<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>111736</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/07/2021 14:40</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/07/2021 13:19</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สานพลังสังคม-ชุมชนท้องถิ่นใช้พื้นที่ต้นแบบ 5 จังหวัด วิจัยแก้ปัญหา-ลดผลกระทบจากโควิด-19-สร้างวัคซีนทางสังคม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0cm;&quot;&gt;การจัดตั้งศูนย์พักคอยในชุมชนเพื่อรองรับผู้ป่วยโควิด (บ้านน้ำคำ&amp;nbsp; อ.สุวรรณภูมิ จ.ร้อยเอ็ด) เนื่องจากการแพร่ระบาดของโควิดทำให้ระบบสาธารณสุขรองรับไม่ไหว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 0cm 72pt;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0cm;&quot;&gt;สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน/ สานพลังทางสังคม&amp;nbsp; หน่วยงานภาคีร่วมมือชุมชนท้องถิ่นและสถาบันการศึกษาใช้พื้นที่ชุมชนต้นแบบ 5 จังหวัด อำนาจเจริญ กาฬสินธุ์&amp;nbsp; สุรินทร์&amp;nbsp; นครราชสีมา&amp;nbsp; และพัทลุง เป็นพื้นที่วิจัยเพื่อแก้ไขปัญหาและผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19&amp;nbsp; ทั้งด้านสุขภาพ&amp;nbsp; เศรษฐกิจ&amp;nbsp; สังคม สร้าง &amp;lsquo;วัคซีนทางสังคม&amp;rsquo; เริ่มกรกฎาคม-ธันวาคมนี้&amp;nbsp; โดยจะใช้ผลการศึกษาวิจัยจากชุมชนต้นแบบเป็นโมเดลขยายผลไปสู่ชุมชนอื่น และจัดทำเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายเสนอต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0cm;&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0cm;&quot;&gt;จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19&amp;nbsp; ระลอกใหม่ในปี 2564 ที่ทวีความรุนแรงและส่งผลกระทบไปทั่วประเทศ&amp;nbsp; หน่วยงานภาคีเครือข่าย&amp;nbsp; ประกอบด้วย&amp;nbsp; กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์&amp;nbsp; โดยสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) กระทรวงการอุดมศึกษา&amp;nbsp; วิทยาศาสตร์&amp;nbsp; วิจัยและนวัตกรรม&amp;nbsp; โดยหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) ได้ตระหนักถึงสภาวะวิกฤตความเดือดร้อนที่เกิดขึ้น &amp;nbsp;จึงได้ร่วมกันจัดทำ &amp;lsquo;โครงการวิจัยการสนับสนุนการจัดการเชิงพื้นที่เพื่อการแก้ไขปัญหาและลดผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19&amp;rsquo; ขึ้นมา&amp;nbsp; ระยะเวลาดำเนินการระหว่างเดือนกรกฎาคม-ธันวาคมนี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0cm;&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0cm;&quot;&gt;&amp;nbsp;โดยเมื่อวันที่ 30 กรกฏาคม&amp;nbsp; มีการจัดการประชุมเพื่อชี้แจงทำความเข้าใจแนวทางการขับเคลื่อนโครงการวิจัยฯ ที่สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ&amp;nbsp; เขตบางกะปิ&amp;nbsp; กรุงเทพฯ&amp;nbsp; โดยการประชุมผ่านระบบ Zoom Meeting&amp;nbsp; มีผู้แทนหน่วยงานต่างๆ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; สปสช.&amp;nbsp; สช.&amp;nbsp; สสส.&amp;nbsp; สถาบันการศึกษา&amp;nbsp; ผู้นำชุมชน&amp;nbsp; และผู้บริหารสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ ประมาณ 87 คนร่วมประชุม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0cm;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0cm;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0cm;&quot;&gt;การประชุมผ่านระบบ Zoom&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0cm;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0cm;&quot;&gt;โครงการวิจัยเพื่อแก้ไขปัญหาและลดผลกระทบจากโควิด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0cm;&quot;&gt;นางสาวจันทนา&amp;nbsp; เบญจทรัพย์ &amp;nbsp;ผู้ช่วยผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ&amp;nbsp; ในฐานะประธานคณะทำงานโครงการวิจัยการสนับสนุนการจัดการเชิงพื้นที่ฯ กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของการวิจัยครั้งนี้ว่า 1. เพื่อวิเคราะห์สภาพปัญหา &amp;nbsp;ผลกระทบของวิกฤตโควิด-19 ในชุมชน และคนเปราะบาง&amp;nbsp; ในมิติด้านสุขภาพ &amp;nbsp;เศรษฐกิจ และสังคม 2. เพื่อหนุนเสริมและสร้างความเข้มแข็งแก่เครือข่ายองค์กรชุมชนในการแก้ไขปัญหาและลดผลกระทบจากวิกฤตโควิด-19 ในระยะเร่งด่วนและระยะฟื้นฟู&amp;nbsp; ในมิติทางด้านสุขภาพ &amp;nbsp;เศรษฐกิจและสังคมที่เหมาะสมกับบริบทพื้นที่&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0cm;&quot;&gt;3.เพื่อศึกษาระบบและกลไกการแก้ไขปัญหาและลดผลกระทบวิกฤตโควิด-19 ของชุมชนที่เป็นโมเดลต้นแบบและขยายผลไปยังชุมชนอื่น&amp;nbsp; 4. เพื่อเสริมพลังกลไกเครือข่ายชุมชนให้เป็นระบบเครือข่ายความปลอดภัย (Social Safety Net) ในการป้องกันความเสี่ยงของชุมชนเมื่อเกิดสภาวะวิกฤต&amp;nbsp; และ 5. เพื่อจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายในการบริหารจัดการเชิงรุกเพื่อรองรับสภาวะวิกฤต (Pre-crisis management) ต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0cm;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0cm;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0cm;&quot;&gt;กองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลบุ่งคล้า&amp;nbsp; อ.บุ่งคล้า&amp;nbsp; จ.บึงกาฬ&amp;nbsp; มอบอาหาร-น้ำดื่มให้โรงพยาบาลสนาม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้การดำเนินโครงการวิจัยได้เริ่มตั้งแต่เดือนกรกฏาคม-ธันวาคมนี้&amp;nbsp; โดยจะเริ่มกระบวนการตั้งแต่การจัดตั้งกลไก&amp;nbsp; เตรียมทีมงานโครงการ&amp;nbsp; การคัดเลือกจังหวัดเป้าหมาย&amp;nbsp; วางแผนการดำเนินงานร่วมกับกลไกและหน่วยงานภาคีที่เกี่ยวข้อง&amp;nbsp; สำรวจปัญหา&amp;nbsp; ความต้องการของชุมชนที่ได้รับผลกระทบ&amp;nbsp; การวิเคราะห์สถานการณ์เพื่อออกแบบแนวทางความช่วยเหลือ&amp;nbsp; ทั้งในระยะเร่งด่วน&amp;nbsp; เฉพาะหน้า ระยะฟื้นฟู &amp;nbsp;และพัฒนา&amp;nbsp; การดำเนินกิจกรรมตามแผนงาน&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การเชื่อมโยง&amp;nbsp; ประสานความความร่วมมือกับหน่วยงานทั้งภายในและภายนอก &amp;nbsp;การบูรณาการแผนงาน และ เชื่อมโยงสู่แผนการฟื้นฟูและพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในชุมชนและกลุ่มเป้าหมาย &amp;nbsp;ทั้งในระดับตำบล&amp;nbsp; อำเภอ&amp;nbsp; และจังหวัด&amp;nbsp; &amp;nbsp;การวิเคราะห์และสรุปบทเรียนผลการดำเนินงานของโครงการ &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การจัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้และพัฒนาโครงการร่วมกัน&amp;nbsp; เพื่อประเมินผลการดำเนินงานร่วมกับชุมชน &amp;nbsp;กลไกในพื้นที่ &amp;nbsp;และหน่วยงานในพื้นที่เป้าหมาย&amp;nbsp; เพื่อประเมินผลการดำเนินงานและพัฒนาเป็นแผนหรือนโยบายระดับพื้นที่&amp;nbsp; ตลอดจนจัดทำเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายการบริหารจัดการเชิงรุกรองรับสภาวะวิกฤตเสนอต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0cm;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0cm;&quot;&gt;ใช้พื้นที่ชุมชนต้นแบบ 5 จังหวัดอีสาน-ใต้เป็นพื้นที่วิจัย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการคัดเลือกจังหวัดที่ดำเนินการวิจัยครั้งนี้&amp;nbsp; คณะกรรมการโครงการฯ ได้คัดเลือกพื้นที่ที่มีความพร้อมและมีความเข้มแข็งของกลไกเครือข่ายองค์กรชุมชนในระดับพื้นที่ &amp;nbsp;เช่น&amp;nbsp; มีการดำเนินงานของกองทุนสวัสดิการชุมชน&amp;nbsp; สภาองค์กรชุมชนตำบล&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; มีการประสานความร่วมมือในการดำเนินโครงการวิจัยร่วมกับสถาบันอุดมศึกษาในท้องถิ่น &amp;nbsp;&amp;nbsp;สามารถขับเคลื่อนงานโครงการให้บรรลุผลได้อย่างเป็นรูปธรรมภายในระยะเวลาที่กำหนด &amp;nbsp;โดยมีจังหวัดที่ได้รับการคัดเลือกวิจัยนำร่อง 5 จังหวัด&amp;nbsp; คือ&amp;nbsp; อำนาจเจริญ &amp;nbsp;กาฬสินธุ์&amp;nbsp; สุรินทร์&amp;nbsp; นครราชสีมา&amp;nbsp; และพัทลุง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนการขับเคลื่อนงานวิจัยในพื้นที่ 5 จังหวัดจะมีทีมวิจัย&amp;nbsp; ซึ่งประกอบด้วยผู้นำชุมชน&amp;nbsp; ท้องถิ่น&amp;nbsp; ผู้แทนสภาองค์กรชุมชน&amp;nbsp; กองทุนสวัสดิการชุมชน&amp;nbsp; บ้านมั่นคง&amp;nbsp; หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง&amp;nbsp; มหาวิทยาลัย&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; ร่วมเป็นคณะวิจัย&amp;nbsp; ทั้งนี้การขับเคลื่อนงานวิจัยครั้งนี้จะต้องเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายซึ่งเป็นคนจน &amp;nbsp;กลุ่มเปราะบาง&amp;nbsp; รวมถึงเปิดพื้นที่ให้คนจนเข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินงานทุกขั้นตอนด้วย&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยทั้ง 5 จังหวัดมีแผนงานการขับเคลื่อนเบื้องต้นดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลคำโพน&amp;nbsp; จ.อำนาจเจริญ&amp;nbsp; มอบสิ่งของช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากโควิด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สุรินทร์ &amp;nbsp;: เตรียมข้อมูลพื้นที่เพื่อวางแผนการทำงาน&amp;nbsp; คัดเลือกชุมชน 5 พื้นที่ตามเกณฑ์ที่ภาคลงมติร่วมกัน &amp;nbsp;โดยเลือกพื้นที่ที่มีความพร้อมและมีต้นทุนในการทำงานอยู่แล้ว &amp;nbsp;ทั้งพื้นที่ชนบทและพื้นที่เมือง &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นครราชสีมา &amp;nbsp;: ใช้กลไกสภาองค์กรชุมชนและกองทุนสวัสดิการชุมชนเป็นกลไกหลัก &amp;nbsp;ประสานความร่วมมือกับเครือข่ายที่มี &amp;nbsp;&amp;nbsp;สร้างทีมนักวิจัยและนักปฏิบัติการ &amp;nbsp;ออกแบบเครื่องมือในการเก็บข้อมูลเพื่อสรุปบทเรียนพื้นที่ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;กาฬสินธุ์ : เตรียมคัดเลือกพื้นที่ตามเกณฑ์ที่ภาคมีข้อตกลงร่วมกัน&amp;nbsp; มีทั้งหมด 5 พื้นที่ &amp;nbsp;5&amp;nbsp; โมเดล&amp;nbsp; มีการวางทีมคณะทำงานโดยเชื่อมโยงการทำงานทั้งในส่วนของท้องที่และท้องถิ่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อำนาจเจริญ : วางแผนการทำงานร่วมกับทีมวิชาการในพื้นที่ &amp;nbsp;ทั้งแกนนำขบวนองค์กรชุมชน &amp;nbsp;ผู้แทนจากพื้นที่ทั้งเขตเมืองและชนบท &amp;nbsp;ภาคีที่เกี่ยวข้อง &amp;nbsp;(พมจ.) มีการนิยามคำว่าชุมชนร่วมกันเพื่อคัดเลือกพื้นที่ &amp;nbsp;&amp;nbsp;ชุมชนเมือง และชุมชนชนบท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พัทลุง : กำหนดเป้าหมายทำงานเชิงรุก&amp;nbsp; สร้างอาชีพ &amp;nbsp;ลดการพึ่งพาระบบสาธารณสุข &amp;nbsp;เช่น&amp;nbsp; จัดตั้งศูนย์พักคอย&amp;nbsp; ใช้สมุนไพรรักษาโควิด &amp;nbsp;ใช้ทุนชุมชนเพื่อสร้างโมเดลในการจัดการตนเอง &amp;nbsp;โดยใช้กลไกชุมชน ผ่านการระดมทุนและการเชื่อมโยงภาคีเครือข่ายในพื้นที่ เป้าหมาย 5 ชุมชน 50 ครัวเรือน &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนงบประมาณที่ใช้ในการโครงการวิจัยครั้งนี้&amp;nbsp; เป็นงบประมาณสนับสนุนการดำเนินงานในพื้นที่&amp;nbsp; 5 จังหวัด&amp;nbsp; รวม 3.3&amp;nbsp; ล้านบาทเศษ&amp;nbsp; ในจำนวนนี้เป็นงบสนับสนุนการจัดกิจกรรมเพื่อแก้ไขปัญหาระยะเร่งด่วน-ฟื้นฟู-พัฒนา เช่น&amp;nbsp; การดูแลสุขภาวะในช่วงโควิด&amp;nbsp; การสร้างอาชีพ&amp;nbsp; เพิ่มรายได้&amp;nbsp; ลดรายจ่าย&amp;nbsp; จังหวัดละ 500,000 บาท &amp;nbsp;&amp;nbsp;โดยแต่ละจังหวัดจะมีพื้นที่ชุมชนเป้าหมายในการวิจัยอย่างน้อย 5 ชุมชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วิจัยเพื่อแก้ไขปัญหาระยะยาว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0cm;&quot;&gt;นางสาวจันทนา&amp;nbsp; กล่าวว่า&amp;nbsp; การวิจัยครั้งนี้มีโจทย์การวิจัยที่สำคัญ&amp;nbsp; คือ &amp;nbsp;1. การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในชุมชน &amp;nbsp;มีผลกระทบต่อคนเปราะบางในมิติทางด้านสุขภาพ &amp;nbsp;เศรษฐกิจ&amp;nbsp; และสังคมอย่างไรบ้าง&amp;nbsp; 2. การแก้ไขปัญหาวิกฤตในชุมชนเพื่อการดูแลคนเปราะบางเดิม (ก่อนที่เกิดการแพร่ระบาดของโควิดระลอกใหม่) มีการจัดการอย่างไร &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0cm;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0cm;&quot;&gt;3.ชุมชนจะมีระบบและกลไกการแก้ไขปัญหาคนเปราะบางในสภาวะวิกฤตโควิด-19 ในระยะเร่งด่วน &amp;nbsp;ระยะฟื้นฟู&amp;nbsp; ในมิติทางด้านสุขภาพ &amp;nbsp;เศรษฐกิจ&amp;nbsp; และสังคม ที่เหมาะสมกับบริบทพื้นที่อย่างไร&amp;nbsp; และ 4. ชุมชนจะมีการบริหารจัดการอย่างไรเพื่อให้พ้นสภาวะวิกฤต&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0cm; margin-top: 0cm;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0cm; margin-top: 0cm;&quot;&gt;นางสาวพรรณทิพย์&amp;nbsp; เพชรมาก&amp;nbsp; รองผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ&amp;nbsp; ในฐานะที่ปรึกษาโครงการเสนอความเห็นว่า&amp;nbsp; การวิจัยเรื่องโควิดครั้งนี้ &amp;nbsp;ไม่ใช่เป็นการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า &amp;nbsp;แต่เป็นการสร้างระบบของชุมชนเพื่อดูแลช่วยเหลือกันในระยะยาว &amp;nbsp;โดยใช้โอกาสจากงานวิจัยมาหนุนเสริม &amp;nbsp;ใช้ทุนต่างๆ ที่มีในชุมชน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; กองทุนสวัสดิการชุมชนมาช่วยเหลือกันในช่วงโควิด&amp;nbsp; หรือมุ่งเน้นไปที่กลุ่มเปราะบางเพราะเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด&amp;nbsp; และต้องจัดทำข้อมูลกลุ่มเปราะบางให้ชัดเจน&amp;nbsp; มีปัญหาความต้องการอย่างไร&amp;nbsp; อาจเชื่อมทุนจากภายนอกมาหนุนเสริม&amp;nbsp;&amp;nbsp; และต้องเปลี่ยนระบบ&amp;nbsp; ต้องทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาสนับสนุนมาดูแลกลุ่มเป้าหมายได้โดยตรง &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ระยะยาวชุมชนจะสามารถจัดระบบ&amp;nbsp; เพื่อวางแผนพัฒนาสุขภาพแบบองค์รวมของชุมชน&amp;nbsp; รวมทั้งแผนพัฒนาในด้านต่างๆ&amp;nbsp;&amp;nbsp; และเชื่อมโยงเป็นเครือข่ายนอกเหนือจาก 5 จังหวัดที่วิจัย&amp;nbsp; เพื่อให้พื้นที่อื่นมาเรียนรู้&amp;nbsp; มาแลกเปลี่ยน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ในกรุงเทพฯ ซึ่งไม่ได้เป็นพื้นที่วิจัย&amp;nbsp; แต่ได้รับผลกระทบมาก&amp;nbsp; จะเชื่อมโยงกันอย่างไร&amp;nbsp; เพื่อเกื้อหนุนกัน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; นำสินค้าผลผลิตจากชุมชนมาแลกเปลี่ยนหรือขายราคาถูก&amp;nbsp;&amp;nbsp; และใช้โอกาสจากงานวิจัยไปทำงานให้สอดคล้องกับพื้นที่&amp;nbsp; สามารถตอบคำถามงานวิจัยได้&amp;nbsp; เพราะชุมชนไม่ได้ทำวิจัยเพื่อวิจัย &amp;nbsp;แต่เป็นการทำวิจัยเพื่อแก้ไขปัญหา และขยายการพัฒนาของชุมชนไปเชื่อมโยงกับระบบที่เกี่ยวข้องต่างๆ&amp;nbsp; ได้&amp;rdquo;&amp;nbsp; นางสาวพรรณทิพย์กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พี่น้องเครือข่ายชุมชน จ.กาญจนบุรี ส่งน้ำใจช่วยเหลือชาวชุมชน กทม.ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0cm;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0cm;&quot;&gt;นพ.สำเริง&amp;nbsp; แหยงกระโทก &amp;nbsp;จากจังหวัดนครราชสีมา&amp;nbsp; เสนอความเห็นว่า&amp;nbsp; อยากให้งานวิจัยครั้งนี้เน้นไปที่จุดสำคัญ&amp;nbsp; คือ&amp;nbsp; การทำศูนย์พักคอย หรือ CI (Community Isolation) ว่า&amp;nbsp; CI เกิดขึ้นได้อย่างไร &amp;nbsp;ทำอย่างไร &amp;nbsp;มีความสำเร็จอย่างไร &amp;nbsp;หรือไม่สำเร็จ&amp;nbsp; ให้เจาะลึกเพื่อให้เกิดบทเรียนที่ชัดเจน&amp;nbsp; เพราะตอนนี้ยังไม่มีใครทำวิจัยเรื่องนี้&amp;nbsp; ยังเป็นเรื่องใหม่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0cm;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0cm;&quot;&gt;&amp;ldquo;ขณะนี้โรงพยาบาลไม่พอ&amp;nbsp; โรงพยาบาลสนามก็ไม่พอ&amp;nbsp; ดังนั้นชุมชนจึงต้องมาช่วยกันทำ CI เพื่อมาดูแลผู้ป่วยสีเขียวหรือเหลืองอ่อนซึ่งยังมีอาการไม่มาก&amp;nbsp; เพราะไม่ต้องใช้หมอ&amp;nbsp; ไม่ต้องใช้พยาบาล&amp;nbsp; ใช้คนในชุมชนมาช่วยกันทำ&amp;nbsp; ดูแลกัน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; อบจ.&amp;nbsp; อบต.&amp;nbsp; พระ&amp;nbsp; อสม. ชาวบ้าน&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; เป็นการรวมตัวของคนในตำบล&amp;nbsp; จึงอยากให้ทีมวิจัยภาคอีสาน 4 จังหวัดทำวิจัยเรื่องนี้ให้ชัดเจนเพื่อเป็นบทเรียน&amp;rdquo;&amp;nbsp; นพ.สำเริงเสนอ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0cm;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0cm;&quot;&gt;ระดมสรรพกำลังสู้โควิด-สร้างวัคซีนทางสังคม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นุชจรี&amp;nbsp; พันธ์โสม &amp;nbsp;เลขานุการสภาองค์กรชุมชนเขตวังทองหลาง&amp;nbsp; เล่าว่า&amp;nbsp; สภาองค์กรชุมชนเขตวังทองหลางมีสมาชิก 20 ชุมชน&amp;nbsp; ได้รับงบประมาณสนับสนุนจาก พอช. รวมทั้งหน่วยงานต่างๆ&amp;nbsp; จัดทำครัวกลางเพื่อทำอาหารแจกจ่ายให้แก่ผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิดตั้งแต่ปี 2563 &amp;nbsp;นอกจากนี้ยังใช้ที่ว่างในชุมชน (ที่ดินสำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์) ปลูกผักสวนครัว&amp;nbsp; เลี้ยงปลาดุก&amp;nbsp; เพื่อนำมาเป็นทำอาหาร&amp;nbsp; และเป็นแหล่งอาหารสำรองของชุมชน&amp;nbsp;&amp;nbsp; รวมทั้งรณรงค์ให้ความรู้ป้องกันการแพร่เชื้อ&amp;nbsp; แจกเจลล้างมือ&amp;nbsp; หน้ากากอนามัย&amp;nbsp; ฯลฯ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สภาองค์กรชุมชนเขตวังทองหลาง&amp;nbsp; กรุงเทพฯ&amp;nbsp; ถือเป็นต้นแบบแห่งหนึ่งในการรับมือกับโควิด&amp;nbsp; โดยใช้ศูนย์เด็กเล็กเป็นศูนย์พักคอยในชุมชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ส่วนโควิดปีนี้&amp;nbsp; เราได้เตรียมสถานที่พักคอยในชุมชน (Community Isolation) เพื่อรองรับผู้ป่วย&amp;nbsp; โดยจะใช้ศูนย์เด็กเล็กในชุมชน&amp;nbsp; รองรับได้ผู้ป่วยได้ 10 เตียง&amp;nbsp; และเตรียมห้องประชุมของชุมชนรองรับได้ประมาณ 30 เตียง&amp;nbsp; ส่วนผู้ที่ป่วยไม่มากหรือมีสถานะสีเขียว&amp;nbsp; เราจะให้กักตัวในบ้าน (Home Isolation)&amp;nbsp; แยกตัวออกจากคนในครอบครัว&amp;nbsp; โดยเราจะส่งข้าวกล่องให้ 3 มื้อ&amp;nbsp; และประสานงานกับ สปสช.เพื่อจัดส่งยา&amp;nbsp; เครื่องวัดอ๊อกซิเจน&amp;nbsp;&amp;nbsp; เพื่อวัดค่าอ๊อกซิเจนในเลือด&amp;nbsp; และรายงานผลทางไลน์ให้ทางศูนย์สาธารณสุขทราบทุกวันเพื่อติดตามอาการและดูแลผู้ป่วย&amp;rdquo;&amp;nbsp; นุชจรีบอกถึงการดูแลผู้ติดเชื้อ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.ปรีดา&amp;nbsp; แต้อารักษ์ &amp;nbsp;รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) กล่าวว่า &amp;nbsp;การทำศูนย์พักคอยในชุมชนหรือ CI หรือศูนย์พักพิงเพื่อจะส่งต่อ&amp;nbsp; ซึ่งตอนนี้ไม่สามารถจะส่งต่อไปไหนได้แล้วเพราะไม่มีที่จะให้ส่ง&amp;nbsp; แต่ CI จะดูแลผู้ป่วยที่ไม่มีอาการหรืออาการน้อย&amp;nbsp; ซึ่งชุมชนสามารถทำได้&amp;nbsp; โดยเฉพาะ พอช.&amp;nbsp; เครือข่ายชุมชน&amp;nbsp; สภาองค์กรชุมชน&amp;nbsp; เพราะทำเรื่องความมั่นคงทางอาหาร&amp;nbsp; เรื่องอาชีพ&amp;nbsp; และที่อยู่อาศัยอยู่แล้ว&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.ปรีดากล่าวว่า&amp;nbsp; การทำ CI โดยชุมชนไม่ต้องใช้บุคลากรทางการแพทย์&amp;nbsp; จึงต้องช่วยกันทำ&amp;nbsp; และต้องรีบทำ&amp;nbsp; เพราะไม่งั้นจะเสียชีวิตอีกมาก&amp;nbsp;&amp;nbsp; และมี &amp;lsquo;4 อ.&amp;rsquo; ที่ต้องช่วยกันทำ&amp;nbsp; คือ 1. อาการ &amp;nbsp;ดูอาการ &amp;nbsp;การหายใจ&amp;nbsp; ว่าเป็นอย่างไร &amp;nbsp;รักษาตามอาการ &amp;nbsp;และช่วยกันดูแล &amp;nbsp;2.อาหาร &amp;nbsp;3. อาศัย &amp;nbsp;คือศูนย์พักคอยหรือที่พักพิง &amp;nbsp;และ 4. อาศัยฐานทุนที่มีอยู่ &amp;nbsp;ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ถ้าเป็นไปได้อยากให้ สปสช.เชื่อม CI เข้าสู่ระบบและจัดสรรงบประมาณให้ศูนย์พักคอยชุมชนโดยตรง&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ทำเรื่องอาหาร&amp;nbsp;&amp;nbsp; เพื่อขยายการสนับสนุนเศรษฐกิจชุมชนฐานราก&amp;nbsp; ทำให้ชุมชนที่มีปัญหาเรื่องเศรษฐกิจ&amp;nbsp; จะได้มีอาชีพ&amp;nbsp; โดยทุกภาคส่วนต้องช่วยกันทำเรื่องนี้&amp;nbsp;&amp;nbsp; จนกว่าวัคซีนจะมีมากขึ้น&amp;nbsp;&amp;nbsp; และสิ่งที่พวกเราทำนี้&amp;nbsp; ทั้งสภาองค์กรชุมชน&amp;nbsp; เครือข่ายกองทุนสวัสดิการชุมชน&amp;nbsp; ถือเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันทางสังคม&amp;nbsp; เป็นวัคซีนทางสังคมที่พวกเราช่วยกันทำได้อย่างดี&amp;nbsp; ต้องสร้างเครือข่าย&amp;nbsp; ต้องทำต่อไป&amp;nbsp; และขยายไปทั่วประเทศ&amp;nbsp; แล้วเราจะไปรอด&amp;rdquo; &amp;nbsp;นพ.