e732b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>57704</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/02/2020 12:43</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/02/2020 12:43</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กรมพระยาดำรงเล่าเรื่อง &#039;พระปาล&#039; ผู้ปฏิสังขรณ์วัดพระบรมธาตุ นครศรีธรรมราช</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พ.ศ. ๒๔๓๙ ร.ศ. ๑๑๕ วันที่ ๑๓ กันยายน เวลาเช้าถึงปากอ่าวเมืองนครศรีธรรมราชพระยานครศรีธรรมราชแลกรมการจัดเรือออกมารับ เข้าลำน้ำปากพระยาไปขึ้นที่วัดท่าโพ ขึ้นช้างต่อไปตามถนนหลวงจนถึงทำเนียบ ซึ่งพระยาศรีธรรมราชปลูกไว้รับที่ร่มประดู่น่ากำแพงเมือง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ราชการเมืองนครศรีธรรมราชในเวลานี้ยังไม่ได้จัดการเปลี่ยนแปลงอันใด นอกจากปราบปรามโจรผู้ร้าย ตั้งแต่พระยานครกลับออกไปจากกรุงเทพ, ได้จัดการปราบปรามโดยแขงแรง จัดเอาเปนสงบได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี่มีการที่เรียกว่าจัดใหม่ แต่การเดินนาพระยานครศรีธรรมราชได้จัดให้ออกเดินหลายสาย โดยหมายจะให้การแล้วเร็วแลดีขึ้นกว่าแต่ก่อนประมาณเงินค่านาคงจะขึ้นบ้างแต่นาจะไม่ดีได้ดังเมืองสงขลา เพราะยังใช้คนเก่าโดยมาก แลไม่ได้มีการตรวจตราอันใด จะต้องหวังการดีต่อเก็บจำนวนศก ๑๑๕&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อิกอย่างหนึ่ง พระยานครศรีธรรมราชได้แต่งถนนตั้งแต่ท่าโพขึ้นไปจนตลอดท้ายเมือง ได้ถางกำแพงแลเชิงเทินรอบเมืองดูสอาดสอ้านดีขึ้นกว่าแต่ก่อน นอกจากนี้มีการที่แปลกตาอยู่อิก ๒ อย่าง คือ ที่มีพวกมิชชันนารีอะเมริกันออกไปตั้งสอนสาสนาคฤศเตียนอย่าง ๑ พวกมิชชันนารีนี้ได้รับพระราชทานยืมที่ริมถนนท่าโพโดยการตกลงอย่างเดียวกับเมืองราชบุรีแห่ง ๑ แต่ยังไม่ได้ปลูกสร้างอันใดนอกจากโรงจาก ๓ ห้องเปนที่พักหลังหนึ่งในที่นี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่เวลาข้าพระพุทธเจ้าไปถึงพวกมิชชันนารีหาได้มีผู้ใดอยู่ไม่ สืบถามได้ความว่า มีคนเข้ารีดคฤศเตียนประมาณ ๑๐๐ เสศ แต่ที่ได้รับบัปติสม์แล้วประมาณ ๔๐ ที่ข้าพระพุทธเจ้าได้เห็นเอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อเวลาผ่านไป มีผู้ชายแก่บ้างหนุ่มบ้างยืนแถวคอยรับอยู่ที่น่าบ้านมิชชันนารีประมาณ ๖ คนเท่านั้น ถ้ามีผู้คนเข้ารีดมากมายดังคำเล่าลือจริง ดูก็เปนการปลาด ด้วยมิชชันนารีพวกนี้ก็ไม่ได้ประพฤติเกี่ยวข้องแก่ราชการบ้านเมืองอย่างใด