ปรีดาย้ำ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สภาองค์กรชุมชนเขตวังทองหลาง&amp;nbsp; กรุงเทพฯ&amp;nbsp; สร้างวัคซีนทางสังคม นำอาหารและสิ่งของจำเป็นมอบให้ครอบครัวที่กักตัวในบ้าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.ปรีดากล่าวในตอนท้ายว่า ในวันที่ 9 สิงหาคมนี้จะมีการพูดคุยกับเครือข่ายสมัชชาสุขภาพ&amp;nbsp; โดยมี&amp;nbsp; สปสช.&amp;nbsp; สสส. พอช.&amp;nbsp; และพี่น้องชุมชน&amp;nbsp; เพื่อกระชับความร่วมมือให้เต็มที่และมากขึ้น&amp;nbsp; เพราะจะต้องระดมสรรพกำลังร่วมกันให้มากกว่าโควิดรอบแรก&amp;nbsp; เนื่องจากขณะนี้สถานการณ์หนักกว่าสงครามโลก&amp;nbsp; เป็น &amp;lsquo;สงครามโรค&amp;rsquo; และหากระบาดระลอก 4 หรือเป็นโควิดสายพันธุ์ใหม่จะอันตรายร้ายแรงยิ่งกว่านี้&amp;nbsp; ขณะที่ระบบสาธารณสุขไม่สามารถรองรับได้แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้นจึงต้องช่วยกันยันสมรภูมิในพื้นที่ให้ชัดเจน&amp;nbsp; ตั้งแต่ระดับหมู่บ้าน&amp;nbsp; ตำบล&amp;nbsp; โดยใช้จุดแข็งของ พอช.และสภาองค์กรชุมชน&amp;nbsp; คือมีกำลังคนในพื้นที่&amp;nbsp; มีทีม&amp;nbsp; และมีทุนบางส่วนแล้ว&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในส่วนของ สปสช.&amp;nbsp; สสส. และ สช.จะเข้ามาหนุนเสริมในเรื่องรูปแบบ&amp;nbsp; ความรู้&amp;nbsp; เรื่องการจัดการ&amp;nbsp; การรับมือกับโรคระบาด&amp;nbsp; เพื่อดูแลพี่น้องในชุมชน&amp;nbsp; เป็นการสานพลัง&amp;nbsp; สานความร่วมมืออย่างเป็นรูปธรรม&amp;nbsp; รวมทั้งการแก้ไขปัญหากฎระเบียบต่างๆ หรืออุปสรรคทางนโยบาย&amp;nbsp; โดย สช.จะช่วยเชื่อมประสานงานทางหน่วยงานนโยบาย&amp;nbsp; เพื่อเปิดโอกาสให้พี่น้องชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารจัดการ&amp;nbsp; เป็นทางรอดของประเทศไทย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0cm;&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/111736</URL_LINK>
                <HASHTAG>4 อ., Community Isolation, Zoom Meeting, กระทรวงการอุดมศึกษา  วิทยาศาสตร์  วิจัยและนวัตกรรม, กองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลบุ่งคล้า, การทำศูนย์พักคอย, กาฬสินธุ์, ชุมชนต้นแบบ 5 จังหวัด, ชุมชนท้องถิ่น, นครราชสีมา, นพ.ปรีดา  แต้อารักษ์, นพ.สำเริง  แหยงกระโทก, นางสาวจันทนา  เบญจทรัพย์, นางสาวพรรณทิพย์  เพชรมาก, บพท., พลังสังคม, พัทลุง, สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน, สร้างวัคซีนทางสังคม, สานพลังทางสังคม, สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.), สุรินทร์, หน่วยงานภาคี, อำนาจเจริญ, โครงการวิจัยการสนับสนุนการจัดการเชิงพื้นที่เพื่อการแก้ไขปัญหาและลดผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210731/image_big_6104fe67111fb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>96525</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/03/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/03/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> ตั้งกก.สอบครูฝึกลูกเสือ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;quot;คุณหญิงกัลยา&amp;quot; เสียใจเกิดเหตุ นร.ม.3 จมน้ำดับคาค่ายลูกเสือ กำชับโรงเรียน-ผู้สอนจัดกิจกรรมต้องดูแลเด็กให้มากกว่านี้ พลาดไม่ได้ ผอ.สพป.กาฬสินธุ์ เขต 2 ตั้ง กก.สอบครูฝึก คาด 7 วันรู้ผล พ่อเด็กชี้ตอนลูกหาย ครูไม่สนใจช่วยตามหา &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากกรณี &amp;quot;น้องปอน&amp;quot; เด็กชายอายุ 15 ปี นักเรียนชั้น ม.3 โรงเรียนบ้านนาค้อ ต.กุดโดน อ.ห้วยเม็ก จ.กาฬสินธุ์ จมน้ำเสียชีวิตระหว่างร่วมกิจกรรมเข้าค่ายลูกเสือขณะเข้าฐาน &amp;ldquo;หนีสงคราม หลบระเบิด&amp;rdquo; ซึ่งเป็นการฝึกให้เด็กมุดน้ำที่ทางโรงเรียนจัดกิจกรรมขึ้นเมื่อวันที่ 16 มีนาคม ที่ผ่านมา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ความคืบหน้า วันที่ 18 มี.ค. คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รักษาราชการ รมว.ศธ.) กล่าวว่า ตนขอแสดงความเสียใจต่อผู้ปกครองของนักเรียนชั้น ม.3 ที่เสียชีวิตระหว่างร่วมกิจกรรมเข้าค่ายลูกเสือบริเวณหนองน้ำ จ.กาฬสินธุ์ ที่ผ่านมา ศธ.กำชับเรื่องการจัดกิจกรรมต่างๆ ของโรงเรียนมาตลอดว่าควรระมัดระวัง กิจกรรมใดที่สุ่มเสี่ยงก็ไม่ควรจะจัด เพราะจะเกิดอันตรายต่อเด็กได้ เนื่องจากเด็กบางคนมีสุขภาพไม่ดี และไม่มีทักษะว่ายน้ำหรือการเอาตัวรอด ดังนั้น การจัดกิจกรรมลูกเสือขอให้ครูผู้สอนให้ความสำคัญกับการดูแลเด็กทุกคนให้มากกว่านี้ เพราะเรื่องธรรมชาติ หากพลาดนิดเดียวเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ถ้าขาดทักษะการเอาตัวรอด อีกทั้งการจัดกิจกรรมต่างๆ ควรจะประเมินให้สอดคล้องกับจำนวนนักเรียนด้วย เพื่อจะทำให้การดูแลเด็กทุกคนสามารถทำได้อย่างทั่วถึง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสุรเชษฐ์ พละเอ็น ผู้อำนวยการ สพป.กาฬสินธุ์ เขต 2 สั่งตั้งกรรมการสอบครูจัดกิจกรรมค่ายลูกเสือฝึกโหด ให้นักเรียนมุดน้ำเข้าฐานหลบระเบิดก่อนจมน้ำเสียชีวิต คาดว่าจะใช้ระยะเวลา 7 วันจึงทราบผลสอบ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่บรรยากาศสถานที่ตั้งบำเพ็ญกุศลศพ &amp;ldquo;น้องปอน&amp;rdquo; ซึ่งมีเพื่อนบ้านและเพื่อนนักเรียนเดินทางมาร่วมงานศพและให้กำลังใจนายสมภาร อายุ 54 ปี นางบัวรื่น อายุ 48 ปี พ่อและแม่ของ &amp;ldquo;น้องปอน&amp;rdquo; ท่ามกลางความโศกเศร้าของญาติ ซึ่งญาติทุกคนต่างติดใจการเสียชีวิตครั้งนี้ และทำใจไม่ได้กับการจากไปอย่างกะทันหัน หลายคนมองว่าการเข้าค่ายลูกเสือไม่ควรจะฝึกเด็กหนัก โดยเฉพาะให้ดำน้ำโดยไม่มีอุปกรณ์ป้องกันและช่วยเหลือจนจมน้ำเสียชีวิต รวมถึงยังติดใจการช่วยค้นหาเด็ก ญาติหลายคนแสดงท่าทีไม่พอใจครูในโรงเรียน แต่ไม่ได้ห้ามเข้ามาช่วยงานศพ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสมภาร อายุ 54 ปี พ่อเลี้ยงน้องปอนผู้เสียชีวิต กล่าวว่า ขณะนี้ตนและภรรยายังอยู่ในอาการช็อกและรู้สึกโศกเศร้าเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น นอกจากนี้ยังรู้สึกน้อยใจกับปฏิกิริยาของคณะครู ในตอนที่ไปติดตามและสอบถามหาลูกชาย เมื่อช่วงค่ำวานนี้ คือวันที่ 16 มีนาคม 2564 ด้วยความร้อนใจ หลังจากเห็นว่ามืดค่ำแล้วและไม่เห็นลูกชายกลับเข้าบ้าน เพราะทุกวันที่ผ่านมาไม่เคยกลับผิดเวลา แต่กลุ่มครูในโรงเรียนที่ตนเข้าสอบถามกลับไม่มีความกระตือรือร้นที่จะช่วยติดตามหา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสมภารกล่าวอีกว่า น้องปอนด์เป็นบุตรชายคนที่ 2 ของภรรยา แม้จะเป็นลูกเลี้ยง แต่ก็รักเหมือนลูก เลี้ยงดูแลตั้งแต่ยังเล็ก ตอนนี้เรียนอยู่ชั้น ม.3 โรงเรียนกับบ้านห่างกันประมาณ 100 เมตร ปกติหลังเลิกเรียนน้องปอนจะรีบกลับเข้าบ้าน ช่วยพ่อแม่ทำงานบ้านและทำการบ้าน จะไม่ไปหาเที่ยวเล่นหรือสุงสิงกับเพื่อน การหายตัวของน้องปอนวันนั้นนำความร้อนใจมาให้พ่อกับแม่อย่างมาก แต่จากท่าทีของคณะครูที่ตนกับภรรยาและญาติไปสอบถามตามหาถึง 4-5 ครั้ง ไม่มีความคืบหน้า จึงไปแจ้งความคนหายกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ห้วยเม็ก และไปขอความช่วยเหลือจากผู้ใหญ่บ้านช่วยประกาศหาลูกชาย ก่อนจะได้รับความช่วยเหลือจากกู้ภัยงมหาในบ่อน้ำและพบศพ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/96525</URL_LINK>