ซึ่งจะให้แลเห็นว่าพวกสานุสิสย์พากันเข้ารีดด้วยประสงค์จะพึ่งพำนักนี้ให้พ้นความไม่พอใจในการบังคับบัญชาอย่างหนึ่งอย่างใด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แม้ที่สุดโรงพยาบาลหรือโรงเรียนซึ่งเปนการแจกจ่ายให้ประโยชน์ในทางโลกย์ พวกมิชชันนารีก็ยังไม่ได้ตั้งแต่สักอย่างมีแต่การที่สั่งสอนทางธรรมแลศรัทธาของคนพวกเหล่านั้น ซึ่งได้เกิดแลศึกษามาในพระพุทธสาสนาแต่ยังเล็ก เหตุใดจึงมากลับใจไปได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนี้ เห็นด้วยเกล้า, ว่าเปนกิจซึ่งพระเถรานุเถระในสงฆ์มณฑลควรจะวินิจฉัยจงมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การปลาดในเมืองนครศรีธรรมราชอิกอย่างหนึ่งนั้น คือ การปฏิสังขรณ์วัดพระบรมธาตุ เปนการปลาดที่ความอุสาหะแลปัญญาของคนคนเดียวมีแต่ตัวอาจจะทำการใหญ่ได้เปนมหัศจรรย์ ข้าพระพุทธเจ้าไต่ถามได้ความ ดังจะเรียบเรียงกราบบังคมทูล, ต่อไปนี้ คือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พระปาล ๑ รูป ๑ อายุประมาณ ๔๐ เสศ เดิมเมื่อยังเปนฆราวาศ อยู่ในเมืองนครศรีธรรมราชนี้บังเกิดสังเวศด้วยวัดพระบรมธาตุชำรุดซุดโทรมปรักหักพังเปนอันมาก ปราถนาจะปฏิสังขรณ์แต่ไม่มีกำลังสามารถจะทำการได้ จึงออกบวชเมื่อ ๗ ปีล่วงมานี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บวชแล้วออกธุดง เที่ยวพยายามชี้แจงเกลี้ยกล่อมชาวเมืองให้ศรัทธาช่วยกันปฏิสังขรณ์ วัดพระบรมธาตุ แต่เที่ยวธุดงอยู่ดังนี้ ๔ ปี ไปได้คนศรัทธามากใน ตำบลบ้านป่าแห่งหนึ่ง พระปาลจึงชักชวนบ้านนั้นตัดไม้ผูกแพล่องมา เมืองนครศรีธรรมราช แลไปขออนุญาตต่อผู้รักษาเมืองแล้ว ก็ลงมือ ทำการปฏิสังขรณ์วัดพระบรมธาตุตามกำลังเท่าที่มีอยู่ในเวลานั้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พอ กิติศัพท์นี้รู้แพร่หลายออกไปก็บังเกิดความปีติยินดีของราษฎรทั้งชายหญิงภากันมาช่วยตั้งแต่เมืองไทรบุรี เมืองตานี เมืองหนองจิก เมือง สงขลา เมืองพัทลุง เมืองกาญจนดิฐ ตลอดจนเมืองไชยาหลังสวน และ ในเมืองนครศรีธรรมราชเองภากันมาช่วยเปนอันมาก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประมาณจำนวน คนที่ได้มาช่วยพระปาลทำการปฏิสังขรณ์วัดพระบรมธาตุตั้งแต่ ร.ศ. ๑๑๔ มาจนบัดนี้กว่าสองหมื่นคน มีคนทำการวันละพันบ้าง หกร้อย เจ็ดร้อยบ้าง ห้าร้อยเปนอย่างต่ำดูผู้คนทำการล้นหลามเหมือนกับการ เมรุกลางเมือง แลมีคนทุกขนาดแลชะนิดต่างคนต่างทำการปะปนกัน ไป บางคนแก่อายุถึง ๖๐ เจ็ดสิบขึ้นไปถือปูนแลมุงกระเบื้องอยู่บน หลังคา บางคนช่วยขนอิฐบ้าง ถากไม้ไสกบบ้าง ดูเต็มใจทำด้วยกัน หมดทุกคนเปนการปลาดได้แลเห็นก็ต้องเกิดปีติยินดีด้วยเปนอันมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้าพระพุทธเจ้าได้ไปตรวจตราแลไล่เลียงพระปาลถึงวิธีจัดการได้ความ ว่า