                <HASHTAG>กาฬสินธุ์, จมน้ำเสียชีวิต, ฝึกให้เด็กมุดน้ำ, สพป.กาฬสินธุ์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เข้าค่ายลูกเสือ, เอ็กซ์ไซต์, เอ็กซ์ไซต์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210318/image_big_6053552b9ab1d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>89915</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/01/2021 14:17</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/01/2021 14:17</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>หลักหินเสมา 2หลัก &quot;สมัยทวารวดี&quot;โผล่ที่กาฬสินธุ์ กรมศิลป์ฯ รุดตรวจสอบ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;15ม.ค.64-นายประทีป เพ็งตะโก อธิบดีกรมศิลปากร เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2564 กรมศิลปากร โดย สำนักศิลปากรที่ 9 อุบลราชธานี และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ร้อยเอ็ด ได้เข้าตรวจสอบหลักหินเสมา2 หลัก ที่บ้านกุดตาใกล้ หมู่ 4 ต.สายนาวัง อ.นาคู จ.กาฬสินธุ์ โดยชาวบ้านกุดตาใกล้ได้ทำการขุดเปิดพื้นที่บริเวณบ้านของนายธงชัย คะโยธา ราษฎรบ้านกุดตาใกล้ จึงได้พบหลักหินดังกล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
อธิบดีกรมศิลปากร กล่าวว่า จากการตรวจสอบเบื้องต้นของเจ้าหน้าที่ พบว่าหลักหินที่ขุดพบมีลักษณะเป็นเสาหินทรายแปดเหลี่ยม จำนวน 2 หลัก ขนาดกว้าง 55 ซม. สูง 212 ซม. และ กว้าง 60 ซม. สูง 177 ซม. สภาพไม่สมบูรณ์ ส่วนเดือยของหลักหินที่หักออก มีขนาดกว้าง 44 ซม. สูง 92 ซม. ชาวบ้านกุดตาใกล้ &amp;nbsp;ได้ให้ข้อมูลว่า ก่อนหน้านี้จมดินอยู่โดยโผล่พ้นดินขึ้นมาบางส่วน หลังจากนั้นมีการนำดินขุดสระมาถม แต่ยังเป็นที่รับรู้ของคนในชุมชนว่ายังมีหลักหินอยู่ในจุดดังกล่าว จนกระทั่งได้ขุดเปิดพื้นที่และพบหลักหินทั้งสองหลักนี้อีกครั้ง โดยตนได้สั่งการให้สำนักศิลปากรที่ 9 อุบลราชธานี เก็บข้อมูลรายละเอียดพร้อมจัดทำแผนผังที่พบ เพื่อดำเนินการขุดค้นทางโบราณคดีต่อไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นายประทีปกล่าวต่อไปว่า ปัจจุบันกรมศิลปากรมีนโยบายในการศึกษาความสัมพันธ์ของใบเสมาทวารวดีกับการตั้งชุมชนและพื้นที่ใช้งานทางวัฒนธรรมช่วงทวารวดีในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยให้เป็นการดำเนินการร่วมกันระหว่างสำนักศิลปากรที่ 8 ขอนแก่น สำนักศิลปากรที่9 อุบลราชธานี และสำนักศิลปากรที่ 10 นครราชสีมา เพื่อศึกษารวบรวมองค์ความรู้เกี่ยวกับเสมาโบราณที่พบกระจายตัวหนาแน่นในภาคอีสานที่สัมพันธ์กับการตั้งชุมชนในวัฒนธรรมทวารวดีในพุทธศตวรรษที่ 13- 18 &amp;nbsp;โดยมีแหล่งสำคัญ เช่น เมืองจำปาศรี อำเภอนาดูน จังหวัดมหาสารคาม เมืองเสมา อำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา และเมืองคอนสวรรค์ จังหวัดชัยภูมิ เป็นต้น &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
สำหรับในพื้นที่จังหวัดกาฬสินธุ์ซึ่งเป็นแหล่งสำคัญของวัฒนธรรมทวารวดี ที่ผ่านมามีรายงานการพบแหล่งเสมาโบราณหนาแน่นมากกว่าจังหวัดอื่น โดยมีแหล่งสำคัญอยู่ที่เมืองโบราณฟ้าแดดสงยาง ตำบลหนองแปน อำเภอกมลาไสย และที่บ้านหนองห้าง ตำบลหนองห้าง อำเภอกุฉินารายณ์ เป็นต้น &amp;nbsp;โดยแหล่งบ้านกุดตาใกล้นี้จะเข้าเป็นส่วนหนึ่งของโครงการศึกษาความสัมพันธ์ของใบเสมาทวารวดีฯ ด้วยเช่นกัน สิ่งที่สำคัญที่สุดของการพบเสมาทั้ง 2 หลักนี้ คือเป็นการพบหลักฐานในแหล่งดั้งเดิม ที่นักโบราณคดีจะยังมีโอกาสศึกษาชั้นดินที่พบ รวมถึงเก็บข้อมูลบริบทแวดล้อมทางโบราณคดีได้มากกว่าใบเสมาส่วนใหญ่ที่ถูกเคลื่อนย้ายไปแล้ว และสูญเสียข้อมูลที่จะเป็นประโยชน์ในทางการศึกษาวิจัยทางโบราณคดีไปอย่างน่าเสียดาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ทั้งนี้ ในเบื้องต้นท้องถิ่นแจ้งความประสงค์จะเก็บรักษาเสมาทั้งสองหลักไว้ในพื้นที่ โดยจะดำเนินการขออนุญาตกรมศิลปากรตามข้อกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง เพื่อพัฒนาให้เป็นแหล่งเรียนรู้ภายในท้องถิ่นต่อไป
&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/89915</URL_LINK>
                <HASHTAG>#กรมศิลปากร, กาฬสินธุ์, ทวารวดี, นายประทีป เพ็งตะโก, บ้านกุดตาใกล้, เสาหินหลักเสมา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210115/image_big_600140321a607.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>86159</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/12/2020 10:29</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/12/2020 10:15</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;หญิงหน่อย&#039;ขยับแล้ว! งานแรกหลังตัดขาดเพื่อไทย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7 ธ.ค. 63 - ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันอาทิตย์ที่ 6 ธ.ค. คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ อดีตสมาชิกพรรคเพื่อไทย ลงพื้นที่จังหวัดกาฬสินธุ์ ช่วยหาเสียงให้กับนางเฉลิมขวัญ หล่อตระกูล ผู้สมัครนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดกาฬสินธุ์ หมายเลข 2 พรรคเพื่อไทย โดยทำในนามส่วนตัว พร้อมทั้งเปิดเผยว่า สาเหตุที่มาช่วยหาเสียงให้กับนางเฉลิมขวัญ เพราะนายยงยุทธ&amp;nbsp; หล่อตระกูล อดีตนายก อบจ.กาฬสินธ์ บิดาของนางเฉลิมขวัญ เคยช่วยงานตอนเริ่มทำโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค จนทำให้จังหวัดกาฬสินธุ์เป็นจังหวัดแรกๆ ที่ทำโครงการ 30 บาทได้สำเร็จ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตลอดทั้งวัน คุณหญิงสุดารัตน์ ได้ลงเยี่ยมเยียนพบปะพี่น้องเกษตรกรที่กำลังเกี่ยวข้าวเพื่อสอบถามเกี่ยวกับปัญหาราคาข้าว และเดินพูดคุยกับพ่อค้าแม่ขายในตลาดหลายแห่ง&amp;nbsp; รวมทั้งได้ขึ้นเวทีปราศัยอีก 7 แห่ง&amp;nbsp; ที่อำเภอเกษตรวิสัย, อำเภอเมืองร้อยเอ็ด, อำเภอร่องคำ, อำเภอสหัสขันธ์ อำเภอสมเด็จ, อำเภอเขาวง, อำเภอกุฉินารายณ์ และจากการพูดคุยกับเกษตรกร พบว่าขณะนี้เกษตรกรในจังหวัดกาฬสินธุ์ กำลังอยู่ในช่วงยากลำบากมาก ต้องแบกรับภาระหนี้สินที่พอกพูน&amp;nbsp; เนื่องจากราคาสินค้าเกษตร ทั้งข้าว ยาง ตกต่ำมาก เงินประกันราคายังไปไม่ถึง ส่วนใหญ่ยังไม่ได้รับเงิน ซึ่งชาวบ้านต่างบอกว่า&amp;nbsp; รอการช่วยเหลือจากรัฐบาลไม่ไหวแล้ว&lt;/p&gt;


	ชัดเจน &amp;#39;วัฒนา&amp;#39; เผยเหตุลาออกพ้นสมาชิกเพื่อไทย
	เลิกใช้ชื่อมธ.เสียที!
	หัวหน้าการ์ด 3 นิ้ว ปูด &amp;#39;ใบสั่ง&amp;#39; ทำลาย WeVo &amp;nbsp;
	แฉ &amp;#39;ธนาธร&amp;#39; ยุลูกคนอื่นบอกลาเครื่องแบบ แต่ลูกตัวเองใส่เครื่องแบบไปโรงเรียนตามปกติ!
	&amp;#39;ธนาธร&amp;#39; ชวนประชาชนร่วมวางอิฐก้อน สร้างฐานสู่ประชาธิปไตย


&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คุณหญิงสุดารัตน์ ขึ้นเวทีปราศรัยกัยประชาชนว่า สนับสนุนนโยบายของนางเฉลิมขวัญ เพราะ 6-7 ปีมานี้ ได้พิสูจน์แล้วว่า&amp;nbsp; ราคาพืชผลเกษตรตกต่ำลงทุกปี&amp;nbsp; รัฐบาลไม่สามารถดูแลช่วยเหลือเกษตรกรที่เดือดร้อนได้จริง&amp;nbsp; นับวันเกษตรกรยิ่งทำ ก็ยิ่งเป็นหนี้เพิ่มขึ้นทุกปี นโยบายแก้จน ของนางเฉลิมขวัญ จึงตอบโจทย์ในการแก้ไขปัญหาราคาพืชผลเกษตรตกต่ำ อย่างราคาข้าวขณะนี้เหลือเพียงกิโลกรัม (กก.) ละ 7-8 บาท แม้แต่ข้าวเหนียวเขาวง&amp;nbsp; ที่อร่อยที่สุดยังขายได้แค่ กก. ละ 9 บาทเท่านั้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้นแทนที่จะต้องไปขายข้าวเปลือกผ่านพ่อค้าคนกลาง ผ่านโรงสี ที่ต่างกดราคาจนชาวนาขาดทุนย่อยยับ เราสามารถใช้กลไกของ อบจ. เข้ามาช่วยชาวนาในการผลิตเป็นข้าวหอมมะลิ และข้าวเหนียวไปขายทั่วประเทศ จะทำให้ชาวนาขายข้าวได้ราคาสูงขึ้น แทนที่จะขายข้าวเปลือก อบจ. จะมาพาผลิตข้าวสาร และช่วยขายตรงให้ผู้บริโภคทั่วประเทศ ซึ่งผู้บริโภคก็จะได้ซื้อข้าวสารในราคาที่ถูกลงอีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ถ้านางเฉลิมขวัญ หล่อตระกูล ผู้สมัครนายก อบจ. หมายเลข 2&amp;nbsp; ชนะการเลือกตั้ง&amp;nbsp; นโยบายแรกที่จะลงมือทำคือ แก้จนให้เกษตรกร จะทำให้ราคาสินค้าเกษตรสูงขึ้น เกษตรกรก็จะมีรายได้มากขึ้น&amp;nbsp; หนี้สินลดลง เศรษฐกิจทั้งจังหวัดกาฬสินธุ์จะดีขึ้น ประชาชนจะกลับมากระเป๋าตุงอย่างแน่นอน&amp;quot; คุณหญิงสุดารัตน์ ระบุ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/86159</URL_LINK>
                <HASHTAG>กาฬสินธุ์, คุณหญิงสุดารัตน์   เกยุราพันธุ์, หญิงหน่อย, อบจ., เฉลิมขวัญ หล่อตระกูล, แก้จน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201207/image_big_5fcd9dadef50e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>65760</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/05/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/05/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เด้งตำรวจลวนลามสาว ตั้งกก.สอบวินัยร้ายแรง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; ผบก.ภ.จว.กาฬสินธุ์ สั่งเด้งตำรวจลวนลามเด็กสาวที่ไปจ่ายค่าปรับบนโรงพัก สภ.สหัสขันธ์ พร้อมตั้งข้อหาอนาจารแก่บุคคลที่อายุต่ำกว่า 15 ปี ตั้งกรรมการสอบวินัยร้ายแรง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) เปิดเผยถึงกรณีเจ้าหน้าที่ลานลามนักเรียนสาวขณะไปเสียค่าปรับจราจรคาโรงพัก สภ.สหัสขันธ์ จ.กาฬสินธุ์ ว่า ขณะนี้ พล.ต.ท.เจริญวิทย์ ศรีวนิชย์ ผู้บัญชาการกองบัญชาการตำรวจภูธร 4 (ผบช.ภ.4) มีคำสั่งให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงและให้รายงานผลให้ทราบภายใน 7 วัน เพราะสร้างความเสียหายและภาพลักษณ์ให้กับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ล่าสุด ผบช.ภ.4 มีคำสั่งให้ ร.ต.ท.อุทิศ อ่อนประสงค์ รอง สวป. สภ.สหัสขันธ์ ไปปฏิบัติราชการที่ศูนย์ปฏิบัติราชการกองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดกาฬสินธุ์ เพื่อรอผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง ถ้าพบการกระทำความผิดจริงต้องถูกดำเนินการทั้งวินัยและอาญา ไม่เอาไว้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) กำชับตำรวจทุกนายว่าทำดีก็ต้องส่งเสริม แต่หากประพฤติตัวไม่เหมาะสมก็ต้องถูกทำโทษทั้งทางวินัยและอาญาเด็ดขาด ส่วนของพฤติกรรมในการก่อเหตุยังไม่ทราบรายละเอียดแน่ชัดว่า ร.ต.ท.คนดังกล่าว อยู่ในอาการมึนเมา, แต่งเครื่องแบบครึ่งท่อนจริงหรือไม่ ต้องรอผลการตรวจสอบทั้งหมด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน พล.ต.ต.สมนึก มิควาฬ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดกาฬสินธุ์ พร้อมด้วยรองผู้บังคับการตำรวจภูธร จ.กาฬสินธุ์ ร่วมเปิดเผยความคืบหน้า โดยระบุว่า จากการสอบปากคำผู้เสียหายพบว่า ผู้เสียหายเป็นนักเรียนหญิง ถูกจับในข้อหาไม่สวมหมวกนิรภัย และได้ไปชำระค่าปรับที่ สภ.สหัสขันธ์ พร้อมน้องสาว เมื่อช่วงเวลา 11.00 น.วันที่ 11 พ.ค.ที่ผ่านมา จากนั้นได้สอบถามตำรวจเพื่อเสียค่าปรับ ซึ่งระหว่างพูดคุยกันที่ห้องประชาสัมพันธ์ชั้น 1 มีตำรวจนายหนึ่ง ทราบชื่อภายหลังคือ ร.ต.ท.อุทิศ พรประสงค์ ซึ่งกำลังทำหน้าที่สิบเวรได้มาหาผู้เสียหาย และสอบถามว่า มาทำอะไร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผบก.ภ.จว.กาฬสินธุ์ กล่าวว่า จากนั้น ร.ต.ท.อุทิศได้แนะนำและพาขึ้นไปเสียค่าปรับที่ชั้น 2 และขณะนั้นเป็นวันหยุด ห้องเปรียบเทียบปรับไม่มีเจ้าหน้าที่อยู่ ก่อนพาผู้เสียหายเข้าไปและก่อเหตุลวนลาม กอดเอวผู้เสียหาย และขอจับของสงวน โดย ร.ต.ท.อุทิศยอมรับว่าก่อนเกิดเหตุได้ดื่มสุราที่บ้านพัก และมีเพื่อนมาขอให้ไปเข้าเวรแทน ระหว่างเข้าเวรมีอาการเมาสุรา ก็เลยก่อเหตุ แต่อ้างว่าทำไปโดยไม่รู้ตัว จึงได้สั่งย้าย ร.ต.ท.อุทิศมาประจำที่ตำรวจภูธรจังหวัดกาฬสินธุ์ และตั้งคณะกรรมสอบสวนวินัยร้ายแรง ซึ่งหากสอบสวนปากคำพยาน รวบรวมหลักฐาน และได้ข้อเท็จจริงแล้ว ก็จะแจ้งข้อกล่าวหาและจับกุมตัว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในเบื้องต้นได้ตั้งข้อหาอนาจารแก่บุคคลที่อายุต่ำกว่า 15 ปี ซึ่งมีโทษสูงจำคุก 10 ปี และปรับไม่เกิน 200,000 บาท ซึ่งหากศาลตัดสินมีความผิด ก็ต้องดำเนินการไล่ออกจากราชการต่อไป นอกจากนี้ จะมีการตรวจสอบกรณีข้อบกพร่องของผู้บังคับบัญชาที่ปล่อยให้ลูกน้องดื่มสุราแล้วมาปฏิบัติหน้าที่ด้วย.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/65760</URL_LINK>
                <HASHTAG>กาฬสินธุ์, ข้อหาอนาจาร, ตั้งข้อหาอนาจารแก่บุคคลที่อายุต่ำกว่า 15 ปี, ตำรวจลวนลามเด็กสาว, สอบวินัยร้ายแรง, เอ็กซ์ไซต์, เอ็กซ์ไซต์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200512/image_big_5eba9d1bc0e26.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>45351</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/09/2019 17:13</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/09/2019 17:12</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ชาวบ้านต้อนผู้ว่าฯกาฬสินธุ์ยกเลิกคำขอประทานบัตรเหมืองแร่2บริษัทเอกชน แฉพิรุธอื้อ!หมกเม็ดทำเหมืองแร่เถื่อน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9 ก.ย.62 - กลุ่มฅนเหล่าไฮงามไม่เอาเหมืองแร่&amp;nbsp;&amp;nbsp;ซึ่งประกอบด้วยชาวบ้านใน ต.เหล่าไฮงาม อ.กุฉินารายณ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ &amp;nbsp;เดินทางมายังศาลากลางจังหวัดเพื่อยื่นหนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์ คัดค้านการขอประทานบัตรเหมืองแร่ทรายแก้ว ในพื้นที่ ต.เหล่าไฮงาม อ.กุฉินารายณ์ จ.