คนที่มาช่วยทำการนั้นแล้วแต่คนศรัทธาที่มีทรัพย์จะให้เงินช่วยก็ได้หรือจะตัดไม้หาของป่าแม้ที่สุดเสบียงอาหารมาช่วยก็ได้ หรือถ้าจะช่วยด้วยน้ำพักน้ำแรงใครจะมาช่วยคนละกี่วันก็ตามใจ แลวิธีจัดการแบ่งน่าที่นั้น ในส่วนผู้ชายถวายตัวเปนโยมอุปะฐากรับทำการวิ่งเต้น เบ็จเสร็จอยู่นานวันมีประมาณ ๖๐ คน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พวกนี้พระปาลจ่ายเสื้อดำ กังเกงดำให้แต่งตัวแปลกกว่าพวกอื่นสำหรับใช้สอยวิ่งเต้นติดตามผู้คน หรือยกขนของเล็กน้อยต่างๆ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากคนพวกนี้ผู้ใดสันทัดในการไม้ก็จ่ายไปเข้ากองช่างไม้ ผู้ใดสันทัดในการปูนก็จ่ายไปเข้ากองช่างปูน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ที่ไม่สันทัดอย่างหนึ่งอย่างใดก็ให้ทำการกุลียกลากขนต่างๆ ส่วนผู้หญิงนั้นปันเปนเวรกันเข้าโรงครัวประกอบอาหารเลี้ยงพวกคนทำการทั้งเช้าเย็น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถ้าถึงวันพระพวกชาวบ้านยังหาขนมแลผลไม้มาทำบุญอิกส่วนหนึ่ง ตัวพระปาลเองนั้นปลูกกระท่อมเล็กอยู่ริมวัดพระบรมธาตุดูแลอำนวยการทั่วไป การที่ได้ทำแล้วในเวลานี้ทำเครื่องบนวิหาร แล้วสองหลัง ทำเครื่องบนพระระเบียงสำเร็จแล้วสองด้าน แลมีพระ ผู้ช่วยของพระปาลอยู่ที่วัดปากพนังอิกรูปหนึ่งชักชวนชาวบ้านนั้นมา ช่วยทำถานพระศรีมหาโพธิอิกส่วนหนึ่ง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การที่ทำนี้คงจะสำเร็จในต้น ศก ๑๑๖ เว้นแต่พระอุโบสถหลังหนึ่งนั้นพระปาลร้องต่อข้าพระพุทธ เจ้าว่าเปนการใหญ่อยู่ แต่คงจะคิดปฏิสังขรณ์โดยเต็มกำลังที่จะทำได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้าพระพุทธเจ้าเห็นด้วยเกล้า, ว่าเงินค่านาขึ้นพระบรมธาตุในเมือง นครศรีธรรมราชอยู่ประมาณปีละ ๔๐ ชั่ง ถ้าทรงพระกรุณาโปรดเกล้า, พระราชทานเงินรายนี้ให้พระปาลเปนนายงานทำการปฏิสังขรณ์พระ อุโบสถคงจะสำเร็จได้เร็วขึ้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้าพระพุทธเจ้าได้ถ่ายรูปพระปาลรูปหนึ่ง รูปคนทำงานวัดพระบรมธาตุรูปหนึ่ง รูปคนเอาของมาช่วยวันพระรูป หนึ่ง มาทูลเกล้า, ถวายทอดพระเนตรด้วยแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในเวลาพักอยู่ในเมืองนครศรีธรรมราชครั้งนี้ ข้าพระพุทธเจ้าได้ อาราธนาพระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ที่ทับกระเษตร (คือ ระเบียงรอบ พระมหาธาตุ) ซึ่งสมเด็จพระนางเจ้าพระอรรคราชเทวีได้พระราชทาน เงินให้พระยานครศรีธรรมราชปฏิสังขรณ์นั้น แลรุ่งขึ้นได้ถวายอาหาร บิณฑบาตรแลได้เวียนเทียนสมโพชพระบรมธาตุในเวลาบ่ายด้วยน้ำใจ ศรัทธา ข้าพระพุทธเจ้าขอพระราชทานถวายพระราชกุศล.
------------------
ที่มา : การเสด็จตรวจราชการหัวเมืองของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/57704</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมพระยาดำรงราชานุภาพ, กาลครั้งหนึ่ง, นครศรีธรรมราช, วัดพระบรมธาตุ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200220/image_big_5e4e1bf15ab5d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>56164</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/02/2020 15:58</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/02/2020 15:58</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ย้อนอดีต &#039;Great Mortality&#039; โรคระบาดจากจีนสู่ยุโรป 25 ล้านคนต้องตาย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
หลายประเทศในภูมิภาคต่างๆ ของโลกในขณะนี้กำลังเผชิญวิกฤตการณ์จากการระบาดของโรคติดต่อที่ร้ายแรง อาทิในภูมิภาคแอฟริกาตะวันตกที่กำลังเผชิญกับการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสอีโบลา &amp;nbsp;และหลายประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลางได้เผชิญกับโรคติดต่อที่เรียกกันว่าเมอร์ส และล่าสุดเชื้อโคโรนาไวรัสสายพันธุ์ 2019 กำลังระบาด และสร้างความตื่นตระหนกไปทั่วโลก เนื่องจากมีผู้เสียชีวิตในจีนเป็นรายวัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปรากฏการณ์ระบาดของโรคติดต่อที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตมากมายนั้น ในอดีตพบว่ามีโรคติดต่อร้ายแรงต่างๆ ที่เคยระบาดไปทั่วโลกรวมถึงประเทศไทยเช่นกัน บางชนิดยังพบเห็นอยู่ในปัจจุบัน และบางโรคมีจุดเริ่มต้นจากประเทศจีนเหมือนในปัจจุบัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โรคระบาดที่ทำให้คนล้มตายคราวละมากๆ คนสมัยก่อนเรียกกันว่า &amp;quot;โรคห่า&amp;quot; ซึ่งในอดีตไม่ชัดเจนว่าเป็นโรคอะไร แม้ว่าภายหลังจะเชื่อว่าเป็นโรคอหิวาตกโรคก็ตาม แต่ตามพระราชบัญญัติสำหรับโรคระบาด พ.ศ.2456 ระบุไว้ 3 โรค คือ กาฬโรค, อหิวาตกโรค และไข้ทรพิษหรือฝีดาษ โดยจะขอนำเสนอทีละโรค ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กาฬโรค หรือ มรณะดำ หรือ &amp;quot;The Black Death&amp;quot; เป็นโรคที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตมากที่สุดชนิดไม่มีโรคใดเทียบติด มีสาเหตุเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย &amp;quot;เยอร์ซิเนีย เปสติส&amp;quot; (Yersinia pestis) โดยมีสัตว์ฟันแทะและหมัดเป็นพาหะนำโรค รวมถึงสามารถแพร่ในอากาศ ผ่านการสัมผัสโดยตรง หรือโดยอาหารหรือวัสดุที่ปนเปื้อน ในอดีตมีการระบาดใหญ่ของกาฬโรคเกิดขึ้น 3 ครั้ง ได้แก่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ช่วงที่ 1 ยุคกลางตอนต้น ในสมัยจักรวรรดิโรมันตะวันออก คริสต์ศตวรรษที่ 6 ในระหว่างปี ค.ศ. 541-542 เป็นการระบาดที่เรียกกันว่า &amp;quot;กาฬโรคแห่งจัสติเนียน&amp;quot; (Plague of Justinian) คาดกันว่ากาฬโรคซึ่งมีต้นกำเนิดในจีนแพร่กระจายสู่กรุงคอนสแตนติโนเปิล จากธัญพืชที่นำเข้าจากอียิปต์ กอปรกับนครแห่งนี้มีหนูและหมัดเป็นจำนวนมากจึงระบาดอย่างรวดเร็ว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ช่วงที่กาฬโรคระบาดถึงขีดสุด ชาวคอนสแตนติโนเปิลต้องเสียชีวิตอย่างน้อยวันละ 10,000 คน &amp;nbsp;และสุดท้ายต้องเสียประชากรไปกว่า 40% ต่อมามันแพร่เข้าสู่เมดิเตอร์เรเนียนในปี ค.