กาฬสินธุ์&amp;nbsp;โดยหนังสือดังกล่าว ระบุใจความว่า สำนักงานอุสาหกรรมจังหวัดกาฬสินธุ์ ได้มีหนังสือเชิญเข้าร่วมแสดงความคิดเห็นของชุมชนในพื้นที่ที่ขอประทานบัตร ทำเหมืองแร่ ประเภทที่ 1 ชนิดทรายแก้ว ตามคำขอประทานบัตรที่ 1/2561 ของห้างหุ้นส่วนจำกัด บัวขาวคลังแก้ว เนื้อที่ 32-2-88 ไร่ ในวันที่ 5 สิงหาคม 2562 และ คำขอประทานบัตรที่ 2/2561 ของบริษัท แทน ซิลิก้า จำกัด เนื้อที่ 40-2-20 ไร่ ในวันที่ 7 สิงหาคม 2562 ซึ่งเป็นกระบวนการจัดการรับฟังความคิดเห็นที่ไม่ชอบธรรม เนื่องจากการจัดการรับฟังความคิดเห็นตามมาตรา 56 วรรค 2 แห่งพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ.2560 ไม่ครอบคลุมประชาชนผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และผู้ได้รับผลกระทบจากกระบวนการทำเหมืองแร่ทั้งหมด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 22 ส.ค.ที่ผ่านมา &amp;nbsp;กลุ่มฅนเหล่าไฮงามไม่เอาเหมืองแร่ ได้เดินทางไปยื่นหนังสือคัดค้านขอประทานบัตรเหมืองแร่ทรายแก้วในพื้นที่ตำบลเหล่าไฮงาม กับผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์ และอุตสาหกรรมจังหวัดกาฬสินธุ์ โดยมีนายสนั่น พงษอักษร รองผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์ ยืนยันรับข้อเสนอของชาวบ้านทุกข้อ พร้อมทั้งจะตั้งกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีการลักลอบขุดแร่ก่อนได้รับประทานบัตร แต่กลับพบว่าไม่มีการตรวจสอบอย่างจริงจัง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ มีเพียงเจ้าหน้าที่ศูนย์ดำรงธรรมที่เดินทางไปในพื้นที่และมีการข่มขู่ชาวบ้าน แต่หลีกเลี่ยงการตรวจสอบการลักลอบขุดดิน โดยอ้างว่าเป็นเพียงการขุดดินถมดินเท่านั้น ไม่เพียงเท่านั้นจุดที่จะมีการทำเหมืองแร่และโรงแต่งแร่ยังเป็นพื้นที่ตาน้ำของชาวบ้าน ถือเป็นแหล่งต้นน้ำลำธารของชุมชนที่มีการใช้ประโยชน์ ซึ่งถ้ามีการทำเหมืองก็อาจจะมีผลต่อการใช้น้ำของชาวบ้านและเกิดการเปลี่ยนแปลงทิศทางการไหลของน้ำบนดินและน้ำใต้ดิน รวมทั้งของเสียก็จะไหลลงสู่แหล่งน้ำสาธารณะและน้ำดังกล่าวก็จะไหลลงตามลำน้ำ ลำห้วย ในพื้นที่ ซึ่งผลที่ตามมาก็จะเป็นปัญหามลพิษที่ชาวบ้านจะได้รับโดยตรง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ยังมีความไม่ชอบมาพากลในการขอประทานบัตรที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงหลายประการ อาทิ 1.บริษัท แทน ซิลิก้า จำกัด ได้ยื่นคำขอประทานบัตรทำเหมืองประเภทที่ 1 ชนิดทรายแก้ว เป็นระยะเวลา 20 ปี เนื้อที่ 40-2-20 ไร่ โดยมีปริมาณแร่สำรอง 540,500 ตัน ซึ่งจากการกล่าวอ้างในเวทีรับฟังความคิดเห็นว่า บริษัทจะมีการขนแร่ 10 รอบต่อวัน เมื่อนำมาคำนวนตามปริมาณความจุของรถบรรทุก 10 ล้อ ที่ความจุไม่เกิน 25 ตัน ซึ่งจะใช้ระยะเวลาเพียง 5 ปี 11 เดือน 7 วัน เท่านั้นในการดำเนินการทำเหมืองจนแล้วเสร็จ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แม้กระทั่งห้างหุ้นส่วนจำกัด บัวขาวคลังแก้ว ที่ได้ยื่นคำขอประทานทำเหมืองประเภทที่ 1 เนื้อที่ 32-2-88 ไร่ ซึ่งเป็นแร่ชนิดเดียวกัน และยังมีพื้นที่คำขออยู่ในบริเวณใกล้เคียงกันนั้น ได้ระบุในเอกสารประกอบการรับฟังความคิดเห็นว่า มีปริมาณแร่สำรองในพื้นที่คำขอ 333,744 ตัน เมื่อนำมาคำนวนจะใช้ระยะเวลาในการทำเหมืองจนแล้วเสร็จเพียง 3 ปี 8 เดือน เท่านั้น ซึ่งคำถามใหญ่ก็คือ เหตุใดทางบริษัทจึงต้องขอประทานบัตรทำเหมือง 20 ปี แล้วปีที่เหลือจะเอาแร่ทรายแก้วมาจากไหน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.กรณีการเข้ามาซื้อหน้าดินจากชาวบ้านในพื้นที่ โดยได้ขอซื้อในราคาไร่ละ 3,000 บาท ซึ่งมีการกล่าวอ้างว่า เป็นการขอซื้อหน้าดินเพื่อนำไปถมพื้นที่ แต่กลับพบว่ามีการนำดินดังกล่าวไปกองไว้ในพื้นที่เขตคำขอประทานบัตร ทว่าดินดังกล่าวไม่ใช่ดินธรรมดา แต่เป็นแร่ทรายแก้ว ซึ่งเป็นแร่ชนิดหนึ่งตามพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2560 ซึ่งจะใช้กระบวนการขุดดินและถมดินตามพระราชบัญญัติการขุดดินและถมดิน พ.ศ. 2543 ไม่ได้ การหลบเลี่ยงในการชำระค่าภาคหลวงแร่จากกระบวนการขุดดินถมดินเหล่านี้ จะต้องมีการชำระค่าภาคหลวงแร่ด้วยหรือไม่ รวมทั้งการนำเอาแร่จากพื้นที่อื่นนอกเขตคำขอประทานบัตรมานั้นจะต้องรวมเป็นส่วนหนึ่งในพื้นที่เขตคำขอประทานบัตรด้วยหรือไม่ อย่างไร &amp;nbsp;เพราะฉะนั้นอาจกล่าวได้ว่าการแสดงเขตคำขอประทานบัตรเหมืองแร่ทรายแก้วที่เอกชนยื่นต่ออุตสาหกรรมจังหวัดกาฬสินธุ์ ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้บริษัทเอกชนทั้ง 2 ราย ได้มีการดำเนินการทำเหมืองก่อนการได้รับอนุญาตประทานบัตร หรือมีการลักลอบทำเหมืองแร่เถื่อนหรือไม่ ซึ่งเป็นสิ่งที่ชาวบ้านตั้งคำถามต่อการกระทำและการดำเนินการของบริษัทที่มีความไม่ชอบมาพากลหลายประการ และอาจเข้าข่ายการลักลอบทำเหมืองแร่ทรายแก้วโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรเข้ามาดำเนินการในการตรวจสอบอย่างเร่งด่วน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้นกลุ่มฅนเหล่าไฮงามไม่เอาเหมืองแร่ จึงขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการแร่ระดับจังหวัด ซึ่งจะเป็นผู้มีอำนาจหน้าที่ให้ความเห็นชอบเกี่ยวกับการอนุญาตหรือไม่อนุญาต การต่ออายุ การโอน การเพิกถอน หรือการกำหนดเงื่อนไขใดๆ เกี่ยวกับประทานบัตรการทำเหมืองแร่ประเภทที่ 1ให้ดำเนินการดังนี้ 1.ขอให้ตรวจสอบการลักลอบทำเหมืองแร่เถื่อนในพื้นที่ตำบลเหล่าไฮงาม ทั้งการขุดแร่ทรายแก้วจากพื้นที่นอกคำขอประทานบัตรมาไว้ในแปลงขอประทานบัตร และการขนแร่ทรายแก้วออกไปยังโรงแต่งแร่นอกพื้นที่ โดยที่ยังไม่ได้ประทานบัตร&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.ขอให้ยกเลิกคำขอประทานบัตรที่ 1/2561 ของห้างหุ้นส่วนจำกัด บัวขาวคลังแก้ว เนื้อที่ 32-2-88 ไร่ และ คำขอประทานบัตรที่ 2/2561 ของบริษัท แทน ซิลิก้า จำกัด เนื่องจากการแสดงเขตคำขอประทานบัตรไม่ตรงกับข้อเท็จจริง อีกทั้งยังมีการขุดทรายจากนอกพื้นที่คำขอประทานบัตรมาไว้ในพื้นที่ขอประทานบัตร อาจเข้าข่ายการทำเหมืองแร่เถื่อน อีกทั้งจุดที่ตั้งเของพื้นที่ขอทำเหมืองแร่และโรงแต่งแร่ เป็นพื้นที่ตาน้ำของชาวบ้าน เป็นบ่อน้ำตามธรรมชาติที่เป็นแหล่งต้นน้ำลำธารหลายสายที่ไหลหล่อเลี้ยงชุมชน ให้ชาวบ้านได้ใช้เพื่อทำการเกษตร และใช้ในการดำรงชีวิต.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/45351</URL_LINK>
                <HASHTAG>กาฬสินธุ์, คำขอประทานบัตร, พรบ.แร่ 2560, อ.กุฉินารายณ์, เหมืองแร่ทรายแก้ว, เหมืองแร่เถื่อน, เหล่าไฮงาม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190909/image_big_5d7620aa7cfe2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>42633</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/08/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/08/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ชวนตะลุยสุดคุ้มวันแม่ พาลูกฝึกล่า“ไดโนเสาร์”</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ช่วงวันแม่แห่งชาติที่กำลังจะมาถึงนี้ สำหรับนักท่องเที่ยวที่เดินทางกันเป็นครอบครัว เส้นทางท่องเที่ยวไดโนเสาร์ สัตว์โลกล้านปี ที่เชื่อมโยงจังหวัดขอนแก่น กาฬสินธุ์ และมหาสารคาม ถือเป็นอีกหนึ่งเส้นทางในพื้นที่ใจกลางอีสาน หรือภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่มีกิจกรรมสร้างสรรค์ให้ทั้งครอบครัวได้ใช้เวลาแห่งความสุข สนุกสนานร่วมกัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;