ศ.588 ในดินแดนที่ปัจจุบันคือฝรั่งเศส นักวิจัยประเมินว่ากาฬโรคแห่งจัสติเนียน ทำให้มีผู้เสียชีวิตทั่วโลกมากกว่า 100 &amp;nbsp;ล้านคน จำนวนประชากรในยุโรปลดลงกว่า 50% ในช่วง ค.ศ.541-700&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ช่วงที่ 2 ในคริสต์ศตวรรษที่ 14-19 คนในสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 14 เรียกการระบาดนี้ว่า &amp;quot;Great &amp;nbsp;Pestilence&amp;quot; (โรคระบาดครั้งใหญ่) หรือ &amp;quot;Great Plague&amp;quot; (กาฬโรคครั้งใหญ่) ซึ่งเริ่มต้นจากตอนใต้ของประเทศอินเดียและประเทศจีนระบาดไปตลอดเส้นทางสายไหม (Silk Road) กระจายไปทั่วเอเชีย, ยุโรป &amp;nbsp;และแอฟริกา ในยุโรปเกิดการระบาดในช่วงปลายทศวรรษ 1340&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สันนิษฐานว่าพ่อค้าชาวจีน-มองโกลเป็นผู้นำเชื้อมาแพร่ในยุโรป ทำให้เกิดการแพร่ระบาดในยุโรปอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ที่อิตาลีมีการระบาดในช่วง ค.ศ.1338-1351 ทำให้ประชากร 2 ใน 3 ของประเทศเสียชีวิต เรียกว่า &amp;quot;Great Mortality&amp;quot; และใน ค.ศ.1400 เกิดการระบาดใหญ่ที่กรุงลอนดอนเรียกว่า &amp;quot;The &amp;nbsp;Great Plague of London&amp;quot; มีคนตายถึง 70% จากจำนวนประชากร 450,000 คน เหลือเพียง 60,000 &amp;nbsp;คน การแพร่ระบาดต่อเนื่องมาจนถึงคริสต์ศตวรรษที่ 17 เรียกกันว่า &amp;quot;แบล็กเดธ&amp;quot; (Black Death) การระบาดในยุโรปช่วงนี้มีประชากรตายประมาณ 25 ล้านคน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ช่วงที่ 3 ศตวรรษที่ 19-20 ซึ่งเป็นการระบาดครั้งสุดท้าย เริ่มขึ้นที่มณฑลยูนนาน ประเทศจีน ในปี &amp;nbsp;ค.ศ.1855 มีการแพร่ระบาดไปทั่วทุกทวีปของโลก ทำให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 12 ล้านคน ซึ่งขณะนั้นยังไม่ทราบสาเหตุของการเกิดโรค จนใน ค.ศ.1894 Alexandre Emile Jean Yersin แพทย์ชาวฝรั่งเศสเป็นผู้ค้นพบเชื้อก่อโรคคือ เชื้อแบคทีเรีย Bacillus pestis เป็นโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน (Zoonosis) ที่เกี่ยวข้องกับสัตว์ฟันแทะและหมัด &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้ที่เป็นโรคนี้จะมีอาการ 3 รูปแบบ คือ กาฬโรคปอด (peneumonic) กาฬโรคต่อมน้ำเหลือง &amp;nbsp;(bubonic) และกาฬโรคเลือด (septicemic) ซึ่งกาฬโรคทั้ง 3 ชนิดนี้ทำให้เสียชีวิตได้ใน 5-6 วันหลังจากได้รับเชื้อ การติดต่อมาสู่คนเกิดขึ้นได้ 3 ทาง ได้แก่ การถูกหมัดที่มีเชื้อกัด การสัมผัสเนื้อเยื่อของสัตว์ที่ติดเชื้อ และการสูดดมสัมผัสสารคัดหลั่งจากทางเดินหายใจของสัตว์ที่ติดเชื้อ ได้มีการตั้งชื่อเชื้อเพื่อเป็นเกียรติแก่ผู้ค้นพบว่า &amp;quot;Yersinia&amp;quot;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลังจากค้นพบแบคทีเรีย &amp;quot;Yersinia pestis&amp;quot; นำไปสู่การคิดวิธีรักษากาฬโรค มีการพัฒนาและทดลองใช้วัคซีนต้านเชื้อกาฬโรคในต่อมน้ำเหลืองเป็นครั้งแรกในปี 1897 ปัจจุบันนี้กาฬโรคสามารถรักษาหายได้หากตรวจพบเร็วโดยใช้ยาปฏิชีวนะต่างๆ ปัจจุบันไม่ค่อยพบการระบาดของโรคนี้ จนในเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม พ.ศ.2552 มีรายงานการระบาดของกาฬโรคที่เมืองจื่อเคอทัน มณฑลชิงไห่ &amp;nbsp;ทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือของสาธารณรัฐประชาชนจีน พบผู้ป่วยเสียชีวิต 3 รายด้วยกาฬโรคปอด &amp;nbsp;นอกจากนี้ยังพบผู้ติดเชื้อโรคนี้อีก 9 ราย ส่วนใหญ่เป็นญาติของผู้เสียชีวิตรายแรก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การระบาดของกาฬโรคในประเทศไทย จากข้อมูลที่ปรากฏอยู่ในพงศาวดารอยุธยา ฉบับวันวลิต &amp;nbsp;พ.