เด็กๆกำลังสนใจโครงกระดูกไดโนเสาร์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;นางสาวศิริวรรณ สีหาราช ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานขอนแก่น&amp;nbsp; เปิดเผยว่า เส้นทาง &amp;ldquo;ไดโนเสาร์สะออน ขอนแก่น - กาฬสินธุ์ - มหาสารคาม&amp;rdquo; เป็นเส้นทางท่องเที่ยวเพื่อการเรียนรู้เรื่องไดโนเสาร์ที่สมบูรณ์ที่สุดในประเทศไทย ซึ่ง ททท.สำนักงานขอนแก่น ได้ดำเนินการส่งเสริมด้านการตลาดและการประชาสัมพันธ์มาอย่างต่อเนื่องหลายปี จนเกิดกลุ่มครอบครัวไดโนเสาร์สะออนแฟนคลับที่มีความชื่นชอบในเส้นทางท่องเที่ยวดังกล่าว และช่วยกันแนะนำนักท่องเที่ยวอื่นๆ ให้เดินทางมาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;
เด็กฝึกทักษะการใช้อุปกรณ์ของนักบรรพชีวินวิทยา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;สำหรับในปี 2562 นี้ ททท. สำนักงานขอนแก่น&amp;nbsp; ได้จัดกิจกรรมพิเศษ โดยร่วมกับพิพิธภัณฑ์สิรินธร จังหวัดกาฬสินธุ์ ศูนย์วิจัยและการศึกษาบรรพชีวินวิทยา มหาวิทยาลัยมหาสารคาม และบริษัท ปารี เทรเวล จัด แพ็กเกจทัวร์ 3 วัน 2 คืน &amp;ldquo;พาลูกไปฝึกล่าไดโนเสาร์&amp;rdquo; ในระหว่างวันที่ 10-12 สิงหาคม 2562&amp;nbsp;&amp;nbsp; ตามเส้นทางกรุงเทพฯ - ขอนแก่น - กาฬสินธุ์&amp;nbsp; โดยเน้นเจาะกลุ่มเป้าหมายครอบครัวที่มีลูกและหลานอายุ&amp;nbsp; 5- 12 ปี&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ผู้อำนวยการ ททท. สำนักงานขอนแก่น กล่าวเพิ่มเติมว่า ในแพ็กเกจทัวร์ดังกล่าว เด็กๆ จะได้เรียนรู้ผ่านรูปแบบฐานกิจกรรมที่สนุกสนาน ศึกษาหลุมขุดค้นไดโนเสาร์ในสถานที่จริง ฝึกทักษะการใช้อุปกรณ์ของนักบรรพชีวินวิทยา ทดลองกรอกระดูก และเข้าเฝือกอนุรักษ์ตัวอย่างฟอสซิลกระดูกไดโนเสาร์ ภายใต้การจัดกระบวนการเรียนรู้อย่างพิถีพิถันและการดูแลอย่างอบอุ่นปลอดภัย โดยวิทยากรจากศูนย์วิจัยและการศึกษาบรรพชีวินวิทยา มหาวิทยาลัยมหาสารคาม&amp;nbsp; และพิพิธภัณฑ์สิรินธร จังหวัดกาฬสินธุ์ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;
ครอบครัวกำลังให้ความสนใจกับการศึกษาซากไดโนเสาร์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมการฝึกทำปาท่องโก๋ไดโนเสาร์ที่ตลาดโรงสี เมืองกาฬสินธุ์ เรียนรู้เรื่องเกษตรอินทรีย์ในบรรยากาศสวนเกษตรที่อบอุ่น&amp;nbsp; บริเวณสวนเกษตรมีกิน จังหวัดขอนแก่น และร่วมกิจกรรมประดิษฐ์ตุ๊กตาไดโนเสาร์กับชุมชนท่องเที่ยวไดโนโรด ในพื้นที่จังหวัดกาฬสินธุ์ อีกด้วย ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถจองแพ็กเกจทัวร์ดังกล่าวได้ในราคา&amp;nbsp; เด็ก 5,000 บาท และผู้ใหญ่&amp;nbsp; 6,500 บาท โดยติดต่อที่&amp;nbsp; &amp;ldquo;ปารี เทรเวล&amp;rdquo; โทร. 06-4667-4371, 08-1318-3561&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ผู้อำนวยการ ททท. สำนักงานขอนแก่น กล่าวต่อว่า ในส่วนของนักท่องเที่ยวอื่นๆ ททท.สำนักงานขอนแก่นยังมีกิจกรรม &amp;ldquo;ไหว้พระธาตุอีสาน 4 เมือง รุ่งเรืองตลอดชีวิต&amp;rdquo; ซึ่งสามารถเดินทางมากันได้ตลอดทั้งปี เริ่มต้นจากจังหวัดขอนแก่น กับการสักการะพระธาตุสำคัญ 2 แห่ง คือ &amp;ldquo;พระมหาธาตุแก่นนคร&amp;rdquo; ถือเป็นแลนด์มาร์คสำคัญริมบึงแก่นนคร บึงใหญ่ใจกลางตัวเมืองขอนแก่น พระธาตุแห่งนี้เป็นที่รู้จักกันดีในชื่อ &amp;lsquo;พระธาตุวัดหนองแวง&amp;rsquo; หรือ &amp;lsquo;พระธาตุเก้าชั้น&amp;rsquo; เชื่อกันว่าการได้กราบไหว้ สักการะพระธาตุ 9 ชั้น จะส่งผลให้มีเกิดก้าวหน้ารุ่งเรืองแก่ชีวิต &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;
เด็กๆกำลลังสนใจการขุดฟอสซิลไดโนเสาร์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ส่วน &amp;ldquo;พระธาตุขามแก่น&amp;rdquo; ตั้งอยู่ที่วัดเจติยภูมิ อำเภอน้ำพอง เป็นเจดีย์ยอดฉัตรทองคําสูง 19 เมตร เป็นปูชนียสถานเก่าแก่และศักดิ์สิทธิ์อีกแห่งหนึ่งในภาคอีสาน ส่งเสริมให้เรื่องร้ายกลายเป็นดี โรคภัยที่มีหลีกลี้ห่างหาย ดุจดังต้นมะขามยืนต้นตายกลับฟื้นคืน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ข้ามไปที่บริเวณบ้านนาดูน อำเภอนาดูน จังหวัดมหาสารคาม &amp;ldquo;พระธาตุนาดูน&amp;rdquo; ถือเป็นปูชนียสถานสำคัญ และศูนย์กลางของพระพุทธศาสนาและศิลปวัฒนธรรมของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จึงเรียกขานว่าเป็น &amp;quot;พุทธมณฑลแห่งอีสาน&amp;rdquo; บริเวณรอบองค์พระธาตุมีบริเวณกว้างขวางเป็นสวนรุกขชาติ ปลูกต้นไม้ในพุทธประวัติ ร่มเย็น และงดงาม ถือเป็นศูนย์รวมความดี เพิ่มพูนบารมี ขจรไกลทั่วถิ่นอีสาน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;
เด็กกำลังสนุกกับการทำปาท่องโก๋ไดโนเสาร์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ต่อด้วย &amp;ldquo;พระมหาเจดีย์ชัยมงคล&amp;rdquo; ถือว่าเป็นสุดยอดความมงคลของจังหวัดร้อยเอ็ด เป็นสถานที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ และเป็นแหล่งประดิษฐานรูปเหมือนสลักด้วยหินทรายของพระคณาจารย์ ปราชญ์อีสานในอดีต และพระสุปฏิปันโนจํานวน 101 องค์ รวมทั้งเป็นพิพิธภัณฑสถานซึ่งเก็บรวบรวมอัฏฐะบริขารของหลวงปู่ศรี มหาวีโร ผู้ดําเนินการสร้างพระมหาเจดีย์ อานิสงส์จากการได้กราบไหว้จะช่วยเสริมส่งมงคล ท่วมท้นชัยชนะด้วยพุทธานุภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ปิดท้ายด้วย &amp;ldquo;พระธาตุยาคู&amp;rdquo; จังหวัดกาฬสินธุ์ คำว่า ยาคู เป็นภาษาพื้นเมือง หมายถึงพระเถระชั้นผู้ใหญ่ ชาวบ้านเชื่อกันว่า ภายในตัวพระธาตุมีการบรรจุอัฐิของพระเถระผู้ใหญ่แห่งเมืองฟ้าแดดสงยาง อาณาจักรโบราณในสมัยทวารวดี โดยในช่วงวันมาฆบูชา จะมีการจัดงานบุญยิ่งใหญ่ในชื่อว่า &amp;ldquo;งานมาฆปูรมี&amp;rdquo; มีการประดับตกแต่งรอบองค์พระธาตุและคนที่มาร่วมงานจะแต่งกายด้วยผ้าไทย อันเป็นเอกลักษณ์งดงามอย่างมาก ส่วนอานิสงส์จากการได้กราบไหว้พระธาตุ คือ ความเบิกบานร่มเย็น สมบูรณ์พูนสุข&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;ldquo;เชื่อว่าทั้งกิจกรรมเรียนรู้เรื่องไดโนเสาร์และเส้นทางท่องเที่ยวที่เสริมสิริมงคลให้ชีวิต จะช่วยให้นักท่องเที่ยวในกลุ่มครอบครัว ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ได้รับความสุข ความเพลิดเพลิน และได้สัมผัสประสบการณ์ใหม่ๆ กลับไปอย่างแน่นอน&amp;rdquo; ผู้อำนวยการ ททท. สำนักงานขอนแก่นกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ททท.สำนักงานขอนแก่น (รับผิดชอบพื้นที่ ขอนแก่น ร้อยเอ็ด กาฬสินธุ์ มหาสารคาม) โทร 0-4322-7714-6 และ Facebook : TAT Khonkaen &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;สรณะ รายงาน &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/42633</URL_LINK>
                <HASHTAG>การท่องเที่ยว, กาฬสินธุ์, ขอนแก่น, ททท., มหาสารคาม, วันแม่แห่งชาติ, เส้นทางท่องเที่ยวไดโนเสาร์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190803/image_big_5d458ed0a2721.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