ศ.2182 ว่า ก่อนที่จะสถาปนากรุงศรีอยุธยาขึ้นมา สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 (พระเจ้าอู่ทอง) ถูกเนรเทศมาจากเมืองจีน ขึ้นสำเภามาลงที่เมืองปัตตานี แล้วย้ายอยู่ตามเมืองท่าชายทะเลต่างๆ เช่น เมืองนครศรีธรรมราช กุยบุรี (ประจวบคีรีขันธ์) เพชรบุรี บางกอก แล้วมาปราบโรคระบาด สถาปนากรุงศรีอยุธยาขึ้นในปี พ.ศ.1893 ซึ่งตรงกับ ค.ศ.1350 ซึ่งเป็นปีที่มีการระบาดใหญ่ของ Black Death ในยุโรป และจากข้อมูลการระบาดของกาฬโรคในจีนซึ่งร่วมสมัยกันอยู่ โรค &amp;quot;ห่า&amp;quot; ที่พระเจ้าอู่ทองปราบได้ น่าจะเป็น &amp;quot;กาฬโรค&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ระยะต่อมาพบว่ากาฬโรคจากเมืองจีนยังได้มีการแพร่กระจายเข้ามาในไทยอีก ในสมัยรัชกาลที่ 5 &amp;nbsp;แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ปรากฏในเอกสารเก่า (สำเนาพระราชกรณียกิจของสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ ขณะทรงดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน ร.ศ.116 พิมพ์ในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 14 &amp;nbsp;ร.ศ.116) เรื่องห้ามเรือจากซัวเถาเข้ากรุงเทพฯ เมื่อ พ.ศ. 2440 ว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;กาฬโรค (คือโรคห่า) ได้เกิดขึ้นที่เมืองซัวเถานั้น&amp;hellip;&amp;hellip;กำปั่นลำหนึ่งลำใดออกจากเมืองซัวเถาและจะเข้ามาในกรุงนี้ ต้องหยุดทอดสมอที่เกาะไผ่ในกำหนดเก้าวันเต็มแล้ว และถ้าแพทย์ได้ตรวจแจ้งว่ากาฬโรค&amp;hellip;&amp;hellip;ไม่ได้มีและได้เกิดในเรือนั้นแล้ว จึงจะยอมให้กำปั่นลำนั้นเดินต่อไปจนถึงที่จอดในกรุงนี้ได้&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับรายงานการระบาดของกาฬโรคอย่างเป็นทางการครั้งแรกในประเทศไทยนั้น นายแพทย์ เอช แคมเบล ไฮเอ็ด เจ้ากรมแพทย์สุขาภิบาล (Principal Medical Officer of Bangkok City) ได้รายงานเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2447 ว่าพบการระบาดเกิดขึ้นที่บริเวณตึกแดงและตึกขาว ซึ่งเป็นโกดังเก็บสินค้าที่จังหวัดธนบุรี บริเวณดังกล่าวเป็นที่อยู่ของพ่อค้าชาวอินเดีย สันนิษฐานว่าน่าจะเกิดจากหนูที่มีเชื้อกาฬโรคติดมาจากเรือสินค้าที่มาจากเมืองบอมเบย์ ประเทศอินเดีย แล้วระบาดจากธนบุรีเข้ามาฝั่งพระนคร จากนั้นกระจายไปยังจังหวัดต่างๆ ที่มีการติดต่อค้าขายกับจังหวัดพระนคร โดยทางบก ทางเรือและทางรถไฟ แต่ไม่มีสถิติจำนวนผู้ป่วยตายที่แน่นอน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมาในปี พ.ศ.2456 มีรายงานว่าเกิดกาฬโรคระบาดที่จังหวัดนครปฐม มีคนตาย 300 คน และครั้งสุดท้ายเมื่อปี พ.ศ.2495 มีรายงานผู้ป่วย 2 รายตาย 1 ราย ที่ตลาดตาคลี นครสวรรค์ ซึ่งถือเป็นรายงานการระบาดของกาฬโรคครั้งสุดท้ายในประเทศไทย จากนั้นไม่มีรายงานกาฬโรคเกิดขึ้นในประเทศไทยจนปัจจุบันนี้.
--------------------------
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ข้อมูล : hfocus.org
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/56164</URL_LINK>
                <HASHTAG>กาลครั้งหนึ่ง, จีน, แบล็กเดธ, โรคระบาด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200203/image_big_5e37df6c1b48c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
